Mag-log inลมกรรโชกแรงพัดพาเอาละอองฝนสีทองจางๆ ปะทะใบหน้าของสิงขรขณะที่เขาปีนพ้นขอบระเบียงชั้นสูงสุดของปราสาทศิลาลอย ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือลานกว้างหน้าพระที่นั่งพายัพมณฑล ซึ่งประดับประดาด้วยรูปปั้นนาคาศิลาขนาดมหึมาที่แหลกสลาย พื้นหินศิลาแลงอาบไปด้วยสีขาวของหยาดน้ำค้างและสีแดงของคราบเลือดเก่าที่ล้างไม่ออก
ที่กลางลานนั้น ร่างมหึมาหนึ่งนั่งอยู่บนตั่งทองที่ผุพัง ร่างนั้นสวมฉลองพระองค์สีแดงเพลิงที่ขาดวิ่น ทว่าสิ่งที่น่าสยดสยองที่สุดคือ "ร่างกาย" ของเขา... ภายใต้ผ้าคลุมผืนหนานั้นมีแขนและขามนุษย์นับสิบข้างโผล่ออกมา บางข้างยังขยับไหวราวกับมีความคิดเป็นของตัวเอง บางข้างถูกยึดติดด้วยหมุดทองคำและด้ายอาคมสีดำสะอิดสะเอียน เขาคือ “เจ้าพระยาพายัพ” กึ่งเทพผู้ตกต่ำที่สุด แต่กลับกระหายอำนาจที่สุด สิงขรก้าวเท้าออกไปบนลานหิน เสียงฝีเท้าของเขากังวานท่ามกลางความเงียบ เจ้าพระยาพายัพค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความถือตัว ดวงตาข้างหนึ่งเหลือกค้างขณะที่อีกข้างจ้องมองสิงขรด้วยความสมเพช “ผู้ไร้บุญ... อีกตัวหนึ่งงั้นหรือ?” เสียงของเขาแหบพร่าและซ้อนทับกันราวกับมีเสียงของคนนับสิบพูดออกมาพร้อมกัน “เจ้าเดินทางข้ามทุ่งสังหาร ลอบเร้นผ่านกองทัพศิลาของข้า... เพียงเพื่อจะมาส่งมอบ ‘อวัยวะ’ อันต่ำต้อยของเจ้าให้ข้าอย่างนั้นหรือ?” สิงขรหยุดยืนห่างออกไปสิบก้าว เขาปักดาบเหล็กน้ำพี้ลงบนพื้นหิน “ข้ามาเพื่อทวงคืนเศษธรรมจักร... และมาเพื่อยุติความวิปริตที่ท่านทำกับร่างกายของเหล่านักรบผู้กล้า” เจ้าพระยาพายัพระเบิดเสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนเสียงกระดูกเสียดสีกัน เขายันกายขึ้นยืน แขนขาที่พ่วงติดมาด้วยพยายามพยุงร่างนั้นให้ออกมาดูน่าเกรงขาม “วิปริตงั้นหรือ? เจ้าคนเขลา! แผ่นดินนี้ล่มสลายไปนานแล้ว ตั้งแต่วันที่มหาธรรมจักรแตกสลาย สวรรค์ทอดทิ้งเรา มหาโพธิ์ทองก็เหลือเพียงความว่างเปล่าที่คอยสูบกินเรา ข้าเพียงแต่ทำสิ่งที่ต้องทำ... ข้า ‘ต่อเติม’ เพื่อให้ข้าแข็งแกร่งพอจะทวงคืนบัลลังก์ธรรมราชา!” เขาเดินตรงเข้ามาหาสิงขร ช้าๆ แต่หนักแน่น แขนข้างหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นแขนของอัศวินโบราณกระชับขวานยักษ์สีทองไว้แน่น “ดูแขนเหล่านี้สิ... นี่คือแขนของแม่ทัพผู้เกรียงไกร นี่คือขาของนักวิ่งที่เร็วที่สุด และนั่น... มือของช่างศิลป์ผู้ประณีต พวกเขาทุกคนยังอยู่กับข้า กลายเป็นส่วนหนึ่งของความยิ่งใหญ่ที่กำลังจะบังเกิด!” “ท่านไม่ได้ยิ่งใหญ่ขึ้นเลย พายัพ...” สิงขรกล่าวเสียงเรียบ “ท่านเพียงแต่กลายเป็น ‘ก้อนเนื้อที่น่าสมเพช’ ที่ห่อหุ้มด้วยความกลัวตายเท่านั้นเอง” คำพูดของสิงขรเหมือนศรที่ปักเข้ากลางใจของกึ่งเทพผู้บ้าคลั่ง ใบหน้าของเจ้าพระยาพายัพบิดเบี้ยวด้วยโทสะ แขนทุกข้างบนร่างของเขาเริ่มเกร็งและเล็บจิกเข้าหาฝ่ามือจนเลือดซึมออกมา “เจ้ากล้าดียังไง! เจ้าคนไร้ราก! เจ้าผู้ที่แสงทองยังทอดทิ้ง!” เขาคำรามลั่น “จงคุกเข่าลง! แล้วข้าจะเอาแขนของเจ้ามาประดับไว้ที่ไหล่ของข้า ให้เจ้าได้เป็นส่วนหนึ่งของข้าไปชั่วนิรันดร์!” สิงขรดึงดาบขึ้นจากพื้น แสงสีทองจากเหล็กน้ำพี้เรืองรองสู้กับแสงสลัวยามอาทิตย์อัสดง “ข้าจะไม่คุกเข่าให้แก่กษัตริย์ที่เน่าเฟะ... และข้าจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของใครทั้งนั้น นอกจากตัวข้าเอง” “ถ้าอย่างนั้น... จงตายในฐานะ ‘เศษเนื้อ’ ที่ไร้ค่าเสียเถิด!” เจ้าพระพายัพเงื้อขวานยักษ์ขึ้นสุดแขน แขนอีกหลายข้างที่ติดอยู่บนหลังพยายามตะเกียกตะกายฉีกกระชากอากาศ พลังอาคมสีเหลืองทองที่ดูหม่นหมองระเบิดออกจากร่างของเขาเป็นวงกว้าง ความกดดันมหาศาลทำให้พื้นหินรอบตัวสิงขรเริ่มแตกร้าว ในจังหวะนั้นเอง สิงขรสัมผัสได้ถึงเสียงกระซิบของ มาลี ที่แว่วมาตามลม “อย่ามองเขาด้วยตา... แต่จงมองด้วย ‘บุญ’ ที่เหลืออยู่” สิงขรหลับตาลงเสี้ยววินาที เขาเห็นกระแสพลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างที่บิดเบี้ยวนั้น จุดอ่อนของเจ้าพระพายัพไม่ใช่ชุดเกราะหรือแขนขามากมายเหล่านั้น แต่คือ “รอยต่ออาคม” ที่ยึดโยงอวัยวะเหล่านั้นไว้ด้วยกัน ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก รอยสักยันต์ที่แผ่นหลังร้อนผ่าวจนทะลุเกราะที่แหว่งวิ่น ศึกตัดสินชะตาของมณฑลบูรพากำลังจะเริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางเสียงคำรามของกึ่งเทพผู้คลั่งไคล้พลังอำนาจและการเผชิญหน้าของนักรบผู้ฟื้นจากความตาย “เข้ามา! เจ้าคนไร้บุญ! จงมาให้ข้ากลืนกิน!” เจ้าพระยาพายัพฟาดขวานลงมาด้วยแรงที่สามารถผ่าขุนเขาได้ สิงขรพุ่งตัวหลบด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นจากเครื่องรางเบญจรงค์ การต่อสู้ครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตใหม่ของเขาได้เปิดฉากขึ้นแล้ว!ความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านเข้ามากระทบผิวเนื้อ ไม่ใช่ความเย็นเยือกที่บาดลึกถึงกระดูกประดุจเวทมนตร์เหมันต์ หรือความเยือกเย็นอันชวนขนลุกของแดนทมิฬใต้เงา ทว่ามันเป็นความเย็นที่สงบเงียบ บริสุทธิ์ และปราศจากพันธนาการใดๆ เหมือนอากาศบริสุทธิ์ในคืนเดือนแรมที่ไร้เมฆหมอกสิงขรค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เปลือกตาของเขาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ความเจ็บปวดจากการฝืนใช้พลังระดับกอสมิกในศึกตัดสินกับ อสูรแห่งเอลเดน ยังคงหลงเหลืออยู่เป็นรอยระบมฝังลึกในกล้ามเนื้อ ทว่าบาดแผลฉกรรจ์ตามร่างกายกลับสมานตัวจนเหลือเพียงรอยแผลเป็นสีจางๆเขาพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือผืนดินใต้ร่าง มันไม่ใช่เถ้าถ่านที่ร้อนระอุของนครหลวงเถ้าถ่าน และไม่ใช่ผิวน้ำสีดำของมิติกระจกเงา แต่มันเป็นพื้นศิลาที่ปูด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ และเมื่อเขากวาดสายตามองไปรอบๆ..."ที่นี่มัน..."สิงขรเบิกตากว้าง ทัศนียภาพรอบตัวเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้อยู่บนโลกมัชฌิมอีกต่อไป ทว่าเขากำลังนั่งอยู่บนแท่นบูชาหินอ่อนที่ตั้งอยู่ท่ามกลาง "ห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล" ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ใช่สีทองของมหาโพธิ์ทอง และไม่ใช่สีเทาหมอ
มิติกระจกเงาอันไร้ขอบเขตบัดนี้ถูกอาบย้อมไปด้วยแสงสีทองที่เข้มข้นจนกลายเป็นความมืดบอด วงแหวนสีทองขนาดยักษ์ทั้งสี่วงที่ซ้อนทับกันเป็นสัญลักษณ์แห่ง "มหาธรรมจักร“ กำลังหดตัวบีบรัดเข้าสู่จุดศูนย์กลางอย่างเชื่องช้าทว่าไม่อาจหยุดยั้งได้ มันไม่ใช่การโจมตีทางกายภาพ แต่มันคือการ "บีบอัดกฎเกณฑ์" ของมิติให้กลับคืนสู่จุดเริ่มต้น ทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในรัศมีของวงแหวนนี้ ไม่ว่าจะเป็นสสาร เวทมนตร์ หรือแม้แต่วิญญาณ จะถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างสมบูรณ์!แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนผิวน้ำสีดำที่เคยราบเรียบเกิดการยุบตัวลงประดุจหลุมอุกกาบาต"สิงขร... ข้าหายใจไม่ออก..." มาลินทรุดตัวลงนอนราบกับผิวน้ำ โดมเวทมนตร์ของนางแตกสลายไปแล้ว เลือดไหลซึมออกจากจมูกและดวงตา ร่างกายของมนุษย์ธรรมดาไม่อาจทนรับแรงโน้มถ่วงระดับกอสมิกนี้ได้อีกต่อไปสิงขรยืนหยัดอยู่เบื้องหน้านาง สองขากางออกกว้างเพื่อรักษาสมดุล กล้ามเนื้อทุกมัดกำลังประท้วงถึงขีดจำกัดสูงสุด ทว่าสองมือของเขายังคงกำด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" ไว้แน่น นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเขาจ้องมองวงแหวนสีทองที่กำลังบีบตัวเข้ามาใกล้ทุกขณะ"กฎเกณฑ์ที่บังคับให้ทุกคนต้องศิโรราบ... ระเบีย
เสียงร้องกังวานที่ไม่ได้เปล่งออกจากลำคอ ทว่าสะท้อนก้องมาจากความถี่ของห้วงอวกาศ ดังกึกก้องจนผิวน้ำสีดำที่ราบเรียบประดุจกระจกเงาเกิดระลอกคลื่นบ้าคลั่ง สิ่งมีชีวิตที่แท้จริงเบื้องหลังมหาธรรมจักร ลอยตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ ร่างกายอันโปร่งแสงของมันใหญ่โตมโหฬารจนสิงขรดูเป็นเพียงฝุ่นผงเมื่อเทียบเคียง ภายในร่างนั้นคือภาพจำลองของกาแล็กซี กลุ่มดาว และเนบิวลาที่หมุนวนอย่างเชื่องช้า บ่งบอกถึงตัวตนที่อยู่เหนือขอบเขตของกาลเวลาและสถานที่ในมือที่คล้ายคลึงกับกิ่งไม้สีทองของมัน กำด้าม "ดาบศิลา" ขนาดยักษ์ ดาบเล่มนั้นถูกหลอมขึ้นจากเศษซากเจตจำนงของ รณกร ที่เพิ่งแตกสลาย มันเป็นดาบที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยรอยร้าว ทว่ากลับแผ่รังสีแห่งการทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว แสงสีทองที่สาดส่องออกมาจากตัวอสูร ไม่ใช่แสงแห่งความอบอุ่น แต่เป็นแสงแห่ง "ความเป็นระเบียบ" ที่เย็นชาและพร้อมจะลบทุกสิ่งที่ผิดแผกไปจากสมการของมันมาลินทรุดตัวลงกับพื้น ผิวหนังของนางรู้สึกแสบร้อนเพียงแค่อยู่ในรัศมีแสงของมัน "นี่หรือคือพระเจ้า... มันไม่ได้ดูเหมือนผู้สร้างเลย แต่มันเหมือน... สัตว์ประหลาดจากต่างดาวที่ตกลงมากลืนกินโลกใบนี้""เพราะมันคือปรสิตอย
มิติกระจกเงาอันไร้ขอบเขตที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กำลังสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งประดุจแก้วบางๆ ที่ถูกบีบอัดด้วยแรงดันมหาศาล ท้องฟ้าเบื้องบนมิใช่สีทองสลัวอีกต่อไป ทว่ามันสว่างจ้าแสบตาจนแทบหลอมละลาย รอยแหวนเวทมนตร์แห่ง "มหาธรรมจักร" รัศมีกว้างใหญ่ไพศาลซ้อนทับกันเป็นวงกลมนับสิบวง ก่อตัวขึ้นเบื้องหลังร่างของ รณกร ราชันย์แห่งมหาธรรมจักรชายผมแดงร่างยักษ์ผู้ไร้ซึ่งเจตจำนง ลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำ ค้อนศิลาในมือขวาของเขาดูดกลืนแสงสว่างจากแหวนเวทมนตร์เหล่านั้นจนแปรสภาพเป็นอาวุธทำลายล้างมิติที่สมบูรณ์แบบ แสงสีทองที่อัดแน่นอยู่ที่หัวค้อนนั้นหนักอึ้งเสียจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว ร้อนระอุประดุจใจกลางของดาวฤกษ์ที่กำลังจะระเบิด"สิงขร... พลังนั่นมันบ้าไปแล้ว! มันกำลังจะลบทุกสิ่งทุกอย่างในมิตินี้ทิ้ง!" มาลินตะโกนก้องผ่านม่านพายุลมที่พัดกระหน่ำ นางพยายามฝังนิ้วมือลงกับผิวน้ำตื้นๆ เพื่อไม่ให้ร่างถูกพัดปลิวไปตามแรงลมของเทพเจ้าสิงขรยืนตระหง่านอยู่เบื้องล่าง เงยหน้ามองหายนะที่กำลังก่อตัวด้วยสายตาที่สงบนิ่งอย่างประหลาดคาตานะโลหิตในมือซ้ายของเขาเริ่มสั่นระริกและปรากฏรอยร้าว เวทมนตร์เลือดของอัสมันต์ที่ฝังอยู่ในใบดาบก
รอยแยกสีทองเรืองรองที่ทอดตัวอยู่กลางลำต้นของ "ต้นมหาโพธิ์ทอง" บัดนี้เปิดกว้างออกประดุจประตูสู่สรวงสวรรค์ที่ถูกแผดเผา เปลวเพลิงยักษ์ที่เต้นเร่าอยู่รอบนอกไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตอันศักดิ์สิทธิ์เบื้องหลังแสงนั้นได้ สิงขรและมาลินหยุดยืนอยู่หน้าปากทางเข้า ความเงียบสงัดที่แผ่ออกมาจากภายในนั้น หนักอึ้งเสียจนทำให้เสียงของสายลมและกองไฟเบื้องหลังดูคล้ายกับความว่างเปล่าสิงขรกระชับด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" ไว้ในมือขวา ส่วนมือซ้ายกำ "คาตานะโลหิต" ของอัสมันต์ไว้หลวมๆ ร่องรอยของบาดแผลจากการต่อสู้กับราหูและกัมปนาทถูกเยียวยาด้วยเวทมนตร์และสมุนไพรจนทุเลาลง แต่ความเหนื่อยล้าที่สะสมอยู่ในจิตวิญญาณนั้นมีเพียงปณิธานอันแรงกล้าเท่านั้นที่คอยค้ำจุนไว้"มาลิน..." สิงขรเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง "หลังประตูบานนี้... คือมิติที่กฎเกณฑ์ของโลกมนุษย์ไม่อาจเอื้อมถึง มันคือลานประหารของทวยเทพ ข้าไม่อาจรับประกันความปลอดภัยใดๆ ได้อีกต่อไป หากเจ้าก้าวตามข้าเข้ามา"มาลินกำหน้าไม้เพลิงในมือแน่น นางเม้มริมฝีปาก แววตาของจอมปรุงยาสาวเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ไม่แพ้กัน "ข้าตามเจ้ามาตั้งแต่ทุ่งสุสานที่เต็มไปด้วยพิษมรณะชาด ฝ่าวงล
มิติสีทองที่เคยบิดเบี้ยวอยู่เบื้องหน้าประตูแห่งความเป็นเทพ บัดนี้สงบนิ่งและแปรสภาพเป็นเพียงม่านหมอกแห่งความว่างเปล่า สิงขรและมาลินก้าวผ่านรอยแยกมิตินั้น ทิ้งแดนทมิฬใต้เงาและความวิปลาสของเทพเจ้าจอมปลอมไว้เบื้องหลัง พริบตาที่เท้าของพวกเขาสัมผัสกับผืนดินอีกครั้ง อากาศที่บริสุทธิ์และหนาวเหน็บก็ถูกแทนที่ด้วยความร้อนระอุและกลิ่นเหม็นไหม้ที่คุ้นเคยพวกเขาไม่ได้กลับมายังวังบาดาล หรือทุ่งหิมะอันเหน็บหนาว ทว่าพวกเขาถูกส่งกลับมายังใจกลางของมัชฌิมโลก... "นครหลวงเถ้าถ่าน"ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือจุดจบของอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองที่สุด ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประดุจเลือดที่ถูกต้มจนเดือด ละอองเถ้าถ่านสีเทาหม่นโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายราวกับหิมะแห่งความตาย ต้นมหาโพธิ์ทอง ขนาดยักษ์ที่เคยส่องประกายศักดิ์สิทธิ์ บัดนี้ถูกโอบล้อมด้วย "เพลิงยักษ์บรรลัยกัลป์" ที่แผดเผาเปลือกไม้และกิ่งก้านจนกลายเป็นถ่านสีดำแดง หนามแห่งการปฏิเสธที่เคยปิดกั้นทางเข้าสู่ภายในต้นไม้ บัดนี้ถูกเผาจนมอดไหม้ เปิดทางให้เห็นแสงสว่างจางๆ ที่ลอดออกมาจากแกนกลาง"ในที่สุด... ทางเข้าสู่บัลลังก์เอลเดนก็เปิดออกแล้ว" มาลินกระซิบ นางใช้ผ้าเช็ด







