หน้าหลัก / แฟนตาซี / ธรรมจักรทมิฬ / ตอนที่ 4: ทางลับใต้ซากเทวาลัย และเงามืดในปราสาทศิลาลอย

แชร์

ตอนที่ 4: ทางลับใต้ซากเทวาลัย และเงามืดในปราสาทศิลาลอย

ผู้เขียน: Wanderer
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-20 01:54:46

บานประตูไม้สักมหึมาของปราสาทศิลาลอยปิดลงตามหลังสิงขรด้วยเสียงดังสนั่น ราวกับจะประกาศว่าบัดนี้เขามิอาจหันหลังกลับไปสู่โลกภายนอกได้อีก

ภายในปราสาทมิได้สว่างไสวด้วยแสงจากมหาโพธิ์ทองเหมือนด้านนอก แต่กลับเต็มไปด้วยแสงสลัวสีส้มจากคบเพลิงที่ปักอยู่ตามกำแพงหินศิลาแลง กลิ่นเหม็นอับของกำมะถันและกลิ่นซากศพที่ถูกทิ้งไว้นานวันลอยอบอวลอยู่ใต้หลังคาจั่วสูงชันที่ประดับด้วยลวดลายกนกที่หักพัง

สิงขรหมอบตัวต่ำลงในเงามืดหลังกองเสาหินที่สลักลายวิจิตร สายตาของเขาจ้องมองไปยังลานกว้างเบื้องหน้า ที่นั่นคือทางเข้าหลักสู่พระที่นั่งพายัพมณฑล แต่ความตายได้สถิตอยู่ที่นั่นในรูปของ “กองทัพศิลา” นักรบนับร้อยในชุดเกราะศิลาแลงหนาหนักยืนเรียงรายราวกับรูปปั้นที่ไม่ไหวติง ทว่าดวงตาของพวกมันกลับมีเปลวไฟสีเหลืองนวลลุกโชนอยู่ภายในหน้ากากเหล็ก มือของพวกมันกำหอกซัดและง้าวใบใหญ่ไว้อย่างมั่นคง

หากบุกเข้าไปตรงๆ แม้จะมีดาบเหล็กน้ำพี้ที่เสริมพลังมาแล้ว สิงขรก็รู้ดีว่าเขาคงถูกรุมกินโต๊ะจนเหลือเพียงชื่อก่อนจะได้เห็นหน้าเจ้าเมืองเสียด้วยซ้ำ

“ทางที่สว่างที่สุด... มักเป็นทางที่อันตรายที่สุด” เสียงกระซิบเยือกเย็นของมาลีดังก้องในมโนสำนึกของเขา “มองหาทางที่ถูกลืมสิ สิงขร... ทางที่นำไปสู่รากฐานที่เน่าเฟะของปราสาทแห่งนี้”

สิงขรกวาดสายตาไปรอบๆ จนกระทั่งพบกับทางแยกเล็กๆ ทางทิศตะวันตก เป็นบันไดหินที่มุ่งลงสู่ใต้ดินซึ่งมีป้ายหินเก่าแก่อยู่ในสภาพแตกหักเขียนไว้ว่า “เทวาลัยร้างใต้ดิน” เขารีบเคลื่อนตัวอย่างแผ่วเบา อาศัยจังหวะที่ทหารศิลาหมุนตัวตามเวรยามพุ่งวูบข้ามลานหินไปสู่ปากทางลับนั้น

บันไดหินนั้นทอดตัวลึกลงไปในความมืดที่ดูเหมือนจะไร้ก้นบึ้ง อากาศข้างล่างหนาวเหน็บและชื้นแฉะจนสิงขรรู้สึกถึงละอองน้ำที่เกาะบนผิวเกราะหวายของเขา เมื่อลงมาถึงชั้นใต้ดิน เขาพบว่าที่นี่คือซากเทวาลัยโบราณที่ถูกสร้างขึ้นก่อนที่ปราสาทศิลาลอยจะถูกสถาปนาเสียด้วยซ้ำ เสาหินกลมขนาดใหญ่ค้ำยันเพดานที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์ประหลาดสีม่วงคล้ำที่ขยับไหวได้ราวกับสิ่งมีชีวิต

เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นแปลกๆ ที่ไม่ใช่กลิ่นศพ แต่มันคือกลิ่นของ “ยางไม้ศักดิ์สิทธิ์” ที่แห้งกรัง

สิงขรเดินสำรวจไปตามแนวผนังที่ประดับด้วยภาพสลักนูนต่ำ เล่าเรื่องราวของยุคสมัยก่อนที่มหาธรรมจักรจะแตกสลาย ภาพเหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงความสงบสุขที่มนุษย์และอสุราต่างอาศัยอยู่ใต้ร่มโพธิ์เดียวกัน แต่ในภาพสุดท้ายกลับถูกขูดขีดทลายจนเหลือเพียงรอยเล็บที่ดูน่าสยดสยอง

“ใคร... ใครที่ยังมีลมหายใจหลงเข้ามาในสุสานแห่งความลับนี้?”

เสียงแหบพร่าและสั่นเครือดังมาจากมุมหนึ่งของเทวาลัย สิงขรชักดาบออกทันที แสงสีทองจากตัวดาบขับไล่ความมืดเผยให้เห็นร่างของชายชราหลังค่อมที่สวมชุดนักโทษที่ขาดวิ่น โซ่ตรวนขนาดใหญ่ล่ามข้อเท้าของเขาไว้กับเสาหิน ดวงตาของเขาเหลือกรากและสั่นระริก

“ท่านเป็นใคร? ทำไมถึงถูกล่ามไว้ที่นี่?” สิงขรถามพลางรักษาระยะห่าง

“ข้าเคยเป็นโหรหลวง... ก่อนที่เจ้าพระยาพายัพจะบ้าคลั่ง” ชายชราหัวเราะเสียงแห้ง “ข้าเตือนเขา... ข้าบอกเขาว่าการต่อเติมร่างกายด้วยแขนขาของวีรบุรุษจะทำให้จิตวิญญาณของเขาแตกสลาย แต่เขาไม่ฟัง! เขาตัดลิ้นข้าและล่ามข้าไว้ที่นี่เพื่อให้ข้าดูความล่มสลายของมวลมนุษย์!”

สิงขรลดดาบลงเล็กน้อย “ข้าต้องการทางขึ้นไปยังยอดปราสาทโดยไม่ผ่านกองทัพศิลา ท่านพอจะช่วยได้ไหม?”

โหรหลวงที่ไร้ลิ้น (แต่ใช้วิธีสื่อสารผ่านจิตจางๆ) ชี้ไปที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่กลางเทวาลัย “ข้างล่างนั่น... มีทางเชื่อมที่ใช้สำหรับระบายน้ำอมฤตในสมัยโบราณ มันจะนำเจ้าไปสู่ห้องเก็บส่วยใต้พระที่นั่ง... แต่จงระวัง ‘หนอนกินกรรม’ ที่อาศัยอยู่ในน้ำนั้นให้ดี พวกมันหิวโหยเหลือเกิน”

สิงขรกล่าวขอบคุณและเดินไปยังขอบบ่อน้ำ น้ำข้างในนิ่งสงบและดำสนิทราวกับน้ำหมึก เขาไม่มีทางเลือกอื่น ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกแล้วกระโดดลงไปในความเย็นยะเยือกนั้น

ความหนาวเย็นปะทะร่างจนเขาเกือบสำลัก สิงขรพยายามพยุงตัวในน้ำที่มืดมิด ทันใดนั้นเขาเห็นดวงตาสีฟ้าเล็กๆ นับร้อยดวงสว่างขึ้นรอบกาย มันคือพวกหนอนสีเงินที่มีรูปร่างคล้ายปลิงขนาดใหญ่ พวกมันพุ่งเข้าหาเขาเพื่อหวังจะดูดกินพลังบุญบารมีที่แฝงอยู่ในกระแสเลือด สิงขรต้องใช้ดาบเหล็กน้ำพี้ฟันน้ำเพื่อสร้างแรงกระแทกจากอาคมผลักพวกมันออกไป พลางตะเกียกตะกายว่ายหาทางออกไปที่อีกฝั่งของอุโมงค์ใต้น้ำ

ปอดของเขาเริ่มจะระเบิดจากการขาดอากาศ จังหวะที่สติกำลังจะหลุดลอย แสงสว่างจางๆ จากพื้นผิวเหนือหัวก็ปรากฏขึ้น สิงขรตะเกียกตะกายขึ้นมาเหนือผิวน้ำ เขาพบว่าตัวเองอยู่ในห้องใต้ดินขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยหีบสมบัติไม้สักและกองพัสดุจำนวนมหาศาล ที่นี่คือ “ห้องเก็บส่วย” ที่โหรหลวงบอก

แต่สิ่งที่ทำให้สิงขรต้องหยุดชะงักคือสิ่งที่ตั้งอยู่กลางห้อง... หีบสมบัติใบหนึ่งที่ดูต่างจากใบอื่น มันมีก้ามปูงอกออกมาและมีลิ้นยาวเฟื้อยสีแดงสดสั่นไหวอยู่ตามช่องว่างของไม้

“กล่องกินคน...” สิงขรพึมพัม เขาเคยได้ยินตำนานเรื่องอสุรกายที่จำแลงกายเป็นสมบัติเพื่อล่อหลอกผู้ที่โลภมาก

สิงขรพยายามเดินเลี่ยงกล่องปีศาจนั้นอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้

เขาเดินไปตามกองหีบสมบัติจนเจอทางขึ้นบันไดวนไม้ที่นำไปสู่ชั้นบน ในระหว่างที่เดินผ่านกองอาวุธที่ถูกยึดมา เขาพบเข้ากับ “เครื่องรางเบญจรงค์” ที่ตกอยู่บนพื้น มันเป็นเครื่องรางรูปดอกบัวที่เมื่อสวมใส่แล้วจะช่วยให้เสียงฝีเท้าเบาลงและช่วยให้การหลบหลีกคล่องตัวขึ้น เขาเก็บมันมาสวมที่คอทันที ความรู้สึกเบาสบายพุ่งพล่านไปทั่วร่างราวกับน้ำหนักของชุดเกราะหายไปครึ่งหนึ่ง

เมื่อขึ้นมาถึงสุดปลายบันได สิงขรแง้มประตูไม้ออกเล็กน้อย เขาพบว่าตัวเองอยู่หลังม่านผืนใหญ่ในห้องโถงกว้างที่ประดับด้วยแจกันโบราณและพรมทออย่างประณีต นี่คือโซนอาศัยของเหล่าสนมและข้ารับใช้ที่บัดนี้กลายเป็นร่างไร้วิญญาณที่คอยขัดถูพื้นวนไปมาอย่างน่าเวทนา

เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเสียงลากโลหะกับพื้นดังแว่วมาจากโถงทางเดินหลัก สิงขรแอบมองผ่านช่องว่างของม่านและเห็นร่างของ “ทหารมหาดเล็กเหล็ก” ซึ่งเป็นนักรบระดับสูงที่แข็งแกร่งกว่าทหารศิลาหลายเท่า มันถือดาบโค้งขนาดใหญ่และโล่ทองเหลืองลายกนก เดินตรวจตราอย่างเข้มงวด

สิงขรใช้ประโยชน์จากเครื่องรางเบญจรงค์ที่เพิ่งได้มา เขาเคลื่อนตัวราวกับสายลมผ่านหลังแนวตู้ตั่งไม้ฉลุ ลอบผ่านห้องแล้วห้องเล่าจนกระทั่งมาถึงระเบียงชั้นนอกที่มองเห็นสวนลับของปราสาท จากจุดนี้เขาสามารถมองเห็นยอดหอคอยที่ประทับของเจ้าพระยาพายัพได้อย่างชัดเจน

ที่สวนลับเบื้องล่าง สิงขรสังเกตเห็นบางอย่างที่แปลกประหลาด มีอสุรกายรูปร่างคล้ายนกอินทรีแต่มีขาเป็นมนุษย์ (กึ่งนกกึ่งคนแต่มีใบมีดติดที่ขา) กำลังเกาะอยู่ตามยอดต้นลีลาวดีที่เหี่ยวเฉา พวกมันคือหน่วยสอดแนมทางอากาศที่ร้ายกาจที่สุด

ชายหนุ่มตระหนักได้ว่า แม้จะเลี่ยงกองทัพศิลามาได้ แต่ความท้าทายที่แท้จริงกำลังรออยู่บนเส้นทางสู่ยอดปราสาท เขาต้องข้ามผ่านสวนที่มีนกใบมีดพวกนี้ และบุกเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ที่เป็นที่พักของ “ขุนศึกแขนทองคำ” มือขวาของเจ้าพระยาพายัพ

สิงขรกระชับดาบในมือ เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเหมือนตอนที่ตื่นขึ้นมากลางทุ่งสังหารอีกแล้ว ทุกก้าวที่เดินผ่านความมืด ทุกศัตรูที่ลอบเร้นผ่านไป ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานของมหาโพธิ์ทองที่ไหลเวียนในโลกใบนี้มากขึ้น แม้จะเป็นพลังที่บิดเบี้ยว แต่มันก็คือพลังที่เขาจะนำมาชำระล้างโลกใบนี้

“อีกไม่ไกลแล้ว...” เขาบอกกับตัวเอง แสงสีทองจากเครื่องรางเบญจรงค์เรืองรองจางๆ เป็นสัญญาณว่าเขากำลังเข้าใกล้ความจริงของแผ่นดินที่ล่มสลายนี้เข้าไปทุกที

สิงขรเริ่มปีนขึ้นไปตามเถาวัลย์ขนาดใหญ่ที่เกาะเลียบกำแพงหอคอย มุ่งหน้าสู่จุดสูงสุดที่เจ้าเมืองผู้โฉดชั่วรอคอยเขาอยู่... การต่อสู้ครั้งสำคัญกำลังจะเปิดฉากขึ้นในไม่ช้า

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 23: คำสัตย์กลางเพลิง และรัศมีธรรมแห่งวีรบุรุษ

    ภายใต้แผ่นฟ้าที่มืดมิดดุจผืนกำมะหยี่สีดำสนิทซึ่งถูกฉาบด้วยสีเลือดนก ดวงจันทร์สีแดงก่ำค่อยๆ ขยับเลื่อนมาสถิตอยู่เหนือยอดหอคอยแหลมคมของปราสาทชายแดนประหนึ่งดวงตาสีเลือดของอสุรกายยักษ์ที่กำลังจับจ้องลงมายังพื้นพิภพด้วยความกระหายบรรยากาศภายในลานประลองชายป่าพลันเงียบสงัดลงอย่างน่าใจหาย จนได้ยินเพียงเสียงฟืนในกองไฟพุ่งปะทุเป็นประกายไฟและเสียงหวีดหวิวของลมกรดที่หอบเอาเกสรสีชาดมาโปรยปรายประดุจฝนแห่งคำสาป เหล่านักรบเดนตายจากทั่วสารทิศกว่าร้อยชีวิตที่มีทั้งแผลเป็นท่วมกายและชุดเกราะที่ผ่านการกรำศึกหนัก ต่างพากันลุกขึ้นยืนและจัดแถวอย่างเป็นระเบียบราวกับถูกดึงดูดด้วยอำนาจลึกลับ แววตาของพวกเขาสะท้อนแสงไฟ มีทั้งความตื่นกลัวในอำนาจเทพเจ้าและความบ้าบิ่นที่พร้อมจะแลกชีวิตเพื่อชื่อเสียงในตอนจบสิงขรก้าวเดินอย่างมั่นคงขึ้นไปยืนบนแท่นศิลาสูงตระหง่านใจกลางลานประลอง ในมือของเขากุม จอกเหล้าสังหาร ที่บรรจุน้ำอมฤตสีแดงเข้มข้นไว้จนปริ่มขอบ ของเหลวภายในนั้นสั่นไหวและส่งไอสังหารมหาศาลออกมาจนทำให้นักรบที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับต้องเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกคลื่นเหียน ทว่าสิงขรกลับยืนนิ่งมั่นคงประดุจเสาหลักศิลา แสงสี

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 22: ลานประลองชายป่า และการกลับมาของสหายร่วมศึก

    พายุทรายสีแดงขุ่นม้วนตัวเป็นเกลียวพัดกรรโชกผ่านทุ่งหญ้าที่แห้งกรังและบิดเบี้ยวจนดูคล้ายเส้นผมของซากศพที่โผล่พ้นดิน ลมหายใจของแผ่นดินทิศใต้เต็มไปด้วยกลิ่นไอระเหยของสนิมเหล็กและเกสรของดอกไม้ปีศาจ สิงขรควบม้าศึกวารินพยศฝ่าม่านหมอกสีชาดที่หนาทึบจนแทบมองไม่เห็นทาง จนกระทั่งเขาเดินทางมาถึง “ลานประลองชายป่า” พื้นที่ราบกว้างใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาสูงชันซึ่งมองเห็นปราสาทชายแดนอันเป็นที่สถิตของพญามารราหูตั้งเด่นอยู่ไกลลิบๆ ประหนึ่งมงกุฎหนามบนยอดเขาที่อาบไปด้วยสีสันของวันสิ้นโลกที่นี่คือจุดนัดพบที่ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารสงครามว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพียงแห่งเดียวในทุ่งกัลปพฤกษ์เลือดที่ความแค้นส่วนตัวจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นเกียรติยศชั่วคราว เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการยุติลมหายใจที่วิปริตของเทพเจ้าผู้คุ้มคลั่งก่อนที่โลกนี้จะเน่าเฟะไปจนเสียสิ้นบรรยากาศภายในลานประลองเต็มไปด้วยความกดดันที่เข้มข้นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ กลิ่นอายของน้ำมันลับดาบและคราบเขม่าจากเตาหลอมเหล็กโชยอบอวล ขุนศึกจากทั่วสารทิศ—ไม่ว่าจะเป็นนักรบเดนตายจากหัวเมืองเหนือ หรือขุนพลไร้สังกัดจากชายแดน

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 21: หมู่บ้านรวงข้าวสีชาด และวิญญาณที่ถูกจองจำ

    หลังจากกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าที่ด่านพระกาฬจางหายไปภายใต้แสงอัสดงสีเลือด ขุนอัคคีได้มอบ “จอกเหล้าสังหาร” ให้แก่สิงขร มันเป็นเครื่องทองเหลืองเก่าแก่หนักอึ้ง สลักลายราหูอมจันทร์ที่ดูดุดันและทรงอำนาจ ทว่าจอกนั้นกลับแห้งขอดและไร้ซึ่งชีวิต นายกองหน้าบากกำชับด้วยเสียงอันหนักแน่นว่า หากสิงขรปรารถนาจะเข้าร่วม "เทศกาลสงคราม" เพื่อท้าทายพญามารราหู เขาต้องนำจอกนี้ไปบรรจุน้ำอมฤตสีแดงจากใจกลางหมู่บ้านที่ล่มสลายเสียก่อน เพราะนั่นคือเครื่องดื่มชนิดเดียวที่คนคลั่งจะยอมเปิดประตูต้อนรับสิงขรและวายุมุ่งหน้าเข้าสู่เขต “หมู่บ้านรวงข้าวสีชาด” ซึ่งในอดีตเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่มั่งคั่งที่สุดของดินแดนทิศใต้ แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาเบื้องหน้าในยามนี้กลับกลายเป็นทุ่งนาที่รวงข้าวไม่ได้เป็นสีทองอร่ามอีกต่อไป แต่มันบิดเบี้ยว กลายเป็นสีแดงคล้ำเข้มดุจเลือดนก และมีหนามแหลมคมงอกออกมาคล้ายเข็มพิษที่รอจังหวะทิ่มแทงผู้ที่ย่างกรายเข้าไป บ้านเรือนไม้ใต้ถุนสูงหลายหลังพังทลายลงมาครึ่งซีก ถูกปกคลุมด้วยเยื่อใยสีชมพูหนาเตอะที่ขยับไหวตามจังหวะลมคล้ายปอดของสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจรวยรินกลิ่นอายความตายที่นี่รุนแรงและฉุนกึกจนวาริน

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 20: เสียงเพรียกจากเงามืด และบททดสอบแห่งด่านพระกาฬ

    ท่ามกลางเสียงคำรามแหลมสูงดุจเสียงกรีดร้องของมนุษย์ที่ปนเปไปกับเสียงเห่าหอนกระโชกโฮกฮากของฝูงสุนัขยักษ์หัวคนซึ่งกำลังตะเกียกตะกายพยายามจะปีนข้ามแนวกั้นเพลิงหน้าด่านพระกาฬ สิงขรรู้สึกได้ถึงความกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง ลมกรรโชกพัดเอาละอองสีชาดปลิวว่อนไปทั่วสมรภูมิ เปลวไฟจากคบเพลิงของทหารเพลิงสะท้อนกับคมดาบเหล็กน้ำพี้จนเกิดเงาเต้นระบำบนพื้นดินสีแดงเดือด ดูราวกับวิญญาณร่ายรำอยู่บนกองฟอน ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ความโกลาหลกำลังจะเริ่มขึ้น บรรยากาศรอบกายของสิงขรกลับพลันหยุดนิ่งลงอย่างประหลาดจนน่าขนลุกเสียงการปะทะและเสียงโห่ร้องของเหล่านักรบเพลิงค่อยๆ เบาบางลงคล้ายถูกกลืนหายไปในหมอกควันหนาทึบ แสงไฟสีส้มที่เคยร้อนระอุกลับกลายเป็นสีฟ้าสลัวที่เยือกเย็นประดุจแสงจันทร์วันดับ และที่ข้างกองไฟที่เพิ่งจะมอดดับลงเบื้องหลังสิงขร ร่างของสตรีในชุดสไบสีนิลผู้คุ้นตาปรากฏกายขึ้นอีกครั้งอย่างไร้ที่มามาลี นั่งอยู่ในท่าพับเพียบอย่างสง่างามท่ามกลางซากปรักหักพังของสงคราม ใบหน้าซีกที่งดงามของนางอาบด้วยแสงไฟสีนวล ขณะที่ซีกที่ถูกบดบังด้วยผ้าคลุมนั้นดูลึกลับจนยากจะหยั่งถึง ดวงตาข้างที่เปิดอยู่ของนางจ้องมองมาที

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 19: ด่านพระกาฬ และกองทหารเพลิงกั้นนรก

    หลังจากการอำลามาลินที่หุบเขาไร้ชื่อ สิงขรและวายุก็ออกเดินทางลงสู่ทิศใต้อย่างต่อเนื่อง ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ทัศนียภาพรอบกายเริ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างน่าใจหาย ดินที่เคยเป็นสีน้ำตาลอ่อนเริ่มกลายเป็นสีแดงเข้มดุจโลหิตที่แห้งกรัง ต้นไม้ที่มีสีเขียวขจีหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงซากไม้ยืนต้นที่กิ่งก้านบิดเบี้ยวดูคล้ายมือของคนบาปที่กำลังชูขึ้นฟ้าเพื่อขอความเมตตา ลมที่พัดผ่านกายสิงขรเริ่มหอบเอาละอองเกสรแดงฉานที่แฝงไปด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กและความร้อนระอุที่กัดกินผิวหนัง"ข้างหน้านั่นคือ 'ด่านพระกาฬ'..." วายุชี้ไปยังป้อมปราการหินทรายสีแสดขนาดมหึมาที่ตั้งขวางหุบเขาลึกดุจกำแพงยักษ์ที่แยกโลกคนเป็นออกจากนรกคนตาย ประตูไม้มะค่าขนาดยักษ์ถูกปิดตายและเสริมด้วยแผ่นเหล็กหนาเตอะที่จารึกอาคมกันไฟไว้จนทั่ว "มันเป็นปราการด่านสุดท้ายที่กั้นระหว่างความปกติของมณฑลจันทรา และความวิปลาสของทุ่งกัลปพฤกษ์เลือด"เมื่อสิงขรควบม้าวารินพยศเข้าไปใกล้ด่าน เขาไม่ได้พบกับความเงียบเหงาที่ควรจะเป็นในดินแดนล่มสลาย แต่เขากลับได้ยินเสียงกึกก้องของกลองรบที่ตีจังหวะหนักแน่น ผสานไปกับการสวดชัยมงคลคาถาในสำเนียงที่ดุดันและกระแทกกระทั้น บนกำแพง

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 18: ครรภ์อสุรกาย และปราการเถาวัลย์โลหิต

    สิงขรก้าวย่างเข้าสู่ปากถ้ำที่ดูราวกับปากของอสุรกายขนาดยักษ์ที่อ้าค้างไว้ ความมืดมิดภายในมิได้ให้ความรู้สึกสงบเหมือนถ้ำทั่วไป แต่มันกลับเต็มไปด้วยไอความร้อนที่ระอุออกมาพร้อมกับกลิ่นฉุนกึกของสปอร์กัลปพฤกษ์เลือดที่ลอยฟุ้งดุจละอองหิมะสีแดงผนังถ้ำที่ควรจะเป็นหินศิลาแลงกลับถูกปกคลุมด้วยชั้นเนื้อเยื่อเหนียวหนืดสีชมพูเข้มที่เต้นตุบๆ ตามจังหวะราวกับชีพจรของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พิภพ“ระวังฝีเท้าด้วย สิงขร...” วายุกระซิบผ่านจิตจางๆ ร่างกึ่งโปร่งแสงของเขามัวหมองลงเมื่อต้องสัมผัสกับไอพิษเข้มข้น “พื้นถ้ำนี้ไม่ใช่ดินธรรมดา แต่มันคือ ‘ซากบุญ’ ที่ถูกย่อยสลายจนกลายเป็นอาหารของโรคร้าย อย่าให้ผิวหนังของเจ้าสัมผัสกับน้ำหนองสีม่วงที่ไหลอยู่ตามร่องหินเด็ดขาด”สิงขรนำผ้าขึ้นมามัดปิดจมูกและปากไว้แน่น เขาหยดน้ำค้างแสงจันทร์ลงบนใบดาบเหล็กน้ำพี้ แสงสีเขียวมรกตที่แผ่ออกมาช่วยขับไล่หมอกสีแดงรอบตัวให้จางลงพอที่จะมองเห็นทางเดินสลัวๆ ยิ่งเขาเดินลึกเข้าไป เสียงหัวใจของเขาดูเหมือนจะเต้นสอดประสานไปกับเสียงชีพจรของถ้ำอย่างน่าประหลาดทันใดนั้น เพดานถ้ำเบื้องบนก็ขยับไหว!“เถาวัลย์กินคน” เส้นสายสีแดงสดขนาดเท

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status