หน้าหลัก / แฟนตาซี / ธรรมจักรทมิฬ / ตอนที่ 4: ทางลับใต้ซากเทวาลัย และเงามืดในปราสาทศิลาลอย

แชร์

ตอนที่ 4: ทางลับใต้ซากเทวาลัย และเงามืดในปราสาทศิลาลอย

ผู้เขียน: Wanderer
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-20 01:54:46

บานประตูไม้สักมหึมาของปราสาทศิลาลอยปิดลงตามหลังสิงขรด้วยเสียงดังสนั่น ราวกับจะประกาศว่าบัดนี้เขามิอาจหันหลังกลับไปสู่โลกภายนอกได้อีก

ภายในปราสาทมิได้สว่างไสวด้วยแสงจากมหาโพธิ์ทองเหมือนด้านนอก แต่กลับเต็มไปด้วยแสงสลัวสีส้มจากคบเพลิงที่ปักอยู่ตามกำแพงหินศิลาแลง กลิ่นเหม็นอับของกำมะถันและกลิ่นซากศพที่ถูกทิ้งไว้นานวันลอยอบอวลอยู่ใต้หลังคาจั่วสูงชันที่ประดับด้วยลวดลายกนกที่หักพัง

สิงขรหมอบตัวต่ำลงในเงามืดหลังกองเสาหินที่สลักลายวิจิตร สายตาของเขาจ้องมองไปยังลานกว้างเบื้องหน้า ที่นั่นคือทางเข้าหลักสู่พระที่นั่งพายัพมณฑล แต่ความตายได้สถิตอยู่ที่นั่นในรูปของ “กองทัพศิลา” นักรบนับร้อยในชุดเกราะศิลาแลงหนาหนักยืนเรียงรายราวกับรูปปั้นที่ไม่ไหวติง ทว่าดวงตาของพวกมันกลับมีเปลวไฟสีเหลืองนวลลุกโชนอยู่ภายในหน้ากากเหล็ก มือของพวกมันกำหอกซัดและง้าวใบใหญ่ไว้อย่างมั่นคง

หากบุกเข้าไปตรงๆ แม้จะมีดาบเหล็กน้ำพี้ที่เสริมพลังมาแล้ว สิงขรก็รู้ดีว่าเขาคงถูกรุมกินโต๊ะจนเหลือเพียงชื่อก่อนจะได้เห็นหน้าเจ้าเมืองเสียด้วยซ้ำ

“ทางที่สว่างที่สุด... มักเป็นทางที่อันตรายที่สุด” เสียงกระซิบเยือกเย็นของมาลีดังก้องในมโนสำนึกของเขา “มองหาทางที่ถูกลืมสิ สิงขร... ทางที่นำไปสู่รากฐานที่เน่าเฟะของปราสาทแห่งนี้”

สิงขรกวาดสายตาไปรอบๆ จนกระทั่งพบกับทางแยกเล็กๆ ทางทิศตะวันตก เป็นบันไดหินที่มุ่งลงสู่ใต้ดินซึ่งมีป้ายหินเก่าแก่อยู่ในสภาพแตกหักเขียนไว้ว่า “เทวาลัยร้างใต้ดิน” เขารีบเคลื่อนตัวอย่างแผ่วเบา อาศัยจังหวะที่ทหารศิลาหมุนตัวตามเวรยามพุ่งวูบข้ามลานหินไปสู่ปากทางลับนั้น

บันไดหินนั้นทอดตัวลึกลงไปในความมืดที่ดูเหมือนจะไร้ก้นบึ้ง อากาศข้างล่างหนาวเหน็บและชื้นแฉะจนสิงขรรู้สึกถึงละอองน้ำที่เกาะบนผิวเกราะหวายของเขา เมื่อลงมาถึงชั้นใต้ดิน เขาพบว่าที่นี่คือซากเทวาลัยโบราณที่ถูกสร้างขึ้นก่อนที่ปราสาทศิลาลอยจะถูกสถาปนาเสียด้วยซ้ำ เสาหินกลมขนาดใหญ่ค้ำยันเพดานที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์ประหลาดสีม่วงคล้ำที่ขยับไหวได้ราวกับสิ่งมีชีวิต

เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นแปลกๆ ที่ไม่ใช่กลิ่นศพ แต่มันคือกลิ่นของ “ยางไม้ศักดิ์สิทธิ์” ที่แห้งกรัง

สิงขรเดินสำรวจไปตามแนวผนังที่ประดับด้วยภาพสลักนูนต่ำ เล่าเรื่องราวของยุคสมัยก่อนที่มหาธรรมจักรจะแตกสลาย ภาพเหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงความสงบสุขที่มนุษย์และอสุราต่างอาศัยอยู่ใต้ร่มโพธิ์เดียวกัน แต่ในภาพสุดท้ายกลับถูกขูดขีดทลายจนเหลือเพียงรอยเล็บที่ดูน่าสยดสยอง

“ใคร... ใครที่ยังมีลมหายใจหลงเข้ามาในสุสานแห่งความลับนี้?”

เสียงแหบพร่าและสั่นเครือดังมาจากมุมหนึ่งของเทวาลัย สิงขรชักดาบออกทันที แสงสีทองจากตัวดาบขับไล่ความมืดเผยให้เห็นร่างของชายชราหลังค่อมที่สวมชุดนักโทษที่ขาดวิ่น โซ่ตรวนขนาดใหญ่ล่ามข้อเท้าของเขาไว้กับเสาหิน ดวงตาของเขาเหลือกรากและสั่นระริก

“ท่านเป็นใคร? ทำไมถึงถูกล่ามไว้ที่นี่?” สิงขรถามพลางรักษาระยะห่าง

“ข้าเคยเป็นโหรหลวง... ก่อนที่เจ้าพระยาพายัพจะบ้าคลั่ง” ชายชราหัวเราะเสียงแห้ง “ข้าเตือนเขา... ข้าบอกเขาว่าการต่อเติมร่างกายด้วยแขนขาของวีรบุรุษจะทำให้จิตวิญญาณของเขาแตกสลาย แต่เขาไม่ฟัง! เขาตัดลิ้นข้าและล่ามข้าไว้ที่นี่เพื่อให้ข้าดูความล่มสลายของมวลมนุษย์!”

สิงขรลดดาบลงเล็กน้อย “ข้าต้องการทางขึ้นไปยังยอดปราสาทโดยไม่ผ่านกองทัพศิลา ท่านพอจะช่วยได้ไหม?”

โหรหลวงที่ไร้ลิ้น (แต่ใช้วิธีสื่อสารผ่านจิตจางๆ) ชี้ไปที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่กลางเทวาลัย “ข้างล่างนั่น... มีทางเชื่อมที่ใช้สำหรับระบายน้ำอมฤตในสมัยโบราณ มันจะนำเจ้าไปสู่ห้องเก็บส่วยใต้พระที่นั่ง... แต่จงระวัง ‘หนอนกินกรรม’ ที่อาศัยอยู่ในน้ำนั้นให้ดี พวกมันหิวโหยเหลือเกิน”

สิงขรกล่าวขอบคุณและเดินไปยังขอบบ่อน้ำ น้ำข้างในนิ่งสงบและดำสนิทราวกับน้ำหมึก เขาไม่มีทางเลือกอื่น ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกแล้วกระโดดลงไปในความเย็นยะเยือกนั้น

ความหนาวเย็นปะทะร่างจนเขาเกือบสำลัก สิงขรพยายามพยุงตัวในน้ำที่มืดมิด ทันใดนั้นเขาเห็นดวงตาสีฟ้าเล็กๆ นับร้อยดวงสว่างขึ้นรอบกาย มันคือพวกหนอนสีเงินที่มีรูปร่างคล้ายปลิงขนาดใหญ่ พวกมันพุ่งเข้าหาเขาเพื่อหวังจะดูดกินพลังบุญบารมีที่แฝงอยู่ในกระแสเลือด สิงขรต้องใช้ดาบเหล็กน้ำพี้ฟันน้ำเพื่อสร้างแรงกระแทกจากอาคมผลักพวกมันออกไป พลางตะเกียกตะกายว่ายหาทางออกไปที่อีกฝั่งของอุโมงค์ใต้น้ำ

ปอดของเขาเริ่มจะระเบิดจากการขาดอากาศ จังหวะที่สติกำลังจะหลุดลอย แสงสว่างจางๆ จากพื้นผิวเหนือหัวก็ปรากฏขึ้น สิงขรตะเกียกตะกายขึ้นมาเหนือผิวน้ำ เขาพบว่าตัวเองอยู่ในห้องใต้ดินขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยหีบสมบัติไม้สักและกองพัสดุจำนวนมหาศาล ที่นี่คือ “ห้องเก็บส่วย” ที่โหรหลวงบอก

แต่สิ่งที่ทำให้สิงขรต้องหยุดชะงักคือสิ่งที่ตั้งอยู่กลางห้อง... หีบสมบัติใบหนึ่งที่ดูต่างจากใบอื่น มันมีก้ามปูงอกออกมาและมีลิ้นยาวเฟื้อยสีแดงสดสั่นไหวอยู่ตามช่องว่างของไม้

“กล่องกินคน...” สิงขรพึมพัม เขาเคยได้ยินตำนานเรื่องอสุรกายที่จำแลงกายเป็นสมบัติเพื่อล่อหลอกผู้ที่โลภมาก

สิงขรพยายามเดินเลี่ยงกล่องปีศาจนั้นอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้

เขาเดินไปตามกองหีบสมบัติจนเจอทางขึ้นบันไดวนไม้ที่นำไปสู่ชั้นบน ในระหว่างที่เดินผ่านกองอาวุธที่ถูกยึดมา เขาพบเข้ากับ “เครื่องรางเบญจรงค์” ที่ตกอยู่บนพื้น มันเป็นเครื่องรางรูปดอกบัวที่เมื่อสวมใส่แล้วจะช่วยให้เสียงฝีเท้าเบาลงและช่วยให้การหลบหลีกคล่องตัวขึ้น เขาเก็บมันมาสวมที่คอทันที ความรู้สึกเบาสบายพุ่งพล่านไปทั่วร่างราวกับน้ำหนักของชุดเกราะหายไปครึ่งหนึ่ง

เมื่อขึ้นมาถึงสุดปลายบันได สิงขรแง้มประตูไม้ออกเล็กน้อย เขาพบว่าตัวเองอยู่หลังม่านผืนใหญ่ในห้องโถงกว้างที่ประดับด้วยแจกันโบราณและพรมทออย่างประณีต นี่คือโซนอาศัยของเหล่าสนมและข้ารับใช้ที่บัดนี้กลายเป็นร่างไร้วิญญาณที่คอยขัดถูพื้นวนไปมาอย่างน่าเวทนา

เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเสียงลากโลหะกับพื้นดังแว่วมาจากโถงทางเดินหลัก สิงขรแอบมองผ่านช่องว่างของม่านและเห็นร่างของ “ทหารมหาดเล็กเหล็ก” ซึ่งเป็นนักรบระดับสูงที่แข็งแกร่งกว่าทหารศิลาหลายเท่า มันถือดาบโค้งขนาดใหญ่และโล่ทองเหลืองลายกนก เดินตรวจตราอย่างเข้มงวด

สิงขรใช้ประโยชน์จากเครื่องรางเบญจรงค์ที่เพิ่งได้มา เขาเคลื่อนตัวราวกับสายลมผ่านหลังแนวตู้ตั่งไม้ฉลุ ลอบผ่านห้องแล้วห้องเล่าจนกระทั่งมาถึงระเบียงชั้นนอกที่มองเห็นสวนลับของปราสาท จากจุดนี้เขาสามารถมองเห็นยอดหอคอยที่ประทับของเจ้าพระยาพายัพได้อย่างชัดเจน

ที่สวนลับเบื้องล่าง สิงขรสังเกตเห็นบางอย่างที่แปลกประหลาด มีอสุรกายรูปร่างคล้ายนกอินทรีแต่มีขาเป็นมนุษย์ (กึ่งนกกึ่งคนแต่มีใบมีดติดที่ขา) กำลังเกาะอยู่ตามยอดต้นลีลาวดีที่เหี่ยวเฉา พวกมันคือหน่วยสอดแนมทางอากาศที่ร้ายกาจที่สุด

ชายหนุ่มตระหนักได้ว่า แม้จะเลี่ยงกองทัพศิลามาได้ แต่ความท้าทายที่แท้จริงกำลังรออยู่บนเส้นทางสู่ยอดปราสาท เขาต้องข้ามผ่านสวนที่มีนกใบมีดพวกนี้ และบุกเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ที่เป็นที่พักของ “ขุนศึกแขนทองคำ” มือขวาของเจ้าพระยาพายัพ

สิงขรกระชับดาบในมือ เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเหมือนตอนที่ตื่นขึ้นมากลางทุ่งสังหารอีกแล้ว ทุกก้าวที่เดินผ่านความมืด ทุกศัตรูที่ลอบเร้นผ่านไป ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานของมหาโพธิ์ทองที่ไหลเวียนในโลกใบนี้มากขึ้น แม้จะเป็นพลังที่บิดเบี้ยว แต่มันก็คือพลังที่เขาจะนำมาชำระล้างโลกใบนี้

“อีกไม่ไกลแล้ว...” เขาบอกกับตัวเอง แสงสีทองจากเครื่องรางเบญจรงค์เรืองรองจางๆ เป็นสัญญาณว่าเขากำลังเข้าใกล้ความจริงของแผ่นดินที่ล่มสลายนี้เข้าไปทุกที

สิงขรเริ่มปีนขึ้นไปตามเถาวัลย์ขนาดใหญ่ที่เกาะเลียบกำแพงหอคอย มุ่งหน้าสู่จุดสูงสุดที่เจ้าเมืองผู้โฉดชั่วรอคอยเขาอยู่... การต่อสู้ครั้งสำคัญกำลังจะเปิดฉากขึ้นในไม่ช้า

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 90 : ชุมชนหอคอย และกลไกมรณะแห่งชนเผ่าเขี้ยวเขา

    กำแพงศิลาสีซีดเผือดของ "ชุมชนหอคอย" ตั้งตระหง่านทะลุม่านหมอกสีเทาหมองของแดนทมิฬใต้เงา มันไม่ใช่เพียงปราสาทหรือเมืองธรรมดา ทว่ามันคืออนุสาวรีย์แห่งความโศกเศร้าและความเคียดแค้นที่ถูกสลักเสลาขึ้นจากเศษซากของอารยธรรมที่ถูกทอดทิ้ง สถาปัตยกรรมของมันเต็มไปด้วยลวดลายก้นหอยและประติมากรรมรูป "เขี้ยวเขา" อันเป็นสัญลักษณ์ของชนพื้นเมืองที่เชื่อว่าการงอกของเขี้ยวบนร่างกายคือพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทว่าในสายตาของมหาโพธิ์ทอง สิ่งเหล่านั้นคือความวิปริตที่ต้องถูกชำระล้างด้วยเปลวเพลิงสิงขรและมาลินหมอบซ่อนตัวอยู่หลังซากรูปปั้นสิงโตหินที่ถูกทุบทำลายจนเหลือเพียงครึ่งซีก สายตาของสิงขรทอดมองผ่านช่องแคบๆ ไปยังลานกว้างหน้าประตูใหญ่ของเมือง ที่นั่นเนืองแน่นไปด้วย "นักรบเผ่าเขี้ยวเขา" พวกมันสวมหน้ากากไม้ที่สลักลวดลายบิดเบี้ยว ร่างกายสูงใหญ่และเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่อัดแน่นไปด้วยความเกลียดชังชั่วกัปชั่วกัลป์ ในมือของพวกมันถือดาบโค้งคู่และง้าวศิลาที่อาบเวทมนตร์สีทองหม่น เสียงสวดมนต์ที่ฟังดูคล้ายเสียงครวญครางและสาปแช่งดังประสานกันเป็นจังหวะที่ชวนให้ขนลุก"ทางเข้าหลักถูกปิดตายด้วยกองกำลังที่พร้อมจะสับเราเป็นชิ้นๆ" สิ

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 89: รอยเท้าแห่งผู้สละทิ้ง และสมาคมผู้แสวงบุญแห่งเงามืด

    ความร้อนระอุจากคลื่นเพลิงของ "โกเลมเตาหลอมวิญญาณ" เพิ่งจะจางหายไปจากผืนหญ้าสีเทาหมอง ทว่าความหวาดหวั่นยังคงเกาะกุมอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ สิงขรและมาลินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นจากหลังป้ายสุสานศิลาขนาดยักษ์ที่ใช้เป็นที่กำบัง ชายหนุ่มปัดเศษเถ้าถ่านที่ปลิวมาเกาะตามเสื้อคลุมหนังที่ขาดวิ่นของตน สายตาคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวทอดมองผ่านม่านหมอกสีหม่นไปยังทิศตะวันออก ที่ซึ่งมีแสงสีทองอันคุ้นเคยสว่างไสวทะลุความมืดมิดของ "แดนทมิฬใต้เงา"ทัศนียภาพรอบกายของพวกเขาในยามนี้ ช่างแตกต่างจากมัชฌิมโลกที่พวกเขาเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ได้เปิดกว้างรับแสงตะวันหรือแสงจันทร์ ทว่ามันถูกบดบังด้วย "เงามืดขนาดยักษ์" ที่บิดเบี้ยวและหนักอึ้ง มันคือเงาสะท้อนของมหาโพธิ์ทอง ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่บัดนี้กลายเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการกดขี่ ยางไม้สีคล้ำประดุจเลือดเสียหยดทะลักลงมาจากรอยแตกของกิ่งก้านที่ไร้ใบเบื้องบน ร่วงหล่นลงมาสู่ผืนดินแห่งนี้ราวกับหยาดน้ำตาแห่งความทุกข์ทรมานที่ไม่มีวันเหือดแห้งพื้นดินที่พวกเขาย่ำเดินนั้นอ่อนนุ่มและชื้นแฉะ ไม่ใช่เพราะหยาดฝน แต่เป็นเพราะมันซึมซับเอาความโศกเศร้าและเศษซากของดวงวิญญาณน

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 88: ทุ่งสุสานศิลา และมหึมาเตาหลอมวิญญาณ

    เมื่อปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของสิงขรและมาลินแตะลงบนท่อนแขนที่เหี่ยวแห้งของ มิคศิรา ประสาทสัมผัสทั้งมวลก็พลันดับวูบลง ไม่ใช่การเดินทางผ่านมิติด้วยแสงสว่าง หรือสายลมที่พัดพา ทว่ามันคือการถูกดูดกลืนให้จมดิ่งลงสู่ "ห้วงลึก" ที่มืดมิดและหนาวเหน็บจนถึงแก่นวิญญาณ ราวกับถูกกระชากลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไร้ซึ่งแสงตะวันความรู้สึกแรกที่ปลุกสิงขรให้ฟื้นคืนสติ คือกลิ่นของดินปืน ขี้เถ้า และความโศกเศร้าที่ลอยอวลอยู่ในอากาศหนาทึบ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ความมืดสนิท ทว่ากลับเป็นทัศนียภาพที่งดงามทว่าน่าขนลุกจนแทบหยุดหายใจสิงขรและมาลินไม่ได้ยืนอยู่ใต้ดินอีกต่อไป พวกเขากำลังยืนอยู่บนเนินเขาหญ้าแห้งแล้งที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา แต่สิ่งที่ปกคลุมทุ่งกว้างแห่งนี้ไม่ใช่ต้นไม้หรือดอกไม้ ทว่ามันคือ "ป้ายหลุมศพศิลา" นับแสนตั้งเรียงรายระเกะระกะไปทั่วทุกสารทิศ ป้ายวิญญาณเหล่านั้นโปร่งแสงและเรืองแสงสีฟ้าอมเขียวอ่อนๆ ประดุจแสงหิ่งห้อยที่กำลังไว้อาลัยแด่คนตาย"ทุ่งสุสานศิลา"เหนือทุ่งสุสานแห่งนี้ ท้องฟ้าไม่ได้เป็นสีเทาหรือสีเลือดเหมือนในมัชฌิมโลก แต่มันถูกปกคลุมด้วย "ม่านเงาขนาดยักษ์" ที่

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 87: นครหลวงเถ้าถ่านที่หลับใหล และความลับแห่งแดนทมิฬใต้เงา

    กลิ่นคาวเลือดที่เคยคละคลุ้งในวังบาดาลเริ่มเจือจางลงเมื่อร่างของ มฆวาน ราชันย์โลหิต แตกสลายกลายเป็นเพียงเศษน้ำแข็งสีชาด ทว่าแรงดึงดูดอันมืดมิดที่แผ่ออกมาจาก "แขนที่เหี่ยวเฉา" ของมิคศิราซึ่งห้อยอยู่บนแท่นบูชานั้น กลับรุนแรงยิ่งกว่ามนตราใดๆ ที่สิงขรเคยพานพบ มันไม่ใช่แรงดึงดูดทางกายภาพ แต่มันคือเสียงกระซิบไร้สัพสำเนียงที่ดึงรั้งจิตวิญญาณ ราวกับกำลังเพรียกหาให้เขาก้าวข้ามขอบเหวแห่งความว่างเปล่าสิงขรยื่นมือซ้ายที่สั่นสะท้านออกไป ปลายนิ้วห่างจากแขนของครึ่งเทพเพียงคืบ ไอเย็นจากเวทมนตร์ดวงดาวในกายของเขาปะทะกับม่านพลังงานสีดำสนิทที่ห่อหุ้มแขนนั้น บังเกิดเสียงซ่าเบาๆ ประดุจน้ำหยดลงบนเหล็กวิูดร้อนจัด"สิงขร..."เสียงเรียกอันแผ่วเบาของมาลินดึงสติของเขากลับมา หญิงสาวเดินกะเผลกเข้ามาจับไหล่เขาไว้แน่น แววตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นเมื่อมองลึกเข้าไปในความมืดที่แผ่ออกมาจากรังไหม "อย่าแตะมันนะ... ข้าสัมผัสได้ถึงความตายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าพิษมรณะชาด มันเป็นดินแดนที่ไม่มีแม้แต่แสงสว่างจอมปลอมของทวยเทพ หากเจ้ายื่นมือเข้าไปในสภาพที่ร่างกายแหลกเหลวเช่นนี้... วิญญาณของเจ้าจะถูกฉีกกระชากจนไม่ได้กลับมาเกิดอ

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 86: ปีกโลหิตที่ร่วงหล่น และพายุเหมันต์ผสานวิญญาณ

    ละอองเลือดที่สาดกระเซ็นจากการปะทะ ถูกความร้อนของเพลิงโลหิตแผดเผาจนกลายเป็นหมอกควันสีแดงคลุ้งไปทั่ววิหารบาดาล มฆวาน ราชันย์โลหิต ผู้สยายปีกสีดำขลับที่หยาดเยิ้มไปด้วยเลือดลอยตระหง่านอยู่เหนือพื้นศิลา ท่าทีหยิ่งผยองของมันทวีความบ้าคลั่งขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อรับรู้ว่าพิธีกรรม ถูกขัดขวาง"เมื่อเจ้าปฏิเสธที่จะมอบเลือดให้แก่ข้าแต่โดยดี... ข้าก็จะบดขยี้เจ้าและคั้นมันออกมาจากซากศพของเจ้าเอง!"มฆวานคำรามลั่น มันตวัด ตรีศูลศิลาโลหิต กลางอากาศ สร้างรอยแยกมิติสีแดงฉานก่อนจะสาดคลื่นเพลิงโลหิตลงมาประดุจห่าฝนอุกกาบาต!ซูม! ซูม! ซูม!สิงขรกัดฟันกลิ้งหลบอย่างทุลักทุเล เปลวเพลิงที่ตกลงกระทบพื้นวิหารไม่ได้ดับมอดลง แต่มันลุกลามและแผดเผาอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ในการยืนหยัดของสิงขรลดน้อยลงทุกขณะ ร่างกายที่บอบช้ำและพละกำลังที่เหือดหายทำให้ความเร็วของเขาตกลงอย่างเห็นได้ชัด ดาบจันทราทมิฬในมือหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาทั้งลูก"ถ้าปล่อยให้มันบินอยู่แบบนี้ ข้าโดนย่างสดแน่!" สิงขรหอบหายใจอย่างหนักมาลินที่แอบอยู่หลังซากเสาหินพยายามจะใช้หน้าไม้เพลิงยิงสกัด แต่มฆวานเพียงแค่สะบัดปีก คลื่นลมผสมเลือดก็กระแทกลูกศรของนางจนหักสะบ

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 85: พิธีกรรมนับถอยหลัง และหยาดน้ำตาผลึกบริสุทธิ์

    ลานกว้างหน้าแท่นบูชาแห่ง "วิหารโลหิต" สั่นสะเทือนด้วยแรงกดดันที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างอันใหญ่โตมโหฬารของ "มฆวาน ราชันย์โลหิต" กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบจะจับตัวเป็นก้อนหยดลงมา ท้องฟ้าใต้บาดาลถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประดุจบาดแผลที่เปิดกว้างของจักรวาลสิงขรยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าอสุรกายร้าย ร่างกายของเขาโอนเอนประดุจต้นไม้ที่ถูกพายุโหมกระหน่ำ บาดแผลจากการสู้รบกับเทพธิดามาลินียังคงส่งเสียงกรีดร้องผ่านความเจ็บปวด ทว่ามือที่กำด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" กลับมั่นคงและเยือกเย็น ไอสังหารสีน้ำเงินสว่างวาบตัดกับความมืดมิดและสีเลือดของวิหาร"เลือดของเจ้า... ช่างมีกลิ่นหอมหวนของความตาย" มฆวานแสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยวแหลมคม มันกระแทก "ตรีศูลศิลาโลหิต" ลงบนพื้นศิลา!ตึง!!!เปลวไฟสีแดงเลือด—เพลิงโลหิต—ลุกพรึบขึ้นล้อมรอบตัวมัน ก่อนที่มันจะพุ่งทะยานเข้าหาสิงขรด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดตัวที่เทอะทะ ตรีศูลขนาดยักษ์ถูกง้างขึ้นและฟาดกวาดเป็นแนวนอน หมายจะตัดร่างของ ผู้ไร้บุญให้ขาดเป็นสองท่อนสิงขรเบิกตากว้าง เขายกดาบจันทราทมิฬขึ้นต้านรับอย่างทุลักทุเลเคร้ง!แรงปะทะนั้นมหาศาลเกินบรรยาย! สิงขรถูกกระแ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status