เข้าสู่ระบบเสียงขวานยักษ์กระแทกพื้นหินศิลาแลงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินจะแยกออก แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เศษกระเบื้องหลังคาปราสาทร่วงหล่นลงมาเป็นสาย
สิงขรทะยานหลบออกด้านข้างด้วยสัญชาตญาณที่ว่องไวดุจวานร แต่รังสีของอาคมสีทองหม่นที่แฝงมากับคมขวานยังคงกรีดผ่านชายเสื้อเกราะจนขาดวิ่น พลังทำลายล้างของเจ้าพระยาพายัพนั้นมหาศาลเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้ ร่างกายที่ดูเทอะทะด้วยแขนขานับสิบข้างกลับเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและทรงพลังอย่างประหลาด ราวกับพายุหมุนที่หุ้มด้วยเหล็ก “หนีไปก็ไร้ผล! เจ้าคนบาป!” เจ้าพระยาพายัพคำราม แขนซ้ายที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ซึ่งดูเหมือนจะถูกปลูกถ่ายมาจากยักษ์อสุราเหวี่ยงเข้าใส่สิงขรในแนวราบ ชายหนุ่มพยายามยกดาบขึ้นรับ แต่แรงปะทะนั้นส่งเขากระเด็นไปกระแทกกับฐานรูปปั้นนาคาจนกระอักเลือดออกมาเป็นสีเข้ม สิงขรยันกายขึ้นอย่างยากลำบาก ในหูของเขาได้ยินเสียงวี๊ดดังสนั่น สายตาเริ่มพร่ามัวจากการกระทบกระเทือน เจ้าพระยาพายัพไม่ปล่อยให้เขามีเวลากู้คืนสติ มันเหวี่ยงขวานยักษ์ขึ้นอีกครั้ง เตรียมจะปิดบัญชีชีวิตนักรบไร้บุญผู้นี้เสีย ‘สติ... สิงขร... ใช้ลมปราณแห่งพระแม่ธาตุ...’ เสียงกระซิบของมาลีแว่วมาท่ามกลางความโกลาหล สิงขรสูดลมหายใจเข้าลึกถึงก้นปอด เขาไม่ได้มองเจ้าพระยาพายัพด้วยดวงตาที่เป็นเนื้อหนังอีกต่อไป แต่เขามองด้วย ‘จักษุญาณ’ ที่ได้รับการเปิดออกจากการรวบรวมเศษบารมีที่ผ่านมา เขาเห็นกระแสพลังงานสีดำที่ไหลเวียนอยู่ตามรอยเย็บและหมุดทองคำที่ยึดโยงร่างกายที่บิดเบี้ยวนั้นไว้ แขนขาเหล่านั้นมิได้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง แต่มันถูกฝืนเชื่อมไว้ด้วย ‘อาคมไสยดำระดับต่ำ’ ที่เจ้าเมืองผู้โฉดชั่วใช้ควบคุม “ไหวพริบมักชนะกำลังเสมอ...” สิงขรพึมพัมกับตัวเอง เขาเริ่มเดินวนเป็นวงกลมตามรูปแบบของ “ย่างสามขุม” อันเป็นพื้นฐานของมวยคาดเชือกโบราณ เจ้าพระยาพายัพฟาดขวานลงมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้สิงขรไม่ได้หลบไปไกล เขาพุ่งเข้าหาคมขวานที่กำลังสับลงมา! ในจังหวะที่คมขวานจะถึงตัว เขาบิดตัวหลบเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แล้วใช้ฝ่ามือที่อัดแน่นด้วยพลังอาคมตบเข้าที่สันขวานเพื่อเบี่ยงทิศทางให้มันจมลงไปในร่องหินศิลาแลงจนถอนไม่ออก “เจ้าทำอะไร!” เจ้าพระยาพายัพสบถ พยายามกระชากขวานขึ้น แต่อาจเพราะน้ำหนักของร่างกายที่เทอะทะทำให้เขาสูญเสียสมดุลไปชั่วขณะ นี่คือจังหวะที่สิงขรรอคอย เขาพนมมือขึ้นสั้นๆ บริกรรมพระคาถาหัวใจพญานาค “อะ งะ สะ” รอยสักยันต์ที่ต้นแขนทั้งสองข้างเรืองแสงสีเขียวมรกตเจิดจ้า เขาไม่ได้ฟันดาบออกไปตรงๆ แต่กลับกวาดดาบเหล็กน้ำพี้เป็นวงโค้งที่ดูอ่อนช้อยทว่าทรงพลัง นี่คือกระบวนท่า “นาคาเล่นน้ำสะบัดชัย” ดาบเหล็กน้ำพี้ส่งเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงขู่ของพญานาค คมดาบอาคมไม่ได้พุ่งเป้าไปที่จุดตายใหญ่ๆ แต่กลับกรีดผ่าน ‘จุดยึด’ ของแขนส่วนเกินที่เจ้าพระยาพายัพต่อเติมมาอย่างแม่นยำ ทุกครั้งที่คมดาบสัมผัสรอยเย็บ พลังอาคมสายพุทธคุณในเหล็กน้ำพี้จะเข้าไปชำระล้างไสยดำที่ยึดร่างกายนั้นไว้ ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ! แขนสามข้างของอดีตนักรบที่เจ้าพระยาพายัพต่อเติมมาหลุดกระเด็นออกจากร่างทีละข้าง เลือดสีดำคล้ำสาดกระจายไปทั่วลาน เจ้าพระยาพายัพกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่มิใช่เพียงทางกาย แต่เป็นความเจ็บปวดจากการถูกตัดขาดความสัมพันธ์กับพลังที่เขายึดติดมาตลอด “แขนของข้า! พลังของข้า!” เจ้าพระยาพายัพคลุ้มคลั่ง เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าเดิม เขาเดินตรงไปยังซากครุฑาศิลาที่แหลกสลาย แล้วใช้แขนที่เหลืออยู่กระชาก ‘หัวครุฑาศิลา’ ที่ยังมีไออาคมหลงเหลืออยู่มาสวมเข้ากับแขนซ้ายของตนเอง! “จงมอดไหม้! ภายใต้เพลิงพระกาฬของข้า!” หัวครุฑาศิลาที่เชื่อมกับแขนของเจ้าพระยาพายัพเริ่มพ่นเปลวไฟสีทองแดงที่แผดเผาทุกสิ่งออกมา สิงขรต้องกระโดดหลบไปตามเสาหินที่กำลังละลายด้วยความร้อนแรงของเพลิงกึ่งเทพ ลานกว้างบัดนี้กลายเป็นทะเลเพลิง สิงขรรู้ดีว่าหากยื้อเวลาต่อไป เขาจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อความร้อน เขาตัดสินใจเรียกใช้ท่าไม้ตายสูงสุดของไสยเวชที่เขาเก็บไว้เป็นท่าสุดท้าย เขาปักดาบลงบนพื้นดิน นั่งลงในท่ากึ่งคุกเข่า และบริกรรมพระคาถา “นารายณ์แปลงรูป” ร่างกายของสิงขรเริ่มมีแสงสีทองหุ้มห่อจนดูเหมือนเขามีหลายร่างปรากฏขึ้นพร้อมกันในสายตาของศัตรู เจ้าพระยาพายัพพยายามพ่นไฟใส่ร่างเหล่านั้นแต่กลับพบว่าเป็นเพียงภาพลวงตา สิงขรตัวจริงอาศัยควันไฟและความอลหม่านพุ่งทะยานขึ้นสู่ยอดเสาหินที่ยังไม่พังทลาย “พายัพ! ดูนี่!” สิงขรกระโดดลงมาจากความสูงพร้อมกับเงื้อดาบขึ้นสุดแขน แสงจากมหาโพธิ์ทองเบื้องบนดูเหมือนจะถูกดูดซับเข้าสู่คมดาบเหล็กน้ำพี้ในจังหวะนั้น เขาไม่ได้ใช้เพียงแรงกาย แต่เขาใช้ ‘ไหวพริบ’ ในการดึงเอาพลังของศัตรูมาใช้สวนกลับ ในขณะที่เจ้าพระยาพายัพพ่นไฟขึ้นมา สิงขรใช้ดาบรับเปลวไฟนั้นแล้วหมุนวนมันตามวิชากงจักรนารายณ์ เปลี่ยนเพลิงของศัตรูให้กลายเป็นคมดาบความร้อนสูง “นะ มะ พะ ทะ... สิทธิการิยะ!” คมดาบที่อาบด้วยเพลิงครุฑาและอาคมนารายณ์ฟันลงกลางรอยต่อระหว่างหัวครุฑาศิลากับหัวไหล่ของเจ้าพระยาพายัพ แรงระเบิดของพลังงานทำให้เกิดคลื่นกระแทกสีทองกระจายไปทั่วปราสาทศิลาลอย ร่างของเจ้าเมืองผู้โอหังถูกแรงปะทะจนทรุดฮวบลง แขนครุฑาศิลาแตกสลายเป็นผุยผง พร้อมๆ กับแขนขาที่เหลือที่ค่อยๆ หลุดร่วงออกมาราวกับใบไม้แห้ง เจ้าพระยาพายัพนอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนพื้นหิน ร่างกายของเขากลับมาเหลือเพียงขนาดมนุษย์ปกติที่ดูอ่อนแอและน่าเวทนา แววตาของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความยโส บัดนี้เหลือเพียงความหวาดกลัวต่อความตาย “ข้า... ข้าเพียงแต่อยากกลับไปยังบ้านเกิด... ภายใต้แสงทองของมหาพฤกษา...” เขาพึมพัมก่อนที่ร่างกายจะเริ่มสลายกลายเป็นธุลีสีทอง กลางเถ้าธุลีนั้น สิ่งหนึ่งเรืองแสงสว่างจ้าออกมา มันคือวงล้อสีทองที่สลักลายกนกอย่างประณีตแต่มีรอยแตกตรงกลาง... “เศษธรรมจักรแห่งบูรพา” สิงขรเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา ทันทีที่สัมผัส พลังมหาศาลไหลเข้าสู่ร่างกายของเขา บาดแผลทุกจุดรักษาตัวอย่างรวดเร็ว ความทรงจำเกี่ยวกับโลกเก่าพรั่งพรูเข้ามา แสงสีทองจากท้องฟ้าดูเหมือนจะยอมรับเขาเป็นครั้งแรกในฐานะ ‘ผู้ที่มีสิทธิ์ในบัลลังก์’ เขายืนอยู่บนยอดปราสาทที่พังทลาย มองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา บัดนี้เขาได้ล้มกึ่งเทพองค์แรกลงได้แล้ว แต่นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของธรรมจักรที่แตกสลาย ทางทิศตะวันตกเหนือทะเลสาบหมอก แสงสีน้ำเงินลึกลับของอารามจันทรประภากำลังกะพริบเสมือนเรียกเขาอยู่ “หนึ่งชิ้นแล้ว... เหลืออีกเจ็ด” สิงขรเก็บเศษธรรมจักรเข้าสู่หน้าอกของเขา แล้วเริ่มเดินลงจากปราสาท ท่ามกลางเสียงกระซิบของสายลมที่เริ่มขานนามของเขาในฐานะ... ‘ธรรมราชาผู้ไร้บุญ’ภายใต้แผ่นฟ้าที่มืดมิดดุจผืนกำมะหยี่สีดำสนิทซึ่งถูกฉาบด้วยสีเลือดนก ดวงจันทร์สีแดงก่ำค่อยๆ ขยับเลื่อนมาสถิตอยู่เหนือยอดหอคอยแหลมคมของปราสาทชายแดนประหนึ่งดวงตาสีเลือดของอสุรกายยักษ์ที่กำลังจับจ้องลงมายังพื้นพิภพด้วยความกระหายบรรยากาศภายในลานประลองชายป่าพลันเงียบสงัดลงอย่างน่าใจหาย จนได้ยินเพียงเสียงฟืนในกองไฟพุ่งปะทุเป็นประกายไฟและเสียงหวีดหวิวของลมกรดที่หอบเอาเกสรสีชาดมาโปรยปรายประดุจฝนแห่งคำสาป เหล่านักรบเดนตายจากทั่วสารทิศกว่าร้อยชีวิตที่มีทั้งแผลเป็นท่วมกายและชุดเกราะที่ผ่านการกรำศึกหนัก ต่างพากันลุกขึ้นยืนและจัดแถวอย่างเป็นระเบียบราวกับถูกดึงดูดด้วยอำนาจลึกลับ แววตาของพวกเขาสะท้อนแสงไฟ มีทั้งความตื่นกลัวในอำนาจเทพเจ้าและความบ้าบิ่นที่พร้อมจะแลกชีวิตเพื่อชื่อเสียงในตอนจบสิงขรก้าวเดินอย่างมั่นคงขึ้นไปยืนบนแท่นศิลาสูงตระหง่านใจกลางลานประลอง ในมือของเขากุม จอกเหล้าสังหาร ที่บรรจุน้ำอมฤตสีแดงเข้มข้นไว้จนปริ่มขอบ ของเหลวภายในนั้นสั่นไหวและส่งไอสังหารมหาศาลออกมาจนทำให้นักรบที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับต้องเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกคลื่นเหียน ทว่าสิงขรกลับยืนนิ่งมั่นคงประดุจเสาหลักศิลา แสงสี
พายุทรายสีแดงขุ่นม้วนตัวเป็นเกลียวพัดกรรโชกผ่านทุ่งหญ้าที่แห้งกรังและบิดเบี้ยวจนดูคล้ายเส้นผมของซากศพที่โผล่พ้นดิน ลมหายใจของแผ่นดินทิศใต้เต็มไปด้วยกลิ่นไอระเหยของสนิมเหล็กและเกสรของดอกไม้ปีศาจ สิงขรควบม้าศึกวารินพยศฝ่าม่านหมอกสีชาดที่หนาทึบจนแทบมองไม่เห็นทาง จนกระทั่งเขาเดินทางมาถึง “ลานประลองชายป่า” พื้นที่ราบกว้างใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาสูงชันซึ่งมองเห็นปราสาทชายแดนอันเป็นที่สถิตของพญามารราหูตั้งเด่นอยู่ไกลลิบๆ ประหนึ่งมงกุฎหนามบนยอดเขาที่อาบไปด้วยสีสันของวันสิ้นโลกที่นี่คือจุดนัดพบที่ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารสงครามว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพียงแห่งเดียวในทุ่งกัลปพฤกษ์เลือดที่ความแค้นส่วนตัวจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นเกียรติยศชั่วคราว เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการยุติลมหายใจที่วิปริตของเทพเจ้าผู้คุ้มคลั่งก่อนที่โลกนี้จะเน่าเฟะไปจนเสียสิ้นบรรยากาศภายในลานประลองเต็มไปด้วยความกดดันที่เข้มข้นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ กลิ่นอายของน้ำมันลับดาบและคราบเขม่าจากเตาหลอมเหล็กโชยอบอวล ขุนศึกจากทั่วสารทิศ—ไม่ว่าจะเป็นนักรบเดนตายจากหัวเมืองเหนือ หรือขุนพลไร้สังกัดจากชายแดน
หลังจากกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าที่ด่านพระกาฬจางหายไปภายใต้แสงอัสดงสีเลือด ขุนอัคคีได้มอบ “จอกเหล้าสังหาร” ให้แก่สิงขร มันเป็นเครื่องทองเหลืองเก่าแก่หนักอึ้ง สลักลายราหูอมจันทร์ที่ดูดุดันและทรงอำนาจ ทว่าจอกนั้นกลับแห้งขอดและไร้ซึ่งชีวิต นายกองหน้าบากกำชับด้วยเสียงอันหนักแน่นว่า หากสิงขรปรารถนาจะเข้าร่วม "เทศกาลสงคราม" เพื่อท้าทายพญามารราหู เขาต้องนำจอกนี้ไปบรรจุน้ำอมฤตสีแดงจากใจกลางหมู่บ้านที่ล่มสลายเสียก่อน เพราะนั่นคือเครื่องดื่มชนิดเดียวที่คนคลั่งจะยอมเปิดประตูต้อนรับสิงขรและวายุมุ่งหน้าเข้าสู่เขต “หมู่บ้านรวงข้าวสีชาด” ซึ่งในอดีตเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่มั่งคั่งที่สุดของดินแดนทิศใต้ แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาเบื้องหน้าในยามนี้กลับกลายเป็นทุ่งนาที่รวงข้าวไม่ได้เป็นสีทองอร่ามอีกต่อไป แต่มันบิดเบี้ยว กลายเป็นสีแดงคล้ำเข้มดุจเลือดนก และมีหนามแหลมคมงอกออกมาคล้ายเข็มพิษที่รอจังหวะทิ่มแทงผู้ที่ย่างกรายเข้าไป บ้านเรือนไม้ใต้ถุนสูงหลายหลังพังทลายลงมาครึ่งซีก ถูกปกคลุมด้วยเยื่อใยสีชมพูหนาเตอะที่ขยับไหวตามจังหวะลมคล้ายปอดของสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจรวยรินกลิ่นอายความตายที่นี่รุนแรงและฉุนกึกจนวาริน
ท่ามกลางเสียงคำรามแหลมสูงดุจเสียงกรีดร้องของมนุษย์ที่ปนเปไปกับเสียงเห่าหอนกระโชกโฮกฮากของฝูงสุนัขยักษ์หัวคนซึ่งกำลังตะเกียกตะกายพยายามจะปีนข้ามแนวกั้นเพลิงหน้าด่านพระกาฬ สิงขรรู้สึกได้ถึงความกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง ลมกรรโชกพัดเอาละอองสีชาดปลิวว่อนไปทั่วสมรภูมิ เปลวไฟจากคบเพลิงของทหารเพลิงสะท้อนกับคมดาบเหล็กน้ำพี้จนเกิดเงาเต้นระบำบนพื้นดินสีแดงเดือด ดูราวกับวิญญาณร่ายรำอยู่บนกองฟอน ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ความโกลาหลกำลังจะเริ่มขึ้น บรรยากาศรอบกายของสิงขรกลับพลันหยุดนิ่งลงอย่างประหลาดจนน่าขนลุกเสียงการปะทะและเสียงโห่ร้องของเหล่านักรบเพลิงค่อยๆ เบาบางลงคล้ายถูกกลืนหายไปในหมอกควันหนาทึบ แสงไฟสีส้มที่เคยร้อนระอุกลับกลายเป็นสีฟ้าสลัวที่เยือกเย็นประดุจแสงจันทร์วันดับ และที่ข้างกองไฟที่เพิ่งจะมอดดับลงเบื้องหลังสิงขร ร่างของสตรีในชุดสไบสีนิลผู้คุ้นตาปรากฏกายขึ้นอีกครั้งอย่างไร้ที่มามาลี นั่งอยู่ในท่าพับเพียบอย่างสง่างามท่ามกลางซากปรักหักพังของสงคราม ใบหน้าซีกที่งดงามของนางอาบด้วยแสงไฟสีนวล ขณะที่ซีกที่ถูกบดบังด้วยผ้าคลุมนั้นดูลึกลับจนยากจะหยั่งถึง ดวงตาข้างที่เปิดอยู่ของนางจ้องมองมาที
หลังจากการอำลามาลินที่หุบเขาไร้ชื่อ สิงขรและวายุก็ออกเดินทางลงสู่ทิศใต้อย่างต่อเนื่อง ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ทัศนียภาพรอบกายเริ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างน่าใจหาย ดินที่เคยเป็นสีน้ำตาลอ่อนเริ่มกลายเป็นสีแดงเข้มดุจโลหิตที่แห้งกรัง ต้นไม้ที่มีสีเขียวขจีหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงซากไม้ยืนต้นที่กิ่งก้านบิดเบี้ยวดูคล้ายมือของคนบาปที่กำลังชูขึ้นฟ้าเพื่อขอความเมตตา ลมที่พัดผ่านกายสิงขรเริ่มหอบเอาละอองเกสรแดงฉานที่แฝงไปด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กและความร้อนระอุที่กัดกินผิวหนัง"ข้างหน้านั่นคือ 'ด่านพระกาฬ'..." วายุชี้ไปยังป้อมปราการหินทรายสีแสดขนาดมหึมาที่ตั้งขวางหุบเขาลึกดุจกำแพงยักษ์ที่แยกโลกคนเป็นออกจากนรกคนตาย ประตูไม้มะค่าขนาดยักษ์ถูกปิดตายและเสริมด้วยแผ่นเหล็กหนาเตอะที่จารึกอาคมกันไฟไว้จนทั่ว "มันเป็นปราการด่านสุดท้ายที่กั้นระหว่างความปกติของมณฑลจันทรา และความวิปลาสของทุ่งกัลปพฤกษ์เลือด"เมื่อสิงขรควบม้าวารินพยศเข้าไปใกล้ด่าน เขาไม่ได้พบกับความเงียบเหงาที่ควรจะเป็นในดินแดนล่มสลาย แต่เขากลับได้ยินเสียงกึกก้องของกลองรบที่ตีจังหวะหนักแน่น ผสานไปกับการสวดชัยมงคลคาถาในสำเนียงที่ดุดันและกระแทกกระทั้น บนกำแพง
สิงขรก้าวย่างเข้าสู่ปากถ้ำที่ดูราวกับปากของอสุรกายขนาดยักษ์ที่อ้าค้างไว้ ความมืดมิดภายในมิได้ให้ความรู้สึกสงบเหมือนถ้ำทั่วไป แต่มันกลับเต็มไปด้วยไอความร้อนที่ระอุออกมาพร้อมกับกลิ่นฉุนกึกของสปอร์กัลปพฤกษ์เลือดที่ลอยฟุ้งดุจละอองหิมะสีแดงผนังถ้ำที่ควรจะเป็นหินศิลาแลงกลับถูกปกคลุมด้วยชั้นเนื้อเยื่อเหนียวหนืดสีชมพูเข้มที่เต้นตุบๆ ตามจังหวะราวกับชีพจรของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พิภพ“ระวังฝีเท้าด้วย สิงขร...” วายุกระซิบผ่านจิตจางๆ ร่างกึ่งโปร่งแสงของเขามัวหมองลงเมื่อต้องสัมผัสกับไอพิษเข้มข้น “พื้นถ้ำนี้ไม่ใช่ดินธรรมดา แต่มันคือ ‘ซากบุญ’ ที่ถูกย่อยสลายจนกลายเป็นอาหารของโรคร้าย อย่าให้ผิวหนังของเจ้าสัมผัสกับน้ำหนองสีม่วงที่ไหลอยู่ตามร่องหินเด็ดขาด”สิงขรนำผ้าขึ้นมามัดปิดจมูกและปากไว้แน่น เขาหยดน้ำค้างแสงจันทร์ลงบนใบดาบเหล็กน้ำพี้ แสงสีเขียวมรกตที่แผ่ออกมาช่วยขับไล่หมอกสีแดงรอบตัวให้จางลงพอที่จะมองเห็นทางเดินสลัวๆ ยิ่งเขาเดินลึกเข้าไป เสียงหัวใจของเขาดูเหมือนจะเต้นสอดประสานไปกับเสียงชีพจรของถ้ำอย่างน่าประหลาดทันใดนั้น เพดานถ้ำเบื้องบนก็ขยับไหว!“เถาวัลย์กินคน” เส้นสายสีแดงสดขนาดเท







