Masukเสียงขวานยักษ์กระแทกพื้นหินศิลาแลงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินจะแยกออก แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เศษกระเบื้องหลังคาปราสาทร่วงหล่นลงมาเป็นสาย
สิงขรทะยานหลบออกด้านข้างด้วยสัญชาตญาณที่ว่องไวดุจวานร แต่รังสีของอาคมสีทองหม่นที่แฝงมากับคมขวานยังคงกรีดผ่านชายเสื้อเกราะจนขาดวิ่น พลังทำลายล้างของเจ้าพระยาพายัพนั้นมหาศาลเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้ ร่างกายที่ดูเทอะทะด้วยแขนขานับสิบข้างกลับเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและทรงพลังอย่างประหลาด ราวกับพายุหมุนที่หุ้มด้วยเหล็ก “หนีไปก็ไร้ผล! เจ้าคนบาป!” เจ้าพระยาพายัพคำราม แขนซ้ายที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ซึ่งดูเหมือนจะถูกปลูกถ่ายมาจากยักษ์อสุราเหวี่ยงเข้าใส่สิงขรในแนวราบ ชายหนุ่มพยายามยกดาบขึ้นรับ แต่แรงปะทะนั้นส่งเขากระเด็นไปกระแทกกับฐานรูปปั้นนาคาจนกระอักเลือดออกมาเป็นสีเข้ม สิงขรยันกายขึ้นอย่างยากลำบาก ในหูของเขาได้ยินเสียงวี๊ดดังสนั่น สายตาเริ่มพร่ามัวจากการกระทบกระเทือน เจ้าพระยาพายัพไม่ปล่อยให้เขามีเวลากู้คืนสติ มันเหวี่ยงขวานยักษ์ขึ้นอีกครั้ง เตรียมจะปิดบัญชีชีวิตนักรบไร้บุญผู้นี้เสีย ‘สติ... สิงขร... ใช้ลมปราณแห่งพระแม่ธาตุ...’ เสียงกระซิบของมาลีแว่วมาท่ามกลางความโกลาหล สิงขรสูดลมหายใจเข้าลึกถึงก้นปอด เขาไม่ได้มองเจ้าพระยาพายัพด้วยดวงตาที่เป็นเนื้อหนังอีกต่อไป แต่เขามองด้วย ‘จักษุญาณ’ ที่ได้รับการเปิดออกจากการรวบรวมเศษบารมีที่ผ่านมา เขาเห็นกระแสพลังงานสีดำที่ไหลเวียนอยู่ตามรอยเย็บและหมุดทองคำที่ยึดโยงร่างกายที่บิดเบี้ยวนั้นไว้ แขนขาเหล่านั้นมิได้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง แต่มันถูกฝืนเชื่อมไว้ด้วย ‘อาคมไสยดำระดับต่ำ’ ที่เจ้าเมืองผู้โฉดชั่วใช้ควบคุม “ไหวพริบมักชนะกำลังเสมอ...” สิงขรพึมพัมกับตัวเอง เขาเริ่มเดินวนเป็นวงกลมตามรูปแบบของ “ย่างสามขุม” อันเป็นพื้นฐานของมวยคาดเชือกโบราณ เจ้าพระยาพายัพฟาดขวานลงมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้สิงขรไม่ได้หลบไปไกล เขาพุ่งเข้าหาคมขวานที่กำลังสับลงมา! ในจังหวะที่คมขวานจะถึงตัว เขาบิดตัวหลบเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แล้วใช้ฝ่ามือที่อัดแน่นด้วยพลังอาคมตบเข้าที่สันขวานเพื่อเบี่ยงทิศทางให้มันจมลงไปในร่องหินศิลาแลงจนถอนไม่ออก “เจ้าทำอะไร!” เจ้าพระยาพายัพสบถ พยายามกระชากขวานขึ้น แต่อาจเพราะน้ำหนักของร่างกายที่เทอะทะทำให้เขาสูญเสียสมดุลไปชั่วขณะ นี่คือจังหวะที่สิงขรรอคอย เขาพนมมือขึ้นสั้นๆ บริกรรมพระคาถาหัวใจพญานาค “อะ งะ สะ” รอยสักยันต์ที่ต้นแขนทั้งสองข้างเรืองแสงสีเขียวมรกตเจิดจ้า เขาไม่ได้ฟันดาบออกไปตรงๆ แต่กลับกวาดดาบเหล็กน้ำพี้เป็นวงโค้งที่ดูอ่อนช้อยทว่าทรงพลัง นี่คือกระบวนท่า “นาคาเล่นน้ำสะบัดชัย” ดาบเหล็กน้ำพี้ส่งเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงขู่ของพญานาค คมดาบอาคมไม่ได้พุ่งเป้าไปที่จุดตายใหญ่ๆ แต่กลับกรีดผ่าน ‘จุดยึด’ ของแขนส่วนเกินที่เจ้าพระยาพายัพต่อเติมมาอย่างแม่นยำ ทุกครั้งที่คมดาบสัมผัสรอยเย็บ พลังอาคมสายพุทธคุณในเหล็กน้ำพี้จะเข้าไปชำระล้างไสยดำที่ยึดร่างกายนั้นไว้ ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ! แขนสามข้างของอดีตนักรบที่เจ้าพระยาพายัพต่อเติมมาหลุดกระเด็นออกจากร่างทีละข้าง เลือดสีดำคล้ำสาดกระจายไปทั่วลาน เจ้าพระยาพายัพกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่มิใช่เพียงทางกาย แต่เป็นความเจ็บปวดจากการถูกตัดขาดความสัมพันธ์กับพลังที่เขายึดติดมาตลอด “แขนของข้า! พลังของข้า!” เจ้าพระยาพายัพคลุ้มคลั่ง เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าเดิม เขาเดินตรงไปยังซากครุฑาศิลาที่แหลกสลาย แล้วใช้แขนที่เหลืออยู่กระชาก ‘หัวครุฑาศิลา’ ที่ยังมีไออาคมหลงเหลืออยู่มาสวมเข้ากับแขนซ้ายของตนเอง! “จงมอดไหม้! ภายใต้เพลิงพระกาฬของข้า!” หัวครุฑาศิลาที่เชื่อมกับแขนของเจ้าพระยาพายัพเริ่มพ่นเปลวไฟสีทองแดงที่แผดเผาทุกสิ่งออกมา สิงขรต้องกระโดดหลบไปตามเสาหินที่กำลังละลายด้วยความร้อนแรงของเพลิงกึ่งเทพ ลานกว้างบัดนี้กลายเป็นทะเลเพลิง สิงขรรู้ดีว่าหากยื้อเวลาต่อไป เขาจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อความร้อน เขาตัดสินใจเรียกใช้ท่าไม้ตายสูงสุดของไสยเวชที่เขาเก็บไว้เป็นท่าสุดท้าย เขาปักดาบลงบนพื้นดิน นั่งลงในท่ากึ่งคุกเข่า และบริกรรมพระคาถา “นารายณ์แปลงรูป” ร่างกายของสิงขรเริ่มมีแสงสีทองหุ้มห่อจนดูเหมือนเขามีหลายร่างปรากฏขึ้นพร้อมกันในสายตาของศัตรู เจ้าพระยาพายัพพยายามพ่นไฟใส่ร่างเหล่านั้นแต่กลับพบว่าเป็นเพียงภาพลวงตา สิงขรตัวจริงอาศัยควันไฟและความอลหม่านพุ่งทะยานขึ้นสู่ยอดเสาหินที่ยังไม่พังทลาย “พายัพ! ดูนี่!” สิงขรกระโดดลงมาจากความสูงพร้อมกับเงื้อดาบขึ้นสุดแขน แสงจากมหาโพธิ์ทองเบื้องบนดูเหมือนจะถูกดูดซับเข้าสู่คมดาบเหล็กน้ำพี้ในจังหวะนั้น เขาไม่ได้ใช้เพียงแรงกาย แต่เขาใช้ ‘ไหวพริบ’ ในการดึงเอาพลังของศัตรูมาใช้สวนกลับ ในขณะที่เจ้าพระยาพายัพพ่นไฟขึ้นมา สิงขรใช้ดาบรับเปลวไฟนั้นแล้วหมุนวนมันตามวิชากงจักรนารายณ์ เปลี่ยนเพลิงของศัตรูให้กลายเป็นคมดาบความร้อนสูง “นะ มะ พะ ทะ... สิทธิการิยะ!” คมดาบที่อาบด้วยเพลิงครุฑาและอาคมนารายณ์ฟันลงกลางรอยต่อระหว่างหัวครุฑาศิลากับหัวไหล่ของเจ้าพระยาพายัพ แรงระเบิดของพลังงานทำให้เกิดคลื่นกระแทกสีทองกระจายไปทั่วปราสาทศิลาลอย ร่างของเจ้าเมืองผู้โอหังถูกแรงปะทะจนทรุดฮวบลง แขนครุฑาศิลาแตกสลายเป็นผุยผง พร้อมๆ กับแขนขาที่เหลือที่ค่อยๆ หลุดร่วงออกมาราวกับใบไม้แห้ง เจ้าพระยาพายัพนอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนพื้นหิน ร่างกายของเขากลับมาเหลือเพียงขนาดมนุษย์ปกติที่ดูอ่อนแอและน่าเวทนา แววตาของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความยโส บัดนี้เหลือเพียงความหวาดกลัวต่อความตาย “ข้า... ข้าเพียงแต่อยากกลับไปยังบ้านเกิด... ภายใต้แสงทองของมหาพฤกษา...” เขาพึมพัมก่อนที่ร่างกายจะเริ่มสลายกลายเป็นธุลีสีทอง กลางเถ้าธุลีนั้น สิ่งหนึ่งเรืองแสงสว่างจ้าออกมา มันคือวงล้อสีทองที่สลักลายกนกอย่างประณีตแต่มีรอยแตกตรงกลาง... “เศษธรรมจักรแห่งบูรพา” สิงขรเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา ทันทีที่สัมผัส พลังมหาศาลไหลเข้าสู่ร่างกายของเขา บาดแผลทุกจุดรักษาตัวอย่างรวดเร็ว ความทรงจำเกี่ยวกับโลกเก่าพรั่งพรูเข้ามา แสงสีทองจากท้องฟ้าดูเหมือนจะยอมรับเขาเป็นครั้งแรกในฐานะ ‘ผู้ที่มีสิทธิ์ในบัลลังก์’ เขายืนอยู่บนยอดปราสาทที่พังทลาย มองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา บัดนี้เขาได้ล้มกึ่งเทพองค์แรกลงได้แล้ว แต่นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของธรรมจักรที่แตกสลาย ทางทิศตะวันตกเหนือทะเลสาบหมอก แสงสีน้ำเงินลึกลับของอารามจันทรประภากำลังกะพริบเสมือนเรียกเขาอยู่ “หนึ่งชิ้นแล้ว... เหลืออีกเจ็ด” สิงขรเก็บเศษธรรมจักรเข้าสู่หน้าอกของเขา แล้วเริ่มเดินลงจากปราสาท ท่ามกลางเสียงกระซิบของสายลมที่เริ่มขานนามของเขาในฐานะ... ‘ธรรมราชาผู้ไร้บุญ’กำแพงศิลาสีซีดเผือดของ "ชุมชนหอคอย" ตั้งตระหง่านทะลุม่านหมอกสีเทาหมองของแดนทมิฬใต้เงา มันไม่ใช่เพียงปราสาทหรือเมืองธรรมดา ทว่ามันคืออนุสาวรีย์แห่งความโศกเศร้าและความเคียดแค้นที่ถูกสลักเสลาขึ้นจากเศษซากของอารยธรรมที่ถูกทอดทิ้ง สถาปัตยกรรมของมันเต็มไปด้วยลวดลายก้นหอยและประติมากรรมรูป "เขี้ยวเขา" อันเป็นสัญลักษณ์ของชนพื้นเมืองที่เชื่อว่าการงอกของเขี้ยวบนร่างกายคือพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทว่าในสายตาของมหาโพธิ์ทอง สิ่งเหล่านั้นคือความวิปริตที่ต้องถูกชำระล้างด้วยเปลวเพลิงสิงขรและมาลินหมอบซ่อนตัวอยู่หลังซากรูปปั้นสิงโตหินที่ถูกทุบทำลายจนเหลือเพียงครึ่งซีก สายตาของสิงขรทอดมองผ่านช่องแคบๆ ไปยังลานกว้างหน้าประตูใหญ่ของเมือง ที่นั่นเนืองแน่นไปด้วย "นักรบเผ่าเขี้ยวเขา" พวกมันสวมหน้ากากไม้ที่สลักลวดลายบิดเบี้ยว ร่างกายสูงใหญ่และเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่อัดแน่นไปด้วยความเกลียดชังชั่วกัปชั่วกัลป์ ในมือของพวกมันถือดาบโค้งคู่และง้าวศิลาที่อาบเวทมนตร์สีทองหม่น เสียงสวดมนต์ที่ฟังดูคล้ายเสียงครวญครางและสาปแช่งดังประสานกันเป็นจังหวะที่ชวนให้ขนลุก"ทางเข้าหลักถูกปิดตายด้วยกองกำลังที่พร้อมจะสับเราเป็นชิ้นๆ" สิ
ความร้อนระอุจากคลื่นเพลิงของ "โกเลมเตาหลอมวิญญาณ" เพิ่งจะจางหายไปจากผืนหญ้าสีเทาหมอง ทว่าความหวาดหวั่นยังคงเกาะกุมอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ สิงขรและมาลินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นจากหลังป้ายสุสานศิลาขนาดยักษ์ที่ใช้เป็นที่กำบัง ชายหนุ่มปัดเศษเถ้าถ่านที่ปลิวมาเกาะตามเสื้อคลุมหนังที่ขาดวิ่นของตน สายตาคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวทอดมองผ่านม่านหมอกสีหม่นไปยังทิศตะวันออก ที่ซึ่งมีแสงสีทองอันคุ้นเคยสว่างไสวทะลุความมืดมิดของ "แดนทมิฬใต้เงา"ทัศนียภาพรอบกายของพวกเขาในยามนี้ ช่างแตกต่างจากมัชฌิมโลกที่พวกเขาเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ได้เปิดกว้างรับแสงตะวันหรือแสงจันทร์ ทว่ามันถูกบดบังด้วย "เงามืดขนาดยักษ์" ที่บิดเบี้ยวและหนักอึ้ง มันคือเงาสะท้อนของมหาโพธิ์ทอง ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่บัดนี้กลายเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการกดขี่ ยางไม้สีคล้ำประดุจเลือดเสียหยดทะลักลงมาจากรอยแตกของกิ่งก้านที่ไร้ใบเบื้องบน ร่วงหล่นลงมาสู่ผืนดินแห่งนี้ราวกับหยาดน้ำตาแห่งความทุกข์ทรมานที่ไม่มีวันเหือดแห้งพื้นดินที่พวกเขาย่ำเดินนั้นอ่อนนุ่มและชื้นแฉะ ไม่ใช่เพราะหยาดฝน แต่เป็นเพราะมันซึมซับเอาความโศกเศร้าและเศษซากของดวงวิญญาณน
เมื่อปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของสิงขรและมาลินแตะลงบนท่อนแขนที่เหี่ยวแห้งของ มิคศิรา ประสาทสัมผัสทั้งมวลก็พลันดับวูบลง ไม่ใช่การเดินทางผ่านมิติด้วยแสงสว่าง หรือสายลมที่พัดพา ทว่ามันคือการถูกดูดกลืนให้จมดิ่งลงสู่ "ห้วงลึก" ที่มืดมิดและหนาวเหน็บจนถึงแก่นวิญญาณ ราวกับถูกกระชากลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไร้ซึ่งแสงตะวันความรู้สึกแรกที่ปลุกสิงขรให้ฟื้นคืนสติ คือกลิ่นของดินปืน ขี้เถ้า และความโศกเศร้าที่ลอยอวลอยู่ในอากาศหนาทึบ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ความมืดสนิท ทว่ากลับเป็นทัศนียภาพที่งดงามทว่าน่าขนลุกจนแทบหยุดหายใจสิงขรและมาลินไม่ได้ยืนอยู่ใต้ดินอีกต่อไป พวกเขากำลังยืนอยู่บนเนินเขาหญ้าแห้งแล้งที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา แต่สิ่งที่ปกคลุมทุ่งกว้างแห่งนี้ไม่ใช่ต้นไม้หรือดอกไม้ ทว่ามันคือ "ป้ายหลุมศพศิลา" นับแสนตั้งเรียงรายระเกะระกะไปทั่วทุกสารทิศ ป้ายวิญญาณเหล่านั้นโปร่งแสงและเรืองแสงสีฟ้าอมเขียวอ่อนๆ ประดุจแสงหิ่งห้อยที่กำลังไว้อาลัยแด่คนตาย"ทุ่งสุสานศิลา"เหนือทุ่งสุสานแห่งนี้ ท้องฟ้าไม่ได้เป็นสีเทาหรือสีเลือดเหมือนในมัชฌิมโลก แต่มันถูกปกคลุมด้วย "ม่านเงาขนาดยักษ์" ที่
กลิ่นคาวเลือดที่เคยคละคลุ้งในวังบาดาลเริ่มเจือจางลงเมื่อร่างของ มฆวาน ราชันย์โลหิต แตกสลายกลายเป็นเพียงเศษน้ำแข็งสีชาด ทว่าแรงดึงดูดอันมืดมิดที่แผ่ออกมาจาก "แขนที่เหี่ยวเฉา" ของมิคศิราซึ่งห้อยอยู่บนแท่นบูชานั้น กลับรุนแรงยิ่งกว่ามนตราใดๆ ที่สิงขรเคยพานพบ มันไม่ใช่แรงดึงดูดทางกายภาพ แต่มันคือเสียงกระซิบไร้สัพสำเนียงที่ดึงรั้งจิตวิญญาณ ราวกับกำลังเพรียกหาให้เขาก้าวข้ามขอบเหวแห่งความว่างเปล่าสิงขรยื่นมือซ้ายที่สั่นสะท้านออกไป ปลายนิ้วห่างจากแขนของครึ่งเทพเพียงคืบ ไอเย็นจากเวทมนตร์ดวงดาวในกายของเขาปะทะกับม่านพลังงานสีดำสนิทที่ห่อหุ้มแขนนั้น บังเกิดเสียงซ่าเบาๆ ประดุจน้ำหยดลงบนเหล็กวิูดร้อนจัด"สิงขร..."เสียงเรียกอันแผ่วเบาของมาลินดึงสติของเขากลับมา หญิงสาวเดินกะเผลกเข้ามาจับไหล่เขาไว้แน่น แววตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นเมื่อมองลึกเข้าไปในความมืดที่แผ่ออกมาจากรังไหม "อย่าแตะมันนะ... ข้าสัมผัสได้ถึงความตายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าพิษมรณะชาด มันเป็นดินแดนที่ไม่มีแม้แต่แสงสว่างจอมปลอมของทวยเทพ หากเจ้ายื่นมือเข้าไปในสภาพที่ร่างกายแหลกเหลวเช่นนี้... วิญญาณของเจ้าจะถูกฉีกกระชากจนไม่ได้กลับมาเกิดอ
ละอองเลือดที่สาดกระเซ็นจากการปะทะ ถูกความร้อนของเพลิงโลหิตแผดเผาจนกลายเป็นหมอกควันสีแดงคลุ้งไปทั่ววิหารบาดาล มฆวาน ราชันย์โลหิต ผู้สยายปีกสีดำขลับที่หยาดเยิ้มไปด้วยเลือดลอยตระหง่านอยู่เหนือพื้นศิลา ท่าทีหยิ่งผยองของมันทวีความบ้าคลั่งขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อรับรู้ว่าพิธีกรรม ถูกขัดขวาง"เมื่อเจ้าปฏิเสธที่จะมอบเลือดให้แก่ข้าแต่โดยดี... ข้าก็จะบดขยี้เจ้าและคั้นมันออกมาจากซากศพของเจ้าเอง!"มฆวานคำรามลั่น มันตวัด ตรีศูลศิลาโลหิต กลางอากาศ สร้างรอยแยกมิติสีแดงฉานก่อนจะสาดคลื่นเพลิงโลหิตลงมาประดุจห่าฝนอุกกาบาต!ซูม! ซูม! ซูม!สิงขรกัดฟันกลิ้งหลบอย่างทุลักทุเล เปลวเพลิงที่ตกลงกระทบพื้นวิหารไม่ได้ดับมอดลง แต่มันลุกลามและแผดเผาอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ในการยืนหยัดของสิงขรลดน้อยลงทุกขณะ ร่างกายที่บอบช้ำและพละกำลังที่เหือดหายทำให้ความเร็วของเขาตกลงอย่างเห็นได้ชัด ดาบจันทราทมิฬในมือหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาทั้งลูก"ถ้าปล่อยให้มันบินอยู่แบบนี้ ข้าโดนย่างสดแน่!" สิงขรหอบหายใจอย่างหนักมาลินที่แอบอยู่หลังซากเสาหินพยายามจะใช้หน้าไม้เพลิงยิงสกัด แต่มฆวานเพียงแค่สะบัดปีก คลื่นลมผสมเลือดก็กระแทกลูกศรของนางจนหักสะบ
ลานกว้างหน้าแท่นบูชาแห่ง "วิหารโลหิต" สั่นสะเทือนด้วยแรงกดดันที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างอันใหญ่โตมโหฬารของ "มฆวาน ราชันย์โลหิต" กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบจะจับตัวเป็นก้อนหยดลงมา ท้องฟ้าใต้บาดาลถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประดุจบาดแผลที่เปิดกว้างของจักรวาลสิงขรยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าอสุรกายร้าย ร่างกายของเขาโอนเอนประดุจต้นไม้ที่ถูกพายุโหมกระหน่ำ บาดแผลจากการสู้รบกับเทพธิดามาลินียังคงส่งเสียงกรีดร้องผ่านความเจ็บปวด ทว่ามือที่กำด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" กลับมั่นคงและเยือกเย็น ไอสังหารสีน้ำเงินสว่างวาบตัดกับความมืดมิดและสีเลือดของวิหาร"เลือดของเจ้า... ช่างมีกลิ่นหอมหวนของความตาย" มฆวานแสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยวแหลมคม มันกระแทก "ตรีศูลศิลาโลหิต" ลงบนพื้นศิลา!ตึง!!!เปลวไฟสีแดงเลือด—เพลิงโลหิต—ลุกพรึบขึ้นล้อมรอบตัวมัน ก่อนที่มันจะพุ่งทะยานเข้าหาสิงขรด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดตัวที่เทอะทะ ตรีศูลขนาดยักษ์ถูกง้างขึ้นและฟาดกวาดเป็นแนวนอน หมายจะตัดร่างของ ผู้ไร้บุญให้ขาดเป็นสองท่อนสิงขรเบิกตากว้าง เขายกดาบจันทราทมิฬขึ้นต้านรับอย่างทุลักทุเลเคร้ง!แรงปะทะนั้นมหาศาลเกินบรรยาย! สิงขรถูกกระแ







