Beranda / แฟนตาซี / ธรรมจักรทมิฬ / ตอนที่ 6: นาคาเล่นน้ำสะบัดชัย

Share

ตอนที่ 6: นาคาเล่นน้ำสะบัดชัย

Penulis: Wanderer
last update Tanggal publikasi: 2026-01-20 20:02:49

เสียงขวานยักษ์กระแทกพื้นหินศิลาแลงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินจะแยกออก แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เศษกระเบื้องหลังคาปราสาทร่วงหล่นลงมาเป็นสาย

สิงขรทะยานหลบออกด้านข้างด้วยสัญชาตญาณที่ว่องไวดุจวานร แต่รังสีของอาคมสีทองหม่นที่แฝงมากับคมขวานยังคงกรีดผ่านชายเสื้อเกราะจนขาดวิ่น พลังทำลายล้างของเจ้าพระยาพายัพนั้นมหาศาลเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้ ร่างกายที่ดูเทอะทะด้วยแขนขานับสิบข้างกลับเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและทรงพลังอย่างประหลาด ราวกับพายุหมุนที่หุ้มด้วยเหล็ก

“หนีไปก็ไร้ผล! เจ้าคนบาป!” เจ้าพระยาพายัพคำราม แขนซ้ายที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ซึ่งดูเหมือนจะถูกปลูกถ่ายมาจากยักษ์อสุราเหวี่ยงเข้าใส่สิงขรในแนวราบ ชายหนุ่มพยายามยกดาบขึ้นรับ แต่แรงปะทะนั้นส่งเขากระเด็นไปกระแทกกับฐานรูปปั้นนาคาจนกระอักเลือดออกมาเป็นสีเข้ม

สิงขรยันกายขึ้นอย่างยากลำบาก ในหูของเขาได้ยินเสียงวี๊ดดังสนั่น สายตาเริ่มพร่ามัวจากการกระทบกระเทือน เจ้าพระยาพายัพไม่ปล่อยให้เขามีเวลากู้คืนสติ มันเหวี่ยงขวานยักษ์ขึ้นอีกครั้ง เตรียมจะปิดบัญชีชีวิตนักรบไร้บุญผู้นี้เสีย

‘สติ... สิงขร... ใช้ลมปราณแห่งพระแม่ธาตุ...’ เสียงกระซิบของมาลีแว่วมาท่ามกลางความโกลาหล

สิงขรสูดลมหายใจเข้าลึกถึงก้นปอด เขาไม่ได้มองเจ้าพระยาพายัพด้วยดวงตาที่เป็นเนื้อหนังอีกต่อไป แต่เขามองด้วย ‘จักษุญาณ’ ที่ได้รับการเปิดออกจากการรวบรวมเศษบารมีที่ผ่านมา เขาเห็นกระแสพลังงานสีดำที่ไหลเวียนอยู่ตามรอยเย็บและหมุดทองคำที่ยึดโยงร่างกายที่บิดเบี้ยวนั้นไว้ แขนขาเหล่านั้นมิได้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง แต่มันถูกฝืนเชื่อมไว้ด้วย ‘อาคมไสยดำระดับต่ำ’ ที่เจ้าเมืองผู้โฉดชั่วใช้ควบคุม

“ไหวพริบมักชนะกำลังเสมอ...” สิงขรพึมพัมกับตัวเอง เขาเริ่มเดินวนเป็นวงกลมตามรูปแบบของ “ย่างสามขุม” อันเป็นพื้นฐานของมวยคาดเชือกโบราณ

เจ้าพระยาพายัพฟาดขวานลงมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้สิงขรไม่ได้หลบไปไกล เขาพุ่งเข้าหาคมขวานที่กำลังสับลงมา! ในจังหวะที่คมขวานจะถึงตัว เขาบิดตัวหลบเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แล้วใช้ฝ่ามือที่อัดแน่นด้วยพลังอาคมตบเข้าที่สันขวานเพื่อเบี่ยงทิศทางให้มันจมลงไปในร่องหินศิลาแลงจนถอนไม่ออก

“เจ้าทำอะไร!” เจ้าพระยาพายัพสบถ พยายามกระชากขวานขึ้น แต่อาจเพราะน้ำหนักของร่างกายที่เทอะทะทำให้เขาสูญเสียสมดุลไปชั่วขณะ

นี่คือจังหวะที่สิงขรรอคอย เขาพนมมือขึ้นสั้นๆ บริกรรมพระคาถาหัวใจพญานาค “อะ งะ สะ” รอยสักยันต์ที่ต้นแขนทั้งสองข้างเรืองแสงสีเขียวมรกตเจิดจ้า เขาไม่ได้ฟันดาบออกไปตรงๆ แต่กลับกวาดดาบเหล็กน้ำพี้เป็นวงโค้งที่ดูอ่อนช้อยทว่าทรงพลัง นี่คือกระบวนท่า “นาคาเล่นน้ำสะบัดชัย”

ดาบเหล็กน้ำพี้ส่งเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงขู่ของพญานาค คมดาบอาคมไม่ได้พุ่งเป้าไปที่จุดตายใหญ่ๆ แต่กลับกรีดผ่าน ‘จุดยึด’ ของแขนส่วนเกินที่เจ้าพระยาพายัพต่อเติมมาอย่างแม่นยำ ทุกครั้งที่คมดาบสัมผัสรอยเย็บ พลังอาคมสายพุทธคุณในเหล็กน้ำพี้จะเข้าไปชำระล้างไสยดำที่ยึดร่างกายนั้นไว้

ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!

แขนสามข้างของอดีตนักรบที่เจ้าพระยาพายัพต่อเติมมาหลุดกระเด็นออกจากร่างทีละข้าง เลือดสีดำคล้ำสาดกระจายไปทั่วลาน เจ้าพระยาพายัพกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่มิใช่เพียงทางกาย แต่เป็นความเจ็บปวดจากการถูกตัดขาดความสัมพันธ์กับพลังที่เขายึดติดมาตลอด

“แขนของข้า! พลังของข้า!” เจ้าพระยาพายัพคลุ้มคลั่ง เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าเดิม เขาเดินตรงไปยังซากครุฑาศิลาที่แหลกสลาย แล้วใช้แขนที่เหลืออยู่กระชาก ‘หัวครุฑาศิลา’ ที่ยังมีไออาคมหลงเหลืออยู่มาสวมเข้ากับแขนซ้ายของตนเอง!

“จงมอดไหม้! ภายใต้เพลิงพระกาฬของข้า!”

หัวครุฑาศิลาที่เชื่อมกับแขนของเจ้าพระยาพายัพเริ่มพ่นเปลวไฟสีทองแดงที่แผดเผาทุกสิ่งออกมา สิงขรต้องกระโดดหลบไปตามเสาหินที่กำลังละลายด้วยความร้อนแรงของเพลิงกึ่งเทพ ลานกว้างบัดนี้กลายเป็นทะเลเพลิง

สิงขรรู้ดีว่าหากยื้อเวลาต่อไป เขาจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อความร้อน เขาตัดสินใจเรียกใช้ท่าไม้ตายสูงสุดของไสยเวชที่เขาเก็บไว้เป็นท่าสุดท้าย เขาปักดาบลงบนพื้นดิน นั่งลงในท่ากึ่งคุกเข่า และบริกรรมพระคาถา “นารายณ์แปลงรูป” ร่างกายของสิงขรเริ่มมีแสงสีทองหุ้มห่อจนดูเหมือนเขามีหลายร่างปรากฏขึ้นพร้อมกันในสายตาของศัตรู

เจ้าพระยาพายัพพยายามพ่นไฟใส่ร่างเหล่านั้นแต่กลับพบว่าเป็นเพียงภาพลวงตา สิงขรตัวจริงอาศัยควันไฟและความอลหม่านพุ่งทะยานขึ้นสู่ยอดเสาหินที่ยังไม่พังทลาย

“พายัพ! ดูนี่!”

สิงขรกระโดดลงมาจากความสูงพร้อมกับเงื้อดาบขึ้นสุดแขน แสงจากมหาโพธิ์ทองเบื้องบนดูเหมือนจะถูกดูดซับเข้าสู่คมดาบเหล็กน้ำพี้ในจังหวะนั้น เขาไม่ได้ใช้เพียงแรงกาย แต่เขาใช้ ‘ไหวพริบ’ ในการดึงเอาพลังของศัตรูมาใช้สวนกลับ ในขณะที่เจ้าพระยาพายัพพ่นไฟขึ้นมา สิงขรใช้ดาบรับเปลวไฟนั้นแล้วหมุนวนมันตามวิชากงจักรนารายณ์ เปลี่ยนเพลิงของศัตรูให้กลายเป็นคมดาบความร้อนสูง

“นะ มะ พะ ทะ... สิทธิการิยะ!”

คมดาบที่อาบด้วยเพลิงครุฑาและอาคมนารายณ์ฟันลงกลางรอยต่อระหว่างหัวครุฑาศิลากับหัวไหล่ของเจ้าพระยาพายัพ แรงระเบิดของพลังงานทำให้เกิดคลื่นกระแทกสีทองกระจายไปทั่วปราสาทศิลาลอย ร่างของเจ้าเมืองผู้โอหังถูกแรงปะทะจนทรุดฮวบลง

แขนครุฑาศิลาแตกสลายเป็นผุยผง พร้อมๆ กับแขนขาที่เหลือที่ค่อยๆ หลุดร่วงออกมาราวกับใบไม้แห้ง

เจ้าพระยาพายัพนอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนพื้นหิน ร่างกายของเขากลับมาเหลือเพียงขนาดมนุษย์ปกติที่ดูอ่อนแอและน่าเวทนา แววตาของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความยโส บัดนี้เหลือเพียงความหวาดกลัวต่อความตาย

“ข้า... ข้าเพียงแต่อยากกลับไปยังบ้านเกิด... ภายใต้แสงทองของมหาพฤกษา...” เขาพึมพัมก่อนที่ร่างกายจะเริ่มสลายกลายเป็นธุลีสีทอง

กลางเถ้าธุลีนั้น สิ่งหนึ่งเรืองแสงสว่างจ้าออกมา มันคือวงล้อสีทองที่สลักลายกนกอย่างประณีตแต่มีรอยแตกตรงกลาง... “เศษธรรมจักรแห่งบูรพา”

สิงขรเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา ทันทีที่สัมผัส พลังมหาศาลไหลเข้าสู่ร่างกายของเขา บาดแผลทุกจุดรักษาตัวอย่างรวดเร็ว ความทรงจำเกี่ยวกับโลกเก่าพรั่งพรูเข้ามา แสงสีทองจากท้องฟ้าดูเหมือนจะยอมรับเขาเป็นครั้งแรกในฐานะ ‘ผู้ที่มีสิทธิ์ในบัลลังก์’

เขายืนอยู่บนยอดปราสาทที่พังทลาย มองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา บัดนี้เขาได้ล้มกึ่งเทพองค์แรกลงได้แล้ว แต่นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของธรรมจักรที่แตกสลาย

ทางทิศตะวันตกเหนือทะเลสาบหมอก แสงสีน้ำเงินลึกลับของอารามจันทรประภากำลังกะพริบเสมือนเรียกเขาอยู่

“หนึ่งชิ้นแล้ว... เหลืออีกเจ็ด” สิงขรเก็บเศษธรรมจักรเข้าสู่หน้าอกของเขา แล้วเริ่มเดินลงจากปราสาท ท่ามกลางเสียงกระซิบของสายลมที่เริ่มขานนามของเขาในฐานะ... ‘ธรรมราชาผู้ไร้บุญ’

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 108: รุ่งอรุณแห่งราตรีกาล และพันธสัญญาแห่งดวงดาว

    ความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านเข้ามากระทบผิวเนื้อ ไม่ใช่ความเย็นเยือกที่บาดลึกถึงกระดูกประดุจเวทมนตร์เหมันต์ หรือความเยือกเย็นอันชวนขนลุกของแดนทมิฬใต้เงา ทว่ามันเป็นความเย็นที่สงบเงียบ บริสุทธิ์ และปราศจากพันธนาการใดๆ เหมือนอากาศบริสุทธิ์ในคืนเดือนแรมที่ไร้เมฆหมอกสิงขรค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เปลือกตาของเขาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ความเจ็บปวดจากการฝืนใช้พลังระดับกอสมิกในศึกตัดสินกับ อสูรแห่งเอลเดน ยังคงหลงเหลืออยู่เป็นรอยระบมฝังลึกในกล้ามเนื้อ ทว่าบาดแผลฉกรรจ์ตามร่างกายกลับสมานตัวจนเหลือเพียงรอยแผลเป็นสีจางๆเขาพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือผืนดินใต้ร่าง มันไม่ใช่เถ้าถ่านที่ร้อนระอุของนครหลวงเถ้าถ่าน และไม่ใช่ผิวน้ำสีดำของมิติกระจกเงา แต่มันเป็นพื้นศิลาที่ปูด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ และเมื่อเขากวาดสายตามองไปรอบๆ..."ที่นี่มัน..."สิงขรเบิกตากว้าง ทัศนียภาพรอบตัวเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้อยู่บนโลกมัชฌิมอีกต่อไป ทว่าเขากำลังนั่งอยู่บนแท่นบูชาหินอ่อนที่ตั้งอยู่ท่ามกลาง "ห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล" ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ใช่สีทองของมหาโพธิ์ทอง และไม่ใช่สีเทาหมอ

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 107: ดาบผ่าสัจธรรม และจุดจบแห่งมหันตภัยจักรวาล

    มิติกระจกเงาอันไร้ขอบเขตบัดนี้ถูกอาบย้อมไปด้วยแสงสีทองที่เข้มข้นจนกลายเป็นความมืดบอด วงแหวนสีทองขนาดยักษ์ทั้งสี่วงที่ซ้อนทับกันเป็นสัญลักษณ์แห่ง "มหาธรรมจักร“ กำลังหดตัวบีบรัดเข้าสู่จุดศูนย์กลางอย่างเชื่องช้าทว่าไม่อาจหยุดยั้งได้ มันไม่ใช่การโจมตีทางกายภาพ แต่มันคือการ "บีบอัดกฎเกณฑ์" ของมิติให้กลับคืนสู่จุดเริ่มต้น ทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในรัศมีของวงแหวนนี้ ไม่ว่าจะเป็นสสาร เวทมนตร์ หรือแม้แต่วิญญาณ จะถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างสมบูรณ์!แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนผิวน้ำสีดำที่เคยราบเรียบเกิดการยุบตัวลงประดุจหลุมอุกกาบาต"สิงขร... ข้าหายใจไม่ออก..." มาลินทรุดตัวลงนอนราบกับผิวน้ำ โดมเวทมนตร์ของนางแตกสลายไปแล้ว เลือดไหลซึมออกจากจมูกและดวงตา ร่างกายของมนุษย์ธรรมดาไม่อาจทนรับแรงโน้มถ่วงระดับกอสมิกนี้ได้อีกต่อไปสิงขรยืนหยัดอยู่เบื้องหน้านาง สองขากางออกกว้างเพื่อรักษาสมดุล กล้ามเนื้อทุกมัดกำลังประท้วงถึงขีดจำกัดสูงสุด ทว่าสองมือของเขายังคงกำด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" ไว้แน่น นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเขาจ้องมองวงแหวนสีทองที่กำลังบีบตัวเข้ามาใกล้ทุกขณะ"กฎเกณฑ์ที่บังคับให้ทุกคนต้องศิโรราบ... ระเบีย

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 106: มหันตภัยระดับจักรวาล และระบำดาบแห่งความว่างเปล่า

    เสียงร้องกังวานที่ไม่ได้เปล่งออกจากลำคอ ทว่าสะท้อนก้องมาจากความถี่ของห้วงอวกาศ ดังกึกก้องจนผิวน้ำสีดำที่ราบเรียบประดุจกระจกเงาเกิดระลอกคลื่นบ้าคลั่ง สิ่งมีชีวิตที่แท้จริงเบื้องหลังมหาธรรมจักร ลอยตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ ร่างกายอันโปร่งแสงของมันใหญ่โตมโหฬารจนสิงขรดูเป็นเพียงฝุ่นผงเมื่อเทียบเคียง ภายในร่างนั้นคือภาพจำลองของกาแล็กซี กลุ่มดาว และเนบิวลาที่หมุนวนอย่างเชื่องช้า บ่งบอกถึงตัวตนที่อยู่เหนือขอบเขตของกาลเวลาและสถานที่ในมือที่คล้ายคลึงกับกิ่งไม้สีทองของมัน กำด้าม "ดาบศิลา" ขนาดยักษ์ ดาบเล่มนั้นถูกหลอมขึ้นจากเศษซากเจตจำนงของ รณกร ที่เพิ่งแตกสลาย มันเป็นดาบที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยรอยร้าว ทว่ากลับแผ่รังสีแห่งการทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว แสงสีทองที่สาดส่องออกมาจากตัวอสูร ไม่ใช่แสงแห่งความอบอุ่น แต่เป็นแสงแห่ง "ความเป็นระเบียบ" ที่เย็นชาและพร้อมจะลบทุกสิ่งที่ผิดแผกไปจากสมการของมันมาลินทรุดตัวลงกับพื้น ผิวหนังของนางรู้สึกแสบร้อนเพียงแค่อยู่ในรัศมีแสงของมัน "นี่หรือคือพระเจ้า... มันไม่ได้ดูเหมือนผู้สร้างเลย แต่มันเหมือน... สัตว์ประหลาดจากต่างดาวที่ตกลงมากลืนกินโลกใบนี้""เพราะมันคือปรสิตอย

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 105: การตื่นรู้แห่งดวงดาว และเหมันต์นิรันดร์กลืนธรรมจักร

    มิติกระจกเงาอันไร้ขอบเขตที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กำลังสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งประดุจแก้วบางๆ ที่ถูกบีบอัดด้วยแรงดันมหาศาล ท้องฟ้าเบื้องบนมิใช่สีทองสลัวอีกต่อไป ทว่ามันสว่างจ้าแสบตาจนแทบหลอมละลาย รอยแหวนเวทมนตร์แห่ง "มหาธรรมจักร" รัศมีกว้างใหญ่ไพศาลซ้อนทับกันเป็นวงกลมนับสิบวง ก่อตัวขึ้นเบื้องหลังร่างของ รณกร ราชันย์แห่งมหาธรรมจักรชายผมแดงร่างยักษ์ผู้ไร้ซึ่งเจตจำนง ลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำ ค้อนศิลาในมือขวาของเขาดูดกลืนแสงสว่างจากแหวนเวทมนตร์เหล่านั้นจนแปรสภาพเป็นอาวุธทำลายล้างมิติที่สมบูรณ์แบบ แสงสีทองที่อัดแน่นอยู่ที่หัวค้อนนั้นหนักอึ้งเสียจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว ร้อนระอุประดุจใจกลางของดาวฤกษ์ที่กำลังจะระเบิด"สิงขร... พลังนั่นมันบ้าไปแล้ว! มันกำลังจะลบทุกสิ่งทุกอย่างในมิตินี้ทิ้ง!" มาลินตะโกนก้องผ่านม่านพายุลมที่พัดกระหน่ำ นางพยายามฝังนิ้วมือลงกับผิวน้ำตื้นๆ เพื่อไม่ให้ร่างถูกพัดปลิวไปตามแรงลมของเทพเจ้าสิงขรยืนตระหง่านอยู่เบื้องล่าง เงยหน้ามองหายนะที่กำลังก่อตัวด้วยสายตาที่สงบนิ่งอย่างประหลาดคาตานะโลหิตในมือซ้ายของเขาเริ่มสั่นระริกและปรากฏรอยร้าว เวทมนตร์เลือดของอัสมันต์ที่ฝังอยู่ในใบดาบก

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 104: แกนกลางมหาโพธิ์ทอง และเทวรูปที่แตกสลาย

    รอยแยกสีทองเรืองรองที่ทอดตัวอยู่กลางลำต้นของ "ต้นมหาโพธิ์ทอง" บัดนี้เปิดกว้างออกประดุจประตูสู่สรวงสวรรค์ที่ถูกแผดเผา เปลวเพลิงยักษ์ที่เต้นเร่าอยู่รอบนอกไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตอันศักดิ์สิทธิ์เบื้องหลังแสงนั้นได้ สิงขรและมาลินหยุดยืนอยู่หน้าปากทางเข้า ความเงียบสงัดที่แผ่ออกมาจากภายในนั้น หนักอึ้งเสียจนทำให้เสียงของสายลมและกองไฟเบื้องหลังดูคล้ายกับความว่างเปล่าสิงขรกระชับด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" ไว้ในมือขวา ส่วนมือซ้ายกำ "คาตานะโลหิต" ของอัสมันต์ไว้หลวมๆ ร่องรอยของบาดแผลจากการต่อสู้กับราหูและกัมปนาทถูกเยียวยาด้วยเวทมนตร์และสมุนไพรจนทุเลาลง แต่ความเหนื่อยล้าที่สะสมอยู่ในจิตวิญญาณนั้นมีเพียงปณิธานอันแรงกล้าเท่านั้นที่คอยค้ำจุนไว้"มาลิน..." สิงขรเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง "หลังประตูบานนี้... คือมิติที่กฎเกณฑ์ของโลกมนุษย์ไม่อาจเอื้อมถึง มันคือลานประหารของทวยเทพ ข้าไม่อาจรับประกันความปลอดภัยใดๆ ได้อีกต่อไป หากเจ้าก้าวตามข้าเข้ามา"มาลินกำหน้าไม้เพลิงในมือแน่น นางเม้มริมฝีปาก แววตาของจอมปรุงยาสาวเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ไม่แพ้กัน "ข้าตามเจ้ามาตั้งแต่ทุ่งสุสานที่เต็มไปด้วยพิษมรณะชาด ฝ่าวงล

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 103: นครหลวงเถ้าถ่าน และปฐมราชันย์ผู้หวนคืน

    มิติสีทองที่เคยบิดเบี้ยวอยู่เบื้องหน้าประตูแห่งความเป็นเทพ บัดนี้สงบนิ่งและแปรสภาพเป็นเพียงม่านหมอกแห่งความว่างเปล่า สิงขรและมาลินก้าวผ่านรอยแยกมิตินั้น ทิ้งแดนทมิฬใต้เงาและความวิปลาสของเทพเจ้าจอมปลอมไว้เบื้องหลัง พริบตาที่เท้าของพวกเขาสัมผัสกับผืนดินอีกครั้ง อากาศที่บริสุทธิ์และหนาวเหน็บก็ถูกแทนที่ด้วยความร้อนระอุและกลิ่นเหม็นไหม้ที่คุ้นเคยพวกเขาไม่ได้กลับมายังวังบาดาล หรือทุ่งหิมะอันเหน็บหนาว ทว่าพวกเขาถูกส่งกลับมายังใจกลางของมัชฌิมโลก... "นครหลวงเถ้าถ่าน"ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือจุดจบของอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองที่สุด ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประดุจเลือดที่ถูกต้มจนเดือด ละอองเถ้าถ่านสีเทาหม่นโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายราวกับหิมะแห่งความตาย ต้นมหาโพธิ์ทอง ขนาดยักษ์ที่เคยส่องประกายศักดิ์สิทธิ์ บัดนี้ถูกโอบล้อมด้วย "เพลิงยักษ์บรรลัยกัลป์" ที่แผดเผาเปลือกไม้และกิ่งก้านจนกลายเป็นถ่านสีดำแดง หนามแห่งการปฏิเสธที่เคยปิดกั้นทางเข้าสู่ภายในต้นไม้ บัดนี้ถูกเผาจนมอดไหม้ เปิดทางให้เห็นแสงสว่างจางๆ ที่ลอดออกมาจากแกนกลาง"ในที่สุด... ทางเข้าสู่บัลลังก์เอลเดนก็เปิดออกแล้ว" มาลินกระซิบ นางใช้ผ้าเช็ด

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status