Masuk“พี่อ้าย... ฉันรู้สึกแปลกๆ ร่างกายมันร้อน ร้อนเหลือเกิน”
ทั้งๆ ที่อากาศภายในโถงถ้ำเย็นสบาย แต่สองนายบ่าวกลับร้อนจนกระสับกระส่าย ท่ามกลางเสียงน้ำตกที่ตกลงมาบดบังโลกภายนอก นารีผู้สูงศักดิ์และบริพารสาว บัดนี้ลืมสิ้นซึ่งเกียรติยศและฐานันดร เหลือเพียงความกำหนัดที่โหมกระพือยามได้ใกล้ชิดกับร่างกายอันสมบูรณ์แบบของพรานป่าผู้เคราะห์ร้ายที่ยังคงหลับไหล...
“อา...”
นางอ้ายใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นลูบไล้ไปตามโคนขาหนาหนักที่มีมัดกล้ามตึงเปรี๊ยะ ยิ่งเช็ดทำความสะอาด ความร้อนจากกายชายก็ยิ่งส่งผ่านผ้ามาถึงมือนาง นางอ้ายอดใจไม่ไหว ปล่อยให้สัญชาตญาณดิบเข้าครอบงำ นางค่อยๆ เลื่อนมือลูบไล้ผ่านผ้าเตี่ยวเปียกชื้น สัมผัสเข้ากับแก่นกายที่บัดนี้เริ่มผงาดชูชันขึ้นตามธรรมชาติของบุรุษยามใกล้ชิดสตรี
"โอ้... พี่อ้ายจ๊ะ ดูนั่นสิ! มันขยายตัวใหญ่โตปานนี้เชียวหรือ" พระธิดาอุษาพรรณอุทานด้วยความตื่นตาตื่นใจ นางโน้มกายลงมาจนเนินเต้าแรกแย้มเบียดกับต้นแขนของพรานหนุ่ม "มันดูดุดันและแข็งขึงราวกับศิลา แต่มันกลับเต้นตุบๆ อยู่ใต้ฝ่ามือพี่อ้าย... มันกำลังเจ็บหรือเปล่าจ๊ะ?"
"มิได้เจ็บหรอกเพคะพระธิดา... แต่มันกำลังโหยหาความสุข" นางอ้ายกระซิบแผ่วพร่า นางตัดสินใจดึงผ้าเตี่ยวของพรานหนุ่มออก เผยให้เห็นท่อนลึงค์ขนาดมหึมาที่ผงาดชี้หน้าพระธิดาน้อยอย่างท้าทาย
พระธิดาอุษาพรรณเบิกตาค้าง หัวใจเต้นรัวราวกองรบ “มันต้องการความสุข ความสุขอย่างไรหรือจ๊ะ แล้วสตรีอย่างเราจะมอบความสุขให้มันได้อย่างไรกันจ๊ะพี่อ้าย?"
นางอ้ายที่ความอดทนขาดผึง ไม่ตอบคำถามด้วยวาจา แต่นางกลับคุกเข่าลงระหว่างขาของพรานสิงห์ นางโน้มใบหน้าลงไปช้าๆ ก่อนจะใช้ปลายลิ้นแตะแต้มปลายยอดแก่นกายที่ฉ่ำวาวด้วยหยาดน้ำหล่อลื่น นางอ้ายห่อริมฝีปากแล้วดูดเม้มเสียงดัง จ๊วบ ก่อนจะค่อยๆ ครอบครองความยิ่งใหญ่นั้นเข้าสู่อุ้งปากอุ่นๆ
"อื้อ... พี่อ้าย... พี่ทำอะไรน่ะจ๊ะ!" พระธิดาน้อยถามเสียงหลง แต่นัยน์ตากลับฉายแววกระสันอยากรู้
"นี่คือการบำเรอด้วยโอษฐ์เพคะ... จะทำให้บุรุษสำลักความสุขจนลืมตาย" นางอ้ายเงยหน้าขึ้นมาตอบทั้งที่มุมปากยังมีคราบน้ำสีใสเกาะอยู่
"ฉันอยากลองบ้าง... พี่อ้ายจ๊ะ ให้ฉันลองทำบ้างเถิด" พระธิดาน้อยร้องขอพลางเอื้อมมือจะไปสัมผัสบ้าง แต่นางอ้ายรีบเบี่ยงตัวขวาง
"ไม่ได้เพคะพระธิดา! ทรงเป็นธิดาเจ้าเมือง จะมาทำเรื่องอัปยศเช่นนี้กับพรานป่าไม่ได้เด็ดขาด!"
เมื่อถูกทัดทาน พระธิดาน้อยผู้เอาแต่ใจก็เริ่มสะอึกสะอื้น หยาดน้ำตาใสๆ ร่วงเผาะลงบนหน้าท้องของพรานป่า "พี่อ้ายใจร้าย... พี่อ้ายทำได้แต่ฉันทำไม่ได้ พี่อ้ายอยากให้ฉันอกแตกตายเพราะความอยากรู้ใช่ไหมจ๊ะ"
นางอ้ายเห็นน้ำตาเจ้านายก็ใจอ่อนยวบ ผสมกับอารมณ์สวาทที่พุ่งพล่านจนยากจะถอยหลัง นางถอนหายใจยาวก่อนจะดึงร่างพระธิดาน้อยลงมาเคียงข้าง "ก็ได้เพคะ... แต่อ้ายจะสอนให้พระธิดาทำบ้างนะเพคะ แต่พระธิดาต้องรับปากว่าจะเก็บเรื่องไว้เป็นความลับ ห้ามบอกใครเด็ดขาด"
“ทำไมล่ะจ๊ะ”
“ชายหญิงมิควรใกล้ชิด อีกไม่ถึงเดือน พระธิดาก็จะต้องเข้าพิธีอภิเษกแล้ว หากมีผู้ใดล่วงรู้ว่าพระธิดาเคยสัมผัสใกล้ชิดบุรุษ ย่อมก่อปัญหาใหญ่หลวง”
“ฉันเข้าใจแล้ว ฉันรับปากพี่อ้ายจ้ะ”
บทส่งท้ายพระธิดาน้อยในสภาพอาภรณ์ดูหลุดลุ่ยเล็กน้อย เดินขาสั่นพั่บๆ เข้าทางประตูลับท้ายวังโดยมีนางอ้ายคอยประคอง ทว่าสภาพของนางพี่เลี้ยงเองก็มิได้ดีไปกว่ากันนัก ทั้งคู่เดินกระโผลกกระเผลก สะโพกมนบิดไหวอย่างผิดธรรมชาติเพราะระบมจากการถูกจัดหนักด้วยวิชาพรานป่ามาตลอดบ่าย"พี่อ้ายจ๊ะ... ฉันเดินไม่ไหวแล้วจ้ะ มันจุก... มันสั่นไปหมดทั้งขาเลย""อดทนหน่อยเพคะพระธิดา... อ้ายเองก็แทบจะก้าวขาไม่ออกเหมือนกัน พรานสิงห์นะพรานสิงห์... เล่นเอาเสียขาถ่างจนเดินลำบากเช่นนี้"ทันทีที่ก้าวพ้นหัวโค้งกำแพงวัง ทั้งสองก็ต้องชะงักกึก เมื่อพบว่าพระนางสิริวรมัน พระมารดายังคงประทับนั่งรออยู่ที่ศาลาริมน้ำ สายตาคมกริบกวาดมองสภาพบุตรสาวและพี่เลี้ยงตั้งแต่หัวจดเท้าพระมารดาส่ายหน้าช้าๆ พลางวางถ้วยน้ำชาลง "ดูเอาเถิด... อุษาพรรณ เจ้านี่มันซุกซนเสียจนหมดเรี่ยวหมดแรงทุกวันเชียวหรือ? เดินขาสั่นพะงาบๆ มาเชียว ไปทำอะไรมาถึงได้ดูเพลียปานจะสิ้นลมเช่นนี้?"พระธิดาน้อยรีบก้มหน้าซ่อนพวงแก้มที่แดงซ่านด้วยความเขินอาย นางพยายามรวบรวมกำลังยืนให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้"โถ... เสด็จแม่เพคะ ลูกเพียงแต่... เล่นซนปีนป่ายโขดหินที่น้ำตกเพลิ
พระธิดาน้อยโผเข้ากอดร่างบึกบึนนั้นไว้แน่น ซบวงหน้าลงกับแผงอกแกร่งที่เคยเป็นวิมานของนาง "พรานสิงห์จ๊ะ... ฉันอาลัยท่านเหลือเกิน ใจฉันแทบขาดรอนๆ ที่ต้องเห็นท่านจากไปแบบนี้ แต่ฉันก็รู้ดีว่าวิถีของเรามิอาจบรรจบกันได้... ขอให้ท่านโชคดีนะจ๊ะ เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ"นางอ้ายเดินเข้ามาสวมกอดจากด้านหลัง พลางลูบไล้แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม "สิงห์เอย... เจ้าจงไปเถิด ไปตามทางที่เจ้าเลือก แต่อย่าได้ลืมเลือนพวกข้าที่นี่... ลูกของเจ้าที่อยู่ในท้องข้ากับพระธิดา จะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีที่สุดในฐานะขัตติยพงศ์ ข้าสัญญา"พรานสิงห์โน้มใบหน้าลงจุมพิตหน้าผากของพระธิดาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันมาบดจูบริมฝีปากอิ่มของนางอ้ายเป็นการสั่งลาที่เร่าร้อนและโหยหา ทั้งสามกอดจูบกันนัวเนียเป็นครั้งสุดท้ายกลางม่านหมอกน้ำตก กลิ่นอายของชายชาตรีและความหอมกรุ่นของดรุณีหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว บดเบียดริมฝีปากบางอย่างดูดดื่ม“อึ่กก... จ๊วบบ”ลิ้นร้อนระอุของพรานป่าแทรกซอนเข้าสู่อุ้งปากหวานล้ำของพระธิดาน้อยอย่างช่ำชอง เขาตวัดเกี่ยวพันกับลิ้นเล็กๆ ของนางอย่างพัวพันเนิ่นนาน เสียงดูดดึงดัง จ๊วบ... จ๊วบ... สลับกับเสียงหอบหายใจที่สอดประส
ในจังหวะที่พรานสิงห์เกร็งกระตุกตัวโยนและถอน ค ออกจากร่อง ห ของพระธิดาเพื่อปลดปล่อย นางอ้ายก็รีบอ้าปากกว้างรอน้ำรักอุ่นๆ ทันที ทันทีที่แท่งลึงค์หลุดพรวดออกมาจากกายสาว น้ำกามสีขาวขุ่นข้นคลักก็พุ่งทะลักออกมาปานเขื่อนแตกพุ่งเข้าสู่ปากของนางพี่เลี้ยงจนเต็มปรี่"อื้อออ... จ๊วบ... อึก..."นางอ้ายดูดเม้มและกลืนกินน้ำรักของพรานป่า พลางใช้ลิ้นเลียไล้ทำความสะอาดแก่นกายที่ยังกระตุกฉีดน้ำรักออกมาไม่หยุดหย่อน“อา... อา...” พระธิดาอุษาพรรณนอนมองภาพตรงหน้า นางเอื้อมมือไปลูบไล้หน้าท้องที่เปื้อนคราบน้ำกามของตนเอง พลางยิ้มอย่างมีความสุข“อ๊าาา… ดีจ้ะ แตกใส่ ห ฉันได้ตามใจชอบเลยนะจ๊ะ”“โอวว... พระธิดา”เขาจับพระธิดาอุษาพรรณนอนคว่ำโก้งโค้งขย่มกระแทกจากด้านหลังอย่างดุดัน เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังกึกก้องสลับกับเสียงครางหวานล้ำที่ขาดช่วงเพราะความเสียวจุก ก่อนจะพลิกกายให้นางอ้ายขึ้นมาควบขย่มสลับร่างอย่างต่อเนื่องยาวนานนับชั่วโมง“อ๊ะ อ๊า ซี้ดด อ๊า อ๊าาาา” พระธิดาอ้าปากครางกระเส่า แหกขากว้างให้พรานชั้นต่ำขย่มจนน้ำกระฉอก พวงเต้าถูกบีบขยำดูดไม่ปล่อย นางอ้ายมองนายสาวถูกปี้ นางก็แทบจะน้ำแตกซ้ำอีกรอบ “ท่านหญ
"อึก... อึก... หวานเหลือเกินพรานสิงห์... อ้ายจะกลืนกินไม่ให้เหลือแม้แต่หยดเดียว!"“ขอฉันดูดน้ำ ค พรานสิงห์บ้างนะจ๊ะ” พระธิดาอุษาพรรณหลับตาพริ้ม ดูดเม้มและกลืนกินน้ำ ค ร้อนแรง รสชาติคาวหวานที่อบอวลอยู่ในปากคือรอยจารึกสุดท้ายที่พรานสิงห์ฝากไว้ ทั้งสองนางช่วยกันเลียไล้ทำความสะอาดจนหมดจด ก่อนที่พรานสิงห์จะก้มลงจูบทั้งคู่"พระธิดา... ท่านหญิงอ้าย... บัดนี้ถึงเวลาที่ข้าพระพุทธเจ้าต้องคืนสู่พงไพรบ้านเกิดเสียที หน้าที่พรานป่าเรียกหาข้าแล้ว ข้าพระพุทธเจ้ามิมีทรัพย์สินใดจะถวาย นอกจากชีวิตที่รอดมาได้เพราะเมตตาของพระองค์ และ 'ความทรงจำ' ที่ฝากฝังไว้ในกายของพวกท่าน"พรานสิงห์คำรามในลำคอ เขาอุ้มพระธิดาน้อยและนางอ้ายไปบนตั่งไม้จันทน์หอม วันนี้เขาหาได้เจียมตัวไม่ เขาใช้พละกำลังพรานป่าที่ฟื้นคืนสมบูรณ์ จัดหนักให้สองนาง ท่ามกลางแสงที่ลอดผ่านรอยแตกของเพดานถ้ำ ทอแสงผ่านละอองน้ำ พรานสิงห์ที่บัดนี้พละกำลังวังชาฟื้นคืนสมบูรณ์ นั่งอยู่กลางตั่งไม้จันทน์โดยมีพระธิดาน้อยในสภาพเปลือยเปล่ากึ่งหนึ่งนอนหงายหอบหายใจรวยรินอยู่เบื้องล่าง“พี่อ้ายจ๊ะ... วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วจริงๆ หรือ”“เพคะ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่พ
บทที่ 9 วาสนาพรานไพรม่านน้ำตกเบื้องหน้าถ้ำดูเยือกเย็นลงในคืนสุดท้าย แต่ภายในโถงศิลากลับคุกรุ่นไปด้วยกระแสความอาลัยที่ผสมปนเปกับความปรารถนาอันรุนแรง พรานสิงห์ในชุดพรานป่าที่ได้รับการซ่อมแซมอย่างดี ยืนตระหง่านอยู่กลางถ้ำ สายตาที่เคยดุดันบัดนี้แฝงไปด้วยความหม่นเศร้าเมื่อต้องกล่าวคำลาต่อยอดนารีทั้งสอง"พระธิดา... ท่านหญิงอ้าย... บัดนี้แผลของข้าพระพุทธเจ้าหายสนิท พละกำลังกลับคืนมาปานเสือเผ่นแล้ว ถึงเวลาที่ข้าต้องกลับคืนสู่พงไพรบ้านเกิดเสียที ข้าพระพุทธเจ้ามิมีสมบัติพัสถานใดจะมอบให้ นอกจากชีวิตและจิตวิญญาณที่ได้ฝากไว้ที่นี่แล้ว"พระธิดาอุษาพรรณโผเข้ากอดแผ่นอกแกร่ง น้ำตาเอ่อคลอเบ้า "พรานสิงห์... ท่านจะจากฉันไปจริงๆ หรือจ๊ะ ฉันจะอยู่ได้อย่างไรหากไม่มีท่านพี่คอยสอนบทเรียนรักที่แสนซ่านสยิวนี้"นางอ้ายเดินเข้ามาสมทบ นางลูบไล้ไปตามมัดกล้ามแขนแข็งปั๋ง "ในเมื่อจะจากกันแล้ว... สิงห์เอย เจ้าจงฝากสิ่งที่ดีที่สุดของเจ้าไว้ในกายพวกข้าเถิด ให้มันเป็นตัวแทนความทรงจำที่มิอาจลบเลือน"พรานสิงห์จ้องมองดวงตาที่รื้นไปด้วยน้ำตาของนางในดวงใจทั้งสอง ก่อนจะปลดเปลื้องผ้าผ่อนผืนสุดท้ายออก เผยให้เห็นลึงค์ชูชันที่ตระห
"อ๊าาา!!! สิงห์... มันแน่น... มันคับไปหมด! อื๊ออออ... กระแทกเข้ามาเลย แรงๆ!"พรานสิงห์จับเอวหนาของนางอ้ายไว้มั่น ก่อนจะรัวสะโพกเข้าใส่ดุจพายุบุแคม แรงกระแทกส่งผลให้อกอิ่มคู่โตของนางอ้ายแกว่งไกวไปมาปะทะกับใบหน้าของพระธิดาอุษาพรรณที่คอยซับเหงื่อให้พี่เลี้ยงสาวอยู่เบื้องหน้า พระธิดาน้อยเองก็มิได้อยู่เฉย นางใช้ลิ้นเล็กๆ เลียไล้ยอดถันของนางอ้ายไปพร้อมๆ กับจังหวะที่พรานสิงห์ขย่มจากด้านหลัง"อร๊างงงง!... ทั้งสิงห์ทั้งพระธิดา... จะเอาให้อ้ายขาดใจตายเลยหรือเพคะ... ซี๊ดดดด!"เสียงครวญครางประสานกันดังลั่นถ้ำ จนกระทั่งพรานสิงห์คำรามก้องและปลดปล่อยน้ำรักชุดใหญ่เข้าสู่กายของนางอ้ายจนล้นปรี่ ร่างทั้งสามล้มฟุบกอดก่ายกันบนตั่งไม้ หอบหายใจรวยรินอย่างคนหมดสิ้นเรี่ยวแรงเมื่อลมหายใจเริ่มกลับเป็นปกติ พรานสิงห์ก็ประคองสองนารีที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยเหงื่อและคราบรักขุ่นข้น ร่างกำยำโอบกอดสองสาว จับมาประกบหอยแล้วสอดลึงค์เข้าไปตรงกลาง สอนให้สองสาวโยกเอวบด ห ถูลำลึงค์“ซี้ดด... ค อึดดีเยี่ยมเหลือเกิน โอ้วว...” นางอ้ายถูแท่งลึงค์ขึ้นๆ ลงๆ เช่นเดียวกับพระธิดาอุษาพรรณที่ถ่างอ้า โยก ห ถูลึงค์พรานเถื่อน จนแฉะเยิ้ม“โ
นางอ้ายจิกปลายนิ้วลงบนไหล่กว้างของพรานหนุ่มจนผิวสีทองแดงขึ้นรอยนิ้วมือ นางหอบหายใจถี่กระชั้น ปล่อยให้ร่างอวบอัดสั่นสะท้านไปตามสัญชาตญาณดิบ พลางเอ่ยปากบรรยายความรัญจวนให้พระธิดาที่จ้องมองอยู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น “พี่อ้าย เสียวมากเลยหรือจ๊ะ”"เสียว... เสียวเหลือเกิน พระธิดาดูสิเพคะ... ยา
บทที่ 2 เริงระบำถ้ำศิลาอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวสวาทและหยาดเหงื่อ พรานป่ายังคงทอดร่างนิ่งสนิทเสมือนตกอยู่ในภวังค์ แต่ทว่าส่วนกลางกายกลับแข็งขึงดุจศิลาผา ผงาดชูชันท้าทายสายตาของสองนารี“คนผู้นี้แข็งแรงดียิ่งนัก”ไอ้จ้อนลำเขื่องของพรานป่าถูกดูดเลียขนาดนั้นแล้ว มันยังแข็งชี้ ไม่ยอมสงบลงเลยสักนิดนางอ้ายที่
"ฉันร้อนเหลือเกินจ้ะพี่อ้าย ขอฉันลงเล่นน้ำให้ชื่นใจหน่อยเถิดนะ"พูดไม่ทันขาดคำ พระธิดาน้อยก็เริ่มปลดเปลื้องอาภรณ์ออกอย่างว่องไว ผ้านุ่งไหมเนื้อดีร่วงหล่นลงบนยอดหญ้า ตามด้วยผ้าแถบสีชมพูกลีบบัวที่เผยให้เห็นปทุมถันคู่สวยคู่แรกแย้ม ชูชันท้าลมป่า ยอดถันสีชมพูแสนอ่อนไหวต่อสัมผัสของไอเย็น ผิวพรรณนวลเนียนล
**คำเตือน**-นิยายนามปากกา ศศิชา เป็นนิยาย PWP สำนวนอีโรติก-ไม่เหมาะสำหรับผู้อ่านที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี-เรื่องทุกเรื่องเป็นเรื่องแต่ง ไม่มีตัวละครอยู่จริงและแสดงถึงความกระหายด้านมืดของตัวละคร โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกเรื่องมี ebook วางขายที่เว็บ meb นะคะ---------------บทนำณ นครคีรีจักร เมื







