LOGINตำหนักเฟิ่งอี๋ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขตพระราชวังต้องห้าม ทุกย่างก้าวมั่นคงเสมอทำให้อากัปกิริยาอ่อนช้อย ราวกับเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ลงมาจุติยังโลกมนุษย์
สายตานับหลายคู่ต่างจับจ้องมาที่หญิงสาวอาภรณ์ชมพู เสียงพูดคุยดังคลอเบา ๆ ในมุมต่าง ๆ ตลอดเส้นทาง
สตรีมากมายที่หลี่หลิ่งฟางเห็น พวกนางล้วนคือเหล่าบรรดาพระสนมของฮ่องเต้ ที่ได้รับการคัดเลือกแต่งตั้งให้เข้าวังหลวงมาเป็นพระสนม
หลี่หลิ่งฟางที่เป็นคนยุคปัจจุบันยังเผลอตกใจกับจำนวนพระสนมเหล่านี้ หากจะให้นางนั่งไล่นับขึ้นมาจริง ๆ พระสนมก็คงมีไม่ต่ำไปกว่าสองพันกว่าคนได้กระมัง
“เฮ้อ” หลี่หลิ่งฟางถอนหายใจออกมาปลงตก แอบนึกสงสารหลี่หลิ่งฟางตัวจริงขึ้นมา
หากองค์รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์สมัยถัดไป หลี่หลิ่งฟางอาจจะบอบช้ำทางจิตใจมากขึ้น เมื่อพระสวามีของตนต้องมีภรรยาเพิ่มเป็นพันกว่าคน
ขนาดมีเพียงแค่คนเดียว ในยุคปัจจุบันยังมีการนอกใจได้ แต่นี่ไม่มีการนอกกายนอกใจแต่อย่างใด มีเพียงกฎทางราชสำนักที่ฮ่องเต้ต้องมีพระสนมมากมาย
ในประวัติศาสตร์น้อยครั้งที่จะมีฮองเฮาเพียงคนเดียว เพราะถ้าหากไม่รับพระสนมจากการคัดเลือก หรือจากบรรดาบุตรีของเหล่าขุนนางมา เกรงว่าอำนาจของฮ่องเต้อาจจะสั่นคลอนได้
ในสมัยอดีตการมีภรรยาหลายคนไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดปรกติแต่อย่างใด เหล่าภรรยาทุกคนสามารถยอมรับสถานะของตนได้
รวมไปถึงฮองเฮาที่อาจจะต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับเรื่องพรรค์นี้ เพราะบุรุษเป็นใหญ่กว่าสตรี ภรรยาจะต้องเชื่อฟังสามีเท่านั้น นั่นคือกฎของวัฏจักรมนุษย์
หลี่หลิ่งฟางเดินมาหยุดลงหน้าบานประตูขนาดใหญ่ โดยมีป้ายสลักตัวอักษรเอาไว้อยู่บนเหนือศีรษะ
‘เฟิ่งอี๋’
พระตำหนักพระชายาในองค์รัชทายาท ต่อให้สถานะของหลี่หลิ่งฟางจะเป็นเพียงว่าที่พระชายา อย่างไรตำแหน่งพระชายาในองค์รัชทายาทก็ยังคงเป็นนางอยู่ดี
คนภายในอาจจะรู้จักหลี่หลิ่งฟางเป็นเพียงว่าที่พระชายา แต่คนภายนอกรู้จักกันในนามพระชายา
จึงไม่สามารถกระจายข่าวลือที่เกิดขึ้นนี้ออกนอกวังหลวงไปได้ หากหลุดรอดออกไปจากน้ำเรียบนิ่งอาจเกิดพายุเพลิงขึ้นเพียงชั่วพริบตา
บานประตูหน้าตำหนักเฟิ่งอี๋เปิดออกเผยให้เห็นสภาพบรรยากาศด้านในตัวตำหนัก ดอกไม้ ต้นไม้ ยังคงเบ่งบานชูช่อออกดอกสวยงามเฉกเช่นเดิม ราวกับตำหนักเฟิ่งอี๋ยังมีผู้พักอาศัยตลอดสองเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา
องครักษ์ผู้เฝ้าระวังอันตรายเดินไปเปิดบานตูของตัวตำหนักตามหน้าที่ สภาพบรรยากาศภายในห้องมืดสนิทไร้แสงสว่าง แตกต่างจากสภาพบรรยากาศด้านนอกโดยสิ้นเชิง
กระนั้นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากความคิดของหลี่หลิงฟางมากนัก
ยามที่ก้าวเท้าเข้าไปในตำหนักกลับมีกลิ่นหนึ่งลอยออกมาแตะที่ปลายจมูก
หลี่หลิ่งฟางขมวดคิ้วไล่สายตามองสำรวจภายในความมืดอย่างละเอียด นางก้าวถอยหลังออกมายืนที่หน้าทางเข้า จนทำให้อันฉีนางกำนัลของหลี่หลิ่งฟางเกิดสงสัย
“ว่าที่พระชาทรงเป็นอันใดไปเพคะ?”
หลี่หลิ่งฟางดันอันฉีให้ออกห่างจากหน้าทางเข้าตำหนักขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่นางยังคงตรัสขึ้นมาโดยไม่ได้หันไปมองที่ตัวอันฉี
“ในตำหนักมีบุคคลอื่น”
“อันใดนะเพคะ! ในตำหนักมีผู้บุกรุกหรือเพคะ!”
ทันทีที่อันฉีโพล่งคำว่าผู้บุกรุกขึ้นมาเสียงดัง เหล่าองครักษ์สองนายรีบเข้ามายืนกันร่างของว่าที่พระชายาอย่างรวดเร็ว
“ว่าที่พระชายาทรงหลบออกไปด้านนอกก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ ทางนี้พวกกระหม่อมจะเข้าไปตรวจสอบให้เองพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่หลิ่งฟางไม่ได้ตอบกลับ และถูกอันฉีจับแขนลากมายืนอยู่ห่างจากตัวตำหนักตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้
องครักษ์ทั้งสองจับอาวุธเดินย่องเข้าไปตรวจสอบด้านในตัวตำหนักอย่างเงียบเฉียบ สายตาสองคู่คอยไล่มองการเคลื่อนไหวของผู้บุกรุก
ทันใดนั้นเงาหนึ่งพุ่งเข้ามาที่องครักษ์นายหนึ่งอย่างกะทันหัน ทำให้องครักษ์เสียหลักล้มลงหงายหลังไปกับพื้นดังปึก องครักษ์อีกนายรีบเข้ามาหมายจะจับตัวผู้บุกรุกในระหว่างชุลมุน
ทว่าผู้บุกรุกกลับวิ่งหนีออกมานอกตำหนักอย่างรวดเร็ว เป้าหมายที่ผู้บุกรุกพุ่งหนีออกมาคือร่างของสตรีทั้งสอง ที่กำลังยืนหลบอยู่ด้านนอก
“ว่าที่พระชายะระวังพ่ะย่ะค่ะ!”
องครักษ์ตะโกนเตือนเสียงดังด้วยความตื่นตระหนก เขารีบจับหอกวิ่งไล่ตามหลังผู้บุกรุกมา เพราะเขาวิ่งออกตัวช้าทำให้ระยะห่างนั้นมากเกินกว่าจะคว้าจับตัวผู้บุกรุกได้ แต่ทว่า...
ฉัวะ!
“อ๊าก!!!!”
เสียงตะโกนแหกปากร้องดังขึ้นท่ามกลางเหตุการณ์หน้าสิวหน้าขวาน อันฉีที่รีบเอาตัวเข้ามาบังว่าที่พระชายาหลับตาปี๋ยามกอดปกป้องผู้เป็นนาย ทว่าเหตุการณ์ที่คิดกลับไม่เกิดขึ้น
อันฉีหรี่ตาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมามองดูสถานการณ์ด้วยความสงสัย
ภาพเหตุการณ์ปรากฏอยู่ตรงหน้าของพวกเขา ทั้งนางกำนัลและองครักษ์ต่างยืนนิ่งอึ้งอ้าปากค้างไปแล้ว
หยาดโลหิตไหลซึมเป็นสายราวกับน้ำตกตกลงสู่พื้นดิน ร่างของผู้บุกรุกทรุดเข่าลงกอดแขนขวาที่ถูกตัดขาด
ท่าทางของผู้บุกรุกดูตกตะลึงจนสติหลุดกระเจิงหายไป องครักษ์รีบเข้ามาจับกุมผู้บุกรุกทันทีที่สิ้นท่า
“อย่าขยับ! หากเจ้าขยับแม้แต่นิดเดียวเจ้าได้ตายแน่!”
ผู้บุกรุกไม่ได้ขัดขืนองครักษ์ บนใบหน้าของผู้บุกรุกเต็มไปด้วยเลือดที่กระเด็นเปรอะเปื้อน แขนขวานอนนิ่งบนมือยังคงจับมีดสั้นอาบยาพิษเอาไว้
“เจ้าจะถูกลงโทษในฐานลอบปลงพระชนม์ว่าที่พระชายา ลุกขึ้นยืนซะ! ข้าจะพาเจ้าไปขังที่คุกวังหลวง”
ผู้บุกรุกยืนขึ้นด้วยแรงพยุงขององค์รักษ์ ชิ้นส่วนแขนที่ขาดถูกห่อผ้าขาวบางถือไปด้วย
“เดินไป!” องครักษ์ดันร่างของผู้บุกรุกไปด้านหน้า
ท่าทางที่ผู้บุกรุกแสดงออกมากลับทำให้ความสงสัยขององครักษ์ไม่มั่นใจ
ภาพก่อนหน้านั้น ในจังหวะที่ผู้บุกรุกพุ่งตรงไปที่ว่าที่พระชายาและนางกำนัล ด้วยความกระวนกระวายใจที่วิ่งมาช่วยไม่ทันกาล แต่พอรู้ตัวอีกทีภาพตรงหน้าก็ปรากฏโลหิตสีชาดกระเด็นเป็นวงกว้าง พร้อมกับแขนขวาที่ปลิวค้างอยู่กลางอากาศ
ร่างของผู้บุกรุกทรุดเข่าไปนั่งตะโกนแหกปากอยู่บนพื้น โดยที่เบื้องหน้าในตอนนั้นคือร่างของว่าที่พระชายา
สายพระเนตรคมกริบแผ่จิตสังหารออกมาอย่างเห็นได้ชัด ราวกับสตรีผู้นั้นหาใช่ว่าที่พระชายาที่เคยรู้จัก
“อาลั่ว เจ้ากำลังมองอันใดอยู่?”
ชายหนุ่มสะดุ้งตกใจหันกลับมามองที่สหายองครักษ์ของตน “เปล่า พวกเรารีบพาผู้บุกรุกไปขังที่คุกวังหลวงเถอะ”
สหายองครักษ์ผงกศีรษะจับผู้บุกรุกเดินนำหน้าไป ในขณะที่องครักษ์อีกนายยืนจ้องมองนิ่ง
‘ลั่วเจิ้งหนาน หากเจ้าเห็นสิ่งใดน่าสงสัยให้มารายงานกับข้าด้วย’
องครักษ์หนุ่มยกยิ้มมุมปากเดินตามหลังสหายองครักษ์ไปติด ๆ
-----
ทางด้านตำหนักตงกง ควันสีขาวหลายสายลอยเอื่อย ๆ ออกจากเตากำยาน บนพระพักตร์หลับตาพริ้มลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ
มุมหนึ่งของห้องบรรทมมีเงาเคลื่อนไหวใกล้เข้ามาอย่างเงียบเฉียบ ดาบถูกชักออกมาจากฝักสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์
ชายชุดดำส่งแรงไปที่แขนขวาทั้งหมดหมายจะปลิดชีพชายหนุ่มบนเตียง
เกร๊ง!
ของแข็งสองชิ้นกระทบกันอย่างรุนแรงจนเกิดสะเก็ดไฟ ชายชุดดำกระโดดถอยออกจากเตียงไปที่มุมห้อง เบื้องหน้าของเขาคือสตรีอาภรณ์ชมพูที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน
“เจ้าเป็นใครกัน?”
“คำถามนั้นต้องเป็นข้าที่ถามเจ้ามากกว่า เข้ามาในตำหนักองค์รัชทายาทได้อย่างไร?”
ชายชุดดำกำดาบแน่น สายตาจับจ้องมองไปที่สตรีอาภรณ์ชมพูไม่วางตา ในเมื่อมีผู้พบเห็นเหตุการณ์ในครั้งนี้ เห็นทีเขาต้องสังหารพยานไปด้วย
มือหนากำด้ามดาบแน่นพุ่งตรงไปที่ร่างหมายจะเอาชีวิต แต่ทั้งหมดกลับไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด
ชิ้ง!
ดาบถูกปัดออกอย่างง่ายดาย ชายชุดดำถูกเตะเข้าที่กลางลำตัวอย่างแรงจนร่างกระเด็นไปอีกฝั่ง ยังไม่ทันที่ชายชุดดำจะตั้งตัวได้ทัน บนใบหน้าถูกฝ่ามือบางจับกระแทกกับกำแพงเต็มแรง
“อัก!”
โลหิตสำลักออกมาทางริมฝีปาก ชายชุดดำทรุดไปกองอยู่บนพื้นในสภาพสะบักสะบอม กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเต็มปาก สายตามองจ้องชายกระโปรงที่มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า
“สารภาพมาเผื่อข้าจะไว้ชีวิต”
เสียงหัวเราะดังขึ้นจากชายชุดดำก่อนกล่าวกลับมาว่า “ไม่มีความเมตตาในหมู่นักฆ่า”
“ก็จริง”
ฉัวะ! ตุบ กึกๆๆ
หลี่หลิ่งฟางเดินมาดูร่างที่ไร้ศีรษะนอนจมกองเลือด สายตาเย็นชาจ้องมองนิ่งก่อนจะหันหลังเดินมามองพระพักตร์องค์รัชทายาท ที่กำลังนอนหลับตาพริ้มราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวอันใดทั้งสิ้น
หมับ
“เจ้าลูกเจี๊ยบตัวนี้นอนสบายใจเฉิบ ในขณะที่ข้าต้องมานั่งปกป้องเจ้างั้นรึ” หลี่หลิ่งฟางบีบแก้มชายหนุ่มเบามือด้วยความหมั่นไส้ “เอาเถอะ มีหลายเรื่องที่ข้าอยากรู้จากเจ้าลูกเจี๊ยบนี่อีกเยอะ แต่ก่อนอื่น...”
พลั่ก
“โอ๊ย” หวังจิ้งเสวียนพยุงร่างของตนที่นอนอยู่บนพื้นขึ้นมานั่งด้วยความงุนงง
“นี่ ช่วยตะโกนแหกปากบอกว่ามีผู้บุกรุกให้ที อ้อ แล้วอย่าบอกว่านั่นเป็นฝีมือของหม่อมฉันนะเพคะ”
หวังจิ้งเสวียนจ้องมองแผ่นหลังบางวิ่งหายออกไปจากห้อง ชายหนุ่มยังคงอึนและงงกับสถานการณ์ แต่พอเหลือบไปเห็นศพไร้ศีรษะนอนจมกองเลือด ชายหนุ่มก็เข้าใจได้ในทันที
“องครักษ์มีนักฆ่าในห้องบรรทมของข้า ช่วยเข้ามาเอาเก็บศพให้ข้าที”
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
ภายในห้องลับที่เรือนหลังจวนชินอ๋อง นักฆ่าถูกมัดแน่นด้วยเชือกพิเศษ มือเท้าถูกตรึงเอาไว้แน่นหนา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำหวังจิ้งเสวียนนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เนื้อดี สวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอย่างเรียบง่ายดวงตาคมกริบ“ชื่อ”เสียงเยียบเย็นเพียงคำเดียวทำให้นักฆ่าขนลุกซู่ นัก
วันถัดมากลางเรือนรับรองของจวนชินอ๋อง เหล่าขุนนางชั้นสูงสองสามคนกำลังนั่งดื่มสุราอย่างรื่นเริง ชินอ๋องในอาภรณ์สีเข้มนั่งอยู่เบื้องหน้าตรงกลางท่าทางสงบนิ่ง ทว่าในแววตากลับเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่ยากจะเก็บซ่อนเสนาบดีกรมโยธาเอ่ยเบา ๆ “เวลาผ่านไปขนาดนี้แล้ว แผนการของเรากลับยังถูกขัดขวางทุก
ในวันรุ่งขึ้นองค์รัชทายาทได้รับจดหมายจากจวนชินอ๋อง ว่าเขาต้องการจะมาขอเข้าเฝ้าที่สำนักศึกษา ซึ่งในตอนนี้ภายในห้องรับรองของสำนักศึกษา องค์รัชทายาทและชินอ๋องกำลังนั่งอยู่ด้วยกันบรรยากาศภายในห้องเงียบกริบจนน่าอึดอัด องค์รัชทายาทนั่งจิบชาเฝ้ารออย่างสงบ แต่ยังคงไร้วี่แววเสียงเอ่ยสนทนา จนกระทั่
ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพร จนหายใจได้ลำบากมากนัก หวังจิ้งเสวียนในตอนนี้กำลังนอนมองพระชายาของตนเดินไปเดินมา นางหยิบจับหลายอย่างประหนึ่งมองไม่เห็นว่าตนมองอยู่หวังจิ้งเสวียนกะพริบตาปริบ ๆ พยายามจะเอ่ยเรียกหญิงสาว แต่ดูเหมือนนางจะไม่สนใจว่าตนอยู่ตรงนี้เลยสักนิด“พระชายา&rdq







