Masukตำหนักเฟิ่งอี๋ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขตพระราชวังต้องห้าม ทุกย่างก้าวมั่นคงเสมอทำให้อากัปกิริยาอ่อนช้อย ราวกับเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ลงมาจุติยังโลกมนุษย์
สายตานับหลายคู่ต่างจับจ้องมาที่หญิงสาวอาภรณ์ชมพู เสียงพูดคุยดังคลอเบา ๆ ในมุมต่าง ๆ ตลอดเส้นทาง
สตรีมากมายที่หลี่หลิ่งฟางเห็น พวกนางล้วนคือเหล่าบรรดาพระสนมของฮ่องเต้ ที่ได้รับการคัดเลือกแต่งตั้งให้เข้าวังหลวงมาเป็นพระสนม
หลี่หลิ่งฟางที่เป็นคนยุคปัจจุบันยังเผลอตกใจกับจำนวนพระสนมเหล่านี้ หากจะให้นางนั่งไล่นับขึ้นมาจริง ๆ พระสนมก็คงมีไม่ต่ำไปกว่าสองพันกว่าคนได้กระมัง
“เฮ้อ” หลี่หลิ่งฟางถอนหายใจออกมาปลงตก แอบนึกสงสารหลี่หลิ่งฟางตัวจริงขึ้นมา
หากองค์รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์สมัยถัดไป หลี่หลิ่งฟางอาจจะบอบช้ำทางจิตใจมากขึ้น เมื่อพระสวามีของตนต้องมีภรรยาเพิ่มเป็นพันกว่าคน
ขนาดมีเพียงแค่คนเดียว ในยุคปัจจุบันยังมีการนอกใจได้ แต่นี่ไม่มีการนอกกายนอกใจแต่อย่างใด มีเพียงกฎทางราชสำนักที่ฮ่องเต้ต้องมีพระสนมมากมาย
ในประวัติศาสตร์น้อยครั้งที่จะมีฮองเฮาเพียงคนเดียว เพราะถ้าหากไม่รับพระสนมจากการคัดเลือก หรือจากบรรดาบุตรีของเหล่าขุนนางมา เกรงว่าอำนาจของฮ่องเต้อาจจะสั่นคลอนได้
ในสมัยอดีตการมีภรรยาหลายคนไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดปรกติแต่อย่างใด เหล่าภรรยาทุกคนสามารถยอมรับสถานะของตนได้
รวมไปถึงฮองเฮาที่อาจจะต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับเรื่องพรรค์นี้ เพราะบุรุษเป็นใหญ่กว่าสตรี ภรรยาจะต้องเชื่อฟังสามีเท่านั้น นั่นคือกฎของวัฏจักรมนุษย์
หลี่หลิ่งฟางเดินมาหยุดลงหน้าบานประตูขนาดใหญ่ โดยมีป้ายสลักตัวอักษรเอาไว้อยู่บนเหนือศีรษะ
‘เฟิ่งอี๋’
พระตำหนักพระชายาในองค์รัชทายาท ต่อให้สถานะของหลี่หลิ่งฟางจะเป็นเพียงว่าที่พระชายา อย่างไรตำแหน่งพระชายาในองค์รัชทายาทก็ยังคงเป็นนางอยู่ดี
คนภายในอาจจะรู้จักหลี่หลิ่งฟางเป็นเพียงว่าที่พระชายา แต่คนภายนอกรู้จักกันในนามพระชายา
จึงไม่สามารถกระจายข่าวลือที่เกิดขึ้นนี้ออกนอกวังหลวงไปได้ หากหลุดรอดออกไปจากน้ำเรียบนิ่งอาจเกิดพายุเพลิงขึ้นเพียงชั่วพริบตา
บานประตูหน้าตำหนักเฟิ่งอี๋เปิดออกเผยให้เห็นสภาพบรรยากาศด้านในตัวตำหนัก ดอกไม้ ต้นไม้ ยังคงเบ่งบานชูช่อออกดอกสวยงามเฉกเช่นเดิม ราวกับตำหนักเฟิ่งอี๋ยังมีผู้พักอาศัยตลอดสองเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา
องครักษ์ผู้เฝ้าระวังอันตรายเดินไปเปิดบานตูของตัวตำหนักตามหน้าที่ สภาพบรรยากาศภายในห้องมืดสนิทไร้แสงสว่าง แตกต่างจากสภาพบรรยากาศด้านนอกโดยสิ้นเชิง
กระนั้นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากความคิดของหลี่หลิงฟางมากนัก
ยามที่ก้าวเท้าเข้าไปในตำหนักกลับมีกลิ่นหนึ่งลอยออกมาแตะที่ปลายจมูก
หลี่หลิ่งฟางขมวดคิ้วไล่สายตามองสำรวจภายในความมืดอย่างละเอียด นางก้าวถอยหลังออกมายืนที่หน้าทางเข้า จนทำให้อันฉีนางกำนัลของหลี่หลิ่งฟางเกิดสงสัย
“ว่าที่พระชาทรงเป็นอันใดไปเพคะ?”
หลี่หลิ่งฟางดันอันฉีให้ออกห่างจากหน้าทางเข้าตำหนักขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่นางยังคงตรัสขึ้นมาโดยไม่ได้หันไปมองที่ตัวอันฉี
“ในตำหนักมีบุคคลอื่น”
“อันใดนะเพคะ! ในตำหนักมีผู้บุกรุกหรือเพคะ!”
ทันทีที่อันฉีโพล่งคำว่าผู้บุกรุกขึ้นมาเสียงดัง เหล่าองครักษ์สองนายรีบเข้ามายืนกันร่างของว่าที่พระชายาอย่างรวดเร็ว
“ว่าที่พระชายาทรงหลบออกไปด้านนอกก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ ทางนี้พวกกระหม่อมจะเข้าไปตรวจสอบให้เองพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่หลิ่งฟางไม่ได้ตอบกลับ และถูกอันฉีจับแขนลากมายืนอยู่ห่างจากตัวตำหนักตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้
องครักษ์ทั้งสองจับอาวุธเดินย่องเข้าไปตรวจสอบด้านในตัวตำหนักอย่างเงียบเฉียบ สายตาสองคู่คอยไล่มองการเคลื่อนไหวของผู้บุกรุก
ทันใดนั้นเงาหนึ่งพุ่งเข้ามาที่องครักษ์นายหนึ่งอย่างกะทันหัน ทำให้องครักษ์เสียหลักล้มลงหงายหลังไปกับพื้นดังปึก องครักษ์อีกนายรีบเข้ามาหมายจะจับตัวผู้บุกรุกในระหว่างชุลมุน
ทว่าผู้บุกรุกกลับวิ่งหนีออกมานอกตำหนักอย่างรวดเร็ว เป้าหมายที่ผู้บุกรุกพุ่งหนีออกมาคือร่างของสตรีทั้งสอง ที่กำลังยืนหลบอยู่ด้านนอก
“ว่าที่พระชายะระวังพ่ะย่ะค่ะ!”
องครักษ์ตะโกนเตือนเสียงดังด้วยความตื่นตระหนก เขารีบจับหอกวิ่งไล่ตามหลังผู้บุกรุกมา เพราะเขาวิ่งออกตัวช้าทำให้ระยะห่างนั้นมากเกินกว่าจะคว้าจับตัวผู้บุกรุกได้ แต่ทว่า...
ฉัวะ!
“อ๊าก!!!!”
เสียงตะโกนแหกปากร้องดังขึ้นท่ามกลางเหตุการณ์หน้าสิวหน้าขวาน อันฉีที่รีบเอาตัวเข้ามาบังว่าที่พระชายาหลับตาปี๋ยามกอดปกป้องผู้เป็นนาย ทว่าเหตุการณ์ที่คิดกลับไม่เกิดขึ้น
อันฉีหรี่ตาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมามองดูสถานการณ์ด้วยความสงสัย
ภาพเหตุการณ์ปรากฏอยู่ตรงหน้าของพวกเขา ทั้งนางกำนัลและองครักษ์ต่างยืนนิ่งอึ้งอ้าปากค้างไปแล้ว
หยาดโลหิตไหลซึมเป็นสายราวกับน้ำตกตกลงสู่พื้นดิน ร่างของผู้บุกรุกทรุดเข่าลงกอดแขนขวาที่ถูกตัดขาด
ท่าทางของผู้บุกรุกดูตกตะลึงจนสติหลุดกระเจิงหายไป องครักษ์รีบเข้ามาจับกุมผู้บุกรุกทันทีที่สิ้นท่า
“อย่าขยับ! หากเจ้าขยับแม้แต่นิดเดียวเจ้าได้ตายแน่!”
ผู้บุกรุกไม่ได้ขัดขืนองครักษ์ บนใบหน้าของผู้บุกรุกเต็มไปด้วยเลือดที่กระเด็นเปรอะเปื้อน แขนขวานอนนิ่งบนมือยังคงจับมีดสั้นอาบยาพิษเอาไว้
“เจ้าจะถูกลงโทษในฐานลอบปลงพระชนม์ว่าที่พระชายา ลุกขึ้นยืนซะ! ข้าจะพาเจ้าไปขังที่คุกวังหลวง”
ผู้บุกรุกยืนขึ้นด้วยแรงพยุงขององค์รักษ์ ชิ้นส่วนแขนที่ขาดถูกห่อผ้าขาวบางถือไปด้วย
“เดินไป!” องครักษ์ดันร่างของผู้บุกรุกไปด้านหน้า
ท่าทางที่ผู้บุกรุกแสดงออกมากลับทำให้ความสงสัยขององครักษ์ไม่มั่นใจ
ภาพก่อนหน้านั้น ในจังหวะที่ผู้บุกรุกพุ่งตรงไปที่ว่าที่พระชายาและนางกำนัล ด้วยความกระวนกระวายใจที่วิ่งมาช่วยไม่ทันกาล แต่พอรู้ตัวอีกทีภาพตรงหน้าก็ปรากฏโลหิตสีชาดกระเด็นเป็นวงกว้าง พร้อมกับแขนขวาที่ปลิวค้างอยู่กลางอากาศ
ร่างของผู้บุกรุกทรุดเข่าไปนั่งตะโกนแหกปากอยู่บนพื้น โดยที่เบื้องหน้าในตอนนั้นคือร่างของว่าที่พระชายา
สายพระเนตรคมกริบแผ่จิตสังหารออกมาอย่างเห็นได้ชัด ราวกับสตรีผู้นั้นหาใช่ว่าที่พระชายาที่เคยรู้จัก
“อาลั่ว เจ้ากำลังมองอันใดอยู่?”
ชายหนุ่มสะดุ้งตกใจหันกลับมามองที่สหายองครักษ์ของตน “เปล่า พวกเรารีบพาผู้บุกรุกไปขังที่คุกวังหลวงเถอะ”
สหายองครักษ์ผงกศีรษะจับผู้บุกรุกเดินนำหน้าไป ในขณะที่องครักษ์อีกนายยืนจ้องมองนิ่ง
‘ลั่วเจิ้งหนาน หากเจ้าเห็นสิ่งใดน่าสงสัยให้มารายงานกับข้าด้วย’
องครักษ์หนุ่มยกยิ้มมุมปากเดินตามหลังสหายองครักษ์ไปติด ๆ
-----
ทางด้านตำหนักตงกง ควันสีขาวหลายสายลอยเอื่อย ๆ ออกจากเตากำยาน บนพระพักตร์หลับตาพริ้มลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ
มุมหนึ่งของห้องบรรทมมีเงาเคลื่อนไหวใกล้เข้ามาอย่างเงียบเฉียบ ดาบถูกชักออกมาจากฝักสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์
ชายชุดดำส่งแรงไปที่แขนขวาทั้งหมดหมายจะปลิดชีพชายหนุ่มบนเตียง
เกร๊ง!
ของแข็งสองชิ้นกระทบกันอย่างรุนแรงจนเกิดสะเก็ดไฟ ชายชุดดำกระโดดถอยออกจากเตียงไปที่มุมห้อง เบื้องหน้าของเขาคือสตรีอาภรณ์ชมพูที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน
“เจ้าเป็นใครกัน?”
“คำถามนั้นต้องเป็นข้าที่ถามเจ้ามากกว่า เข้ามาในตำหนักองค์รัชทายาทได้อย่างไร?”
ชายชุดดำกำดาบแน่น สายตาจับจ้องมองไปที่สตรีอาภรณ์ชมพูไม่วางตา ในเมื่อมีผู้พบเห็นเหตุการณ์ในครั้งนี้ เห็นทีเขาต้องสังหารพยานไปด้วย
มือหนากำด้ามดาบแน่นพุ่งตรงไปที่ร่างหมายจะเอาชีวิต แต่ทั้งหมดกลับไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด
ชิ้ง!
ดาบถูกปัดออกอย่างง่ายดาย ชายชุดดำถูกเตะเข้าที่กลางลำตัวอย่างแรงจนร่างกระเด็นไปอีกฝั่ง ยังไม่ทันที่ชายชุดดำจะตั้งตัวได้ทัน บนใบหน้าถูกฝ่ามือบางจับกระแทกกับกำแพงเต็มแรง
“อัก!”
โลหิตสำลักออกมาทางริมฝีปาก ชายชุดดำทรุดไปกองอยู่บนพื้นในสภาพสะบักสะบอม กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเต็มปาก สายตามองจ้องชายกระโปรงที่มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า
“สารภาพมาเผื่อข้าจะไว้ชีวิต”
เสียงหัวเราะดังขึ้นจากชายชุดดำก่อนกล่าวกลับมาว่า “ไม่มีความเมตตาในหมู่นักฆ่า”
“ก็จริง”
ฉัวะ! ตุบ กึกๆๆ
หลี่หลิ่งฟางเดินมาดูร่างที่ไร้ศีรษะนอนจมกองเลือด สายตาเย็นชาจ้องมองนิ่งก่อนจะหันหลังเดินมามองพระพักตร์องค์รัชทายาท ที่กำลังนอนหลับตาพริ้มราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวอันใดทั้งสิ้น
หมับ
“เจ้าลูกเจี๊ยบตัวนี้นอนสบายใจเฉิบ ในขณะที่ข้าต้องมานั่งปกป้องเจ้างั้นรึ” หลี่หลิ่งฟางบีบแก้มชายหนุ่มเบามือด้วยความหมั่นไส้ “เอาเถอะ มีหลายเรื่องที่ข้าอยากรู้จากเจ้าลูกเจี๊ยบนี่อีกเยอะ แต่ก่อนอื่น...”
พลั่ก
“โอ๊ย” หวังจิ้งเสวียนพยุงร่างของตนที่นอนอยู่บนพื้นขึ้นมานั่งด้วยความงุนงง
“นี่ ช่วยตะโกนแหกปากบอกว่ามีผู้บุกรุกให้ที อ้อ แล้วอย่าบอกว่านั่นเป็นฝีมือของหม่อมฉันนะเพคะ”
หวังจิ้งเสวียนจ้องมองแผ่นหลังบางวิ่งหายออกไปจากห้อง ชายหนุ่มยังคงอึนและงงกับสถานการณ์ แต่พอเหลือบไปเห็นศพไร้ศีรษะนอนจมกองเลือด ชายหนุ่มก็เข้าใจได้ในทันที
“องครักษ์มีนักฆ่าในห้องบรรทมของข้า ช่วยเข้ามาเอาเก็บศพให้ข้าที”
ตำหนักเฟิ่งอี๋ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขตพระราชวังต้องห้าม ทุกย่างก้าวมั่นคงเสมอทำให้อากัปกิริยาอ่อนช้อย ราวกับเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ลงมาจุติยังโลกมนุษย์สายตานับหลายคู่ต่างจับจ้องมาที่หญิงสาวอาภรณ์ชมพู เสียงพูดคุยดังคลอเบา ๆ ในมุมต่าง ๆ ตลอดเส้นทางสตรีมากมายที่หลี่หลิ่งฟางเห็น พวกนางล้วนคือเหล่าบรรดาพระสนมของฮ่องเต้ ที่ได้รับการคัดเลือกแต่งตั้งให้เข้าวังหลวงมาเป็นพระสนมหลี่หลิ่งฟางที่เป็นคนยุคปัจจุบันยังเผลอตกใจกับจำนวนพระสนมเหล่านี้ หากจะให้นางนั่งไล่นับขึ้นมาจริง ๆ พระสนมก็คงมีไม่ต่ำไปกว่าสองพันกว่าคนได้กระมัง“เฮ้อ” หลี่หลิ่งฟางถอนหายใจออกมาปลงตก แอบนึกสงสารหลี่หลิ่งฟางตัวจริงขึ้นมาหากองค์รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์สมัยถัดไป หลี่หลิ่งฟางอาจจะบอบช้ำทางจิตใจมากขึ้น เมื่อพระสวามีของตนต้องมีภรรยาเพิ่มเป็นพันกว่าคนขนาดมีเพียงแค่คนเดียว ในยุคปัจจุบันยังมีการนอกใจได้ แต่นี่ไม่มีการนอกกายนอกใจแต่อย่างใด มีเพียงกฎทางราชสำนักที่ฮ่องเต้ต้องมีพระสนมมากมายในประวัติศาสตร์น้อยครั้งที่จะมีฮองเฮาเพียงคนเดียว เพราะถ้าหากไม่รับพระสนมจากการคัดเลือก หรือจากบรรดาบุตรีของเหล่าขุนนางมา เกรงว่าอำนาจของฮ่อ
วันที่สองในการทำงานหลี่หลิ่งฟางและอันฉีกำลังนั่งถอนหญ้าเฉกเช่นเดิม ทว่าจู่ ๆ ประตูบานใหญ่หน้าตำหนักเหลิ่งกงถูกเปิดออก หญิงสาวทั้งสองต่างลุกขึ้นยืนมองดูผู้มาเยือนหลี่หลิ่งฟางมีความสงสัยปรากฏอยู่บนดวงหน้างาม นางหันกลับมาตรัสถามกับนางกำนัลรับใช้ของตนว่า “อันฉีคนเหล่านี้เป็นใครกัน?”“ทูลว่าที่พระชายา ท่านที่กำลังเดินนำหน้าองครักษ์มาคือกงกงของฝ่าบาทเพคะ‘กงกง...อ้อ! ขันทีใกล้ชิดฮ่องเต้สินะ’“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวกงกงค้อมกายถวายบังคมสตรีเบื้องหน้าหลี่หลิ่งฟางผงกศีรษะรับ “ท่านกงกงมาหาเปิ่นกงด้วยเรื่องอันใดงั้นหรือ?”“ทูลว่าที่พระชายา วันนี้กระหม่อมได้นำราชโองการจากฝ่าบาทมาถวายให้พระองค์พ่ะย่ะค่ะ”‘ราชโองการอะไรล่ะนั่น?’“ว่าที่พระชายารับราชโองการ”หลี่หลิ่งฟางยอบกายรับราชโองการที่ฮ่องเต้พระราชทานมาอย่างงุนงง“ราชโองการฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่ว่าที่พระชายาหลี่หลิ่งฟาง จากเหตุการณ์ที่ถูกต้องโทษข้อหาวางยาพิษลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาท ในวันนี้ความจริงได้ปรากฏออกมาแล้ว ซึ่งว่าที่พระชายาหลี่หลิ่งฟางมิได้กระทำความผิด แต่กลับเป็นแพะรับบาปแทน เรารู้สึกเสียพระทัยกับเหตุการณ์ที
อากาศยามค่ำคืนเย็นสะท้าน ขณะที่กำลังนอนขดตัวเร้นกายอยู่ภายใต้ผ้าห่ม หลี่หลิ่งฟางกลับนอนไม่หลับ เพราะอากาศภายในตำหนักหนาวเย็นเกินกว่าจะข่มตานอนได้แม้แต่อันฉียังต้องนอนขลุกตัวอยู่ในก้อนกลม ๆ เห็นแล้วก็อดนึกสงสารนางไม่ได้ในเมื่อนอนไม่หลับหลี่หลิ่งฟางจึงออกจากตำหนักไปสำรวจเมืองหลวงแทน ด้วยความสามารถที่ติดตัวมาทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถจับสังเกตได้หลี่หลิ่งฟางยืนอยู่เหนือหลังคาแต่ละตำหนัก มองดูเหล่าองครักษ์ตรวจตราทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้น ถึงจะไม่รู้ว่าตำหนักที่ตนยืนอยู่บนหลังคาเรียกว่าตำหนักอันใดก็ตามแต่หลี่หลิ่งฟางยอมรับเลยว่าวังหลวงใหญ่โตโอฬารอย่างมาก“อยู่ข้างนอกก็หนาว อยู่ข้างในก็หนาว งั้นคืนนี้ไปอยู่ที่ตำหนักตงกงดีกว่า” หลี่หลิ่งฟางตัดสินใจได้เช่นนั้น นางจึงมุ่งหน้าไปยังตำหนักตงกงที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกทันทีในช่วงเวลานั้นภายในห้องบรรทมตำหนักตงกงเกิดเหตุวุ่นวาย นักฆ่าชุดดำต่างกำลังพยายามจัดฉากการสวรรคตขององค์รัชทายาท เพื่อที่จะได้ไม่มีทางสืบหาต้นตอจนเจอ“นำร่างองค์รัชทายาทมาบรรทมได้แล้ว”นักฆ่าพากันแบกร่างองค์รัชทายาทมาที่เตียง“อือ! อื้อ!”“อย่าทรงดิ้นเลยพ่ะย่ะค่ะ มันก็แค่เจ็บนิดเดี
ณ ตำหนักตงกงภายในห้องบรรทม องค์รัชทายาทนอนนิ่งจ้องมองเพดานอย่างเหม่อลอย ควันหลายสายลอยเอื่อย ๆ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า กลิ่นสมุนไพรคละคลุ้งจนหายใจได้ยากลำบากแอ๊ดบานประตูห้องบรรทมถูกเปิดออก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าเดินระรัวเข้ามาหยุดอยู่ใกล้เตียง หวังจิ้งเสวียนเบนหน้าไปมองแขกผู้มาเยือนด้วยพระพักตร์เรียบเฉย“อาการดีขึ้นหรือยังพ่ะย่ะค่ะ?”“ท่านเห็นว่าเปิ่นกงอาการดีขึ้นหรือยังล่ะ” หวังจิ้งเสวียนตรัสกลับ ก่อนจะเบนหน้ากลับมามองจ้องเพดานตามเดิม“พระองค์กำลังคิดเรื่องอันใดอยู่ ทรงตรัสบอกกระหม่อมได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”หวังจิ้งเสวียนปรายตามองเรียบนิ่งตรัสกลับว่า “ถ้าเสด็จพี่จะซักถามเปิ่นกงขนาดนี้ ตรงโต๊ะมีเก้าอี้ว่างตั้งอยู่ เสด็จพี่สามารถยกมานั่งคุยกับเปิ่นกงได้”ชายหนุ่มอาภรณ์ขาวยกยิ้มขบขัน เขาส่ายหน้าไปมาให้กับความประชดประชันของพระอนุชาตนเอง“อาเสวียนเจ้าโตจนอายุครบยี่สิบปีแล้ว แต่ยังคงชอบประชดประชันอยู่อีกงั้นหรือ” ชายหนุ่มเดินไปยกเก้าอี้ตามที่พระอนุชาบอกมาตั้งใกล้ ๆ เตียง“เปิ่นกงมิได้ประชดประชันเสด็จพี่ ก็ใครใช้ให้เสด็จพี่หายหน้าหายตาไปนาน มิคิดแวะมาเยี่ยมเยือนอนุชาอย่างเปิ่นกงบ้างล่ะ”ชายหนุ่ม
พระตำหนักเหลิ่งกงหรือที่คนในวังรู้จักกันในชื่อตำหนักหนาว เป็นตำหนักที่เอาไว้คุมขังเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่กระทำความผิด บ้างก็มีข่าวลือเรื่องคำสาปอาถรรพ์ บ้างก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนในยามค่ำคืน ข้าราชบริพารจึงให้สมญานามตำหนักเหลิ่งกงเอาไว้ว่า ‘ตำหนักผีสิง’..“เรื่องเล่าลือของตำหนักก็มีเพียงเท่านี้เพคะ”หลี่หลิ่งฟางนั่งฟังเรื่องเล่าที่ผู้คนแต่งแต้มใส่สีตีไข่มาครึ่งชั่วยาม ข้อมูลที่ได้มาไม่ต่างจากหนังสือประวัติศาสตร์ที่นางเคยนั่งเรียนมาเลยสักบรรทัดเดียวตำหนักเย็นมันก็แค่คุกดี ๆภายในตำหนักไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มีของตกแต่งหรูหราราคาแพง มีเพียงเตียงนอน หมอน ผ้าห่ม ที่ยังพอมีคุณภาพอยู่บ้าง นอกนั้นไม่ต้องพูดถึง“อันฉี ก่อนหน้านี้ที่เจ้าบอกว่าข้าถูกลงโทษ เพราะตัวข้าวางยาพิษองค์รัชทายาท เรื่องนี้มีผู้ใดสืบหาความจริงให้ข้าบ้างหรือยัง?”“เรื่องนั้น...”หลี่หลิ่งฟางคล้ายจะเดาคำตอบออก นางจึงกลอกตาไปมาตอนอ่านถึงหน้าเฉลยความจริงที่หลี่หลิ่งฟางในนิยายโดนครหา แท้จริงแล้วมันเป็นฝีมือขององค์รัชทายาท เขาต้องการให้หลี่หลิ่งฟางไม่ได้เป็นพระชายาของเขา เหตุผลก็น่าจะรู้ ๆ กันอยู่แต่ทว่าเบื้องหลังกลับ
อัศนีบาตรฟาดคำรามดังสนั่นกึกก้องอยู่เหนือตำหนักเย็น เมฆฝนอึมครึมตั้งเค้ามาแต่ไกล ความเงียบงันและหนาวเหน็บคืบคลานไปทั่วทุกสารทิศ ทว่าห่างจากจุดนี้ไปกลับสว่างไสวโชติช่วงภายในตำหนักเย็นที่ไร้ความสะดวกสบาย ลมเหมันต์พัดผ่านเข้ามาทำให้ทั่วสรรพางค์หนาวเหน็บสั่นสะท้านจนรู้สึกด้านชา ร่างบอบบางบนเตียงค่อย ๆ สะลึมสะลือลืมตาขึ้นมา“ทำไมอากาศหนาวแบบนี้ เปิดแอร์สิบเก้าองศาหรือยังไงกันเนี่ย!”หญิงสาวบนเตียงนอนขลุกตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่ม ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงด้วยความงัวเงียหาว–เสียงหาวหวอด ๆ ดังขึ้นพร้อมกับน้ำตาเล็ดที่หางตาทั้งสองข้าง หญิงสาวพยายามนั่งบิดขี้เกียจเพื่อคลายความเมื่อยล้า นัยน์ตาทั้งสองหันมองสอดส่องไปทั่วห้องในความมืดมิด“ทำไมห้องนอนของฉันถึงดูแปลกตาจัง”นัยน์ตาดอกท้อกะพริบขึ้นลงอย่างเชื่องช้า ไม่นานพลันเบิกกว้างเสียเบ้าตาแทบถลน หันซ้ายหันขวาตื่นตระหนกกับภาพที่เห็น“ที่นี่มันที่ไหนล่ะเนี่ย!”เสียงตะโกนแหกปากดังลั่นไปทั่วห้อง ภายในอกหัวใจเต้นระรัวประหนึ่งกลองศึก อีกนิดคงทะลุออกมาเต้นอยู่ด้านนอกพรึบหญิงสาวลุกออกมาจากเตียงวิ่งไปที่บานประตู แต่นางกลับเปิดไม่ออก แม้แต่บานหน้าต่างก็เช







