Mag-log inอากาศยามค่ำคืนเย็นสะท้าน ขณะที่กำลังนอนขดตัวเร้นกายอยู่ภายใต้ผ้าห่ม หลี่หลิ่งฟางกลับนอนไม่หลับ เพราะอากาศภายในตำหนักหนาวเย็นเกินกว่าจะข่มตานอนได้
แม้แต่อันฉียังต้องนอนขลุกตัวอยู่ในก้อนกลม ๆ เห็นแล้วก็อดนึกสงสารนางไม่ได้ ในเมื่อนอนไม่หลับหลี่หลิ่งฟางจึงออกจากตำหนักไปสำรวจเมืองหลวงแทน ด้วยความสามารถที่ติดตัวมาทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถจับสังเกตได้ หลี่หลิ่งฟางยืนอยู่เหนือหลังคาแต่ละตำหนัก มองดูเหล่าองครักษ์ตรวจตราทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้น ถึงจะไม่รู้ว่าตำหนักที่ตนยืนอยู่บนหลังคาเรียกว่าตำหนักอันใดก็ตาม แต่หลี่หลิ่งฟางยอมรับเลยว่าวังหลวงใหญ่โตโอฬารอย่างมาก “อยู่ข้างนอกก็หนาว อยู่ข้างในก็หนาว งั้นคืนนี้ไปอยู่ที่ตำหนักตงกงดีกว่า” หลี่หลิ่งฟางตัดสินใจได้เช่นนั้น นางจึงมุ่งหน้าไปยังตำหนักตงกงที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกทันที ในช่วงเวลานั้นภายในห้องบรรทมตำหนักตงกงเกิดเหตุวุ่นวาย นักฆ่าชุดดำต่างกำลังพยายามจัดฉากการสวรรคตขององค์รัชทายาท เพื่อที่จะได้ไม่มีทางสืบหาต้นตอจนเจอ “นำร่างองค์รัชทายาทมาบรรทมได้แล้ว” นักฆ่าพากันแบกร่างองค์รัชทายาทมาที่เตียง “อือ! อื้อ!” “อย่าทรงดิ้นเลยพ่ะย่ะค่ะ มันก็แค่เจ็บนิดเดียวเท่านั้น” หวังจิ้งเสวียนมองมีดที่อยู่บนมือกีดแก้มขวาเกิดรอยแผลเป็นทางเล็ก ๆ บนหน้าของตน “ลาก่อนนะพ่ะ...” ฉัวะ! ฉึก! ฉึก! ฉึก! ร่างของนักฆ่าชุดดำสี่คนหงายหลังล้มนอนจมกองโลหิต ส่วนนักฆ่าที่จับตรึงแขนอยู่เหนือศีรษะจ่อมีดไปตรงหน้า เอ่ยถามด้วยความหวาดกลัวท่ามกลางความมืดมิด “ผู้ใด!” “เป็นนักฆ่าที่อ่อนหัดนัก” เสียงหวานดังขึ้นใกล้หูซ้ายของนักฆ่าชุดดำ ก่อนที่จะ... ฉัวะ! ตุบ กึกๆๆ หวังจิ้งเสวียนเห็นศีรษะกลิ้งตกไปข้างเตียง โลหิตพุ่งกระฉูดจากลำคอไร้ศีรษะเปรอะเปื้อนใบหน้าเต็มไปหมด “จะนอนจมกองศพหรือไง?” หวังจิ้งเสวียนลุกพรวดออกจากเตียงในสภาพที่ดูไม่ได้ แสงจันทราสาดส่องเข้ามาพอดีทำให้มองเห็นคนที่เข้ามาช่วยชีวิต “...พระชายา” ใบหน้าที่เบนกลับมามองทำให้ทั่วสรรพางค์ชายหนุ่มลุกชัน มือไม้แข้งขาอ่อนแรงฟุบไปนั่งกองที่พื้น สายตาคมกริบราวกับจะสังหารตนได้เพียงแค่เสี้ยววิ หวังจิ้งเสวียนไม่กล้าแม้จะหายใจ หลี่หลิ่งฟางมองดูความน่าสมเพชขององค์รัชทายาท หัวเราะเย้ยหยันในลำคอ นางไม่ได้โกรธแค้นอันใด เพราะก่อนหน้านี้ตนก็ทำร้ายชายหนุ่มไปหนักพอสมควร แต่ว่าหลี่หลิ่งฟางตัวจริงกลับต้องมาตายจากโลกนี้ไปเสียแล้ว จะไม่แก้แค้นให้นางเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ ถึงแม้ว่าความจริงจะเป็นผู้อื่นที่หลอกใช้องค์รัชทายาทก็ตาม “องค์รัชทายาท” หลี่หลิ่งฟางยื่นฝ่ามือเพื่อไปจับไหล่องค์รัชทายาท แต่ทว่า... “อึก!” หลี่หลิ่งฟางมองดูท่าทางที่หวาดกลัวจนตัวสั่นราวกับลูกนกในกำมือ นางลืมไปว่าตัวประกอบอย่างหวังจิ้งเสวียนสวรรคตในเร็ว ๆ นี้ เพราะถูกลอบปลงพระชนม์ ซึ่งมันก็คือวันนี้นั่นเอง ‘นี่ฉันช่วยโดยบังเอิญสินะ เจ้านี่โชคดีอะไรขนาดนี้เนี่ย’ หลี่หลิ่งฟางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ การกระทำนั้นก็ยังคงทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งโหยงได้ หลี่หลิ่งฟางนวดขมับอย่างใช้ความคิด “องค์รัชทายาททรงรายงานเรื่องนี้กับองครักษ์เถิดเพคะ และหม่อมฉันมิต้องการให้ผู้ใดก็ตามรับรู้เรื่องราว ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะฝีมือของหม่อมฉัน เพราะฉะนั้นองค์รัชทายาทโปรดทรงใช้สมองไตร่ตรองความคิดก่อนจะตรัสออกไปด้วยนะเพคะ” หลี่หลิ่งฟางพูดจบนางก็หายออกจากห้องนี้ไปพร้อมกับสายลมที่พัดผ่านมา ----- เช้าวันรุ่งขึ้นเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาทลือหนาหูไปทั่ววังหลวง ท้องพระโรงในวันนี้ต่างถกเถียงเรื่องนี้กันยกใหญ่ “ฝ่าบาทเรื่องนี้เรื่องใหญ่มากนะพ่ะย่ะค่ะ คราวก่อนองค์รัชทายาทถูกลอบทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส และเมื่อคืนนี้พระองค์ถูกลอบสังหารอีก กระหม่อมคิดว่าทั้งสองเหตุการณ์อาจเป็นคนคนเดียวสั่งการมาพ่ะย่ะค่ะ” “เราก็คิดอย่างที่ท่านเสนาบดีกรมพิธีการกล่าวมา แต่เรายังไม่มีหลักฐานแน่นหนาพอจะชี้ชัดไปหาคนร้ายได้” “ถ้าเป็นเช่นนี้องค์รัชทายาทมิตกอยู่ในอันตรายหรือพ่ะย่ะค่ะ” “เราถึงได้เพิ่มกำลังทหารองครักษ์คอยเฝ้าระวังตำหนักตงกงอย่างแน่นหนา” “ฝ่าบาท แต่เหตุการณ์เมื่อคืนทหารองครักษ์ยังมิสามารถไหวตัวทันได้เลย เช่นนี้มิหมายความว่าพวกเขาละเลยหน้าที่หรือพ่ะย่ะค่ะ” สายตาทุกคู่หันจับจ้องไปที่เสนาบดีกรมโยธา เหล่าขุนนางต่างหันหน้าจับคู่พูดคุยเรื่องนี้อย่างจริงจัง “ท่านเสนาบดีจะกล่าวหาว่าทหารองครักษ์ของข้าละเลยหน้าที่งั้นหรือ!” “ข้ายังมิได้กล่าวหาให้ร้ายท่านแม่ทัพเลยนะขอรับ” แม่ทัพหยางกัดฟันข่มอารมณ์ความโกรธที่พลุ่งพล่านในกาย เขากำลังจะก้าวออกไปเผชิญหน้า แต่ทว่ามีมือหนามาขวางทางเขาเอาไว้ “แม่ทัพหยางโปรดระงับโทสะของท่าน สถานที่แห่งนี้คือท้องพระโรงของวังหลวง อย่าได้ริอาจทำตัวเสียมารยาทต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาท” “แต่ท่านต้าเจียงจวิน!” แม่ทัพหยางเห็นแม่ทัพใหญ่ส่ายหน้าไปมาเพื่อห้ามตน เขาจำใจปล่อยความโกรธที่ถูกกล่าวหาไปอย่างไม่ยินดี เสนาบดีกรมโยธาลอบยกยิ้มมุมปาก ในขณะค้อมกายมือประสานเบื้องหน้า ทว่าไม่อาจหลบซ่อนสายตาคมกริบของอัครมหาเสนาบดีไปได้ ฮ่องเต้นวดขมับแก้เครียด ปัญหาระหว่างขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ พวกเขามักจะทะเลาะกันอยู่เสมอทุกครั้งที่เกิดปัญหา สายพระเนตรเฟิ่งหวงปรายตามองอัครมหาเสนาบดี ที่เดี๋ยวนี้ระหว่างการประชุมทุกครั้งเขาจะนิ่งเงียบ และไม่ออกความคิดเห็นแต่อย่างใด “เรื่ององค์รัชทายาทปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่ทัพหยางต่อไป หากมีเรื่องเกิดขึ้นอีกครั้งเราจะลงโทษเจ้าตามหน้าที่” “กระหม่อมรับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหยางค้อมกายรับบัญชา “เช่นนั้นเลิกประชุมพวกเจ้าออกไปได้ ยกเว้นท่านอัครมหาเสนาบดี เจ้าอยู่ต่อก่อน” เหล่าขุนนางแม่ทัพทั้งหลายต่างทยอยเดินออกจากท้องพระโรง เว้นก็แต่อัครมหาเสนาบดีที่ยืนรอนิ่ง ๆ กับที่ของตน เมื่อในท้องพระโรงเหลือเพียงแค่คนทั้งสอง เสียงทุ้มจากโอรสสวรรค์ตรัสถามขึ้นมา “อัครมหาเสนาบดี ช่วงนี้เจ้านิ่งเงียบผิดแปลก เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่งั้นหรือ?” “...” ในท้องพระโรงยังคงเงียบสงบไร้เสียงตอบกลับ ฮ่องเต้ลอบถอนหายใจตรัสถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงและคำพูดที่แตกต่างจากเดิม “ศิษย์พี่โกรธชางเหรินงั้นหรือ? ที่ชางเหรินมิได้ตรวจสอบหาความจริงให้บุตรีของศิษย์พี่” “ในเมื่อเจ้ารู้อยู่แล้วจะถามข้าทำไมอีก” นัยน์ตาเรียบนิ่งเงยหน้าจ้องพระพักตร์โอรสสวรรค์ ที่อดีตเคยเป็นศิษย์น้องของตนมาก่อน ฮ่องเต้เดินลงมายืนอยู่ตรงหน้าศิษย์พี่ของตน “ชางเหรินมิได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด ชางเหรินให้องครักษ์ข้างกายตามสืบเรื่องนี้อยู่ ศิษย์พี่ช่วยรอหน่อยได้หรือไม่” พรึบ ซองกระดาษขาวถูกหยิบยื่นมาเบื้องหน้า ฮ่องเต้รับซองกระดาษขาวมาเปิดดู กระดาษขาวแผ่นหนึ่งถูกคลี่ออกสายพระเนตรไล่อ่านเนื้อหาด้านใน ดวงตาหงส์พลันเบิกกว้างด้วยความตกใจ “นี่มิใช่เรื่องจริงใช่หรือไม่?” “คำให้การจากหมอหลวงนอกวัง ลายมือก็เป็นของเขา ส่วนนี่...” ฮ่องเต้รับของที่ถูกโยนมา ห่อยาอันหนึ่งถูกเขียนสรรพคุณเอาไว้ “สรรพคุณของยาออกฤทธิ์คล้ายถูกพิษ ทำให้อาเจียนเป็นเลือด วิงเวียนศีรษะ กำลังภายในผันผวน” “ลูกชายเจ้าทำกับลูกสาวข้าเช่นนี้ เจ้าคิดหรือว่าข้าจะให้อภัยเจ้าหวังชางเหริน!” เสียงตะคอกดังสนั่นทำให้หวังชางเหรินเผลอก้าวถอยหลังด้วยความตกใจ “ปล่อยตัวลูกสาวข้ามาซะ และร่างหนังสือหย่าให้ลูกสาวของข้า แล้วหลังจากนี้ถือเสียว่าพวกเรามิใช่ศิษย์พี่ศิษย์น้องกันอีก” หลี่ซีเฉิงหันหลังเดินจากมา โดยไม่หันหลังกลับไปมองอีก หวังชางเหรินหาเสียงพูดของตนเองไม่เจอ เขาพยายามจะรั้งศิษย์พี่ที่ตนเคารพนับถือ ทว่าในตอนนี้ความสัมพันธ์ที่ผ่านมาร่วมนับยี่สิบกว่าปีของพวกเขาพังทลายลงไม่เป็นท่า หลังออกจากท้องพระโรงมา หลี่ซีเฉิงมุ่งหน้าไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งสถานที่แห่งนั้นเคยเป็นสถานที่สำคัญของตนกับศิษย์น้อง หลี่ซีเฉิงจ้องมองต้นไม้ด้วยสายตาผิดหวัง ความเศร้าหมองปรากฏบนใบหน้า “ข้ามิสมควรเลือกมาอยู่เคียงข้างเจ้าตั้งแต่แรก หากข้าเลือกออกท่องยุทธภพในวันนั้น ข้าคงรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับนางได้ นางอุตส่าห์ฝากฝังลูกสาวเพียงคนเดียวไว้กับข้า ให้ข้าดูแลลูกเป็นอย่างดี แต่ลูกชายของเจ้ากลับทำเช่นนี้กับลูกสาวข้า! บิดาอย่างข้าคงให้อภัยมิได้เด็ดขาด แม้แต่ตัวเจ้าด้วยชางเหริน” ตูม! เปรี๊ยะ โครม! ต้นไม้ใหญ่ถูกต่อยโคลนลำต้นแตกกระจาย จนล้มลงมาสร้างเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งเมืองหลวง เหล่าทหารองครักษ์ลาดตระเวนต่างวิ่งกรูมาที่เกิดเหตุ พบเห็นเพียงแค่ต้นไม้ใหญ่ล้มกองอยู่บนพื้น ลำต้นแตกหัก ไร้สิ่งมีชีวิตบริเวณแถวนั้นผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
หลี่หลิ่งฟางนั่งนิ่งค้างไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะได้สติกลับมาเมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาดังขึ้น หลิ่หลิ่งฟางตัดสินใจเทสัมภาระในถุงผ้าออกมาดู ซึ่งในนั้นมีอุปกรณ์ของใช้ในยุคปัจจุบันทั้งหมดและที่ขาดไปไม่ได้สำหรับหย่าถิง คือ สมุดสะสมการ์ดศิลปินของนาง“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นเนี่ย!”
เสียงฝีเท้านับสิบดังแว่วมาแต่ไกล ก่อนขบวนรถม้าจะแล่นผ่านประตูบานใหญ่ของสำนักศึกษาเข้ามาอย่างเร่งร้อน“เปิดทาง! อัครมหาเสนาบดีหลี่มาถึงแล้ว!”ประตูหน้าเปิดออกผู้ที่ปรากฏกายท่ามกลางบ่าวรับใช้ ก็คือบุรุษวัยกลางคนในชุดขุนนางชั้นสูง อาภรณ์แพรสีเข้มบารมีแผ่ซ่านทั่วร่าง ดวงตาคม
ฉึก!โลหิตสาดกระเซ็นบนดวงหน้างาม ดวงตาดอกท้อเบิกโพลงรีบทิ้งดาบโผเข้าประคองร่างที่ล้มหน้าคว่ำมาทันที“อึก!”โลหิตอุ่นร้อนสำลักออกจากริมฝีปากเปรอะเปื้อนใบหน้าหล่อเหลาหมดจด อาภรณ์ขาวตอนนี้กลับเปียกชุ่มไปด้วยสีแดงฉาน“เหตุใด...ทำ
ยามรัตติกาลเข้ามาเยือนในคืนนั้น ทั่วทั้งสำนักศึกษาตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าของเหล่าทหารยามที่ผลัดเวรลาดตระเวนดังก้องเบา ๆ บนพื้นหินกรวดเหนือหลังคาเรือนกลางของสำนักศึกษา เงาร่างหนึ่งยืนทอดกายท่ามกลางสายลมหยอกเย้า ชายอาภรณ์ดำปลิวสะบัดราวกับกำลังร่ายรำกลางอากาศ ดวงหน้าขาวเนียนด







