Masukอากาศยามค่ำคืนเย็นสะท้าน ขณะที่กำลังนอนขดตัวเร้นกายอยู่ภายใต้ผ้าห่ม หลี่หลิ่งฟางกลับนอนไม่หลับ เพราะอากาศภายในตำหนักหนาวเย็นเกินกว่าจะข่มตานอนได้
แม้แต่อันฉียังต้องนอนขลุกตัวอยู่ในก้อนกลม ๆ เห็นแล้วก็อดนึกสงสารนางไม่ได้ ในเมื่อนอนไม่หลับหลี่หลิ่งฟางจึงออกจากตำหนักไปสำรวจเมืองหลวงแทน ด้วยความสามารถที่ติดตัวมาทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถจับสังเกตได้ หลี่หลิ่งฟางยืนอยู่เหนือหลังคาแต่ละตำหนัก มองดูเหล่าองครักษ์ตรวจตราทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้น ถึงจะไม่รู้ว่าตำหนักที่ตนยืนอยู่บนหลังคาเรียกว่าตำหนักอันใดก็ตาม แต่หลี่หลิ่งฟางยอมรับเลยว่าวังหลวงใหญ่โตโอฬารอย่างมาก “อยู่ข้างนอกก็หนาว อยู่ข้างในก็หนาว งั้นคืนนี้ไปอยู่ที่ตำหนักตงกงดีกว่า” หลี่หลิ่งฟางตัดสินใจได้เช่นนั้น นางจึงมุ่งหน้าไปยังตำหนักตงกงที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกทันที ในช่วงเวลานั้นภายในห้องบรรทมตำหนักตงกงเกิดเหตุวุ่นวาย นักฆ่าชุดดำต่างกำลังพยายามจัดฉากการสวรรคตขององค์รัชทายาท เพื่อที่จะได้ไม่มีทางสืบหาต้นตอจนเจอ “นำร่างองค์รัชทายาทมาบรรทมได้แล้ว” นักฆ่าพากันแบกร่างองค์รัชทายาทมาที่เตียง “อือ! อื้อ!” “อย่าทรงดิ้นเลยพ่ะย่ะค่ะ มันก็แค่เจ็บนิดเดียวเท่านั้น” หวังจิ้งเสวียนมองมีดที่อยู่บนมือกีดแก้มขวาเกิดรอยแผลเป็นทางเล็ก ๆ บนหน้าของตน “ลาก่อนนะพ่ะ...” ฉัวะ! ฉึก! ฉึก! ฉึก! ร่างของนักฆ่าชุดดำสี่คนหงายหลังล้มนอนจมกองโลหิต ส่วนนักฆ่าที่จับตรึงแขนอยู่เหนือศีรษะจ่อมีดไปตรงหน้า เอ่ยถามด้วยความหวาดกลัวท่ามกลางความมืดมิด “ผู้ใด!” “เป็นนักฆ่าที่อ่อนหัดนัก” เสียงหวานดังขึ้นใกล้หูซ้ายของนักฆ่าชุดดำ ก่อนที่จะ... ฉัวะ! ตุบ กึกๆๆ หวังจิ้งเสวียนเห็นศีรษะกลิ้งตกไปข้างเตียง โลหิตพุ่งกระฉูดจากลำคอไร้ศีรษะเปรอะเปื้อนใบหน้าเต็มไปหมด “จะนอนจมกองศพหรือไง?” หวังจิ้งเสวียนลุกพรวดออกจากเตียงในสภาพที่ดูไม่ได้ แสงจันทราสาดส่องเข้ามาพอดีทำให้มองเห็นคนที่เข้ามาช่วยชีวิต “...พระชายา” ใบหน้าที่เบนกลับมามองทำให้ทั่วสรรพางค์ชายหนุ่มลุกชัน มือไม้แข้งขาอ่อนแรงฟุบไปนั่งกองที่พื้น สายตาคมกริบราวกับจะสังหารตนได้เพียงแค่เสี้ยววิ หวังจิ้งเสวียนไม่กล้าแม้จะหายใจ หลี่หลิ่งฟางมองดูความน่าสมเพชขององค์รัชทายาท หัวเราะเย้ยหยันในลำคอ นางไม่ได้โกรธแค้นอันใด เพราะก่อนหน้านี้ตนก็ทำร้ายชายหนุ่มไปหนักพอสมควร แต่ว่าหลี่หลิ่งฟางตัวจริงกลับต้องมาตายจากโลกนี้ไปเสียแล้ว จะไม่แก้แค้นให้นางเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ ถึงแม้ว่าความจริงจะเป็นผู้อื่นที่หลอกใช้องค์รัชทายาทก็ตาม “องค์รัชทายาท” หลี่หลิ่งฟางยื่นฝ่ามือเพื่อไปจับไหล่องค์รัชทายาท แต่ทว่า... “อึก!” หลี่หลิ่งฟางมองดูท่าทางที่หวาดกลัวจนตัวสั่นราวกับลูกนกในกำมือ นางลืมไปว่าตัวประกอบอย่างหวังจิ้งเสวียนสวรรคตในเร็ว ๆ นี้ เพราะถูกลอบปลงพระชนม์ ซึ่งมันก็คือวันนี้นั่นเอง ‘นี่ฉันช่วยโดยบังเอิญสินะ เจ้านี่โชคดีอะไรขนาดนี้เนี่ย’ หลี่หลิ่งฟางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ การกระทำนั้นก็ยังคงทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งโหยงได้ หลี่หลิ่งฟางนวดขมับอย่างใช้ความคิด “องค์รัชทายาททรงรายงานเรื่องนี้กับองครักษ์เถิดเพคะ และหม่อมฉันมิต้องการให้ผู้ใดก็ตามรับรู้เรื่องราว ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะฝีมือของหม่อมฉัน เพราะฉะนั้นองค์รัชทายาทโปรดทรงใช้สมองไตร่ตรองความคิดก่อนจะตรัสออกไปด้วยนะเพคะ” หลี่หลิ่งฟางพูดจบนางก็หายออกจากห้องนี้ไปพร้อมกับสายลมที่พัดผ่านมา ----- เช้าวันรุ่งขึ้นเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาทลือหนาหูไปทั่ววังหลวง ท้องพระโรงในวันนี้ต่างถกเถียงเรื่องนี้กันยกใหญ่ “ฝ่าบาทเรื่องนี้เรื่องใหญ่มากนะพ่ะย่ะค่ะ คราวก่อนองค์รัชทายาทถูกลอบทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส และเมื่อคืนนี้พระองค์ถูกลอบสังหารอีก กระหม่อมคิดว่าทั้งสองเหตุการณ์อาจเป็นคนคนเดียวสั่งการมาพ่ะย่ะค่ะ” “เราก็คิดอย่างที่ท่านเสนาบดีกรมพิธีการกล่าวมา แต่เรายังไม่มีหลักฐานแน่นหนาพอจะชี้ชัดไปหาคนร้ายได้” “ถ้าเป็นเช่นนี้องค์รัชทายาทมิตกอยู่ในอันตรายหรือพ่ะย่ะค่ะ” “เราถึงได้เพิ่มกำลังทหารองครักษ์คอยเฝ้าระวังตำหนักตงกงอย่างแน่นหนา” “ฝ่าบาท แต่เหตุการณ์เมื่อคืนทหารองครักษ์ยังมิสามารถไหวตัวทันได้เลย เช่นนี้มิหมายความว่าพวกเขาละเลยหน้าที่หรือพ่ะย่ะค่ะ” สายตาทุกคู่หันจับจ้องไปที่เสนาบดีกรมโยธา เหล่าขุนนางต่างหันหน้าจับคู่พูดคุยเรื่องนี้อย่างจริงจัง “ท่านเสนาบดีจะกล่าวหาว่าทหารองครักษ์ของข้าละเลยหน้าที่งั้นหรือ!” “ข้ายังมิได้กล่าวหาให้ร้ายท่านแม่ทัพเลยนะขอรับ” แม่ทัพหยางกัดฟันข่มอารมณ์ความโกรธที่พลุ่งพล่านในกาย เขากำลังจะก้าวออกไปเผชิญหน้า แต่ทว่ามีมือหนามาขวางทางเขาเอาไว้ “แม่ทัพหยางโปรดระงับโทสะของท่าน สถานที่แห่งนี้คือท้องพระโรงของวังหลวง อย่าได้ริอาจทำตัวเสียมารยาทต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาท” “แต่ท่านต้าเจียงจวิน!” แม่ทัพหยางเห็นแม่ทัพใหญ่ส่ายหน้าไปมาเพื่อห้ามตน เขาจำใจปล่อยความโกรธที่ถูกกล่าวหาไปอย่างไม่ยินดี เสนาบดีกรมโยธาลอบยกยิ้มมุมปาก ในขณะค้อมกายมือประสานเบื้องหน้า ทว่าไม่อาจหลบซ่อนสายตาคมกริบของอัครมหาเสนาบดีไปได้ ฮ่องเต้นวดขมับแก้เครียด ปัญหาระหว่างขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ พวกเขามักจะทะเลาะกันอยู่เสมอทุกครั้งที่เกิดปัญหา สายพระเนตรเฟิ่งหวงปรายตามองอัครมหาเสนาบดี ที่เดี๋ยวนี้ระหว่างการประชุมทุกครั้งเขาจะนิ่งเงียบ และไม่ออกความคิดเห็นแต่อย่างใด “เรื่ององค์รัชทายาทปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่ทัพหยางต่อไป หากมีเรื่องเกิดขึ้นอีกครั้งเราจะลงโทษเจ้าตามหน้าที่” “กระหม่อมรับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหยางค้อมกายรับบัญชา “เช่นนั้นเลิกประชุมพวกเจ้าออกไปได้ ยกเว้นท่านอัครมหาเสนาบดี เจ้าอยู่ต่อก่อน” เหล่าขุนนางแม่ทัพทั้งหลายต่างทยอยเดินออกจากท้องพระโรง เว้นก็แต่อัครมหาเสนาบดีที่ยืนรอนิ่ง ๆ กับที่ของตน เมื่อในท้องพระโรงเหลือเพียงแค่คนทั้งสอง เสียงทุ้มจากโอรสสวรรค์ตรัสถามขึ้นมา “อัครมหาเสนาบดี ช่วงนี้เจ้านิ่งเงียบผิดแปลก เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่งั้นหรือ?” “...” ในท้องพระโรงยังคงเงียบสงบไร้เสียงตอบกลับ ฮ่องเต้ลอบถอนหายใจตรัสถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงและคำพูดที่แตกต่างจากเดิม “ศิษย์พี่โกรธชางเหรินงั้นหรือ? ที่ชางเหรินมิได้ตรวจสอบหาความจริงให้บุตรีของศิษย์พี่” “ในเมื่อเจ้ารู้อยู่แล้วจะถามข้าทำไมอีก” นัยน์ตาเรียบนิ่งเงยหน้าจ้องพระพักตร์โอรสสวรรค์ ที่อดีตเคยเป็นศิษย์น้องของตนมาก่อน ฮ่องเต้เดินลงมายืนอยู่ตรงหน้าศิษย์พี่ของตน “ชางเหรินมิได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด ชางเหรินให้องครักษ์ข้างกายตามสืบเรื่องนี้อยู่ ศิษย์พี่ช่วยรอหน่อยได้หรือไม่” พรึบ ซองกระดาษขาวถูกหยิบยื่นมาเบื้องหน้า ฮ่องเต้รับซองกระดาษขาวมาเปิดดู กระดาษขาวแผ่นหนึ่งถูกคลี่ออกสายพระเนตรไล่อ่านเนื้อหาด้านใน ดวงตาหงส์พลันเบิกกว้างด้วยความตกใจ “นี่มิใช่เรื่องจริงใช่หรือไม่?” “คำให้การจากหมอหลวงนอกวัง ลายมือก็เป็นของเขา ส่วนนี่...” ฮ่องเต้รับของที่ถูกโยนมา ห่อยาอันหนึ่งถูกเขียนสรรพคุณเอาไว้ “สรรพคุณของยาออกฤทธิ์คล้ายถูกพิษ ทำให้อาเจียนเป็นเลือด วิงเวียนศีรษะ กำลังภายในผันผวน” “ลูกชายเจ้าทำกับลูกสาวข้าเช่นนี้ เจ้าคิดหรือว่าข้าจะให้อภัยเจ้าหวังชางเหริน!” เสียงตะคอกดังสนั่นทำให้หวังชางเหรินเผลอก้าวถอยหลังด้วยความตกใจ “ปล่อยตัวลูกสาวข้ามาซะ และร่างหนังสือหย่าให้ลูกสาวของข้า แล้วหลังจากนี้ถือเสียว่าพวกเรามิใช่ศิษย์พี่ศิษย์น้องกันอีก” หลี่ซีเฉิงหันหลังเดินจากมา โดยไม่หันหลังกลับไปมองอีก หวังชางเหรินหาเสียงพูดของตนเองไม่เจอ เขาพยายามจะรั้งศิษย์พี่ที่ตนเคารพนับถือ ทว่าในตอนนี้ความสัมพันธ์ที่ผ่านมาร่วมนับยี่สิบกว่าปีของพวกเขาพังทลายลงไม่เป็นท่า หลังออกจากท้องพระโรงมา หลี่ซีเฉิงมุ่งหน้าไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งสถานที่แห่งนั้นเคยเป็นสถานที่สำคัญของตนกับศิษย์น้อง หลี่ซีเฉิงจ้องมองต้นไม้ด้วยสายตาผิดหวัง ความเศร้าหมองปรากฏบนใบหน้า “ข้ามิสมควรเลือกมาอยู่เคียงข้างเจ้าตั้งแต่แรก หากข้าเลือกออกท่องยุทธภพในวันนั้น ข้าคงรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับนางได้ นางอุตส่าห์ฝากฝังลูกสาวเพียงคนเดียวไว้กับข้า ให้ข้าดูแลลูกเป็นอย่างดี แต่ลูกชายของเจ้ากลับทำเช่นนี้กับลูกสาวข้า! บิดาอย่างข้าคงให้อภัยมิได้เด็ดขาด แม้แต่ตัวเจ้าด้วยชางเหริน” ตูม! เปรี๊ยะ โครม! ต้นไม้ใหญ่ถูกต่อยโคลนลำต้นแตกกระจาย จนล้มลงมาสร้างเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งเมืองหลวง เหล่าทหารองครักษ์ลาดตระเวนต่างวิ่งกรูมาที่เกิดเหตุ พบเห็นเพียงแค่ต้นไม้ใหญ่ล้มกองอยู่บนพื้น ลำต้นแตกหัก ไร้สิ่งมีชีวิตบริเวณแถวนั้นตำหนักเฟิ่งอี๋ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขตพระราชวังต้องห้าม ทุกย่างก้าวมั่นคงเสมอทำให้อากัปกิริยาอ่อนช้อย ราวกับเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ลงมาจุติยังโลกมนุษย์สายตานับหลายคู่ต่างจับจ้องมาที่หญิงสาวอาภรณ์ชมพู เสียงพูดคุยดังคลอเบา ๆ ในมุมต่าง ๆ ตลอดเส้นทางสตรีมากมายที่หลี่หลิ่งฟางเห็น พวกนางล้วนคือเหล่าบรรดาพระสนมของฮ่องเต้ ที่ได้รับการคัดเลือกแต่งตั้งให้เข้าวังหลวงมาเป็นพระสนมหลี่หลิ่งฟางที่เป็นคนยุคปัจจุบันยังเผลอตกใจกับจำนวนพระสนมเหล่านี้ หากจะให้นางนั่งไล่นับขึ้นมาจริง ๆ พระสนมก็คงมีไม่ต่ำไปกว่าสองพันกว่าคนได้กระมัง“เฮ้อ” หลี่หลิ่งฟางถอนหายใจออกมาปลงตก แอบนึกสงสารหลี่หลิ่งฟางตัวจริงขึ้นมาหากองค์รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์สมัยถัดไป หลี่หลิ่งฟางอาจจะบอบช้ำทางจิตใจมากขึ้น เมื่อพระสวามีของตนต้องมีภรรยาเพิ่มเป็นพันกว่าคนขนาดมีเพียงแค่คนเดียว ในยุคปัจจุบันยังมีการนอกใจได้ แต่นี่ไม่มีการนอกกายนอกใจแต่อย่างใด มีเพียงกฎทางราชสำนักที่ฮ่องเต้ต้องมีพระสนมมากมายในประวัติศาสตร์น้อยครั้งที่จะมีฮองเฮาเพียงคนเดียว เพราะถ้าหากไม่รับพระสนมจากการคัดเลือก หรือจากบรรดาบุตรีของเหล่าขุนนางมา เกรงว่าอำนาจของฮ่อ
วันที่สองในการทำงานหลี่หลิ่งฟางและอันฉีกำลังนั่งถอนหญ้าเฉกเช่นเดิม ทว่าจู่ ๆ ประตูบานใหญ่หน้าตำหนักเหลิ่งกงถูกเปิดออก หญิงสาวทั้งสองต่างลุกขึ้นยืนมองดูผู้มาเยือนหลี่หลิ่งฟางมีความสงสัยปรากฏอยู่บนดวงหน้างาม นางหันกลับมาตรัสถามกับนางกำนัลรับใช้ของตนว่า “อันฉีคนเหล่านี้เป็นใครกัน?”“ทูลว่าที่พระชายา ท่านที่กำลังเดินนำหน้าองครักษ์มาคือกงกงของฝ่าบาทเพคะ‘กงกง...อ้อ! ขันทีใกล้ชิดฮ่องเต้สินะ’“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวกงกงค้อมกายถวายบังคมสตรีเบื้องหน้าหลี่หลิ่งฟางผงกศีรษะรับ “ท่านกงกงมาหาเปิ่นกงด้วยเรื่องอันใดงั้นหรือ?”“ทูลว่าที่พระชายา วันนี้กระหม่อมได้นำราชโองการจากฝ่าบาทมาถวายให้พระองค์พ่ะย่ะค่ะ”‘ราชโองการอะไรล่ะนั่น?’“ว่าที่พระชายารับราชโองการ”หลี่หลิ่งฟางยอบกายรับราชโองการที่ฮ่องเต้พระราชทานมาอย่างงุนงง“ราชโองการฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่ว่าที่พระชายาหลี่หลิ่งฟาง จากเหตุการณ์ที่ถูกต้องโทษข้อหาวางยาพิษลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาท ในวันนี้ความจริงได้ปรากฏออกมาแล้ว ซึ่งว่าที่พระชายาหลี่หลิ่งฟางมิได้กระทำความผิด แต่กลับเป็นแพะรับบาปแทน เรารู้สึกเสียพระทัยกับเหตุการณ์ที
อากาศยามค่ำคืนเย็นสะท้าน ขณะที่กำลังนอนขดตัวเร้นกายอยู่ภายใต้ผ้าห่ม หลี่หลิ่งฟางกลับนอนไม่หลับ เพราะอากาศภายในตำหนักหนาวเย็นเกินกว่าจะข่มตานอนได้แม้แต่อันฉียังต้องนอนขลุกตัวอยู่ในก้อนกลม ๆ เห็นแล้วก็อดนึกสงสารนางไม่ได้ในเมื่อนอนไม่หลับหลี่หลิ่งฟางจึงออกจากตำหนักไปสำรวจเมืองหลวงแทน ด้วยความสามารถที่ติดตัวมาทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถจับสังเกตได้หลี่หลิ่งฟางยืนอยู่เหนือหลังคาแต่ละตำหนัก มองดูเหล่าองครักษ์ตรวจตราทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้น ถึงจะไม่รู้ว่าตำหนักที่ตนยืนอยู่บนหลังคาเรียกว่าตำหนักอันใดก็ตามแต่หลี่หลิ่งฟางยอมรับเลยว่าวังหลวงใหญ่โตโอฬารอย่างมาก“อยู่ข้างนอกก็หนาว อยู่ข้างในก็หนาว งั้นคืนนี้ไปอยู่ที่ตำหนักตงกงดีกว่า” หลี่หลิ่งฟางตัดสินใจได้เช่นนั้น นางจึงมุ่งหน้าไปยังตำหนักตงกงที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกทันทีในช่วงเวลานั้นภายในห้องบรรทมตำหนักตงกงเกิดเหตุวุ่นวาย นักฆ่าชุดดำต่างกำลังพยายามจัดฉากการสวรรคตขององค์รัชทายาท เพื่อที่จะได้ไม่มีทางสืบหาต้นตอจนเจอ“นำร่างองค์รัชทายาทมาบรรทมได้แล้ว”นักฆ่าพากันแบกร่างองค์รัชทายาทมาที่เตียง“อือ! อื้อ!”“อย่าทรงดิ้นเลยพ่ะย่ะค่ะ มันก็แค่เจ็บนิดเดี
ณ ตำหนักตงกงภายในห้องบรรทม องค์รัชทายาทนอนนิ่งจ้องมองเพดานอย่างเหม่อลอย ควันหลายสายลอยเอื่อย ๆ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า กลิ่นสมุนไพรคละคลุ้งจนหายใจได้ยากลำบากแอ๊ดบานประตูห้องบรรทมถูกเปิดออก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าเดินระรัวเข้ามาหยุดอยู่ใกล้เตียง หวังจิ้งเสวียนเบนหน้าไปมองแขกผู้มาเยือนด้วยพระพักตร์เรียบเฉย“อาการดีขึ้นหรือยังพ่ะย่ะค่ะ?”“ท่านเห็นว่าเปิ่นกงอาการดีขึ้นหรือยังล่ะ” หวังจิ้งเสวียนตรัสกลับ ก่อนจะเบนหน้ากลับมามองจ้องเพดานตามเดิม“พระองค์กำลังคิดเรื่องอันใดอยู่ ทรงตรัสบอกกระหม่อมได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”หวังจิ้งเสวียนปรายตามองเรียบนิ่งตรัสกลับว่า “ถ้าเสด็จพี่จะซักถามเปิ่นกงขนาดนี้ ตรงโต๊ะมีเก้าอี้ว่างตั้งอยู่ เสด็จพี่สามารถยกมานั่งคุยกับเปิ่นกงได้”ชายหนุ่มอาภรณ์ขาวยกยิ้มขบขัน เขาส่ายหน้าไปมาให้กับความประชดประชันของพระอนุชาตนเอง“อาเสวียนเจ้าโตจนอายุครบยี่สิบปีแล้ว แต่ยังคงชอบประชดประชันอยู่อีกงั้นหรือ” ชายหนุ่มเดินไปยกเก้าอี้ตามที่พระอนุชาบอกมาตั้งใกล้ ๆ เตียง“เปิ่นกงมิได้ประชดประชันเสด็จพี่ ก็ใครใช้ให้เสด็จพี่หายหน้าหายตาไปนาน มิคิดแวะมาเยี่ยมเยือนอนุชาอย่างเปิ่นกงบ้างล่ะ”ชายหนุ่ม
พระตำหนักเหลิ่งกงหรือที่คนในวังรู้จักกันในชื่อตำหนักหนาว เป็นตำหนักที่เอาไว้คุมขังเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่กระทำความผิด บ้างก็มีข่าวลือเรื่องคำสาปอาถรรพ์ บ้างก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนในยามค่ำคืน ข้าราชบริพารจึงให้สมญานามตำหนักเหลิ่งกงเอาไว้ว่า ‘ตำหนักผีสิง’..“เรื่องเล่าลือของตำหนักก็มีเพียงเท่านี้เพคะ”หลี่หลิ่งฟางนั่งฟังเรื่องเล่าที่ผู้คนแต่งแต้มใส่สีตีไข่มาครึ่งชั่วยาม ข้อมูลที่ได้มาไม่ต่างจากหนังสือประวัติศาสตร์ที่นางเคยนั่งเรียนมาเลยสักบรรทัดเดียวตำหนักเย็นมันก็แค่คุกดี ๆภายในตำหนักไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มีของตกแต่งหรูหราราคาแพง มีเพียงเตียงนอน หมอน ผ้าห่ม ที่ยังพอมีคุณภาพอยู่บ้าง นอกนั้นไม่ต้องพูดถึง“อันฉี ก่อนหน้านี้ที่เจ้าบอกว่าข้าถูกลงโทษ เพราะตัวข้าวางยาพิษองค์รัชทายาท เรื่องนี้มีผู้ใดสืบหาความจริงให้ข้าบ้างหรือยัง?”“เรื่องนั้น...”หลี่หลิ่งฟางคล้ายจะเดาคำตอบออก นางจึงกลอกตาไปมาตอนอ่านถึงหน้าเฉลยความจริงที่หลี่หลิ่งฟางในนิยายโดนครหา แท้จริงแล้วมันเป็นฝีมือขององค์รัชทายาท เขาต้องการให้หลี่หลิ่งฟางไม่ได้เป็นพระชายาของเขา เหตุผลก็น่าจะรู้ ๆ กันอยู่แต่ทว่าเบื้องหลังกลับ
อัศนีบาตรฟาดคำรามดังสนั่นกึกก้องอยู่เหนือตำหนักเย็น เมฆฝนอึมครึมตั้งเค้ามาแต่ไกล ความเงียบงันและหนาวเหน็บคืบคลานไปทั่วทุกสารทิศ ทว่าห่างจากจุดนี้ไปกลับสว่างไสวโชติช่วงภายในตำหนักเย็นที่ไร้ความสะดวกสบาย ลมเหมันต์พัดผ่านเข้ามาทำให้ทั่วสรรพางค์หนาวเหน็บสั่นสะท้านจนรู้สึกด้านชา ร่างบอบบางบนเตียงค่อย ๆ สะลึมสะลือลืมตาขึ้นมา“ทำไมอากาศหนาวแบบนี้ เปิดแอร์สิบเก้าองศาหรือยังไงกันเนี่ย!”หญิงสาวบนเตียงนอนขลุกตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่ม ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงด้วยความงัวเงียหาว–เสียงหาวหวอด ๆ ดังขึ้นพร้อมกับน้ำตาเล็ดที่หางตาทั้งสองข้าง หญิงสาวพยายามนั่งบิดขี้เกียจเพื่อคลายความเมื่อยล้า นัยน์ตาทั้งสองหันมองสอดส่องไปทั่วห้องในความมืดมิด“ทำไมห้องนอนของฉันถึงดูแปลกตาจัง”นัยน์ตาดอกท้อกะพริบขึ้นลงอย่างเชื่องช้า ไม่นานพลันเบิกกว้างเสียเบ้าตาแทบถลน หันซ้ายหันขวาตื่นตระหนกกับภาพที่เห็น“ที่นี่มันที่ไหนล่ะเนี่ย!”เสียงตะโกนแหกปากดังลั่นไปทั่วห้อง ภายในอกหัวใจเต้นระรัวประหนึ่งกลองศึก อีกนิดคงทะลุออกมาเต้นอยู่ด้านนอกพรึบหญิงสาวลุกออกมาจากเตียงวิ่งไปที่บานประตู แต่นางกลับเปิดไม่ออก แม้แต่บานหน้าต่างก็เช







