Share

หยกประจำกาย

last update Tanggal publikasi: 2025-12-24 16:02:21

ณ ตำหนักตงกง

ภายในห้องบรรทม องค์รัชทายาทนอนนิ่งจ้องมองเพดานอย่างเหม่อลอย ควันหลายสายลอยเอื่อย ๆ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า กลิ่นสมุนไพรคละคลุ้งจนหายใจได้ยากลำบาก

แอ๊ด

บานประตูห้องบรรทมถูกเปิดออก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าเดินระรัวเข้ามาหยุดอยู่ใกล้เตียง หวังจิ้งเสวียนเบนหน้าไปมองแขกผู้มาเยือนด้วยพระพักตร์เรียบเฉย

“อาการดีขึ้นหรือยังพ่ะย่ะค่ะ?”

“ท่านเห็นว่าเปิ่นกงอาการดีขึ้นหรือยังล่ะ” หวังจิ้งเสวียนตรัสกลับ ก่อนจะเบนหน้ากลับมามองจ้องเพดานตามเดิม

“พระองค์กำลังคิดเรื่องอันใดอยู่ ทรงตรัสบอกกระหม่อมได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

หวังจิ้งเสวียนปรายตามองเรียบนิ่งตรัสกลับว่า “ถ้าเสด็จพี่จะซักถามเปิ่นกงขนาดนี้ ตรงโต๊ะมีเก้าอี้ว่างตั้งอยู่ เสด็จพี่สามารถยกมานั่งคุยกับเปิ่นกงได้”

ชายหนุ่มอาภรณ์ขาวยกยิ้มขบขัน เขาส่ายหน้าไปมาให้กับความประชดประชันของพระอนุชาตนเอง

“อาเสวียนเจ้าโตจนอายุครบยี่สิบปีแล้ว แต่ยังคงชอบประชดประชันอยู่อีกงั้นหรือ” ชายหนุ่มเดินไปยกเก้าอี้ตามที่พระอนุชาบอกมาตั้งใกล้ ๆ เตียง

“เปิ่นกงมิได้ประชดประชันเสด็จพี่ ก็ใครใช้ให้เสด็จพี่หายหน้าหายตาไปนาน มิคิดแวะมาเยี่ยมเยือนอนุชาอย่างเปิ่นกงบ้างล่ะ”

ชายหนุ่มหัวเราะขบขันในลำคอ เขายื่นฝ่ามือไปลูบผมพระอนุชาอย่างแผ่วเบา

“น้อยใจงั้นรึ?”

“...”

ชายหนุ่มเข้าใจแล้วว่าพระอนุชาของตนเป็นอันใด ‘เด็กน้อยก็ยังคงเป็นเด็กน้อย’

“อาเสวียน พี่มิได้ตั้งใจจะไม่แวะเข้ามาเยี่ยมเจ้า แต่พี่มีงานที่ต้องสะสางให้เสร็จ เมืองฝูฉีที่พี่ปกครองยังคงต้องพัฒนาอีกมาก งานของพี่ถึงได้ยุ่งมากนัก เลยมิอาจสละเวลามาเยี่ยมเจ้าได้”

“...เปิ่นกงเข้าใจแล้วก็ได้”

ชายหนุ่มถอนหายใจลูบผมพระอนุชาเล่นไปพลาง ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยถาม “จริงสิอาเสวียน พี่เข้าวังมายังมิได้เข้าเฝ้าพระชายาเลย นางมิอยู่ที่ตำหนักหรือ?”

หวังจิ้งเสวียนสะอึกกลืนคำพูดอย่างยากลำบาก ได้แต่เบนหน้าหลบซ่อนบางอย่าง แต่มีหรือที่พระเชษฐาของเขาจะดูไม่ออก

หลิวอวี่มองพระอนุชาที่หลบเลี่ยงสายตาเขาอย่างเปิดเผย มีทางเดียวที่เขาคาดเดาได้และคงไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไร

“อาเสวียน เจ้าทำอันใดกับนาง?”

“...”

“หวัง จิ้ง เสวียน”

หวังจิ้งเสวียนสะดุ้งเล็กน้อยเบนหน้าหันกลับมามองเสด็จพี่ของตน สีหน้าของเขาราวกับจะจับกินเลือดกินเนื้ออย่างไรอย่างนั้น หวังจิ้งเสวียนจำใจต้องตอบกลับไป

“นางวางยาพิษเปิ่นกง”

หลิวอวี่ขมวดคิ้ว “เจ้าตรัสความจริงงั้นรึ?”

หวังจิ้งเสวียนนิ่งไปสักพักก่อนจะผงกศีรษะรับคำ

“แล้วมีผู้ใดสืบหาความจริงนี้แล้วหรือยัง?”

“...”

หลิวอวี่สังเกตได้ว่าพระอนุชาของตนเลี่ยงที่จะตอบ เขาคิดว่ามันผิดแปลกไปอย่างมาก

พรึบ

“เสด็จพี่จะไปไหน?”

“ข้าจะไปหาพระชายา เจ้าบอกข้ามาว่าตอนนี้พระชายาอยู่ที่ใด”

หวังจิ้งเสวียนกัดริมฝีปาก แต่ก็ยอมตรัสกลับไป “ตำหนักเหลิ่งกง”

ระหว่างเดินไปยังตำหนักเหลิ่งกง หลิวอวี่รู้สึกไม่สบายใจหลายส่วนอย่างมาก พระชายานางเป็นถึงบุตรีของท่านอัครมหาเสนาบดี มีหรือที่จะไม่มีผู้ใดตรวจสอบสืบหาความจริงเรื่องนี้

ถึงเรื่องการวางยาพิษองค์รัชทายาทจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้าหากพระชายาเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ต้องมาเป็นแพะรับบาป เช่นนี้เขาไม่ยอมอยู่เฉยเด็ดขาด

“เสด็จพ่อกำลังทำอันใดอยู่ถึงได้นิ่งดูดายเช่นนี้ เห็นทีข้าคงปล่อยเอาไว้มิได้การเสียแล้ว”

ณ ตำหนักเย็นในขณะนี้หลี่หลิ่งฟางง่วนอยู่กับการนอนขึ้นอืดบนเตียง ส่วนอันฉีนางกำนัลของตนก็กำลังนั่งพับเสื้อผ้าอยู่ที่พื้น

ตึก ตึก ตึก

หลี่หลิ่งฟางลุกขึ้นนั่งหันไปจ้องมองบานประตูหน้าทางเข้าของตำหนัก โดยที่อันฉีไม่เข้าใจปฏิกิริยาของผู้เป็นนาย

“ว่าที่พระชายาทรงเป็นอันใดไปเพคะ?”

“มีคนกำลังมา”

สิ้นคำพูด หน้าประตูทางเข้าตำหนักเย็นปรากฏร่างของชายหนุ่มอาภรณ์ขาว อันฉีที่รู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นใครจึงรีบยืนค้อมกายเคารพ

“ถวายบังคมเพคะ ท่านหลิวอ๋อง”

หลี่หลิ่งฟางได้ยินที่อันฉีพูดนางจึงนึกขึ้นมาได้ หลิวอ๋องหรือก็คือ ‘หลิวอวี่’ เขาเป็นพระเอกนิยายของเรื่องนี้ แต่ไม่รู้ว่าพระเอกนิยายมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไรกัน จริง ๆ แล้วเขาไม่เคยโผล่มาเลยมากกว่า มันจึงทำให้หลี่หลิ่งฟางแปลกใจไม่น้อย

“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะพระชายา”

หลี่หลิ่งฟางที่ถูกปฏิบัติแสดงความเคารพครั้งแรกจากผู้อื่นนอกจากอันฉี นางจึงมีท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ตรัสกลับไปว่า “ถวายบังคมท่านหลิวอ๋องเช่นกันเพคะ”

‘เอาล่ะ แขกมาเยือนถึงบ้าน ไม่มีน้ำมีท่า หรือของทานเล่นคอยต้อนรับแขกเลยสักอย่าง’

นางลอบถอนหายใจสวมบทบาทเป็นหลี่หลิ่งฟางเต็มตัว

“มิทราบว่าท่านหลิวอ๋องเสด็จมาเยือนยังสถานที่อัปมงคลนี้ได้อย่างไรเพคะ พระองค์มิสมควรมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้เสียด้วยซ้ำ ที่นี่มันมิเหมาะกับพระองค์เลย ได้โปรดกลับไปเถิดเพคะ”

‘บทนี้ผ่านไหม ผ่านไหมนะ...’

“พระชายาโปรดวางพระทัย กระหม่อมมิได้คิดมากเรื่องสถานที่ แต่กระหม่อมอยากมาขอเข้าเฝ้าพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”

“ขอเข้าเฝ้า?”

“พ่ะย่ะค่ะ”

หลี่หลิ่งฟางไม่เข้าใจความคิดของพระเอกนิยายเท่าใด แต่ใบหน้าหล่อเหลาปานเทพเซียนนี้ไม่ใช่เล่น ๆ

ใครจะไปคิดว่าจะได้มาเจอพระเอกที่ชื่นชอบตัวเป็น ๆ ยืนอยู่ห่างกันไม่กี่ชุ่นแค่นี้กันเล่า!

“ท่านหลิวอ๋องเชิญนั่งลงก่อนเถิด”

ไม่มีทางเลือก ในเมื่อผู้ชายมาขอเข้าเฝ้า ทั้งรูปหล่อหน้าตาดี เป็นลูกรักพระเจ้าเช่นนี้ มีหรือที่หลี่หลิ่งฟางจะปฏิเสธ

ไม่มีทางเสียหรอก!

หลี่หลิ่งฟางมองหลิวอ๋องเดินมานั่งฝั่งตรงกันข้ามกับโต๊ะกลม ด้วยความละอายใจนิดหน่อย ที่ทำให้ชายหนุ่มรูปงามปานเทพเซียนต้องมานั่งเกลือกกลิ้งในสถานที่อัปมงคลเช่นนี้ได้

“ต้องขออภัยที่มิได้มีน้ำชายกถวายให้ท่าน”

“มิเป็นไรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมิได้คิดมาก”

“ว่าแต่เหตุใดท่านหลิวอ๋องถึงต้องการเข้าเฝ้าเปิ่นกง”

“พระชายาอยู่ที่นี่สบายดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

‘ก็ไม่นี่ ตำหนักเย็นมีใครที่ไหนอยู่สุขสบายบ้าง?’

“เปิ่นกงตรัสอันใดได้บ้างล่ะเพคะ หลิวอ๋องคงทราบว่าเปิ่นกงมาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร แม้จะผ่านมาเดือนกว่าแล้วยังไม่มีความจริงปรากฏ เปิ่นกงทำได้แค่ฝืนทนอยู่เท่านั้นเพคะ”

หลิวอวี่เห็นพระพักตร์เศร้าหมองของพระชายา ยิ่งทำให้เขากังวลใจมากยิ่งขึ้น เขามั่นใจแล้วว่าในวังหลวงมีคนต้องการจะกำจัดพระชายา

แต่ใครกันล่ะที่กล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้

“พระชายาโปรดพระทัยเย็นลงก่อน กระหม่อมจะทวงคืนความยุติธรรมให้กับพระชายาเอง เพราะฉะนั้นได้โปรดรับสิ่งนี้เอาไว้”

หลี่หลิ่งฟางมองหยกสลักเขียวอันงดงาม ที่ทำขึ้นมาอย่างประณีตไร้ที่ติ

“สิ่งนี้คือ...”

“หยกประจำตัวของกระหม่อม หากพระชายามีเรื่องเดือดร้อนให้แสดงหยกชิ้นนี้พ่ะย่ะค่ะ จะไม่มีผู้ใดสามารถทำร้ายพระองค์ได้”

หลี่หลิ่งฟางแทบจะกรี๊ดอัดหน้า สมแล้วที่เป็นพระเอกผู้ผดุงความยุติธรรมที่สุดในเรื่อง

‘ทำไมฉันไม่ได้สิงร่างนางเอกนิยายล่ะเนี่ย! ผู้ชายแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่าย ๆ นะ สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม!’ หลี่หลิ่งฟางกรีดร้องในใจ

“เปิ่นกงทราบแล้ว”

หลังจากนั่งพูดคุยสนทนาต่ออีกสักพัก หลิวอ๋องจึงขอตัวกลับก่อนที่จะถึงยามอาทิตย์อัสดง

หลี่หลิ่งฟางมองดูหยกประจำตัวที่พอจะรู้ว่าน้อยครั้งที่เหล่าองค์ชาย ไม่สิ ต้องบอกว่าบุรุษจะมอบหยกประจำตัวให้กับผู้อื่นโดยง่ายดาย

แต่นี่แตกต่างตรงที่เป็นหลิวอ๋อง และหยกประตัวอันนี้ต้องตกอยู่ในมือของนางเอกไม่ใช่อย่างงั้นหรือ คิด ๆ ดูแล้วก็สับสนนิดหน่อย

ถ้าหากมองในมุมมองธรรมดา หยกชิ้นนี้จะสามารถช่วยเหลือตนให้รอดพ้นภัยอันตรายได้ และยังสามารถยืนยันว่าตนได้รับการปกป้องคุ้มครองจากผู้ใด

“ก็ถือว่าดีกับชีวิตของตัวประกอบน้อย ๆ อย่างข้าล่ะนะ”

“ว่าที่พระชายาเพคะ น้ำอาบได้แล้วเพคะ”

‘ต้องขอบคุณสวรรค์ที่ยังมีเมตตาให้ตำหนักอัปมงคลนี้มีถังน้ำ และน้ำสะอาดให้ได้ใช้ล่ะนะ’

-----

ณ ตำหนักตงกง

หวังจิ้งเสวียนนั่งอ่านตำราเรียนที่เขาไม่ได้เข้าร่วมศึกษา แสงเทียนพลิ้วไหวสลัว ๆ ในห้องบรรทมอันเงียบสงบ เสียงพลิกกระดาษไปมาดังขึ้นเป็นระยะ ๆ ต่อเนื่อง ภายใต้ความเงียบงันกลับมีบางสิ่งบางอย่างเคลื่อนไหวเข้าใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ

หวังจิ้งเสวียนสัมผัสได้ถึงผู้บุกรุก ชายหนุ่มพยายามเลื่อนมือไปจับที่เชิงเทียนแน่น ก่อนที่จะหันไปปาใส่มุมห้องเต็มแรง

“โอ๊ย!”

เชิงเทียนหล่นใกล้เสียงที่ดังขึ้นปริศนา ภาพของชายชุดดำห้าคนบนฝ่ามือถือมีดสั้นทำให้หวังจิ้งเสวียนตกใจ

“พวกเจ้าเป็นใคร!”

“อย่าทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่เลยพ่ะย่ะค่ะองค์รัชทายาท พระองค์จงกลายเป็นศพและสวรรคตไปเงียบ ๆ จะดีกว่า”

“องครักษ์...อื้อ!” หวังจิ้งเสวียนรีบตะโกนเรียกองครักษ์ด้านนอก แต่กลับไม่ทันกาล

 

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   บทส่งท้าย : ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับเจ้าลูกเจี๊ยบ

    ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ทำนุบำรุงวังหลวง

    วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   หลั่งโลหิตล้างแผ่นดิน

    เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เพลิงกบฏชิงอำนาจ

    แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   แฝงตัวซ่อนเร้น

    ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ถวายสมุดรายชื่อแด่ฮ่องเต้

    รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   มิติเสมือน

    หลี่หลิ่งฟางนั่งนิ่งค้างไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะได้สติกลับมาเมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาดังขึ้น หลิ่หลิ่งฟางตัดสินใจเทสัมภาระในถุงผ้าออกมาดู ซึ่งในนั้นมีอุปกรณ์ของใช้ในยุคปัจจุบันทั้งหมดและที่ขาดไปไม่ได้สำหรับหย่าถิง คือ สมุดสะสมการ์ดศิลปินของนาง“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นเนี่ย!”

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   พบเจอบิดาครั้งแรก

    เสียงฝีเท้านับสิบดังแว่วมาแต่ไกล ก่อนขบวนรถม้าจะแล่นผ่านประตูบานใหญ่ของสำนักศึกษาเข้ามาอย่างเร่งร้อน“เปิดทาง! อัครมหาเสนาบดีหลี่มาถึงแล้ว!”ประตูหน้าเปิดออกผู้ที่ปรากฏกายท่ามกลางบ่าวรับใช้ ก็คือบุรุษวัยกลางคนในชุดขุนนางชั้นสูง อาภรณ์แพรสีเข้มบารมีแผ่ซ่านทั่วร่าง ดวงตาคม

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เจ้าเจ็บ แต่ข้าเจ็บยิ่งกว่า

    ฉึก!โลหิตสาดกระเซ็นบนดวงหน้างาม ดวงตาดอกท้อเบิกโพลงรีบทิ้งดาบโผเข้าประคองร่างที่ล้มหน้าคว่ำมาทันที“อึก!”โลหิตอุ่นร้อนสำลักออกจากริมฝีปากเปรอะเปื้อนใบหน้าหล่อเหลาหมดจด อาภรณ์ขาวตอนนี้กลับเปียกชุ่มไปด้วยสีแดงฉาน“เหตุใด...ทำ

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   สะกดรอยตาม

    ยามรัตติกาลเข้ามาเยือนในคืนนั้น ทั่วทั้งสำนักศึกษาตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าของเหล่าทหารยามที่ผลัดเวรลาดตระเวนดังก้องเบา ๆ บนพื้นหินกรวดเหนือหลังคาเรือนกลางของสำนักศึกษา เงาร่างหนึ่งยืนทอดกายท่ามกลางสายลมหยอกเย้า ชายอาภรณ์ดำปลิวสะบัดราวกับกำลังร่ายรำกลางอากาศ ดวงหน้าขาวเนียนด

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status