LOGINณ ตำหนักตงกง
ภายในห้องบรรทม องค์รัชทายาทนอนนิ่งจ้องมองเพดานอย่างเหม่อลอย ควันหลายสายลอยเอื่อย ๆ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า กลิ่นสมุนไพรคละคลุ้งจนหายใจได้ยากลำบาก แอ๊ด บานประตูห้องบรรทมถูกเปิดออก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าเดินระรัวเข้ามาหยุดอยู่ใกล้เตียง หวังจิ้งเสวียนเบนหน้าไปมองแขกผู้มาเยือนด้วยพระพักตร์เรียบเฉย “อาการดีขึ้นหรือยังพ่ะย่ะค่ะ?” “ท่านเห็นว่าเปิ่นกงอาการดีขึ้นหรือยังล่ะ” หวังจิ้งเสวียนตรัสกลับ ก่อนจะเบนหน้ากลับมามองจ้องเพดานตามเดิม “พระองค์กำลังคิดเรื่องอันใดอยู่ ทรงตรัสบอกกระหม่อมได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” หวังจิ้งเสวียนปรายตามองเรียบนิ่งตรัสกลับว่า “ถ้าเสด็จพี่จะซักถามเปิ่นกงขนาดนี้ ตรงโต๊ะมีเก้าอี้ว่างตั้งอยู่ เสด็จพี่สามารถยกมานั่งคุยกับเปิ่นกงได้” ชายหนุ่มอาภรณ์ขาวยกยิ้มขบขัน เขาส่ายหน้าไปมาให้กับความประชดประชันของพระอนุชาตนเอง “อาเสวียนเจ้าโตจนอายุครบยี่สิบปีแล้ว แต่ยังคงชอบประชดประชันอยู่อีกงั้นหรือ” ชายหนุ่มเดินไปยกเก้าอี้ตามที่พระอนุชาบอกมาตั้งใกล้ ๆ เตียง “เปิ่นกงมิได้ประชดประชันเสด็จพี่ ก็ใครใช้ให้เสด็จพี่หายหน้าหายตาไปนาน มิคิดแวะมาเยี่ยมเยือนอนุชาอย่างเปิ่นกงบ้างล่ะ” ชายหนุ่มหัวเราะขบขันในลำคอ เขายื่นฝ่ามือไปลูบผมพระอนุชาอย่างแผ่วเบา “น้อยใจงั้นรึ?” “...” ชายหนุ่มเข้าใจแล้วว่าพระอนุชาของตนเป็นอันใด ‘เด็กน้อยก็ยังคงเป็นเด็กน้อย’ “อาเสวียน พี่มิได้ตั้งใจจะไม่แวะเข้ามาเยี่ยมเจ้า แต่พี่มีงานที่ต้องสะสางให้เสร็จ เมืองฝูฉีที่พี่ปกครองยังคงต้องพัฒนาอีกมาก งานของพี่ถึงได้ยุ่งมากนัก เลยมิอาจสละเวลามาเยี่ยมเจ้าได้” “...เปิ่นกงเข้าใจแล้วก็ได้” ชายหนุ่มถอนหายใจลูบผมพระอนุชาเล่นไปพลาง ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยถาม “จริงสิอาเสวียน พี่เข้าวังมายังมิได้เข้าเฝ้าพระชายาเลย นางมิอยู่ที่ตำหนักหรือ?” หวังจิ้งเสวียนสะอึกกลืนคำพูดอย่างยากลำบาก ได้แต่เบนหน้าหลบซ่อนบางอย่าง แต่มีหรือที่พระเชษฐาของเขาจะดูไม่ออก หลิวอวี่มองพระอนุชาที่หลบเลี่ยงสายตาเขาอย่างเปิดเผย มีทางเดียวที่เขาคาดเดาได้และคงไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไร “อาเสวียน เจ้าทำอันใดกับนาง?” “...” “หวัง จิ้ง เสวียน” หวังจิ้งเสวียนสะดุ้งเล็กน้อยเบนหน้าหันกลับมามองเสด็จพี่ของตน สีหน้าของเขาราวกับจะจับกินเลือดกินเนื้ออย่างไรอย่างนั้น หวังจิ้งเสวียนจำใจต้องตอบกลับไป “นางวางยาพิษเปิ่นกง” หลิวอวี่ขมวดคิ้ว “เจ้าตรัสความจริงงั้นรึ?” หวังจิ้งเสวียนนิ่งไปสักพักก่อนจะผงกศีรษะรับคำ “แล้วมีผู้ใดสืบหาความจริงนี้แล้วหรือยัง?” “...” หลิวอวี่สังเกตได้ว่าพระอนุชาของตนเลี่ยงที่จะตอบ เขาคิดว่ามันผิดแปลกไปอย่างมาก พรึบ “เสด็จพี่จะไปไหน?” “ข้าจะไปหาพระชายา เจ้าบอกข้ามาว่าตอนนี้พระชายาอยู่ที่ใด” หวังจิ้งเสวียนกัดริมฝีปาก แต่ก็ยอมตรัสกลับไป “ตำหนักเหลิ่งกง” ระหว่างเดินไปยังตำหนักเหลิ่งกง หลิวอวี่รู้สึกไม่สบายใจหลายส่วนอย่างมาก พระชายานางเป็นถึงบุตรีของท่านอัครมหาเสนาบดี มีหรือที่จะไม่มีผู้ใดตรวจสอบสืบหาความจริงเรื่องนี้ ถึงเรื่องการวางยาพิษองค์รัชทายาทจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้าหากพระชายาเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ต้องมาเป็นแพะรับบาป เช่นนี้เขาไม่ยอมอยู่เฉยเด็ดขาด “เสด็จพ่อกำลังทำอันใดอยู่ถึงได้นิ่งดูดายเช่นนี้ เห็นทีข้าคงปล่อยเอาไว้มิได้การเสียแล้ว” ณ ตำหนักเย็นในขณะนี้หลี่หลิ่งฟางง่วนอยู่กับการนอนขึ้นอืดบนเตียง ส่วนอันฉีนางกำนัลของตนก็กำลังนั่งพับเสื้อผ้าอยู่ที่พื้น ตึก ตึก ตึก หลี่หลิ่งฟางลุกขึ้นนั่งหันไปจ้องมองบานประตูหน้าทางเข้าของตำหนัก โดยที่อันฉีไม่เข้าใจปฏิกิริยาของผู้เป็นนาย “ว่าที่พระชายาทรงเป็นอันใดไปเพคะ?” “มีคนกำลังมา” สิ้นคำพูด หน้าประตูทางเข้าตำหนักเย็นปรากฏร่างของชายหนุ่มอาภรณ์ขาว อันฉีที่รู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นใครจึงรีบยืนค้อมกายเคารพ “ถวายบังคมเพคะ ท่านหลิวอ๋อง” หลี่หลิ่งฟางได้ยินที่อันฉีพูดนางจึงนึกขึ้นมาได้ หลิวอ๋องหรือก็คือ ‘หลิวอวี่’ เขาเป็นพระเอกนิยายของเรื่องนี้ แต่ไม่รู้ว่าพระเอกนิยายมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไรกัน จริง ๆ แล้วเขาไม่เคยโผล่มาเลยมากกว่า มันจึงทำให้หลี่หลิ่งฟางแปลกใจไม่น้อย “ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะพระชายา” หลี่หลิ่งฟางที่ถูกปฏิบัติแสดงความเคารพครั้งแรกจากผู้อื่นนอกจากอันฉี นางจึงมีท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ตรัสกลับไปว่า “ถวายบังคมท่านหลิวอ๋องเช่นกันเพคะ” ‘เอาล่ะ แขกมาเยือนถึงบ้าน ไม่มีน้ำมีท่า หรือของทานเล่นคอยต้อนรับแขกเลยสักอย่าง’ นางลอบถอนหายใจสวมบทบาทเป็นหลี่หลิ่งฟางเต็มตัว “มิทราบว่าท่านหลิวอ๋องเสด็จมาเยือนยังสถานที่อัปมงคลนี้ได้อย่างไรเพคะ พระองค์มิสมควรมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้เสียด้วยซ้ำ ที่นี่มันมิเหมาะกับพระองค์เลย ได้โปรดกลับไปเถิดเพคะ” ‘บทนี้ผ่านไหม ผ่านไหมนะ...’ “พระชายาโปรดวางพระทัย กระหม่อมมิได้คิดมากเรื่องสถานที่ แต่กระหม่อมอยากมาขอเข้าเฝ้าพระชายาพ่ะย่ะค่ะ” “ขอเข้าเฝ้า?” “พ่ะย่ะค่ะ” หลี่หลิ่งฟางไม่เข้าใจความคิดของพระเอกนิยายเท่าใด แต่ใบหน้าหล่อเหลาปานเทพเซียนนี้ไม่ใช่เล่น ๆ ใครจะไปคิดว่าจะได้มาเจอพระเอกที่ชื่นชอบตัวเป็น ๆ ยืนอยู่ห่างกันไม่กี่ชุ่นแค่นี้กันเล่า! “ท่านหลิวอ๋องเชิญนั่งลงก่อนเถิด” ไม่มีทางเลือก ในเมื่อผู้ชายมาขอเข้าเฝ้า ทั้งรูปหล่อหน้าตาดี เป็นลูกรักพระเจ้าเช่นนี้ มีหรือที่หลี่หลิ่งฟางจะปฏิเสธ ไม่มีทางเสียหรอก! หลี่หลิ่งฟางมองหลิวอ๋องเดินมานั่งฝั่งตรงกันข้ามกับโต๊ะกลม ด้วยความละอายใจนิดหน่อย ที่ทำให้ชายหนุ่มรูปงามปานเทพเซียนต้องมานั่งเกลือกกลิ้งในสถานที่อัปมงคลเช่นนี้ได้ “ต้องขออภัยที่มิได้มีน้ำชายกถวายให้ท่าน” “มิเป็นไรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมิได้คิดมาก” “ว่าแต่เหตุใดท่านหลิวอ๋องถึงต้องการเข้าเฝ้าเปิ่นกง” “พระชายาอยู่ที่นี่สบายดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ‘ก็ไม่นี่ ตำหนักเย็นมีใครที่ไหนอยู่สุขสบายบ้าง?’ “เปิ่นกงตรัสอันใดได้บ้างล่ะเพคะ หลิวอ๋องคงทราบว่าเปิ่นกงมาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร แม้จะผ่านมาเดือนกว่าแล้วยังไม่มีความจริงปรากฏ เปิ่นกงทำได้แค่ฝืนทนอยู่เท่านั้นเพคะ” หลิวอวี่เห็นพระพักตร์เศร้าหมองของพระชายา ยิ่งทำให้เขากังวลใจมากยิ่งขึ้น เขามั่นใจแล้วว่าในวังหลวงมีคนต้องการจะกำจัดพระชายา แต่ใครกันล่ะที่กล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้ “พระชายาโปรดพระทัยเย็นลงก่อน กระหม่อมจะทวงคืนความยุติธรรมให้กับพระชายาเอง เพราะฉะนั้นได้โปรดรับสิ่งนี้เอาไว้” หลี่หลิ่งฟางมองหยกสลักเขียวอันงดงาม ที่ทำขึ้นมาอย่างประณีตไร้ที่ติ “สิ่งนี้คือ...” “หยกประจำตัวของกระหม่อม หากพระชายามีเรื่องเดือดร้อนให้แสดงหยกชิ้นนี้พ่ะย่ะค่ะ จะไม่มีผู้ใดสามารถทำร้ายพระองค์ได้” หลี่หลิ่งฟางแทบจะกรี๊ดอัดหน้า สมแล้วที่เป็นพระเอกผู้ผดุงความยุติธรรมที่สุดในเรื่อง ‘ทำไมฉันไม่ได้สิงร่างนางเอกนิยายล่ะเนี่ย! ผู้ชายแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่าย ๆ นะ สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม!’ หลี่หลิ่งฟางกรีดร้องในใจ “เปิ่นกงทราบแล้ว” หลังจากนั่งพูดคุยสนทนาต่ออีกสักพัก หลิวอ๋องจึงขอตัวกลับก่อนที่จะถึงยามอาทิตย์อัสดง หลี่หลิ่งฟางมองดูหยกประจำตัวที่พอจะรู้ว่าน้อยครั้งที่เหล่าองค์ชาย ไม่สิ ต้องบอกว่าบุรุษจะมอบหยกประจำตัวให้กับผู้อื่นโดยง่ายดาย แต่นี่แตกต่างตรงที่เป็นหลิวอ๋อง และหยกประตัวอันนี้ต้องตกอยู่ในมือของนางเอกไม่ใช่อย่างงั้นหรือ คิด ๆ ดูแล้วก็สับสนนิดหน่อย ถ้าหากมองในมุมมองธรรมดา หยกชิ้นนี้จะสามารถช่วยเหลือตนให้รอดพ้นภัยอันตรายได้ และยังสามารถยืนยันว่าตนได้รับการปกป้องคุ้มครองจากผู้ใด “ก็ถือว่าดีกับชีวิตของตัวประกอบน้อย ๆ อย่างข้าล่ะนะ” “ว่าที่พระชายาเพคะ น้ำอาบได้แล้วเพคะ” ‘ต้องขอบคุณสวรรค์ที่ยังมีเมตตาให้ตำหนักอัปมงคลนี้มีถังน้ำ และน้ำสะอาดให้ได้ใช้ล่ะนะ’ ----- ณ ตำหนักตงกง หวังจิ้งเสวียนนั่งอ่านตำราเรียนที่เขาไม่ได้เข้าร่วมศึกษา แสงเทียนพลิ้วไหวสลัว ๆ ในห้องบรรทมอันเงียบสงบ เสียงพลิกกระดาษไปมาดังขึ้นเป็นระยะ ๆ ต่อเนื่อง ภายใต้ความเงียบงันกลับมีบางสิ่งบางอย่างเคลื่อนไหวเข้าใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ หวังจิ้งเสวียนสัมผัสได้ถึงผู้บุกรุก ชายหนุ่มพยายามเลื่อนมือไปจับที่เชิงเทียนแน่น ก่อนที่จะหันไปปาใส่มุมห้องเต็มแรง “โอ๊ย!” เชิงเทียนหล่นใกล้เสียงที่ดังขึ้นปริศนา ภาพของชายชุดดำห้าคนบนฝ่ามือถือมีดสั้นทำให้หวังจิ้งเสวียนตกใจ “พวกเจ้าเป็นใคร!” “อย่าทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่เลยพ่ะย่ะค่ะองค์รัชทายาท พระองค์จงกลายเป็นศพและสวรรคตไปเงียบ ๆ จะดีกว่า” “องครักษ์...อื้อ!” หวังจิ้งเสวียนรีบตะโกนเรียกองครักษ์ด้านนอก แต่กลับไม่ทันกาลตำหนักเฟิ่งอี๋ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขตพระราชวังต้องห้าม ทุกย่างก้าวมั่นคงเสมอทำให้อากัปกิริยาอ่อนช้อย ราวกับเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ลงมาจุติยังโลกมนุษย์สายตานับหลายคู่ต่างจับจ้องมาที่หญิงสาวอาภรณ์ชมพู เสียงพูดคุยดังคลอเบา ๆ ในมุมต่าง ๆ ตลอดเส้นทางสตรีมากมายที่หลี่หลิ่งฟางเห็น พวกนางล้วนคือเหล่าบรรดาพระสนมของฮ่องเต้ ที่ได้รับการคัดเลือกแต่งตั้งให้เข้าวังหลวงมาเป็นพระสนมหลี่หลิ่งฟางที่เป็นคนยุคปัจจุบันยังเผลอตกใจกับจำนวนพระสนมเหล่านี้ หากจะให้นางนั่งไล่นับขึ้นมาจริง ๆ พระสนมก็คงมีไม่ต่ำไปกว่าสองพันกว่าคนได้กระมัง“เฮ้อ” หลี่หลิ่งฟางถอนหายใจออกมาปลงตก แอบนึกสงสารหลี่หลิ่งฟางตัวจริงขึ้นมาหากองค์รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์สมัยถัดไป หลี่หลิ่งฟางอาจจะบอบช้ำทางจิตใจมากขึ้น เมื่อพระสวามีของตนต้องมีภรรยาเพิ่มเป็นพันกว่าคนขนาดมีเพียงแค่คนเดียว ในยุคปัจจุบันยังมีการนอกใจได้ แต่นี่ไม่มีการนอกกายนอกใจแต่อย่างใด มีเพียงกฎทางราชสำนักที่ฮ่องเต้ต้องมีพระสนมมากมายในประวัติศาสตร์น้อยครั้งที่จะมีฮองเฮาเพียงคนเดียว เพราะถ้าหากไม่รับพระสนมจากการคัดเลือก หรือจากบรรดาบุตรีของเหล่าขุนนางมา เกรงว่าอำนาจของฮ่อ
วันที่สองในการทำงานหลี่หลิ่งฟางและอันฉีกำลังนั่งถอนหญ้าเฉกเช่นเดิม ทว่าจู่ ๆ ประตูบานใหญ่หน้าตำหนักเหลิ่งกงถูกเปิดออก หญิงสาวทั้งสองต่างลุกขึ้นยืนมองดูผู้มาเยือนหลี่หลิ่งฟางมีความสงสัยปรากฏอยู่บนดวงหน้างาม นางหันกลับมาตรัสถามกับนางกำนัลรับใช้ของตนว่า “อันฉีคนเหล่านี้เป็นใครกัน?”“ทูลว่าที่พระชายา ท่านที่กำลังเดินนำหน้าองครักษ์มาคือกงกงของฝ่าบาทเพคะ‘กงกง...อ้อ! ขันทีใกล้ชิดฮ่องเต้สินะ’“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวกงกงค้อมกายถวายบังคมสตรีเบื้องหน้าหลี่หลิ่งฟางผงกศีรษะรับ “ท่านกงกงมาหาเปิ่นกงด้วยเรื่องอันใดงั้นหรือ?”“ทูลว่าที่พระชายา วันนี้กระหม่อมได้นำราชโองการจากฝ่าบาทมาถวายให้พระองค์พ่ะย่ะค่ะ”‘ราชโองการอะไรล่ะนั่น?’“ว่าที่พระชายารับราชโองการ”หลี่หลิ่งฟางยอบกายรับราชโองการที่ฮ่องเต้พระราชทานมาอย่างงุนงง“ราชโองการฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่ว่าที่พระชายาหลี่หลิ่งฟาง จากเหตุการณ์ที่ถูกต้องโทษข้อหาวางยาพิษลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาท ในวันนี้ความจริงได้ปรากฏออกมาแล้ว ซึ่งว่าที่พระชายาหลี่หลิ่งฟางมิได้กระทำความผิด แต่กลับเป็นแพะรับบาปแทน เรารู้สึกเสียพระทัยกับเหตุการณ์ที
อากาศยามค่ำคืนเย็นสะท้าน ขณะที่กำลังนอนขดตัวเร้นกายอยู่ภายใต้ผ้าห่ม หลี่หลิ่งฟางกลับนอนไม่หลับ เพราะอากาศภายในตำหนักหนาวเย็นเกินกว่าจะข่มตานอนได้แม้แต่อันฉียังต้องนอนขลุกตัวอยู่ในก้อนกลม ๆ เห็นแล้วก็อดนึกสงสารนางไม่ได้ในเมื่อนอนไม่หลับหลี่หลิ่งฟางจึงออกจากตำหนักไปสำรวจเมืองหลวงแทน ด้วยความสามารถที่ติดตัวมาทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถจับสังเกตได้หลี่หลิ่งฟางยืนอยู่เหนือหลังคาแต่ละตำหนัก มองดูเหล่าองครักษ์ตรวจตราทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้น ถึงจะไม่รู้ว่าตำหนักที่ตนยืนอยู่บนหลังคาเรียกว่าตำหนักอันใดก็ตามแต่หลี่หลิ่งฟางยอมรับเลยว่าวังหลวงใหญ่โตโอฬารอย่างมาก“อยู่ข้างนอกก็หนาว อยู่ข้างในก็หนาว งั้นคืนนี้ไปอยู่ที่ตำหนักตงกงดีกว่า” หลี่หลิ่งฟางตัดสินใจได้เช่นนั้น นางจึงมุ่งหน้าไปยังตำหนักตงกงที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกทันทีในช่วงเวลานั้นภายในห้องบรรทมตำหนักตงกงเกิดเหตุวุ่นวาย นักฆ่าชุดดำต่างกำลังพยายามจัดฉากการสวรรคตขององค์รัชทายาท เพื่อที่จะได้ไม่มีทางสืบหาต้นตอจนเจอ“นำร่างองค์รัชทายาทมาบรรทมได้แล้ว”นักฆ่าพากันแบกร่างองค์รัชทายาทมาที่เตียง“อือ! อื้อ!”“อย่าทรงดิ้นเลยพ่ะย่ะค่ะ มันก็แค่เจ็บนิดเดี
ณ ตำหนักตงกงภายในห้องบรรทม องค์รัชทายาทนอนนิ่งจ้องมองเพดานอย่างเหม่อลอย ควันหลายสายลอยเอื่อย ๆ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า กลิ่นสมุนไพรคละคลุ้งจนหายใจได้ยากลำบากแอ๊ดบานประตูห้องบรรทมถูกเปิดออก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าเดินระรัวเข้ามาหยุดอยู่ใกล้เตียง หวังจิ้งเสวียนเบนหน้าไปมองแขกผู้มาเยือนด้วยพระพักตร์เรียบเฉย“อาการดีขึ้นหรือยังพ่ะย่ะค่ะ?”“ท่านเห็นว่าเปิ่นกงอาการดีขึ้นหรือยังล่ะ” หวังจิ้งเสวียนตรัสกลับ ก่อนจะเบนหน้ากลับมามองจ้องเพดานตามเดิม“พระองค์กำลังคิดเรื่องอันใดอยู่ ทรงตรัสบอกกระหม่อมได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”หวังจิ้งเสวียนปรายตามองเรียบนิ่งตรัสกลับว่า “ถ้าเสด็จพี่จะซักถามเปิ่นกงขนาดนี้ ตรงโต๊ะมีเก้าอี้ว่างตั้งอยู่ เสด็จพี่สามารถยกมานั่งคุยกับเปิ่นกงได้”ชายหนุ่มอาภรณ์ขาวยกยิ้มขบขัน เขาส่ายหน้าไปมาให้กับความประชดประชันของพระอนุชาตนเอง“อาเสวียนเจ้าโตจนอายุครบยี่สิบปีแล้ว แต่ยังคงชอบประชดประชันอยู่อีกงั้นหรือ” ชายหนุ่มเดินไปยกเก้าอี้ตามที่พระอนุชาบอกมาตั้งใกล้ ๆ เตียง“เปิ่นกงมิได้ประชดประชันเสด็จพี่ ก็ใครใช้ให้เสด็จพี่หายหน้าหายตาไปนาน มิคิดแวะมาเยี่ยมเยือนอนุชาอย่างเปิ่นกงบ้างล่ะ”ชายหนุ่ม
พระตำหนักเหลิ่งกงหรือที่คนในวังรู้จักกันในชื่อตำหนักหนาว เป็นตำหนักที่เอาไว้คุมขังเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่กระทำความผิด บ้างก็มีข่าวลือเรื่องคำสาปอาถรรพ์ บ้างก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนในยามค่ำคืน ข้าราชบริพารจึงให้สมญานามตำหนักเหลิ่งกงเอาไว้ว่า ‘ตำหนักผีสิง’..“เรื่องเล่าลือของตำหนักก็มีเพียงเท่านี้เพคะ”หลี่หลิ่งฟางนั่งฟังเรื่องเล่าที่ผู้คนแต่งแต้มใส่สีตีไข่มาครึ่งชั่วยาม ข้อมูลที่ได้มาไม่ต่างจากหนังสือประวัติศาสตร์ที่นางเคยนั่งเรียนมาเลยสักบรรทัดเดียวตำหนักเย็นมันก็แค่คุกดี ๆภายในตำหนักไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มีของตกแต่งหรูหราราคาแพง มีเพียงเตียงนอน หมอน ผ้าห่ม ที่ยังพอมีคุณภาพอยู่บ้าง นอกนั้นไม่ต้องพูดถึง“อันฉี ก่อนหน้านี้ที่เจ้าบอกว่าข้าถูกลงโทษ เพราะตัวข้าวางยาพิษองค์รัชทายาท เรื่องนี้มีผู้ใดสืบหาความจริงให้ข้าบ้างหรือยัง?”“เรื่องนั้น...”หลี่หลิ่งฟางคล้ายจะเดาคำตอบออก นางจึงกลอกตาไปมาตอนอ่านถึงหน้าเฉลยความจริงที่หลี่หลิ่งฟางในนิยายโดนครหา แท้จริงแล้วมันเป็นฝีมือขององค์รัชทายาท เขาต้องการให้หลี่หลิ่งฟางไม่ได้เป็นพระชายาของเขา เหตุผลก็น่าจะรู้ ๆ กันอยู่แต่ทว่าเบื้องหลังกลับ
อัศนีบาตรฟาดคำรามดังสนั่นกึกก้องอยู่เหนือตำหนักเย็น เมฆฝนอึมครึมตั้งเค้ามาแต่ไกล ความเงียบงันและหนาวเหน็บคืบคลานไปทั่วทุกสารทิศ ทว่าห่างจากจุดนี้ไปกลับสว่างไสวโชติช่วงภายในตำหนักเย็นที่ไร้ความสะดวกสบาย ลมเหมันต์พัดผ่านเข้ามาทำให้ทั่วสรรพางค์หนาวเหน็บสั่นสะท้านจนรู้สึกด้านชา ร่างบอบบางบนเตียงค่อย ๆ สะลึมสะลือลืมตาขึ้นมา“ทำไมอากาศหนาวแบบนี้ เปิดแอร์สิบเก้าองศาหรือยังไงกันเนี่ย!”หญิงสาวบนเตียงนอนขลุกตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่ม ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงด้วยความงัวเงียหาว–เสียงหาวหวอด ๆ ดังขึ้นพร้อมกับน้ำตาเล็ดที่หางตาทั้งสองข้าง หญิงสาวพยายามนั่งบิดขี้เกียจเพื่อคลายความเมื่อยล้า นัยน์ตาทั้งสองหันมองสอดส่องไปทั่วห้องในความมืดมิด“ทำไมห้องนอนของฉันถึงดูแปลกตาจัง”นัยน์ตาดอกท้อกะพริบขึ้นลงอย่างเชื่องช้า ไม่นานพลันเบิกกว้างเสียเบ้าตาแทบถลน หันซ้ายหันขวาตื่นตระหนกกับภาพที่เห็น“ที่นี่มันที่ไหนล่ะเนี่ย!”เสียงตะโกนแหกปากดังลั่นไปทั่วห้อง ภายในอกหัวใจเต้นระรัวประหนึ่งกลองศึก อีกนิดคงทะลุออกมาเต้นอยู่ด้านนอกพรึบหญิงสาวลุกออกมาจากเตียงวิ่งไปที่บานประตู แต่นางกลับเปิดไม่ออก แม้แต่บานหน้าต่างก็เช







