LOGINพระตำหนักเหลิ่งกง
หรือที่คนในวังรู้จักกันในชื่อตำหนักหนาว เป็นตำหนักที่เอาไว้คุมขังเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่กระทำความผิด บ้างก็มีข่าวลือเรื่องคำสาปอาถรรพ์ บ้างก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนในยามค่ำคืน ข้าราชบริพารจึงให้สมญานามตำหนักเหลิ่งกงเอาไว้ว่า ‘ตำหนักผีสิง’ . . “เรื่องเล่าลือของตำหนักก็มีเพียงเท่านี้เพคะ” หลี่หลิ่งฟางนั่งฟังเรื่องเล่าที่ผู้คนแต่งแต้มใส่สีตีไข่มาครึ่งชั่วยาม ข้อมูลที่ได้มาไม่ต่างจากหนังสือประวัติศาสตร์ที่นางเคยนั่งเรียนมาเลยสักบรรทัดเดียว ตำหนักเย็นมันก็แค่คุกดี ๆ ภายในตำหนักไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มีของตกแต่งหรูหราราคาแพง มีเพียงเตียงนอน หมอน ผ้าห่ม ที่ยังพอมีคุณภาพอยู่บ้าง นอกนั้นไม่ต้องพูดถึง “อันฉี ก่อนหน้านี้ที่เจ้าบอกว่าข้าถูกลงโทษ เพราะตัวข้าวางยาพิษองค์รัชทายาท เรื่องนี้มีผู้ใดสืบหาความจริงให้ข้าบ้างหรือยัง?” “เรื่องนั้น...” หลี่หลิ่งฟางคล้ายจะเดาคำตอบออก นางจึงกลอกตาไปมาตอนอ่านถึงหน้าเฉลยความจริงที่หลี่หลิ่งฟางในนิยายโดนครหา แท้จริงแล้วมันเป็นฝีมือขององค์รัชทายาท เขาต้องการให้หลี่หลิ่งฟางไม่ได้เป็นพระชายาของเขา เหตุผลก็น่าจะรู้ ๆ กันอยู่ แต่ทว่าเบื้องหลังกลับมีอีกคนที่จงใจใช้ฝ่ามือขององค์รัชทายาทในการทำเรื่องนี้ เพราะตัวประกอบแบบพวกเราไม่ต่างจากหมากเบี้ยในกำมือ “อ้ะ! แต่ท่านอัครมหาเสนาบดีคอยตามสืบหาความจริงอยู่ตลอดเวลาเพคะ” ก็แน่น่ะสิ หลี่ซีเฉิง หรือ อัครมหาเสนาบดี บิดาของหลี่หลิ่งฟางเขาไม่เชื่อว่าบุตรีของตนจะกระทำเรื่องเช่นนั้น คนเป็นบิดาที่เลี้ยงลูกมาตั้งแต่เล็กมีหรือจะไม่รู้จักนิสัยใจคอของลูกตนเอง หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางอภิเษกสมรสตามสมรสพระราชทาน โดยไม่สามารถปฏิเสธสมรสพระราชทานนี้ได้ นั่นจึงเป็นต้นเหตุให้หวังจิ้งเสวียนใส่ร้ายหลี่หลิ่งฟาง และเป็นคนโง่เขลาคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ “ถ้าไม่ติดว่าเป็นโอรสสวรรค์ คอเจ้านั่นคงได้หลุดออกจากบ่าไปแล้ว” “ว่าที่พระชายาตรัสถึงสิ่งใดนะเพคะ?” “เปล่าหรอก” หลี่หลิ่งฟางยิ้มนิด ๆ ไปให้อันฉี แต่เดิมนางที่เป็นคนยุคปัจจุบันเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์ที่ใกล้จะเรียนจบ งานอดิเรกเป็นนักฆ่าที่ได้รับสมญานามว่า ‘ปีศาจไร้ใจ’ เรื่องจะกำจัดใครไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนางเลยสักนิด พูดถึงนักฆ่า นางเป็นนักฆ่าที่รับแต่งานฆ่าคนชั่วเลวทรามเท่านั้น ถ้าฆ่าคนบริสุทธิ์นางไม่ทำ ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจเอาไว้ว่าหลังเรียนจบหมอจะตั้งใจเป็นหมอที่ดีและเลิกเป็นนักฆ่า แต่สวรรค์ดันลงโทษให้นางเข้ามาอยู่ในนิยาย แถมยังอยู่ในคุกชื่อดังของสมัยนั้นอีก ชีวิตนี้ไม่ง่ายเลยจริง ๆ “จริงสิอันฉี เจ้าเป็นนางกำนัลห้องเครื่องมิใช่หรือ ทำไมถึงมิไปทำงานของเจ้าล่ะ” “หม่อมฉันถูกส่งตัวให้มาเป็นนางกำนัลรับใช้ของว่าที่พระชายาแล้วเพคะ” “ฮะ ไหงงั้น?” “คือว่า...เป็นรับสั่งจากองค์รัชทายาทเพคะ” เส้นเลือดข้างขมับปูดขึ้นมา อารมณ์คุกรุ่นภายในใจของหลี่หลิ่งฟางทันที ‘อ่า...เจ้านั่นอยากจะลองดีกับข้าใช่ไหม’ อันฉีรับรู้ถึงกลิ่นอายอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกายว่าที่พระชายา ทำให้ตัวนางเกิดสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว “อันฉี เจ้าช่วยเล่านิสัยของไอ้เว...องค์รัชทายาทให้ข้าฟังทีสิ” อันฉีไม่ได้ปฏิเสธ นางจึงเล่านิสัยขององค์รัชทายาทให้ว่าที่พระชายาฟังเป็นปกติ ผ่านไปเกือบสองชั่วยาม หลี่หลิ่งฟางนั่งนิ่งเหม่อลอยอยู่บนเตียงเงียบ ๆ โดยที่อันฉีกำลังเตรียมน้ำอาบอยู่ห้องด้านในหลังฉากกั้น ‘หวังจิ้งเสวียน เจ้าเป็นเพียงแค่ตัวประกอบริอาจอยากครอบครองดอกบัวขาวงั้นรึ เจ้าไม่มีทางจะได้รับตามที่เจ้าปรารถนานั้นหรอก สงสัยข้าคงต้องทำให้เจ้าตาสว่างแล้วสินะ...’ ดวงจันทราเปล่งประกายท่ามกลางยามราตรีอันเงียบสงบ ภายในตำหนักตงกงมีร่างของชายหนุ่มกำลังนอนหลับใหล ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ทว่ากลับมีเงาหนึ่งยืนจ้องมองนิ่ง นัยน์ตาคมกริบแฝงไอเย็นออกมาในมุมมืด ทุกย่างก้าวเบาหวิวคล้ายแมลงปอแตะผิวน้ำ เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงเตียงที่ชายหนุ่มกำลังนอนหลับใหลอยู่ แสงจันทราสาดส่องเข้ามาในห้องเผยให้เห็นใบหน้าใต้เงามืด หลี่หลิ่งฟางยืนจ้องมองนิ่ง ๆ โดยไม่อาจล่วงรู้ได้ว่านางกำลังคิดเช่นไรอยู่ ทันใดนั้นเหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหันอย่างรวดเร็ว ผัวะ! “โอ๊ย!” ชายหนุ่มลุกพรวดตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด “ผู้ใด!” เสียงตะโกนถามดังลั่นทั่วห้องบรรทมในตำหนักตงกง ทว่ากลับไม่มีการเคลื่อนไหวหรือมีอันใดผิดสังเกตเลยสักอย่าง “อึก!” ชายหนุ่มปลดเปลื้องอาภรณ์สวมอยู่ออก เพื่อตรวจดูบาดแผลที่ถูกบางสิ่งบางอย่างทำร้าย บริเวณใกล้กล้ามเนื้อเรียงตัวงดงามปรากฏแผลฟกช้ำจ้ำใหญ่ คล้ายถูกทุบตีอย่างรุนแรง “ข้าจะมิปล่อยใครก็ตามที่ทำร้ายข้าไปเด็ดขาด!” เหนือหลังคาตำหนักตงกงมีร่างของหญิงสาวยืนตากลมเย็นสบาย ดวงหน้างามยกยิ้มมุมปากอย่างสะใจ แสงจันทราสาดส่องลงมาตรงจุดนั้น ทว่ากลับไม่มีผู้ใดยืนอยู่เสียแล้ว รุ่งเช้าบรรยากาศในท้องพระโรงเคร่งเครียดขึ้นทุกวัน การประชุมหารือเรื่องภัยแล้งในเขตแถบชานเมืองยังคงหาทางแก้ไขไม่ได้ บรรยากาศจึงอึมครึมต่างจากบรรยากาศภายนอกยิ่งนัก “เราต้องการให้ท่านแม่ทัพเหมาไปตรวจสอบจะได้หรือไม่” “กระหม่อมรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย” ชายวัยกลางคนผงกศีรษะพึงพอใจกับคำตอบที่ได้รับ วันนั้นจึงเลิกประชุมอย่างรวดเร็ว ด้านหน้าตำหนักท้องพระโรงเหล่าขุนนางเดินจับกลุ่มพูดคุยกันตามประสา ยกเว้นก็แต่อัครมหาเสนาบดีที่แยกตีตัวออกห่างไป “เฮ้อ ท่านอัครมหาเสนาบดีแยกตัวไปอีกแล้ว” “เขากำลังไล่สืบหาความจริงเสมอ เพื่อต้องการคืนความบริสุทธิ์ให้กับบุตรีของตน” “ข้าล่ะสงสารท่านอัครมหาเสนาบดีจริง ๆ” การพูดคุยของเหล่าขุนนางอยู่ในความสนใจของชายวัยกลางคนทั้งหมด “ฝ่าบาท” กงกงเดินค้อมกายมากราบทูลราชกิจต่อไปกับผู้เป็นนาย ฮ่องเต้ยืนฟังทั้ง ๆ ที่สายพระเนตรยังคงคอยจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของอัครมหาเสนบาดี เขานึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงหันไปตรัสกับกงกงว่า “จ้าวกงกง เจ้าไปเรียกตัวอัครมหาเสนาบดีมาเข้าเฝ้าเราที่ตำหนักที” “รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” ----- ณ หอศึกษาในเขตพระราชวัง ชายหนุ่มอาภรณ์น้ำเงินกำลังนั่งร่ำเรียนพร้อมกับเหล่าสหาย ทว่าวันนี้ชายหนุ่มกลับไม่สามารถนั่งเหยียดกายหลังตรงได้ตลอดเวลา ทำให้ราชครูที่กำลังสอนจับสังเกตเห็นได้ “องค์รัชทายาท พระองค์ประชวรหรือพ่ะย่ะค่ะ พระพักตร์มิสู้ดียิ่งนัก” ราชครูเดินเข้ามาถามไถ่ด้วยความกังวล “ศิษย์แค่...อึก!” ราชครูเห็นท่าไม่ดีจึงสั่งให้ลูกศิษย์ของตนไปตามหมอหลวง ความวุ่นวายในหอศึกษาลือไปถึงหูของฝ่าบาท จึงได้มีรับสั่งให้องค์รัชทายาทพักรักษาพระวรกาย และให้ตามหัวหน้าหมอหลวงมาคอยรักษา ภายในตำหนักตงกงกลิ่นกำยานสมุนไพรหลากหลายชนิดลอยคละคลุ้งในอากาศ โดยมีฮ่องเต้และฮองเฮาเฝ้าทอดพระเนตรอาการพระโอรสไม่ห่างกาย “ท่านหัวหน้าหมอหลวง องค์รัชทายาทอาการเป็นอย่างไรบ้าง” ฮองเฮาตรัสถามสีหน้าเป็นกังวล “จากที่กระหม่อมตรวจสอบพระวรกายและชีพจร ดูเหมือนองค์รัชทายาทจะได้รับบาดเจ็บที่บริเวณหน้าท้องพ่ะย่ะค่ะ มีแผลฟกช้ำปรากฏอยู่นั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้องค์รัชทายาทรู้สึกเจ็บปวดจนฝืนทนมิไหวพ่ะย่ะค่ะ” “แล้วผู้ใดถึงกล้าทำร้ายองค์รัชทายาท เหตุการณ์เช่นนี้มิถือว่าลอบปลงพระชนม์งั้นรึ!” ฮองเฮาที่ทราบถึงสาเหตุเกิดโทสะและเป็นกังวลอย่างมาก “ฮองเฮาพระทัยเย็นลงก่อนเถิด เราจะเสริมองครักษ์คอยเฝ้าตำหนักตงกงให้ หากเจ้ากังวลเช่นนี้เกิดล้มประชวรขึ้นมาอีกคน เราคงมิอาจให้อภัยตนเองได้” “หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันแค่เป็นห่วงพระโอรสของพวกเราเท่านั้น” “อย่าห่วงเลยฮองเฮา องค์รัชทายาทจะมิเป็นอันใด” พระราชวังอันห่างไกลที่ไร้ผู้คนเดินผ่าน มีเพียงองครักษ์สองนายคอยยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าตำหนัก ข่าวลือเรื่องที่องค์รัชทายาทล้มประชวรลงทำให้มีคนผู้หนึ่งยกยิ้มสะใจ หน้าตำหนักเย็นมีสองสตรีกำลังนั่งถอนหญ้าอยู่ เหงื่อไหลย้อยตามกรอบหน้าผากลงมา อาภรณ์ต่างชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ เนื้อตัวเริ่มเหนียวเหนอะหนะ ‘ทำไมโลกนี้ถึงไม่มีเครื่องตัดหญ้า โอ๊ย! ปวดหลังโว้ย!’ หลี่หลิ่งฟางบ่นในใจแต่มือยังคงขยับถอนหญ้าต่อไป ครึ่งค่อนวันเช้าหญ้าตรงหน้าตำหนักถูกถอนไปได้ประมาณหนึ่ง ภายในตำหนักเย็นที่ไร้ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวก ทำให้สภาพจิตใจรู้สึกหดหู่ ทำงานออกแรงมาเหนื่อย ๆ แต่กลับไม่มีน้ำชาให้ดื่มแก้กระหาย “อันฉี ข้าพาเจ้ามาลำบากเสียแล้ว” หลี่หลิ่งฟางตรัสในขณะที่นั่งปลงตกบนเก้าอี้ “ว่าที่พระชายาเพคะ...” อันฉีเข้าใจสถานการณ์ที่ผู้เป็นนายกำลังเผชิญอยู่ ว่าที่พระชายาเดิมทีเป็นสตรีโฉมงามและจิตใจดีมีเมตตา แต่ทว่ากลับถูกจับมาขังในตำหนักเย็น ด้วยเหตุเพราะว่าวางยาพิษองค์รัชทายาท อันฉีไม่อยากจะเชื่อว่าว่าที่พระชายาจะทำอย่างนั้นจริง ๆ ก็เพราะพระองค์แอบรักองค์รัชทายาทมาตลอด คนที่นำสำรับอาหารมาถวายให้เสมออย่างนางมีหรือจะมิรู้ และคิดว่ามีคนต้องการกำจัดว่าที่พระชายา อันฉีจึงตั้งมั่นที่จะคอยดูแลปรนนิบัติว่าที่พระชายาให้ได้มากที่สุด ถึงแม้พระองค์จะเปลี่ยนไปแล้วก็ตามผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่
พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น
หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน
บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน







