LOGIN“มีอะไรให้ฉันช่วยคะ” เด่นจันทร์เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เธอว่าห้องนี้สวยไหม” ลัคนัยเอ่ยถามขึ้นมา ขณะที่มองไปโดยรอบห้อง “สวยดีค่ะ” เธอเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เธอคิดว่าผู้หญิงหนึ่งคน และเด็กผู้ชายหนึ่งคน รวมถึงคนจะมาอยู่ร่วมด้วย พวกเขาจะอยู่กันได้ไหม” เขาเอ่ยถาม “ได้สิคะ ถ้าอยากจะอยู่” “ถ้าเป็นเธอ เธอจะอยู่ไหม” เขาเอ่ยถามเธอ และหันกลับมามองเธอที่มองมาที่เขา “ฉันไม่อยู่หรอก แค่เงินซื้อข้าวแทบจะไม่มี จะให้ฉันมาซื้อคอนโดหรูแบบนี้ ชาติหน้าฉันคงซื้อได้” เธอเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงติดตลก “เธอรู้ไหมว่า เธอเป็นผู้หญิงที่พูดมาก” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงไม่จริงจัง แล้วเลิกคิ้วขึ้นหนึ่งข้าง “ฉันแค่พูดไปตามเนื้อผ้า” เธอเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “วันนี้ไปกินข้าวกับฉันที่บ้าน ฉันจะให้ค่าเสียเวลาเป็นการตอบแทน” “แต่ฉันต้องไปทำงาน” “วันนี้เธอมากับฉัน ก็ถือว่ามาทำงานเหมือนกัน ไปเถอะฉันหิวข้าวแล้ว” เขาเอ่ยบอกเช่นนี้ แล้วเดินไปที่ลิฟต์ เธอจึงเดินตามไปทันที เธอก้าวเดินเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ของลัคนัย เธอก้าวเดินตามเขามายังห้องกระจก และเขาก้าวขึ้นบันไดไปบนบ้านทำให้เธอรู้สึกสงสัยว่าทำไมเขาไปเดินไปห้องทานอาหาร เธอมองเขาชั่วครู่แล้วก้าวเดินไปที่ห้องทานอาหาร เขาหันมามองเธอทันที “ตามฉันมา” เขาเอ่ยบอกเช่นนี้ เธอจึงหยุดเดินและหันมาหาเขา “นายท่านพาฉันมากินข้าวไม่ใช่หรือคะ” เธอเอ่ยถาม “ตามฉันขึ้นมา” เขาเอ่ยบอกเช่นนี้ เธอจึงก้าวเดินตามเขาขึ้นไปยังบนบ้านทันที เด่นจันทร์ก้าวเดินขึ้นบันไดหินอ่อนใช้มือเรียวจับราวบันไดขณะที่ก้าวเดินทีละขั้น จนเดินมาที่หน้าประตูห้องของลัคนัย ลัคนัยเป็นคนเปิดประตูให้เธอเข้าไปทันที เธอกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา และก้าวเดินเข้าไป เขาจึงก้าวเดินตามมาจากด้านหลัง เดินไปยังเคาน์เตอร์บาร์หยิบขวดคริสทัล ด้านในมีวิสกี้อยู่เศษหนึ่งส่วนสี่ของขวด เขาจึงออกมาจากล็อกวางบนเคาน์เตอร์ เธอจึงเดินตามเขามาและเอ่ยถาม “ให้ฉันทำให้ไหมคะ” เธอเอ่ยถามแผ่วเบา “ทำเป็นเหรอ” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ทำเป็นค่ะ พี่นิกกี้เป็นคนสอน” เธอเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม “นิกกี้ที่ไนต์คลับด้านล่างใช่ไหม” “ค่ะ” “ทำให้ออนเดอะร็อคให้ฉันแก้วหนึ่ง” เขาเอ่ยบอกเช่นนี้ “ค่ะ” เธอตอบรับแล้วเดินไปหลังเคาน์เตอร์บาร์ เขาจึงหยิบสมาร์ตโฟนจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมา และกดโทรออก “มะลิ สั่งพิซซ่า ฮาวายเอี้ยนให้ฉันหน่อย” ลัคนัยเอ่ยบอกจบ แล้วกดวางสาย หันมามองเธอที่ส่งแก้วคริสทัลใส่วิสกี้ โดยมีน้ำแข็งก้อนกลมอยู่ในแก้ว เขารับจากมือเธอและดื่มมันจนหมดแก้วในรวดเดียว “ไม่เลว” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ขอบคุณค่ะ” “เอาลาเกอร์ใส่แก้วให้ฉัน มันอยู่ในตู้เย็น” เขาเอ่ยบอกเช่นนี้ เธอจึงก้าวเดินไปที่ตู้เย็นสีขาว แล้วเปิดออกมา เธอเห็นลาเกอร์เบียร์หลายขวดวางเรียงรายอยู่ เธอหยิบมาหนึ่งขวดวางเอาไว้บนโต๊ะ และใช้ที่เปิดขวดมาเปิดฝาขวดเบียร์ ไม่ช้าเธอก็เปิดออก แล้วหยิบแก้วมือถือมารินใส่ เสียงน้ำซ่าๆ ดังออกมาจากห้องน้ำ ทำให้เธอหันไปมองตามสัญชาตญาณทันที เธอมองผ่านกระจกใสของห้องน้ำทำให้ใบหน้าของเธอนั้นร้อนผ่าวทันที จนต้องเมินหน้าหนี เพราะลัคนัยเปลือยเปล่าท่ามกลางสายน้ำที่ไหลลงมาจากเรนชาวเวอร์ อีกทั้งรูปร่างของเขานั้นสมบูรณ์แบบ เต็มไปด้วยซิกแพค แนวขนที่หัวหน่าว ความเป็นชายที่ใหญ่โตและยาว ทำให้เธอไม่อาจมองภาพตรงนั้นได้ เธอจึงก้าวเดินราวกับแมวย่องออกจากห้อง พอถึงหน้าห้องน้ำเขากลับปิดน้ำลงทันที “เอาผ้าขนหนูให้ฉันหน่อย” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เธออยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปจริงๆ แต่เธอกลับกลัวที่จะตกงาน จึงหันไปมองที่ชั้นวางผ้าขนหนูและชุดคลุมที่มีหลายผืน เธอหยิบผ้าขนหนูออกมาหนึ่งผืน แล้วก้มหน้าก้มตาส่งผ้าขนหนูส่งให้เขาทันที และก้าวเดินออกจากห้องน้ำ เขาเผยรอยยิ้ม ลัคนัยก้าวเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับผ้าขนหนูที่ปิดเบื้องล่างไว้อย่างหมิ่นเหม่อย่างยิ่ง มันทำให้เขาดูเซ็กซี่และเร้าใจอย่างยิ่ง แต่ทว่าหญิงสาวผู้นี้กลับไม่มองเขา และเดินมาที่เคาน์เตอร์บาร์ และส่งเบียร์ให้เขา เขารับไว้และวางไว้บนเคาน์เตอร์บาร์ “กลัวฉันเหรอ” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เปล่าค่ะ” เด่นจันทร์เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “นายท่าน ขออนุญาตเข้าไปนะคะ” เสียงจากแม่บ้านเอ่ยบอกเขา “เข้ามาได้” เขาเอ่ยบอกกลับไป แม่บ้านจึงก้าวเดินเข้ามาพร้อมกล่องพิซซ่า มาวางไว้บนโต๊ะกระจกหน้าโซฟา แม่บ้านจึงก้าวเดินออกไป “ไปกินเถอะ” เขาเอ่ยบอกเธอ “นายท่านไม่กินเหรอคะ” เธอเอ่ยถาม “ฉันยังไม่หิว” เขาเอ่ยบอกเช่นนี้ เธอจึงเดินไปที่โซฟาตัวเล็ก และเปิดกล่องพิซซ่าออกมา เห็นพิซซ่าในกล่องมีทั้งหมดสิบสองชิ้น เธอหยิบออกมาชิ้นหนึ่งและกัดกินทันที ลัคนัยถือแก้วเบียร์เดินมาที่โซฟาตัวยาว เขาหยิบรีโหมดเปิดกดปุ่มหนึ่ง เสียงเพลงเอื่อยๆ เซ็กซี่เย้ายวน มันดังออกมาจากลำโพง ลัคนัยมองไปยังเด่นจันทร์ที่กำลังกินพิซซ่าราวกับหิวโหยมาจากไหน และมันหมดไปแล้วหนึ่งชิ้น เธอจึงหยิบชิ้นที่สองขึ้นมากินอีก “อร่อยไหม” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย และดื่มลาเกอร์ในแก้ว “อร่อยค่ะ ขอบคุณ” เธอเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม เธอจึงกินต่อเขาจึงใช้นิ้วโป้งเกลี่ยริมฝีปากเอิบอิ่มของเธอ เพื่อเกลี่ยซอสมะเขือเทศออก ขณะที่เธอมองเขาราวกับถูกมนต์สะกดชวนให้ลุ่มหลงในตัวเขา “กินเหมือนเด็กเลย” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงโทนต่ำ ทำให้เธอเอาหน้าออกจากนิ้วของเขา เขามองนิ้วตัวเองแล้วเอามาเลียเบาๆ ทำให้เธอกลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัว “อร่อยใช้ได้” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงทนต่ำราวกับกดประสาทเธอ “กินเสร็จฉันขอกลับบ้านได้ไหมคะ” เธอเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ได้ ถ้าเธอไม่ต้องการอยู่ต่อ” เขาเอ่ยบอกเช่นนี้ แล้วก้าวเดินไปที่เคาน์เตอร์บาร์ รินเบียร์อีกหนึ่งแก้ว แล้วก้าวเดินมาโซฟาอีกครั้ง ปรากฏว่าผ้าขนหนูของเขากลับหล่นลงมาที่พื้นห้อง ทำให้เธอแทบสำลักพิซซ่าที่กำลังกินอยู่ เขาก้าวเดินเข้ามานั่งข้างๆ เธอ เธอกลับถอยหนีทันที “กลัวเหรอ” เขาเอ่ยถาม และวางแก้วเบียร์ให้เธอ “เปล่าค่ะ” เธอเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “รู้ฉันห่างเซ็กส์มาเกือบสองเดือนแล้ว ตั้งแต่เจอเธอในคืนนั้น” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงโทนต่ำจ้องใบหน้าสวยของเธอราวกับสะกดจิตด้วยใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาเวลาล่วงเลยมาถึงสามเดือน ก่อนถึงวันแต่งงานก่อนหนึ่งอาทิตย์ลัคนัยมองเด่นจันทร์ที่นั่งหลับอยู่ข้างตนเองหลังจากกระบี่ เพื่อไปดูงานที่โรงแรม ออกจากสนามบินได้ไม่นานเธอก็หลับพิงไหลของเขา มืออีกข้างโอบไหล่ของเธอเอาไว้“นายครับ จับตัวคนร้ายได้แล้วครับ” ปลาวาฬบอกเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง“มันอยู่ที่ไหน” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง“อืม...แด๊ดดี้...” เด่นจันทร์ร้องด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ราวกับคนละเมอทำให้เขาหันไปสนใจเธอ และลูบหัวเธอแผ่วเบา“นอนเถอะที่รัก” เขาบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“นาย เด่นได้ยินว่านายจับใครได้” เธอถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“นาย มันหนีไปได้ครับ” ปลาวาฬเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด“จับมาให้ได้” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง“เด่นจันทร์ฉันจะพาเธอไปส่งที่บ้าน” เขาบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่เธอกลับจับมือของเขาไว้แน่น“เด่นจะอยู่กับนาย” เธอเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงมั่นคง“แต่...” ไม่ทันที่เขาพูดจบ เธอกลับพูดขึ้นมา“เป็นตาย เราจะอยู่ด้วยกัน เด่นจะไม่นั่งเฉยๆ อยู่ที่บ้านแน่” เธอบอกด้วยสายตาตั้งมั่น“ก็ได้” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงกังวลและจนปัญญาที่จะเถียงต่อไปรถหรูสามคันขับมายังโกดังร้างอยู่ที่ท่
“นายปล่อยเด่นไว้แถวนี้เถอะ เด่นจะได้ไม่เป็นภาระนาย” เด่นจันทร์เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขณะที่เขายิงปืนเป็นระยะ เธอหลบกระสุนเช่นกัน“ไม่ได้ถ้าเธอตาย ฉันก็ตายเช่นกัน ฉันอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีเธอ” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงดุดัน เขาวิ่งไปตามทาง ขณะที่ยิงสกัดเป็นระยะ จนคนขับมอเตอร์ไซค์ตกลงมาจากรถ ทำให้รถเสียหลักล้มลง เขาวิ่งมาเธอมายังท่าเรือมองหันกลับไปไม่มีใครตามมาแล้ว เธอจึงทรุดลงที่พื้นด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการวิ่ง“ไหวไหม” เขาเอ่ยถามเธอด้วยความเป็นห่วง“ไหวค่ะ” เธอเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา และลุกขึ้นยืนช้าๆ โดยมีเขาประคอง แล้วหยิบสมาร์ทโฟนราคาแพงขึ้นมากดโทรออก“พิกัดท่าเรือหลังโรงแรม” เขาเอ่ยบอกเช่นนี้ และกดวางสายลงทันที“เด่นจันทร์เด่นไหวไหม” เขาเอ่ยถามเธอ“ไหวค่ะ” เธอเอ่ยบอกและจับมือเรียวของเธอเดินไปตรงไฟที่สว่าง แต่เธอกลับได้กลิ่นคาวเลือดโชยมา เธอมองไปที่ต้นแขนของเขาที่มีเลือดซึมออกมาจากเสื้อเชิ้ตสีดำสนิท เธอจึงปล่อยมือของเขา แล้วมองไปที่ต้นแขนแกร่งมีผ้าฉีกขาดจากหัวกระสุน“นายโดนยิง” เธอเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก“ฉันไหว” เขาเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม ทันใดนั้นรถเก๋งสี่คันรวมถึงรถเก๋งหรูมา
“เธอไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวเราจะออกไปข้างนอกกัน” เขาเอ่ยบอกเช่นนี้ ทำให้เธอสงสัยว่าเขาจะพาเธอไปไหน“ไปไหนกันคะ”“ไปอาบน้ำเถอะ ฉันจะไปรอที่ด้านล่าง รีบลงมาหล่ะ ฉันหิวมาก” เขาเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม และปิดตาลงข้างหนึ่ง ทำให้เธอรู้ว่าคำพูดของเขานั้นสวนทางกับความเป็นจริง เพราะเธอนั้นไม่ได้สวมใส่สิ่งใดเลย มีเพียงผ้าห่มเท่านั้นที่ปิดเรือนร่างเปลือยเปล่าของเธอไว้เขาวางหนังสือลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นยืนก้าวเดินมาหาเธอที่เตียงนอน และจูบลงแผ่วเบาที่หน้าผาก“อย่าให้ขึ้นมาตามเอง รู้ใช่ไหมถ้าฉันขึ้นมาตามเอง วันนี้เธอจำไม่ได้ออกจากห้องแน่” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงโทนต่ำครางในลำคอ ขณะที่มือหน้าของเขาเลื่อนผ้าห่มหนาลงมา เธอจึงเลื่อนขึ้นมาปิดหน้าอกในทันที เขากลับเผยรอยยิ้ม และก้าวเดินจากไป เธอมองเขาที่เดินออกไปแล้ว ทำให้เธอถอนหายใจยาวๆ กับเจ้านายจอมหื่น หรือว่าที่สามีของเธอจอมเงี่ยนหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จสิ้น เขาพาเธอขึ้นรถเก๋งหรูคันสีดำ รถขันนี้ขับไปยังย่านสุขุมวิท จนกระทั่งมาจอดหน้าร้านตัดชุดแต่งงาน อีกทั้งหน้าร้านยังมีติดป้ายชนะเลิศชุดแต่งงานที่สหรัฐอเมริกา เมื่อบอดี้การ์ดเปิดประตูให้เขาและเธอ เธอจึงก้าวลงมาพร้อมก
“อา...”เธอครางกระเส่า ขณะที่สอดความเป็นชายไปจนมิดลำ“เด่นจันทร์” เขาเอ่ยเรียกเธอแผ่วเบา“ว่าไงคะ” เธอเอ่ยถาม ขณะที่กระแทกช้าๆ บนความเป็นชายของเขา“ฉันรักเธอนะ” เขาเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม“นายบอกเด่นไปแล้ว”“ฉันอยากบอกเธอทุกวัน” เขาเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม มือเรียวของเธอจับบ่าของเขากระแทกลงอย่างหนักหน่วง“ซี๊ด...อา...”ลมหายใจที่หอบกระเส่าของเธอทำให้เขาเด้งก้นในเธอใต้น้ำด้วยเช่นกัน ขณะที่ริมฝีปากหนากำลังขบบนปลายยอดและใช้ลิ้นบรรเลง เธอจึงแอ่นอกให้เขาเล่นลิ้นได้หนำใจ“แด๊ดดี้...เด่น...เสียว...อา...โอ้...”“ฉันรักเธอนะ”เขาเอ่ยบอกเธอด้วยคลั่งไคล้ในตัวเธอ รวมไปถึงความรักทั้งหมดที่เขามีให้จนเปี่ยมล้น ที่ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนได้จากเขาไป เธอเป็นผู้หญิงที่เขารักและอยากรวมชีวิตไปจนตาย“ซี๊ด...อา...แด๊ดดี้...แด๊ดดี้...”เธอกรีดร้องด้วยความสุขหฤหรรษ์ที่เขาได้มอบให้เธอจนล้นทะลัก มือเรียวจิกลงบนไหล่กว้าง ขณะที่เขาจูบงับซอกคอเป็นรอยคิดมาร์กเพิ่มจากรอยเดิม มาที่เนินอกอวบอิ่มด้วยเช่นกัน“โอ...โอ...เด่นจันทร์...”“อร๊าย...อา...”เด่นจันทร์ปลดปล่อยสายธารของเธอทันที และก้มลงจูบริมฝีปากของเขา เขาสอดลิ้นเข้าไปในโพรงป
“เดี๋ยวก่อนค่ะ” เธอเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงหอบกระเส่า เขาเลิกคิ้วด้วยความสงสัย“ทำไม”“เดี๋ยวเด่นมีอะไรให้นายดู” เธอเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม แล้วเดินเข้าไปในห้องโถง มองวิวกรุงเทพที่เปิดม่านทั้งหมดได้ร้อยแปดสิบองศา เธอไม่รอช้าที่จะก้าวเดินไปยังกล่องพัสดุขนาดใหญ่พอสมควร ที่อยู่บนโต๊ะกระจกหน้าโซฟาตัวยาว เธอจึงหยิบกล่องพัสดุขึ้นมาทันที“มันคืออะไร” เขาเอ่ยถามด้วยความสงสัย“เดี๋ยวนายก็เห็นเองค่ะ” เธอเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม“ฉันไม่ชอบเซอร์ไพรส์เลย” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขณะที่ก้าวเดินเข้าไปยังห้องแต่งตัวเขาก้าวเดินไปยังเคาน์เตอร์บาร์ ทอดสายตามองขวดคริสตัลที่วางอยู่ในชั้นโชว์หลากหลายสี มีทั้งวิสกี้บรั่นดี จิน วอสก้า เตกีลา ลิเคียว และรัมวางเรียงรายกันอยู่หลายสิบขวด เขาหยิบขวดคริสตัลที่มีวิสกี้ออกมาวางบนโต๊ะ แล้วหยิบแก้วทรงสั้น ลักษณะเป็นสีเหลี่ยม ใส่วิสกี้เพียงก้นแก้ว แล้วหยิบกระดาษขึ้นมาจากลิ้นชักใช้ปากกาเขียนตัวหนังสือ พอเขียนเสร็จเขาเอาแก้วคริสตัลทับเอาไว้เขาเดินไปเปิดม่านเลื่อนกระจก ก้าวเดินไปยังห้องข้างๆ แล้วเปิดไฟสีแดงทำให้เห็นของในห้องเธอก้าวเดินออกมาจากห้องแต่งตัวมองไปยังรอบห้องไม่เห็นเขา
“เด่นจันทร์ ฉันจะเข้าเลขสี่แล้วนะ เธอจะให้ฉันสี่สิบก่อนหรือไง” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ห้าสิบก็ยังไม่สาย นายยังหนุ่มอยู่แบบนี้” เธอเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม“เมื่อกี้ฉันบอกให้เรียกฉันว่าอะไร” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง“แด๊ดดี้” เธอเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงยั่วยวน และก้าวเดินเข้าห้องน้ำไปทันที“ปล่อยให้ท้องก่อนแต่งเลยดีไหม”“สวัสดีครับพี่เด่น สุขสันต์วันเกิด ขอให้มีความสุขมากๆ นะครับ ขอโทษที่ไม่ได้ไปหาที่ไนต์คลับเพื่อให้ของขวัญ ช่วงนี้ผมทำงานที่โรงหนัง ขอโทษที่ไม่ได้บอกเรื่องทำงานพิเศษ ผมส่งของขวัญให้พี่อุดม แล้วบอกให้พี่เขาไปส่งที่บ้านของพี่นัย” วิศรุจเอ่ยบอกเธอผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยน้ำเสียงเบิกบาน“ไม่เป็นไรจ้ะ แค่โทรมาอวยพรก็ดีแล้ว แล้วทำงานได้กี่วันแล้ว ไม่เห็นนายบอกพี่เลย”“ทำงานเข้าเดือนที่สองแล้วครับ ผมเลยซื้อของขวัญให้พี่ ผมคิดว่าพี่ต้องชอบ” “ขอบคุณมากนะ”“ผมบอกพี่นัยว่าเดี๋ยววันอาทิตย์ผมจะไปหาพี่ พี่รอดูเซอร์ไพรส์ของผมได้เลย” “พูดชื่อนายพี่เหมือนสนิทกันเลยนะ”“พี่นัยบอกให้ผมเรียกเขาแบบนี้ เมื่อวานพี่นัยได้ซื้อแท็บแล็ตรุ่นใหม่ให้ผม เขาเห็นว่าผมใช้มานานมากแล้ว จนถลอกทั้งหมด” “
“นายท่านครับ เราจะกลับกันเลยไหมครับ” เอกภพเอ่ยถามแผ่วเบา“รออีกสักครู่” ลัคนัยเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย“นายท่านเป็นห่วงเธอเหรอ” เอกภพเอ่ยถามอีกครั้ง“พรุ่งนี้ให้มารีส่งคอลเลคชั่นเพนท์เฮ้าส์ที่ใกล้บ้านฉัน มาให้ฉันดูที่บ้านด้วย” ลัคนัยเอ่ยบอก“ครับท่าน” เอกภพเอ่ยบอกเช่นนี้“และอีกอย่างหนึ่งให้คนขอ
พอถึงหน้าประตูเธอกลับมีใบหน้าที่ซีดเผือด เพราะประตูถูกล็อกจากด้านใน เธอหมายจะหันกลับไปหาเขา แต่ทว่าเขากลับใช้มือลูบไล้เรียวแขน อีกทั้งสัมผัสกลิ่นแอลกอฮอล์และลมหายใจอุ่นๆ ที่อยู่ข้างซอกคอระหง“เด่นจันทร์ ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนเดินหนีฉัน เหมือนที่เธอทำกับฉันในตอนนี้” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำน้ำเสียงโทนต่ำขึ้น
เมื่อถึงหน้าห้องแห่งหนึ่งแม่บ้านที่ยืนอยู่หน้าห้องเปิดประตูให้เด่นจันทร์ เธอจึงก้าวเดินเข้ามาในห้องแห่งนี้ เธอมองเข้ามาในห้องนี้ เป็นห้องสีขาวขนาดใหญ่พอสมควรตบแต่งสไตล์แวร์ซายส์ อีกทั้งยังมีเครื่องใช้สอยอย่างครบครัน เธอมองไปยังเตียงนอนขนาดใหญ่แปดฟุต ห้องน้ำกระจกใสมองทะลุเข้าไปในห้องเห็นทุกอย่างแจ่ม
รถหรูคันสีดำขับมายังหน้าบ้านหลังใหญ่ใจกลางกรุงเทพ คล้ายคฤหาสน์เสียมากกว่า ดูจากประตูรั้วที่ทำจากอันลอยชายหรูหราสไตล์อิตาลีสีดำ เน้นลายด้วยสีขาว ทำให้ดูคลาสสิกยิ่งขึ้น จู่ๆ ประตูก็ค่อยๆ เลื่อนออกเป็นสองฝั่งของประตูรั้ว รถหรูค่อยๆ เคลื่อนไปในตัวบ้าน เธอมองเห็นว่าสองข้างทางประดับด้วยต้นสนขนาดสูงใหญ่รา







