LOGINหลังพูดประโยคนี้ อาจูแทบอยากล้มตัวลงกรี้ดอัดหมอน หรือไม่ก็หลบมุมไปตบเข่าตัวเองสักฉาด
ได้ใจแม่มาก ได้ใจแม่มากกก ทำดีมาก ดีมากๆ ค่ะลูกสาว!
...ในใจกรี้ดกร้าดไป ภายนอกก็แสร้งทำสีหน้าสับสนปนหวั่นไหวเล็กน้อย
เสี่ยวจวี๋ฮวาไม่รอให้ซือฝุตอบรับหรือปฏิเสธ ร่างงดงามใต้แสงจันทร์ยกมือขึ้นปิดปาก พร้อมกับส่งเสียง “อ๊ะ...” ราวกับเพิ่งหลุดพูดสิ่งที่คิด ขณะเดียวกันดวงตาดอกท้อก็เบิกกว้างขึ้นอย่างไร้เดียงสา “ดะ..ดึกมากแล้ว คืนนี้อากาศเย็น ซือฝุโปรดรักษาตัวด้วย” หลังพูดประโยคที่ฟังดูโง่งม ร่างเล็กๆ ก็รีบกอดกระชับตัวเองแน่น แล้วพาร่างอ้อนแอ้นบอบบางวิ่งกลับเรือนพักไปทั้งอย่างนั้น
...
หึหึ...เธอไม่รู้หรอกว่าจ้าวหุบเขาผู้นั้นจะคิดอย่างไร รู้เพียงแต่ตอนนี้เสี่ยวจวี๋ฮวาได้ทำตัวเป็นนางเอกนิยายรักใสใสไปหนึ่งยก ทั้งยังไม่ต้องทนเดินทอดน่องตากลมหนาวไปอีกอย่างต่ำก็ราวๆ สิบห้านาที
สิบห้านาที...สิบห้านาทีเชียวนะ!
อากาศหนาวตั้งขนาดนี้ ขืนเดินทอดน่องตากลมอีกแค่ห้านาทีก็ตัวแข็งเป็นเนื้อไก่ในช่องแช่กันพอดี!
จ้าวหุบเขาเดียวดายมองแผ่นหลังเด็กสาวที่เมื่อครู่ยังเนื้อตัวสั่นเทาหนักราวกับหนาวเหน็บจนขาแข้งแทบแข็งแล้ว ก็เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง
เขายังคงก้าวขาเดินต่อไปอย่างไม่เร่งรีบ กว่าจะถึงโถงรับแขกที่เรือนหลักจึงใช้เวลาไปอีกมากกว่าหนึ่งเค่อ
ทันทีที่ร่างในชุดสีขาวสะอาดปรากฏตัวในโถง คนที่นั่งกุมแผลรอมาเกือบหนึ่งชั่วยามก็รีบฝืนลุกขึ้นยืนทั้งที่ใบหน้าดูซีดเซียวคล้ายคนป่วยที่พร้อมจะหมดสติลงทุกเมื่อ
“จ้าวหุบเขา...” แขกหน้าหยกรีบเอ่ยทัก
“นายน้อยซุนยังไม่กลับไปอีกหรือ”
คำถามสั้นๆ จากจ้าวหุบเขา ทำเอาใบหน้าที่ซีดเซียวอยู่แล้วซีดจางลงอีกแปดส่วน ชายชราที่ยืนเยื้องไปเบื้องหลัง “นายน้อยซุน” เห็นดังนั้นจึงก้าวขาออกมาประสานมือคารวะท่านเจ้าบ้าน พร้อมเอ่ย
“จ้าวหุบเขาโปรดเมตตา คุณชายใหญ่นั้นหาได้มีเจตนาร้าย ขอจ้าวหุบเขาได้โปรดละเว้นสักครั้ง...”
แทนที่จะตอบอะไรสักคำ ท่านจ้าวหุบเขาเดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ประธานอย่างเชื่องช้า ทุกท่วงท่ากิริยาล้วนเอื่อยเฉื่อยจนผู้คนอึดอัด แต่ไม่มีใครกล้ากล่าวแทรก
เขาวาดมือไปทางกาน้ำชา เพียงเท่านั้นนายน้อยตระกูลซุนก็รีบส่งสายตาไปยังผู้ติดตามรายที่ยืนอยู่ใกล้ปั้นชามากที่สุด
ผู้ติดตามผิวคร้ามแดดในชุดสีดำสนิทดูรัดกุม รีบก้าวขึ้นไปรินน้ำชาให้เจ้าของคฤหาสน์ทันที
จ้าวหุบเขารับถ้วยชาโดยไม่พูดอะไร เขาค่อยๆ หลับตาลง จิบกำซาบความอุ่นร้อนอันหอมหวนอย่างใจเย็น
เมื่อต้องเผชิญกับปฏิกิริยาเช่นนี้ ผู้ที่สูงอายุที่สุดในโถงก็ได้แต่เหลียวมองมือนายน้อยของตนด้วยความหนักใจ...
บาดแผลนายน้อยช่างน่ากลัวนัก เพียงรอยตัดเดียวกลับตัดผ่านเส้นเลือดทำร้ายเส้นเอ็น นี่ก็ผ่านมาหนึ่งชั่วยามแล้ว แต่แม้จะห้ามเลือดอย่างไร เลือดนายน้อยซุนก็ไม่ยอมหยุดไหล ทำได้เพียงใช้ยาห้ามเลือดสูตรของสกุลซุนควบคู่กับการสกัดจุดห้ามเลือดเพื่อยืดเวลาให้คุณชายใหญ่เท่านั้น ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่าจ้าวหุบเขาผู้นี้จะต้องใช้ยาหรือพิษบางอย่างลงไป โลหิตจึงไม่ยอมหยุดไหลเช่นนี้
คนเราจะเสียเลือดในกายได้มากมายเท่าไหร่กัน? หากจ้าวหุบเขายังนิ่งดูดาย ไม่เพียงต้องพิการ เห็นทีคุณชายใหญ่คง...
คิดถึงตรงนี้ ชายชราก็กำหมัดแน่น ประสานมือคารวะอีกครั้ง
“ท่านจ้าวหุบเขา นายน้อยซุนเย่ของพวกเรานั้นนับเป็นความหวังเดียว
ของสกุลซุน ขอจ้าวหุบเขาโปรดเมตตาช่วยต่อเส้นเอ็นและมอบยาแก้พิษโลหิต ไม่แข็งตัวด้วยเถิด หากท่านยอมช่วย แม้ค่ารักษาจะแพงสักปานใด บ่าวผู้นี้ก็จะไปนำมามอบให้ท่าน”จ้าวหุบเขาลดถ้วยชาในมือลงอย่างเชื่องช้า เขาเงยหน้าขึ้นมองชายชราด้วยแววตาคล้ายกำลังมองตัวโง่งมตัวหนึ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ต่างจากก่อนหน้า
“ขอถามพ่อบ้านสกุลซุน...ทั่วทั้งแผ่นดินนี้มีข้าเป็นหมออยู่ผู้เดียวหรือ ไม่สิ อันที่จริงแล้วข้าเชี่ยวชาญเรื่องพิษมากกว่าช่วยชีวิตคนเสียด้วยซ้ำ เขาต้องการหมอ ให้มานั่งรอข้าเช่นนี้จะได้ประโยชน์อันใด” จ้าวหุบเขาเดียวดายเบนสายตาไปยังซุนเย่บ้าง “ตัวท่านเองก็ไม่ใช่เด็กเล็กไม่รู้ความ โดนใบไม้บาดแล้วไยไม่รู้จักไปรักษา คิดจะรั้งอยู่ที่นี่รอตำหนิใบไม้หุบเขาข้าหรือ”
ตำหนิ ใบไม้ หุบเขาข้า!
ซุนเย่และผู้ติดตามทุกคนล้วนมุมปากกระตุกโดยมิได้นัดหมาย
ชะ ชายผู้นี้! เห็นได้ชัดว่าสาเหตุที่ใบไม้คมกริบจนตัดเส้นเลือดและเส้นเอ็นได้นั้นเป็นเพราะเขา เขายังมีหน้ามาพูดจาเรื่อยเจื้อยด้วยท่าทีเอื่อยเฉื่อยราวกับว่าคุณชายใหญ่สำนักคุ้มภัยสกุลซุนอันโด่งดังบาดเจ็บหนักเพราะโดนใบไม้ทำร้าย
ช่างไร้ยางอาย...คนผู้นี้ช่างพูดจาไร้ยางอายได้หน้าตายนัก!
แม้จะคิดตรงกัน แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าโต้แย้งชายผู้สวมเพียงเสื้อตัวในบางๆ เพียงตัวเดียวผู้นี้
จ้าวหุบเขาวางถ้วยชาในมือลงพร้อมกับปรายตามองหนึ่งในกลุ่มผู้ติดตามนายน้อยซุน เขารอให้ผู้ติดตามรายนั้นเติมน้ำชาลงในถ้วยจนเต็ม จึงค่อยเริ่มกล่าวต่อไป
“บ้านมีกฎบ้าน หุบเขามีกฎของหุบเขา ข้าเคยบอกชัดเจนแล้วว่าสิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้ คืนนี้นายน้อยซุนคึกคะนองถึงขั้นบุกรุกเข้าในพื้นที่ที่ข้า
ไม่อนุญาต เห็นได้ชัดว่าท่านไม่พร้อมจะทำตามกฎระเบียบของสถานที่ เช่นนี้แล้ว ข้าคงช่วยท่านรักษาอาการโดนใบไม้บาดนั่นไม่ได้”ซุนเย่ระบายลมหายใจอย่างยากลำบาก ร่างที่ดูบอบบางสะโอดสะองดุจสตรีก้มหน้าลงต่ำด้วยความละอาย “หากข้ารู้ว่าท่านไม่ได้อยู่ที่นี่เพียงลำพัง ข้าไหนเลยจะบังอาจกระทำการไม่คิดหน้าคิดหลังถึงเพียงนั้น”
พ่อบ้านสกุลซุนรีบกล่าวเสริม “ถูกแล้ว ถูกแล้ว หากสกุลซุนของพวกเรารู้ว่าท่านจ้าวหุบเขาแต่งภรรยา พวกเรามีหรือจะไม่ส่งของกำนัลมาอวยพร” พ่อบ้านฝืนคลี่ยิ้มงดงาม สว่างไสว “จริงสิ เช่นนั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ เสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้สตรีที่ท่านให้พวกเราจัดหามาในวันนี้ เพื่อใช้ชำระหนี้สินค่าที่พักของพวกเราเหล่าผู้ติดตาม บ่าวผู้นี้จะจัดเปลี่ยนให้เป็นของชั้นเลิศชนิดที่องค์หญิงมองแล้วยังต้องตาพร่า นอกจากนี้ พวกเรายังยินดีมอบไข่มุกราตรีและโสมพันปีที่เพิ่งได้มาให้ฮูหยินใช้ปรุงยาบำรุงโฉม หากยังไม่สมน้ำสมเนื้อกัน ฮูหยินขาดเหลือสิ่งใด ขอเพียงบอกออกมา พวกเราล้วนยินดีจัดหาให้ตามประสงค์”
“จวี๋ฮวาเป็นเพียงลูกศิษย์ที่ข้าเพิ่งรับมาเท่านั้น”
ซุนเย่ได้ยินแล้วก็ยิ่งรู้สึกละอาย
เปลือยกายต่อหน้าสตรีที่แต่งงานแล้วก็ย่ำแย่มากอยู่แล้ว นี่เขาดันเปลือยกายต่อหน้าหญิงพรหมจรรย์ ยังไม่นับอีกว่าเขาลงไปแช่น้ำในบ่อน้ำร้อนเดียวกับนาง หากเรื่องนี้แพร่ออกไป...
คิดได้ดังนั้น นายน้อยสกุลซุนก็รีบยกมือขึ้นคำนับชายที่นั่งโดดเด่นเป็นประธานอยู่เบื้องหน้า
“จ้าวหุบเขา ท่านไม่รักษาข้าไม่เป็นไร แต่คืนนี้ข้าล่วงเกินแม่นางน้อยผู้นั้น หากไม่รังเกียจที่ข้าวรยุทธยังอ่อนด้อยกว่าท่านอยู่มาก ข้า...”
“นางบอกข้าแล้ว ระหว่างท่านกับนางไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นทั้งนั้น” ราวกับว่าเขาจงใจพูดแทรกเพราะไม่ต้องการให้ประโยคแสดงความรับผิดชอบประโยคนั้นหลุดออกมา... “นางสวมเสื้อผ้าครบถ้วนดี มีแต่ท่านที่ทำตัวเองขายหน้า นางเป็นสตรี ท่านเป็นบุรุษ แม้จะเสียหน้าอยู่บ้าง แต่บุรุษเช่นท่านจะสึกหรอสักกี่มากน้อย”
นี่เขา...เขาพูดราวกับนายน้อยซุนต้องการเรียกร้องให้สตรีปริศนาผู้นั้นรับผิดชอบที่เห็นร่างเปลือยของตนอย่างไรอย่างนั้น!
เยว่เทียนเสียงอุ้มหลี่อี้หรงกลับมาท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกคนสวีเทียนเป่าและหลี่เซียนเซียนบังเอิญพบลูกนกบาดเจ็บจึงช่วยกันรักษา กลับมาไม่ทันร่วมวงฟังหลี่ลู่เหวิน ได้แต่แปลกใจเพราะบรรยากาศตรงหน้าทันทีที่กลับมาร่วมโต๊ะ ศิษย์พี่ใหญ่เทียนเป่าก็ช่วยประคองเซียนเซียนตัวน้อยขึ้นนั่งเก้าอี้ เขาส่งยิ้มให้ทุกคน กล่าวขออภัย และบอกเล่าเหตุผลที่ไม่เพียงไม่ได้ตามไปสมทบกับคนอื่นๆ ยังพาเซียนเซียนกลับมาร่วมโต๊ะล่าช้า จากนั้นก็ช่วยรินน้ำชาให้เสี่ยวเซียนเซียนตามปกติวิสัยคงเพราะหลี่เซียนเซียนวางตัวสุขุมเป็นผู้ใหญ่ และสวีเทียนเป่าเองก็มีพื้นนิสัยซื่อสัตย์กตัญญู เชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์และน้าบุญธรรมเสียจนดูไม่น่าเป็นห่วงจนเกินไป ทุกคนจึงลืมเลือนข้อเท็จจริงที่ว่า ยิ่งนับวันศิษย์เอกของหุบเขากับเสี่ยวเซียนเซียนที่สักวันต้องเติบโตเป็นสาวและออกเรือน ก็ยิ่งคล้ายจะขลุกอยู่ด้วยกันเนิ่นนานขึ้นเรื่อยๆหากมองข้ามเรื่องที่ว่า ในแต่ละวัน หากไม่ออกเก็บสมุนไพรปรุงยาช่วย เหลือบรรดาสิงสาราสัตว์และผู้คน ศิษย์พี่ใหญ่อย่างสวีเทียนเป่าก็นั่งหลับตาฝึกฝน...ยามนี้พวกเขาทั้งคู่แทบจะใช้เวลาอยู่ร่วมกันตลอดทั้งวันทั้งคืนแล้วด้วย
-7-“บัดซบ! ” หลี่ลู่เหวินที่ลอบมองจากที่ไกลกำหมัดแน่น กัดฟันกรอด “ศิษย์พี่สามบังอาจนัก เขาถึงขั้นหลอกกินเต้าหู้เสี่ยวอี้หรงของพวกเรา! หลอกกินเต้าหู้ไม่พอ ยังคิดอ่านลึกล้ำ โน้มน้าวนาง! หึ...รู้มานานแล้วว่าคนผู้นี้หาใช่พยัคฆ์แต่เป็นหมาป่า ไม่นึกว่ากระทั่งหรงเอ๋อร์ที่เพิ่งจะอายุเพียงหกขวบก็ยังไม่ละเว้น! คุณชายเช่นข้าสังหรณ์ใจอยู่แล้วเชียว ว่าเหตุใดคุณชายตัวโตเช่นเขา จึงจ้องแต่จะคอยหยอกเย้ารังแกเด็กน้อยเช่นนางนัก!”แม้หลี่ลู่เหวินจะดำรงสถานะศิษย์ลำดับที่สี่ของหุบเขา มีสถานนะเป็นศิษย์ผู้น้องของเยว่เทียนเสียง แต่ผู้แซ่หลี่เช่นเขาไม่อาจทำใจยอมรับบุรุษที่ทั้งๆ ที่อายุอานามและความสามารถล้วนเท่าเทียมกัน กลับตัดหน้าแย่งเอาสถานะศิษย์พี่สามของเขาไป ทำให้ “พี่สาม” ตระกูลหลี่ผิงอ๋องเช่นเขาต้องกลายเป็น “ศิษย์พี่สี่” ยามผู้อื่นเรียกขาน เดี๋ยวก็เจ้าสาม เดี๋ยวก็เจ้าสี่ เขาสับสนยิ่งหากตั้งแต่แรกเยว่เทียนเสียงไม่ชิงตัดหน้าแย่งตำแหน่งศิษย์พี่สามไปจากเขา ชีวิตของคุณชายเช่นเขาก็คงไม่สับสนยุ่งยากถึงเพียงนี้กล่าวได้ว่าหลี่ลู่เหวินไม่ถูกชะตาคนผู้นี้ตั้งแต่แรกพบ ยิ่งนับวันก็ยิ่งไม่ชมชอบนิสัย หากจะถามว่าทำไ
-6-เสี่ยวอี้หรงซอยเท้าเล็กๆ วิ่งอย่างรวดเร็ว แต่ไม่เร็วเกินกว่าที่ผู้ฝึกยุทธ์ของหุบเขา โดยเฉพาะคนที่มีวิชาตัวเบาเลิศล้ำกว่าใครเพื่อนอยู่ก่อนแล้วอย่างเยว่-เทียนเสียงจะไล่ตามไม่ทันเยว่เทียนเสียงเห็นเสี่ยวอี้หรงของเขานั่งซุกตัวในทุ่งดอกจวี๋ฮวา เอาหน้าซบเข่าร้องไห้ ก็ตกใจ พลันสำนึกได้ว่าคราวนี้อาจกลั่นแกล้งรังแกนางรุนแรงจนเกินไปถึงแม้อาหารจานนั้นจะรสชาติย่ำแย่มากจริงๆ ก็เถอะ...เยว่เทียนเสียงทอดถอนใจ ทรุดตัวลงนั่งชันเข่าเบื้องหน้าเด็กหญิงตัวน้อยปีนี้เยว่เทียนเสียงเพิ่งจะสิบห้าสิบหกปี ทว่าด้วยวัยเพียงสิบห้าสิบหกปีกลับดูสูงใหญ่แกร่งกร้าวราวกับพยัคฆ์หนุ่มตัวหนึ่งก็ไม่ปาน ท่าทีกึ่งคุกเข่าอย่างจนใจต่อหน้าเด็กน้อยวัยห้าหกขวบผู้หนึ่งจึงดูจะว่าอ่อนโยนขัดรูปลักษณ์รึก็ขัด ทั้งยังดูน่าตลกอยู่มากเมื่อตัวก่อเรื่องเข้าถึงตัวน้องเล็กและกำลังออกปากกล่าวคำขอโทษ ผู้ที่เป็นทั้งพี่รองของบ้านตระกูลหลี่แห่งเทียนจินและดำรงสถานะศิษย์พี่รองของหุบเขาเดียวดายจึงรั้งตัวน้องชายสามของตนไว้ รอดูตัวก่อเหตุจัดการแก้ไข ขอขมาต่อน้องสาวตัวน้อยเสี่ยวอี้หรงของพวกเขานั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ล้วนแล้วแต่ดี เพียงแต่น้องสาวต
-5-หากจะกล่าวว่าหลี่เซียนเซียนให้กลิ่นอายคล้ายเทพเซียนไม่ต่างอะไรไปจากบิดา...หลี่อี้หรงก็ให้ความรู้สึกคล้ายนางมารน้อย พื้นความคิดผิดประหลาด ช่างออดอ้อน ที่มีเนื้อแท้ซุกซน เอาแต่ใจ ไม่ยอมคน ไม่ต่างอะไรไปจากมารดาเลยสักนิดเสี่ยวอี้หรงแม้ยังเยาว์แต่ช่างจับสังเกตและช่างคิดเป็นอย่างยิ่งเป็นต้นว่าระยะนี้นางจับสังเกตได้ว่าท่านแม่มักจะทำอาหารไปออดอ้อนป้อนให้ท่านพ่อที่กรุ่นโกรธ และท่านแม่ที่ใบหน้างอเง้ากำลังแง่งอนสุดกำลังเองก็ออกอาการปลาบปลื้มใจอ่อนเพียงเพราะได้ชิมอาหารรสมือท่านพ่อ นางในวัยหกขวบก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการเอาอกเอาใจผู้อื่นด้วยอาหารนั้นนับว่าใช้การได้เป็นอย่างยิ่ง จึงมุ่งมั่นติดตามท่านแม่เข้าโรงครัว ขอเรียนรู้กลวิธีทำของอร่อย หลังจากคอยช่วยเป็นลูกมือมาเดือนกว่า ท่านแม่ก็วางใจ ยอมอนุญาตให้นางเริ่มลงมือทำอาหารด้วยตนเองลำพังเสียทีเสี่ยวอี้หรงเริ่มลงมือทำอาหารเป็นครั้งแรกด้วยน้ำตา นางกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าจับไก่ กว่าจะจับได้ก็ไม่กล้ามัด หลังจากมัดได้อย่างทุลักทุเลแล้วก็ยังไม่กล้าฆ่า สุดท้ายพี่ชายช่างตามใจอย่างพี่ชายสามสกุลหลี่ หลี่ลู่เหวิน จึงต้องเป็นผู้ลงมือมัดและฆ่าไก่ให้น้องเล็ก
-2-อาจารย์แม่ของพวกเขาคลอดบุตรสาวฝาแฝด ลูกศิษย์อีกห้าคนในหุบเขา โดยเฉพาะลูกศิษย์ลำดับที่สองและสี่ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นพี่ชายพ่อและแม่เดียวกับทารกแฝดสองคนนี้ หรือก็คือเป็น “บุตรที่แท้จริงอย่างลับๆ” ของจ้าวหุบเขารุ่นปัจจุบันและฮูหยิน ย่อมต้องอยากเข้ามาแสดงความยินดี และชมโฉมหน้าทารกน้อยทั้งสอง เรือนหลังใหญ่ใจกลางคฤหาสน์ยามนี้ นับว่าครึกครื้นยิ่งฮูหยินท่านจ้าวหุบเขาชิงตั้งชื่อบุตรสาวไปแล้วหนึ่งคน เกรงอกเกรงใจสามีไม่น้อย จึงเหลือบุตรสาวไว้ให้สามีตั้งชื่อด้วยตนเองหนึ่งคน พวกเขาทุกคนจึงเรียกเด็กน้อยผู้นี้ว่าเป่าเปาเสี่ยวเป่าไม่เหมือนพี่สาว นางชอบร้องไห้โยเยบ่อยๆ ฮูหยินประมุขเยว่อยากให้สตรีที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยืนกรานจะเลี้ยงดูบุตรีด้วยตนเองได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ จึงพยายามคว้าข้าวของต่างๆ มาหลอกล่อเสี่ยวเป่า ใครจะนึกว่าเป่าเปาเพียงจับๆ มามองดูก็โยนทิ้งไปเสียหมด โยนทิ้งแล้วก็ร้องไห้เสียงดังจนน่ากลัวว่าภูเขาจะถล่ม ฟ้าจะสะเทือนตอนนั้นเอง ฮูหยินเยว่ก็สังเกตเห็นป้ายหยกที่ฮูหยินท่านจ้าวหุบเขาห้อยเอาไว้ ป้ายหยกชิ้นนี้แวววาวงดงามเป็นอย่างยิ่ง นางฉุกคิดได้ว่าเด็กๆ ชอบของแวววาว จึงขอทดลองเอาป้ายหยกม
จะด้วยบรรยากาศผ่อนคลายสบายใจระหว่างออกท่องยุทธภพเป็นใจหรืออย่างไรก็สุดรู้ ท้ายที่สุด ฮูหยินจ้าวหุบเขารุ่นปัจจุบันก็ตั้งครรภ์บุตรสาวขึ้นมาจนได้...ไม่ใช่แค่เป็นครรภ์บุตรสาวธรรมดาๆ แต่ยังเป็นครรภ์บุตรสาวฝาแฝดที่รูปโฉมบริสุทธิ์งดงาม น่ารักใคร่เอ็นดูเป็นอย่างยิ่งหากนับจากสถานะข้างตระกูลหลี่แห่งเทียนจิน เด็กสองคนนี้ย่อมต้องกลายเป็นคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองของหลี่ผิงอ๋องผู้วางมือจากราชสำนักอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าเมื่อมองจากสถานะข้างหุบเขาเดียวดายที่คนส่วนใหญ่รับรู้ เด็กสาวสองคนนี้ย่อมไม่ต่างอะไรไปจากองค์หญิงตัวน้อยๆ แห่งอาณาจักรเร้นลับในขุนเขาอวี้หลงจะอย่างไรเลือดก็ข้นกว่าน้ำ...แม้หุบเขาแห่งนี้จะเลือกผู้สืบทอดจากศิษย์มาทุกรุ่น ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าท่านจ้าวหุบเขาผู้ยิ่งนับวันก็ยิ่งรักใคร่หวงแหนภรรยาและบุตรีจะไม่เลือกส่งมอบทุกสิ่งต่อให้บุตรสาวฝาแฝดที่ถือกำเนิดจากฮูหยินคนสำคัญแม้สกุลหลี่มีธรรมเนียมตั้งชื่อบุตรหลานตามลำดับทำเนียบรุ่น ทว่าชื่อเรียกของพวกนางหาได้ตั้งขึ้นตามทำเนียบรุ่น ศาสตร์แห่งดวงชะตา หรือธรรมเนียมปฏิบัติอื่นใดพวกนางสองคน คนหนึ่งถูกเรียกว่า “เซียนเซียน” ส่วนอีกคน ได้ชื่อเรีย
“นั่น! นางก็เห็นว่าเจ้าโกง! แม่นางผู้นั้นสามารถเป็นพยานให้ข้าได้!” เก้าเจี้ยนตะโกนเสียงดังลั่น“หืม...แม่นางท่านนี้รึ” ซุนหว่านซูหรี่ตาถาม น้ำเสียงเข้มขรึมจริงจัง“ถูกต้อง” เก้าเจี้ยนยืนยันพอคำนี้หลุดออกมา อาจูก็แน่ใจว่าถ้าไม่ตอบอะไรสักอย่าง ตัวเองก็คงไปจากตรงนี้ไม่ได้ง่ายๆ แล้วตะ...แต่...จะให้พู
“ดูพวกเขาสิ เป็นพี่น้องกันแท้ๆ กลับตกลงกันไม่ได้” เสียงจากจอมยุทธรูปร่างกำยำทางด้านซ้าย ดึงความสนใจจากอาจูได้อีกหน“เพราะของสิ่งนั้นล้ำค่าเกินไปอย่างไรล่ะ!” จอมยุทธอีกคนข้างๆ ส่ายหน้า ท่าทางจนใจ “เห็นว่าพี่น้องสกุลเก้าคู่นี้ ได้ยาเม็ดล้ำค่านี่มาจากประมุขเยว่ผู้นั้น ตอบแทนที่ช่วยหลอกล่อและชี้ช่องเข้
“อึก...ซือฝุ...ซือฝุ ข้าชอบท่าน!!!” ตอนยังไม่พูดออกมาก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอพูดออกมาแล้ว ไม่ใช่แค่พวกนักฆ่า กระทั่งตัวอาจูเองก็ยังอดตกใจไม่ได้อา...สถานการณ์แบบนี้ยังบอกรักบอกชอบออกมาได้ ลืมความหงุดหงิดความน้อยใจไปหมดแล้วหรือไง...ไหนจะสภาพตอนนี้อีกล่ะ อาจูรู้สึกว่าตัวเองงี่เง่ามากจริงๆท่ามกลางความตื่น
งูยักษ์ไม่สะทกสะท้าน มันยังคงส่งเสียงชี่ชี่ ออกความคิดเห็นอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ “เจ้าปักใจต่อคนใจดำนั่นเช่นนี้ ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นนอกจากคิดตามตัวเจ้าส่งกลับไปแต่งงานกับผู้อื่นแล้วยังใส่ใจความรู้สึกเจ้าบ้างหรือไม่ เฮ้อ... หลี่หยางนั่นก็เหลือเกินจริงๆ แรกๆ ก็ยังดูมีใจจะออกตามหาดีอยู่หรอก นับจากครั้งสุด







