LOGIN“ทั้งข้าและศิษย์ต่างเป็นผู้ฝักใฝ่ความเงียบสงบ ไม่สันทัดการรับรองผู้คน อาจจะดูเสียมารยาท ทว่ารังมุสิก[1]เล็กจ้อยไม่อาจรองรับคนร่างใหญ่ พวกท่านรีบออกจากหุบเขาเสียจะดีกว่า ยิ่งดึกลมแรง ข้ามหุบเหวตอนลมแรงนับเป็นเรื่องอันตราย อาจมีผู้ใดพลัดตกลงไปได้ทุกเมื่อ” จ้าวหุบเขาเอ่ยด้วยสีหน้าสงบนิ่ง น้ำเสียงก็ยังราบเรียบดุจเดิม ทั้งอย่างนั้น คนฟังต่างเย็นวาบไปทั้งศีรษะ ยิ่งนึกถึงภาพใบไม้ในก้อนหิน ในอกก็ยิ่งสั่นสะท้าน
นะ...นี่...นี่เขาเพิ่งขู่จะฆ่าทุกคนใช่หรือไม่!
พ่อบ้านสกุลซุนกำหมัดแน่นขึ้นอีก
“ท่านจ้าวหุบเขา แต่ว่ามือของนายน้อย...”
“พ่อบ้านสกุลซุน ท่านช่างไม่รู้จักเกรงใจเสียเลย ท่านคิดว่าตอนนี้ล่วงเข้ายามใดแล้ว” จ้าวหุบเขาหยิบขวดใบจ้อยทรงรีเรียวออกมา แล้วซัดฝ่ามือเบาๆ เข้าใส่ ส่งมันเข้าสู่อุ้งมือพ่อบ้านชรา “เห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับประมุขซุน ข้าจะช่วยดูมือนั่นให้”
พ่อบ้านชรารีบโค้งตัวคำนับเป็นการใหญ่ จวบจนจ้าวหุบเขาโบกมือปราม เขาจึงยอมหยุดกิริยานั้น
“ให้เขากินยานั่นก่อน อีกไม่เกินสองเค่อ รอข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย
ดีแล้วจะช่วยต่อเส้นเลือดและเส้นเอ็นให้ ส่วนค่ารักษา...”“หนึ่งหมื่นตำลึงทอง!” พ่อบ้านสูงวัยตอบโดยไม่ต้องคิด
จ้าวหุบเขาพยักหน้าน้อยๆ “ท่านเป็นผู้รู้กฎระเบียบ”
พ่อบ้านตระกูลซุนอยากจะแค่นเสียงด่าออกมาดังๆ ทว่าไม่กล้า
หึ แน่สิ...พวกข้าย่อมต้องรู้กฎระเบียบดีอยู่แล้ว!
นับตั้งแต่ติดต่อค้าขายกันมา มีครั้งใดบ้างที่จ้าวหุบเขาผู้นี้จะยอมขยับตัวทำงานโดยไร้เงื่อนไข?
เห็นหน้านิ่งๆ น้ำเสียงที่ใช้ก็สงบราบเรียบ กิริยาอาการดูสุขุมใจเย็นเช่นนี้...จ้าวหุบเขาผู้นี้ช่างรู้จักทำการค้ายิ่งนัก! เขาทำราวกับว่าทักษะการแพทย์และทักษะเกี่ยวกับยาพิษทั้งหมดทั้งมวลไม่อาจใช้โดยเปล่า ตั้งกฎเรียบง่ายแต่โหดร้ายไว้ว่าทุกสิ่งย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย ผู้ละเมิดกฎเหล็กข้อนี้ หากไม่ตายทั้งเป็นก็หายสาบสูญ
บุรุษผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมเย็นชา หนำซ้ำยังมีวรยุทธแกร่งกล้าฆ่าไม่ตาย ตลอดหลายปีมานี้เขาใช้ชีวิตด้วยการค้าขายทักษะการรักษาตลอดจนความรู้เรื่องยาพิษ แม้จะมีผู้ไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าลบหลู่ และยิ่งไม่มีใครกล้าลองดีไม่ชำระหนี้สินที่ตกค้าง ครั้งนี้นายน้อยเล่นสนุกจนเลยเถิดเกินไปแล้วจริงๆ
เฮ้อ...
พ่อบ้านสกุลซุนประสานมือคารวะ กล่าวเสียงนุ่ม “ท่านจ้าวหุบเขา นี่ก็ดึกมากแล้ว อาการนายน้อยของพวกเราเป็นเช่นนี้คงไม่อาจลงจากหุบเขา ถ้าอย่างไร...”
ท่านจ้าวหุบเขาเหลียวจ้องตาพ่อบ้านชรา ราวกับจะถามว่า “ข้าให้คืบแล้ว พวกเจ้ายังคิดจะเอาศอกอีกหรือ” พ่อบ้านสกุลซุนจึงต้องเก็บกลืนสิ่งที่คิดจะพูดกลับลงคอโดยพลัน
“รออยู่ที่นี่ ห้ามใครขยับตัวไปที่ใดทั้งนั้น หากผิดไปจากนี้ ข้าจะยกเลิก
การรักษาทันที เข้าใจหรือไม่”ชายชรารีบตอบทันที
“ได้ ได้! พวกเรารับปาก!”
จ้าวหุบเขาเดียวดายปรายตาไปยังนายน้อยสกุลซุน ราวกับไม่ใส่ใจผู้อื่นแม้แต่น้อย
ซุนเย่เห็นดังนั้นก็กลืนน้ำลายลงคอ รีบออกปากสัญญา
“ขอจ้าวหุบเขาโปรดวางใจ ข้าและผู้ติดตามจะรักษากฎระเบียบ แม้ว่าท่านจะเอื้อเฟื้อที่พักให้ก็จะประพฤติราวไร้ตัวตน ไม่บังอาจรบกวนท่านจ้าวหุบเขาและลูกศิษย์แม้แต่น้อย”
“อืม...”
ท่านจ้าวหุบเขาลุกขึ้นจากที่นั่ง ตั้งท่าจะก้าวขาออกไปนอกโถง พ่อบ้านชราจึงอดแปลกใจไม่ได้
“นั่นท่านจ้าวหุบเขาจะไปที่ใด ไม่ใช่ว่าท่านต้องการเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อทำการรักษานายน้อยของพวกเรารึ?”
แทนคำตอบ ท่านจ้าวหุบเขาปรายตามองคนถามราวกับจะถามว่า “ข้าจะทำอะไรแล้วเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาสงสัย” พ่อบ้านชราจึงได้แต่ปิดปากลง ค้อมกายน้อมส่งเจ้าบ้าน
“ดูเหมือนว่าจ้าวหุบเขาจะมุ่งหน้าไปทางเรือนเล็กทางทิศใต้นะขอรับ...” ผู้ติดตามร่างยักษ์คนหนึ่งอดเอ่ยปากไม่ได้ “ไม่ใช่ว่าเรือนพักจ้าวหุบเขาคือเรือนหลังใหญ่ใจกลางคฤหาสน์หลังนี้รึ”
“หรือว่าข่าวลือจะเป็นเรื่องจริง” ผู้ติดตามอีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้นบ้าง
“ข่าวลือเรื่องใด”
“เรื่องที่ชาวบ้านแถบนี้พูดกันว่าจ้าวหุบเขาเดียวดายมีคนรักที่งดงามและมีน้ำใจรักมั่น ทรหดอดทนยิ่งนัก” ผู้ติดตามที่รู้ข่าวตอบเสียงเบา “เขาทอดทิ้งนาง แต่คุณหนูผู้นั้นยังคงรักมั่นจริงใจ นางยอมทิ้งเกียรติยศศักดิ์ศรี ละวางทรัพย์สมบัติและความสบาย หนีออกจากบ้านมาเผชิญความลำบาก สุดท้าย จ้าวหุบเขาจึงยอมรับนางไว้”
“เช่นนั้นก็ไม่ใช่เพียงลูกศิษย์อย่างปากว่า แต่ยังเป็น...”
แต่ละคนพยักหน้าเออออ “มิน่า...จ้าวหุบเขาถึงได้หวงแหนนางนัก หกวันก่อนเมื่อครั้งนายน้อยยังพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ จู่ๆ บุรุษผู้นั้นก็สั่งกักบริเวณพวกเราเช่นตอนนี้ไม่มีผิด เดาว่าสตรีผู้นั้นคงมาถึงหุบเขาตอนนั้นกระมัง?”
“หุบปาก!”
พ่อบ้านสกุลซุนตวาดลั่น หลังจากที่ตะแคงหูฟังมานาน
“พวกเจ้ายังคิดจะทำให้จ้าวหุบเขาไม่พอใจอีกรึ เรื่องของผู้อื่นก็เป็นเรื่องของผู้อื่น หากยังอยากมีชีวิตรอดออกจากหุบเขาก็จงปิดปากให้สนิท เข้าใจหรือไม่!” พ่อบ้านสูงวัยกวาดตามองเหล่าผู้ติดตามเรียงคน “แล้วนับจากนี้ก็ไม่ต้องเอาข่าวลือไร้สาระอะไรมาเป่าหูนายน้อยอีก!”
ที่คุณชายใหญ่นึกอุตริลอบเข้าไปแช่น้ำร้อนหลังหุบเขาก็เพราะเจ้าพวกปากเปราะพวกนี้นั่นล่ะ!
อะไรคือบ่อน้ำร้อนที่ช่วยรักษาสารพัดโรคอันกว้างขวาง งดงาม และน่าอิจฉา
อะไรคือสวรรค์บนดินที่ผู้คนต่างเล่าขานว่าอยากสัมผัสสักครั้ง
คุณชายใหญ่เกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งที่บ่อน้ำร้อนนั่นแล้ว!
หลังเอ็ดตะโรระบายความขุ่นเคือง พ่อบ้านชราก็ทอดถอนใจ บ่นให้เจ้านายฟัง “ว่ากันว่าชายที่ไม่เคยมีรักยามมีรักขึ้นมาก็น่ากลัวนัก...คุณชาย จ้าวหุบเขาผู้นี้จะล่วงเกินมิได้ เห็นแก่ผู้ชราผู้นี้ ต่อไปนี้ท่านต้องระวังให้มาก”
ซุนเย่ก้มลงมองมือตนเองแล้ว ก็พลันถอนหายใจตาม
“เป็นตัวข้าเองที่ก่อเรื่องเหลวไหล...จ้าวหุบเขาเป็นผู้รักษากฎระเบียบและมีวรยุทธสูงส่งยิ่งนัก”
สองนายบ่าวต่างจ้องมองร่างสีขาวที่มุ่งหน้าลงไปยังทิศใต้ มองแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอีกคนละเฮือก
แม้ในใจจะขุ่นเคืองบุรุษบ้าอำนาจ ไร้คุณธรรม ช่างกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวอย่างหน้าตายผู้นั้นสักปานใด กลับไม่มีผู้ใดกล้าออกปากตำหนิติติงอะไรแม้เพียงครึ่งคำ
[1] หนู
เยว่เทียนเสียงอุ้มหลี่อี้หรงกลับมาท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกคนสวีเทียนเป่าและหลี่เซียนเซียนบังเอิญพบลูกนกบาดเจ็บจึงช่วยกันรักษา กลับมาไม่ทันร่วมวงฟังหลี่ลู่เหวิน ได้แต่แปลกใจเพราะบรรยากาศตรงหน้าทันทีที่กลับมาร่วมโต๊ะ ศิษย์พี่ใหญ่เทียนเป่าก็ช่วยประคองเซียนเซียนตัวน้อยขึ้นนั่งเก้าอี้ เขาส่งยิ้มให้ทุกคน กล่าวขออภัย และบอกเล่าเหตุผลที่ไม่เพียงไม่ได้ตามไปสมทบกับคนอื่นๆ ยังพาเซียนเซียนกลับมาร่วมโต๊ะล่าช้า จากนั้นก็ช่วยรินน้ำชาให้เสี่ยวเซียนเซียนตามปกติวิสัยคงเพราะหลี่เซียนเซียนวางตัวสุขุมเป็นผู้ใหญ่ และสวีเทียนเป่าเองก็มีพื้นนิสัยซื่อสัตย์กตัญญู เชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์และน้าบุญธรรมเสียจนดูไม่น่าเป็นห่วงจนเกินไป ทุกคนจึงลืมเลือนข้อเท็จจริงที่ว่า ยิ่งนับวันศิษย์เอกของหุบเขากับเสี่ยวเซียนเซียนที่สักวันต้องเติบโตเป็นสาวและออกเรือน ก็ยิ่งคล้ายจะขลุกอยู่ด้วยกันเนิ่นนานขึ้นเรื่อยๆหากมองข้ามเรื่องที่ว่า ในแต่ละวัน หากไม่ออกเก็บสมุนไพรปรุงยาช่วย เหลือบรรดาสิงสาราสัตว์และผู้คน ศิษย์พี่ใหญ่อย่างสวีเทียนเป่าก็นั่งหลับตาฝึกฝน...ยามนี้พวกเขาทั้งคู่แทบจะใช้เวลาอยู่ร่วมกันตลอดทั้งวันทั้งคืนแล้วด้วย
-7-“บัดซบ! ” หลี่ลู่เหวินที่ลอบมองจากที่ไกลกำหมัดแน่น กัดฟันกรอด “ศิษย์พี่สามบังอาจนัก เขาถึงขั้นหลอกกินเต้าหู้เสี่ยวอี้หรงของพวกเรา! หลอกกินเต้าหู้ไม่พอ ยังคิดอ่านลึกล้ำ โน้มน้าวนาง! หึ...รู้มานานแล้วว่าคนผู้นี้หาใช่พยัคฆ์แต่เป็นหมาป่า ไม่นึกว่ากระทั่งหรงเอ๋อร์ที่เพิ่งจะอายุเพียงหกขวบก็ยังไม่ละเว้น! คุณชายเช่นข้าสังหรณ์ใจอยู่แล้วเชียว ว่าเหตุใดคุณชายตัวโตเช่นเขา จึงจ้องแต่จะคอยหยอกเย้ารังแกเด็กน้อยเช่นนางนัก!”แม้หลี่ลู่เหวินจะดำรงสถานะศิษย์ลำดับที่สี่ของหุบเขา มีสถานนะเป็นศิษย์ผู้น้องของเยว่เทียนเสียง แต่ผู้แซ่หลี่เช่นเขาไม่อาจทำใจยอมรับบุรุษที่ทั้งๆ ที่อายุอานามและความสามารถล้วนเท่าเทียมกัน กลับตัดหน้าแย่งเอาสถานะศิษย์พี่สามของเขาไป ทำให้ “พี่สาม” ตระกูลหลี่ผิงอ๋องเช่นเขาต้องกลายเป็น “ศิษย์พี่สี่” ยามผู้อื่นเรียกขาน เดี๋ยวก็เจ้าสาม เดี๋ยวก็เจ้าสี่ เขาสับสนยิ่งหากตั้งแต่แรกเยว่เทียนเสียงไม่ชิงตัดหน้าแย่งตำแหน่งศิษย์พี่สามไปจากเขา ชีวิตของคุณชายเช่นเขาก็คงไม่สับสนยุ่งยากถึงเพียงนี้กล่าวได้ว่าหลี่ลู่เหวินไม่ถูกชะตาคนผู้นี้ตั้งแต่แรกพบ ยิ่งนับวันก็ยิ่งไม่ชมชอบนิสัย หากจะถามว่าทำไ
-6-เสี่ยวอี้หรงซอยเท้าเล็กๆ วิ่งอย่างรวดเร็ว แต่ไม่เร็วเกินกว่าที่ผู้ฝึกยุทธ์ของหุบเขา โดยเฉพาะคนที่มีวิชาตัวเบาเลิศล้ำกว่าใครเพื่อนอยู่ก่อนแล้วอย่างเยว่-เทียนเสียงจะไล่ตามไม่ทันเยว่เทียนเสียงเห็นเสี่ยวอี้หรงของเขานั่งซุกตัวในทุ่งดอกจวี๋ฮวา เอาหน้าซบเข่าร้องไห้ ก็ตกใจ พลันสำนึกได้ว่าคราวนี้อาจกลั่นแกล้งรังแกนางรุนแรงจนเกินไปถึงแม้อาหารจานนั้นจะรสชาติย่ำแย่มากจริงๆ ก็เถอะ...เยว่เทียนเสียงทอดถอนใจ ทรุดตัวลงนั่งชันเข่าเบื้องหน้าเด็กหญิงตัวน้อยปีนี้เยว่เทียนเสียงเพิ่งจะสิบห้าสิบหกปี ทว่าด้วยวัยเพียงสิบห้าสิบหกปีกลับดูสูงใหญ่แกร่งกร้าวราวกับพยัคฆ์หนุ่มตัวหนึ่งก็ไม่ปาน ท่าทีกึ่งคุกเข่าอย่างจนใจต่อหน้าเด็กน้อยวัยห้าหกขวบผู้หนึ่งจึงดูจะว่าอ่อนโยนขัดรูปลักษณ์รึก็ขัด ทั้งยังดูน่าตลกอยู่มากเมื่อตัวก่อเรื่องเข้าถึงตัวน้องเล็กและกำลังออกปากกล่าวคำขอโทษ ผู้ที่เป็นทั้งพี่รองของบ้านตระกูลหลี่แห่งเทียนจินและดำรงสถานะศิษย์พี่รองของหุบเขาเดียวดายจึงรั้งตัวน้องชายสามของตนไว้ รอดูตัวก่อเหตุจัดการแก้ไข ขอขมาต่อน้องสาวตัวน้อยเสี่ยวอี้หรงของพวกเขานั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ล้วนแล้วแต่ดี เพียงแต่น้องสาวต
-5-หากจะกล่าวว่าหลี่เซียนเซียนให้กลิ่นอายคล้ายเทพเซียนไม่ต่างอะไรไปจากบิดา...หลี่อี้หรงก็ให้ความรู้สึกคล้ายนางมารน้อย พื้นความคิดผิดประหลาด ช่างออดอ้อน ที่มีเนื้อแท้ซุกซน เอาแต่ใจ ไม่ยอมคน ไม่ต่างอะไรไปจากมารดาเลยสักนิดเสี่ยวอี้หรงแม้ยังเยาว์แต่ช่างจับสังเกตและช่างคิดเป็นอย่างยิ่งเป็นต้นว่าระยะนี้นางจับสังเกตได้ว่าท่านแม่มักจะทำอาหารไปออดอ้อนป้อนให้ท่านพ่อที่กรุ่นโกรธ และท่านแม่ที่ใบหน้างอเง้ากำลังแง่งอนสุดกำลังเองก็ออกอาการปลาบปลื้มใจอ่อนเพียงเพราะได้ชิมอาหารรสมือท่านพ่อ นางในวัยหกขวบก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการเอาอกเอาใจผู้อื่นด้วยอาหารนั้นนับว่าใช้การได้เป็นอย่างยิ่ง จึงมุ่งมั่นติดตามท่านแม่เข้าโรงครัว ขอเรียนรู้กลวิธีทำของอร่อย หลังจากคอยช่วยเป็นลูกมือมาเดือนกว่า ท่านแม่ก็วางใจ ยอมอนุญาตให้นางเริ่มลงมือทำอาหารด้วยตนเองลำพังเสียทีเสี่ยวอี้หรงเริ่มลงมือทำอาหารเป็นครั้งแรกด้วยน้ำตา นางกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าจับไก่ กว่าจะจับได้ก็ไม่กล้ามัด หลังจากมัดได้อย่างทุลักทุเลแล้วก็ยังไม่กล้าฆ่า สุดท้ายพี่ชายช่างตามใจอย่างพี่ชายสามสกุลหลี่ หลี่ลู่เหวิน จึงต้องเป็นผู้ลงมือมัดและฆ่าไก่ให้น้องเล็ก
-2-อาจารย์แม่ของพวกเขาคลอดบุตรสาวฝาแฝด ลูกศิษย์อีกห้าคนในหุบเขา โดยเฉพาะลูกศิษย์ลำดับที่สองและสี่ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นพี่ชายพ่อและแม่เดียวกับทารกแฝดสองคนนี้ หรือก็คือเป็น “บุตรที่แท้จริงอย่างลับๆ” ของจ้าวหุบเขารุ่นปัจจุบันและฮูหยิน ย่อมต้องอยากเข้ามาแสดงความยินดี และชมโฉมหน้าทารกน้อยทั้งสอง เรือนหลังใหญ่ใจกลางคฤหาสน์ยามนี้ นับว่าครึกครื้นยิ่งฮูหยินท่านจ้าวหุบเขาชิงตั้งชื่อบุตรสาวไปแล้วหนึ่งคน เกรงอกเกรงใจสามีไม่น้อย จึงเหลือบุตรสาวไว้ให้สามีตั้งชื่อด้วยตนเองหนึ่งคน พวกเขาทุกคนจึงเรียกเด็กน้อยผู้นี้ว่าเป่าเปาเสี่ยวเป่าไม่เหมือนพี่สาว นางชอบร้องไห้โยเยบ่อยๆ ฮูหยินประมุขเยว่อยากให้สตรีที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยืนกรานจะเลี้ยงดูบุตรีด้วยตนเองได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ จึงพยายามคว้าข้าวของต่างๆ มาหลอกล่อเสี่ยวเป่า ใครจะนึกว่าเป่าเปาเพียงจับๆ มามองดูก็โยนทิ้งไปเสียหมด โยนทิ้งแล้วก็ร้องไห้เสียงดังจนน่ากลัวว่าภูเขาจะถล่ม ฟ้าจะสะเทือนตอนนั้นเอง ฮูหยินเยว่ก็สังเกตเห็นป้ายหยกที่ฮูหยินท่านจ้าวหุบเขาห้อยเอาไว้ ป้ายหยกชิ้นนี้แวววาวงดงามเป็นอย่างยิ่ง นางฉุกคิดได้ว่าเด็กๆ ชอบของแวววาว จึงขอทดลองเอาป้ายหยกม
จะด้วยบรรยากาศผ่อนคลายสบายใจระหว่างออกท่องยุทธภพเป็นใจหรืออย่างไรก็สุดรู้ ท้ายที่สุด ฮูหยินจ้าวหุบเขารุ่นปัจจุบันก็ตั้งครรภ์บุตรสาวขึ้นมาจนได้...ไม่ใช่แค่เป็นครรภ์บุตรสาวธรรมดาๆ แต่ยังเป็นครรภ์บุตรสาวฝาแฝดที่รูปโฉมบริสุทธิ์งดงาม น่ารักใคร่เอ็นดูเป็นอย่างยิ่งหากนับจากสถานะข้างตระกูลหลี่แห่งเทียนจิน เด็กสองคนนี้ย่อมต้องกลายเป็นคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองของหลี่ผิงอ๋องผู้วางมือจากราชสำนักอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าเมื่อมองจากสถานะข้างหุบเขาเดียวดายที่คนส่วนใหญ่รับรู้ เด็กสาวสองคนนี้ย่อมไม่ต่างอะไรไปจากองค์หญิงตัวน้อยๆ แห่งอาณาจักรเร้นลับในขุนเขาอวี้หลงจะอย่างไรเลือดก็ข้นกว่าน้ำ...แม้หุบเขาแห่งนี้จะเลือกผู้สืบทอดจากศิษย์มาทุกรุ่น ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าท่านจ้าวหุบเขาผู้ยิ่งนับวันก็ยิ่งรักใคร่หวงแหนภรรยาและบุตรีจะไม่เลือกส่งมอบทุกสิ่งต่อให้บุตรสาวฝาแฝดที่ถือกำเนิดจากฮูหยินคนสำคัญแม้สกุลหลี่มีธรรมเนียมตั้งชื่อบุตรหลานตามลำดับทำเนียบรุ่น ทว่าชื่อเรียกของพวกนางหาได้ตั้งขึ้นตามทำเนียบรุ่น ศาสตร์แห่งดวงชะตา หรือธรรมเนียมปฏิบัติอื่นใดพวกนางสองคน คนหนึ่งถูกเรียกว่า “เซียนเซียน” ส่วนอีกคน ได้ชื่อเรีย
“พวกเจ้าหนึ่งปีศาจหนึ่งมนุษย์ร่วมมือกันสูบเอาปราณของข้า คิดจะทำอะไร!” คราวนี้เสียงที่ดังขึ้นในหัวเธอเป็นเสียงผู้หญิงอาจูจ้องลึกลงในตาจิ้งจอกแดงตรงหน้าเพียงเท่านั้น มันแผดเสียงในหัวเธอดังลั่น“กลิ่นอายปีศาจจิ้งจอกที่แฝงอยู่ในตัวก็ได้มาเพราะอย่างนี้ใช่หรือไม่!” อาจูตกใจที่บางอย่างตรงหน้าสื่อสารได้
เด็กรับใช้คฤหาสน์ปรมาจารย์จางฉวนได้ยินเข้าก็แย้มยิ้ม พออกพอใจ“นั่นเป็นเพราะนายท่านของข้าถ่ายทอดความน่าเกรงขามงามสง่าของท่านอ๋องออกมาได้ไร้ที่ติอย่างไรเล่า!”...หนึ่งครั้งยังพอเข้าใจ สองครั้งชักจะยังไงๆ สามครั้งนี่ชักจะไม่ปกติแล้วอาจูลอบเหลียวมองเด็กรับใช้ปรมาจารย์เจ้าของภาพวาด อดรู้สึกไม่ได้ว่าปร
ท่ามกลางขบวนเดินทางที่โดยมากแล้วจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม อาการของเยว่เทียนฟงซึ่งจะอย่างไรก็ไม่ยอมให้น้องสาวกำมะลอบังคับจับถ่ายลมปราณทะลวงจุดให้ ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยแล้วเข้าสู่สภาวะทรงตัว ยังดีที่อุตส่าห์ลุกขึ้นนั่งและเดินเหินได้เหมือนคนทั่วๆ ไป พร้อมๆ กับที่คณะเดินทางมาถึงเมืองหลวงพอดิบพอดี“ต้องจากกันแล
เยว่เทียนฟงรู้สึกถึงความผิดปกติ แง้มม่านดู พอเห็นว่าพลขับจำเป็นอย่างเธอหยุดรถดูอะไรก็ขยับริมฝีปากหยักได้รูปอธิบายสั้นๆ“เป็นป้ายประกาศสดุดีวีรบุรุษ”ตั้งแต่ออกจากโรงเตี๊ยมร้าง คนแซ่เยว่ดูเงียบขรึมขึ้นมากทีเดียว“สดุดีวีรบุรุษ...?” ไม่ใช่ว่าพวกฮ่องเต้ส่วนใหญ่ไม่ชอบเห็นใครได้รับการยกย่องศรัทธาสูงส่งก







