Masukตอนที่
[7]
คุ้มค่าหรือไม่
หลังจากที่ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะต้องสร้างฐานะของตนเองให้มั่นคงให้ได้ ลั่วเฉียวฮุ่ยก็ไม่รอช้า นางใช้เวลาในวันรุ่งขึ้นเพื่อเตรียมตัวไปยังร้านยงซื่อจินผิ่นทันที
โดยเลือกสวมใส่อาภรณ์ที่ดูเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน ไม่ได้หรูหราจนเกินงาม แต่ก็ไม่ได้ดูซอมซ่อจนน่าดูแคลน การแต่งกายในวันนี้ของนางมีจุดประสงค์เดียว นั่นคือการไป ‘ดูลาดเลา’ หาใช่การไปเจรจาการค้าอย่างเป็นทางการ
เมื่อเดินทางมาถึงหน้าร้านยงซื่อจินผิ่นพร้อมกับเลี่ยงซู ความโอ่อ่าและหรูหราของร้านก็ทำเอาให้รู้สึกตื่นตะลึงไม่น้อย แม้ว่าลั่วเฉียวฮุ่ยคนเดิมจะเคยมา แต่สำหรับนางที่เป็นคนใหม่นั้นเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก ที่เป็นร้านที่ดูใหญ่โตและตกแต่งอย่างหรูหรางดงามไม่ด้อยงานในวังหลวงที่นางไปวันนั้นเลย นี่เป็นการบ่งบอกถึงฐานะและความร่ำรวยของเจ้าของร้านได้เป็นอย่างดี
ทว่าลั่วเฉียวฮุ่ยยังไม่ทันจะได้ก้าวเข้าไปในร้าน เสี่ยวเอ้อที่ยืนอยู่หน้าร้านก็รีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับทันที แต่แทนที่เขาจะเชิญนางเข้าร้านกลับกล่าวด้วยความนอบน้อม
“ใช่คุณหนูลั่วเฉียวฮุ่ยหรือไม่ขอรับ?”
ลั่วเฉียวฮุ่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ “ใช่แล้ว มีอะไรหรือ”
“นายหญิงของข้าน้อย เอ่อ ฉินฮูหยินสั่งให้ข้าน้อยมารอรับคุณหนูเพื่อเชิญคุณหนูไปพบที่จวน ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไปเพียงสองตรอกเท่านั้นขอรับ”
ลั่วเฉียวฮุ่ยยิ่งประหลาดใจหนักกว่าเดิม
ฉินฮูหยินรู้ว่านางจะมา?
หรือคิดว่านางจะมาจึงได้สั่งการคนของตนไว้เช่นนี้
แม้จะดูเหมือนใส่ใจ แต่กระนั้นก็ทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยมีความระแวดระวังเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน
แต่นางไม่มีทางเลือกอื่นจึงจำต้องเดินตามการนำทางของเสี่ยวเอ้อไปยังจวนที่ว่า และเมื่อไปถึงนางก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง
จวนตระกูลฉินนั้นแม้จะไม่ได้ใหญ่โตเท่าจวนขุนนางชั้นสูงแต่กลับถูกสร้างและตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงาม ทุกรายละเอียดล้วนบ่งบอกถึงความมั่งคั่งและอำนาจของเจ้าของจวนได้เป็นอย่างดี
และคนแรกที่ออกมารอต้อนรับนางกลับไม่ใช่บ่าวรับใช้ แต่เป็นเด็กชายหน้าตาน่ารักน่าชังที่นางเคยพบเจอที่อาราม...เซียวหลิน
“พี่สาวคนสวย ในที่สุดท่านก็มา!” เด็กน้อยยิ้มกว้างจนตาหยี ก่อนจะวิ่งเข้ามาหานางอย่างเป็นกันเอง “ท่านย่ารอท่านอยู่ข้างในนานแล้ว ไปเถิด ข้าจะนำทางท่านไปเอง”
เขากล่าวพลางถือวิสาสะยื่นมือเล็ก ๆ ของตนเองออกมาหมายจะจับจูงมือลั่วเฉียวฮุ่ยเข้าไปข้างใน...
แต่ด้วยสัญชาตญาณของนักต่อสู้ที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักในชาติก่อนทันทีที่มือของเด็กน้อยกำลังจะสัมผัสถูกตัวนาง ลั่วเฉียวฮุ่ยก็ชักมือกลับและเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว
การกระทำนั้นทำเอาเซียวหลินถึงกับชะงักค้างไปรอยยิ้มที่เคยสดใสพลันเจื่อนลงเล็กน้อย เด็กน้อยได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ และดึงมือกลับไปอย่างเงียบ ๆ
ลั่วเฉียวฮุ่ยเมื่อรู้ตัวว่าตนเองเผลอทำอะไรลงไปก็รู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย นางไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาทกับเด็กน้อย มันเป็นเพียงปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่นางยังควบคุมได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับ ‘เด็ก’ ที่เคยเป็นฝันร้ายของนางมาก่อน
หญิงสาวพยายามฉีกยิ้มที่ดูเป็นมิตรที่สุดส่งให้เขา “ขะ...ขอโทษทีนะข้าแค่...ตกใจนิดหน่อย”
ก่อนจะค่อย ๆ ย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับเขา “เจ้า...ช่วยนำทางข้าไปหาท่านย่าของเจ้าได้หรือไม่?”
เซียวหลินกลับมายิ้มกว้างได้อีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างแข็งขันแล้วเดินนำทางนางเข้าไป ด้านหลังคือเลี่ยงซูที่กำลังกวาดสายตามองสำรวจความงดงามของจวนแห่งนี้ด้วยความตื่นตาตื่นใจ
เมื่อมาถึงโถงรับรองที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ฉินฮูหยินก็ได้เดินออกมารอต้อนรับด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น
“ในที่สุดคุณหนูลั่วก็มา ข้านึกว่าท่านจะเปลี่ยนใจไม่มาเสียแล้ว”
“ข้าต้องขออภัยที่มาช้าเจ้าค่ะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยกล่าวตามมารยาท
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก นั่งลงก่อนสิ” ฉินฮูหยินผายมือเชิญ
“คุณหนูลั่วตัดสินใจได้แล้วหรือ”
ลั่วเฉียวฮุ่ยพยักหน้าช้า ๆ “เจ้าค่ะ”
ทันใดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของฉินฮูหยินกว้างขึ้นกว่าเดิม
“ดีมาก! ข้าเชื่อว่าการตัดสินใจของท่านในครั้งนี้จะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”
“แต่ข้าก็อยากพูดคุยทำความเข้าใจกับท่านให้มากกว่านี้” เป็นลั่วเฉียวฮุ่ยที่กล่าวขึ้น คราแรกนางตั้งใจว่าจะมิได้ตกลงง่าย ๆ เช่นนี้ แต่เมื่อสบสายตาที่ดูจริงใจของอีกฝ่ายก็รับปากไปอย่างไม่รู้ตัว
“เช่นนั้นเราคงจะต้องคุยกันยาวหน่อยแล้ว...”
จากนั้นทั้งสองก็ได้เริ่มพูดคุยถึงแนวทางการร่วมมือกัน ลั่วเฉียวฮุ่ยไม่ได้เปิดเผยถึงสินค้าที่นางคิดจะทำโดยละเอียด เพียงแต่บอกกว้าง ๆ ว่าเป็นสินค้าประเภทเครื่องประทินโฉมและของใช้สำหรับสตรีที่ไม่เคยมีมาก่อนในเมืองหลวง ซึ่งฉินฮูหยินก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรมากนัก นางเพียงแค่อธิบายถึงช่องทางการจำหน่ายและกลุ่มลูกค้าที่นางมีอยู่ในมือ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและเครือข่ายทางการค้าที่กว้างขวางของนาง
ที่ลั่วเฉียวฮุ่ยมาในวันนี้โดยที่ไม่ได้เตรียมสินค้าอะไรติดมือมาเลยนั้นก็เพราะนางเพียงต้องการจะมา ‘ดูเชิง’ เป็นครั้งสุดท้ายเพื่ออยากจะแน่ใจว่าคนผู้นี้จะไม่ทำให้นางต้องเสียเวลาไปโดยใช่เหตุหรือไม่
และเมื่อได้สนทนากันนางก็พบว่าฉินฮูหยินนั้น แม้จะดูมีชั้นเชิงและเป็นคนทำการค้าที่ฉลาดหลักแหลม แต่นางกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดหรืออยากจะถอยห่าง เหมือนเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับสองแม่ลูกตัวร้ายที่จวนนั่นเลยแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นข้าขอเวลาอีกสามวันนะเจ้าคะ ข้าจะนำสินค้าตัวอย่างมาให้ท่านได้ดูด้วยตัวเอง” ลั่วเฉียวฮุ่ยกล่าวหลังจากที่การสนทนาสิ้นสุดลง
แต่ก่อนที่จะเดินทางกลับนางก็ตัดสินใจที่จะพูดบางอย่างออกไปตามตรง
“ฉินฮูหยินก่อนที่เราจะเริ่มร่วมมือกัน ข้ามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอกกับท่านก่อนเจ้าค่ะ” นางกล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจัง
“อันดับแรก ข้าชื่อลั่วเฉียวฮุ่ย เป็นคุณหนูรองแห่งจวนรองเจ้ากรมพิธีการลั่วฉู่หวัง”
กล่าวแล้วหยุดเว้นช่วงเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ
“ชื่อเสียงของข้าในเมืองหลวงนั้นไม่ได้ดีงามนัก...หากท่านได้ยินเรื่องราวของข้าจากคนภายนอก พวกเขาก็คงจะบอกว่าข้าเป็นสตรีที่เอาแต่ใจและร้ายกาจ ข้าเลยกลัวว่าหากท่านได้ยินเรื่องเหล่านี้ในภายหลังท่านอาจจะเปลี่ยนใจ ข้าจึงขอชิงบอกท่านไว้ก่อนตรงนี้หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงจะได้แก้ไขได้ทัน” นางหมายถึงหากคนผู้นี้ยอมรับไม่ได้การร่วมมือครั้งนี้ก็คงจะไม่ได้เกิดขึ้น
ทว่าฉินฮูหยินที่ได้ฟังเช่นนั้นกลับหัวเราะออกมาเบา ๆ
“คุณหนูลั่วบนโลกใบนี้จะมีสักกี่คนกันเชียวที่ไม่ร้ายกาจบ้าง?” นางกล่าวพลางจิบชา “แม้แต่ตัวข้าเองก็ร้ายกาจไม่น้อยไปกว่าใครหรอกนะ”
สตรีวัยกลางคนวางถ้วยชาลงก่อนจะมองลึกลงไปในดวงตาของหญิงสาวที่ตนรู้สึกถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็น “แต่ว่านะ...คนที่กล้ายอมรับและพูดออกมาตรง ๆ ว่าตัวเองร้ายกาจได้น่ะมีน้อยคนนัก ส่วนใหญ่ที่ข้าเจอมักจะมีแต่พวกดอกบัวขาวที่ภายนอกดูบริสุทธิ์ แต่ภายในกลับเน่าเฟะเสียยิ่งกว่าอะไร”
“ดังนั้นเจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าไม่ชอบคนประเภทนั้นและข้าก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจด้วย” ในตอนนี้ฉินฮูหยินเริ่มพูดคุยแบบเป็นกันเองมากขึ้น ทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยที่ได้ฟังเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกว่าเหมือนได้พบเจอคนที่ ‘ประเภทเดียวกัน’ เข้าเสียแล้ว
หญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วโค้งศีรษะให้อีกฝ่ายเล็กน้อย “เช่นนั้นอีกสามวันพวกเราค่อยพบกันอีกครั้งนะเจ้าคะ”
“ได้สิ ข้าจะรอนะ”
‘นี่สิถึงจะเรียกว่าคู่ค้าของข้าได้!’
ลั่วเฉียวฮุ่ยคิดในใจอย่างพึงพอใจขณะที่เดินออกจากจวนไป
หลังลั่วเฉียวฮุ่ยกลับไปเซียวหลินที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ ก็เอ่ยขึ้น
“ท่านย่าขอรับพี่สาวคนสวยดูจะระวังตัวมากจริง ๆ เลยนะขอรับ”
ฉินฮูหยินหันไปพูดกับหลานชายตัวน้อยด้วยรอยยิ้ม
“นี่แหละคือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ย่าสนใจในตัวนาง จงจำไว้นะหลินเออร์การรู้จักระแวดระวังแต่ไม่หวาดกลัวจนเสียเรื่อง คือสิ่งที่คนที่จะทำการใหญ่ต้องมี”
ตอนที่ [14]เซียวจวิ้น ช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ลั่วเฉียวฮุ่ยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เรือนฟู่เฉิงเพื่อดูแลกิจการที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือไม่ก็ไปมาหาสู่ที่จวนตระกูลฉินเพื่อปรึกษาหารือเรื่องการค้ากับฉินฮูหยินอยู่เสมอ นางแทบจะไม่ได้ย่างกรายเข้าไปใกล้เรือนใหญ่ของจวนตระกูลลั่วเลยหากไม่จำเป็น เมื่อกลับมาถึงจวนในตอนค่ำ นางก็จะตรงกลับไปยังเรือนของตนเองทันทีการที่นางเข้า ๆ ออก ๆ จวนอยู่ทุกวันแน่นอนว่าย่อมอยู่ในสายตาของผู้เป็นบิดาอย่างลั่วฉู่หวังแต่เขาก็ทำได้เพียงแค่สงสัยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะซักถามอะไรให้มากความ ในความคิดของเขา บุตรสาวคนรองก็คงจะยังทำตัวเหลวไหลออกไปเที่ยวเล่นเตร็ดเตร่ไร้สาระเหมือนเช่นเคย‘เมื่อไรจะรู้จักโตเป็นผู้ใหญ่เสียทีนะ...’ เขาได้แต่ถอนหายใจอย่างระอา พลางหันไปมองภาพของภรรยาและบุตรสาวคนโตที่กำลังนั่งเย็บปักถักร้อยกันอยู่ที่ศาลากลางสวนด้วยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ ‘ดูสิ เม่ยเออร์ช่างเพียบพร้อมและเป็นกุลสตรีที่งดงาม ลั่วเฉียวฮุ่ยช่างเทียบไม่ติดจริง ๆ’โดยเขาไม่รู้เลยว่าบุตรสาวที่เขาตราหน้าว่าไร้สาระนั้น บัดนี้ได้กลายเป็น คหบดีหญิงผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพลคน
ตอนที่ [13]สินค้าใหม่ ความคิดที่แวบเข้ามาในหัวของลั่วเฉียวฮุ่ยคืนนั้น มันได้จุดประกายไฟแห่งการสร้างสรรค์ครั้งใหม่ของนางให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรง ‘รองเท้ากันน้ำ กันหิมะ ทนทาน สำหรับทหาร...’ใช่แล้ว! รองเท้าสำหรับทหาร!!มันอาจจะดูเป็นเรื่องไม่สำคัญในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับนางที่ในอดีตคือ เฮเลน เฉียน อดีตครูฝึกสอนการต่อสู้และการเอาตัวรอด นางรู้ดีว่าอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะชี้เป็นชี้ตายในสนามฝึกได้เลยทีเดียวในโลกก่อนตอนที่นางยังเป็นเพียงนักเรียนการต่อสู้ นางต้องเข้ารับการฝึกฝนในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและทารุณมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งการเดินเท้าในป่ารกชัฏที่เต็มไปด้วยโคลน การปีนป่ายหน้าผาที่สูงชัน ไปจนถึงการฝึกซ้อมท่ามกลางหิมะที่หนาวเหน็บ ประสบการณ์เหล่านั้นได้สอนให้นางต้องรู้จักดัดแปลงและปรับปรุงอุปกรณ์ของตนเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...รองเท้าคืนนั้นลั่วเฉียวฮุ่ยใช้เวลาตลอดทั้งคืนในการขลุกอยู่กับกองกระดาษและพู่กัน เพื่อร่างภาพแบบรองเท้าหุ้มข้อที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่นางต้องการ มันจะต้องทำจากหนังที่เหนียวและทนทาน
ตอนที่ [12]ยิ่งกว่าครอบครัว เสียงเรียกที่ดังขึ้นจากด้านข้างรถม้า ทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องเปิดม่านไปดู แล้วก็พบกับร่างของสตรีวัยกลางคนที่คุ้นเคย ท่านป้าเสวียน บ่าวรับใช้คนสนิทของฉินฮูหยินนั่นเอง“ท่านป้าเสวียน มีธุระอันใดกับข้าหรือเจ้าคะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยเอ่ยทักทายด้วยความประหลาดใจเสวียนหงยิ้มให้อีกฝ่ายด้วยความอ่อนโยน เป็นรอยยิ้มที่ดูจริงใจและไม่เสแสร้ง แตกต่างจากรอยยิ้มของคนในจวนที่ลั่วเฉียวฮุ่ยเพิ่งจะจากมาโดยสิ้นเชิง“พอดีว่านายหญิงให้ข้าน้อยไปหาคุณหนูที่เรือนฟู่เฉิงน่ะเจ้าค่ะ แต่เมื่อไปถึงคนงานที่นั่นกลับบอกว่าคุณหนูได้เดินทางกลับไปก่อนแล้ว ข้าน้อยจึงลองออกมาตามหาดู โชคดีจริง ๆ ที่ได้พบท่านที่นี่”“ฉินฮูหยินมีเรื่องด่วนอะไรกับข้าหรือเจ้าคะ?” ลั่วเฉียวฮุ่ยค่อนข้างจะนอบน้อมต่อสตรีผู้นี้เป็นพิเศษ เพราะนางรู้ดีว่าเสวียนหงไม่ได้เป็นเพียงบ่าวรับใช้ธรรมดา แต่คือคนที่ฉินฮูหยินให้ความไว้วางใจมากผู้หนึ่ง“เรื่องนั้น...ข้าน้อยเองก็ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ” เสวียนหงส่ายหน้าเบา ๆ“นายหญิงเพียงแค่สั่งให้ข้ามาเชิญคุณหนูไปที่จวนให้ได้ ท่านบอกว่ามี ‘เรื่องสำคัญ’ จะพูดคุยด้วย เช่นนั้นตามข้าไปที่จวนจะด
ตอนที่ [11]ไม่เคยสำคัญ หนึ่งเดือนผ่านไป...กิจการค้าระหว่างลั่วเฉียวฮุ่ยและฉินฮูหยินรุ่งเรืองเฟื่องฟูขึ้นอย่างไม่มีหยุดยั้ง สินค้าทุกชิ้นที่นางคิดค้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสบู่หอม เครื่องหอมแบบน้ำหรือกระเป๋าสารพัดประโยชน์ล้วนต่างก็กลายเป็นของยอดนิยมที่เหล่าสตรีชั้นสูงในเมืองหลวงต้องมีไว้ในครอบครองคำสั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามามากมายจนหญิงสาวและคนงานที่เรือนฟู่เฉิงแทบจะผลิตกันไม่ทัน ทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น นางจะต้องดูแลทั้งควบคุมคุณภาพการผลิต การคิดค้นสินค้าใหม่ ๆ และวางแผนรูปแบบการขายร่วมกับฉินฮูหยิน ทุกวันทำงานหนักเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่กระนั้นกลับเป็นความเหนื่อยที่เต็มไปด้วยความสุขและความภาคภูมิใจนั่นเพราะนางไม่ได้ร่ำรวยขึ้นเพียงคนเดียว แต่เหล่าคนงานที่นางว่าจ้างมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจนที่เคยไม่มีแม้แต่งานจะทำ บัดนี้พวกเขากลับมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยนางให้ผลตอบแทนแก่พวกเขาอย่างสมน้ำสมเนื้อ มอบทั้งค่าจ้างที่สูงกว่าปกติ ไหนจะอาหารครบทุกมื้อและที่พักที่ปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ทำให้เหล่าลูกจ้างต่างก็พากันซาบซึ้งใจและทำงานให้นางอย่างถวายห
ตอนที่ [10]พังมาพังกลับ หลังจากที่จัดการเรื่องเรือนฟู่เฉิงแหล่งผลิตสินค้าแห่งใหม่และคัดเลือกคนงานที่ไว้ใจได้เรียบร้อยแล้ว ลั่วเฉียวฮุ่ยก็กลับมาทุ่มเทให้กับการผลิตสินค้าชุดใหม่ต่อทันที ด้วยกำลังคนที่เพิ่มขึ้นและสถานที่ที่กว้างขวางกว่าเดิม ก็ทำให้การผลิตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพียงไม่นาน สินค้าชุดใหม่ก็ถูกส่งไปยังร้านยงซื่อจินผิ่นจนเต็มคลังสินค้าและเมื่อจัดการเรื่องงานจนเข้าที่เข้าทางแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องสะสาง ‘บัญชีแค้น’ ส่วนตัวกันเสียทีนางรอคอยจังหวะที่เหมาะสมและในที่สุดโอกาสนั้นก็มาถึงเมื่อได้รับข่าวจากสายที่แอบวางไว้ในจวนว่าวันนี้บิดาของนางติดงานสำคัญต้องค้างคืนอยู่ที่นอกเมืองหลายวัน น้องชายตัวแสบก็ไปเรียนที่สำนักศึกษา ส่วนสองแม่ลูกตัวดีก็มีแผนที่จะออกไปเลือกซื้อผ้าไหมที่ตลาดวันนี้ทางสะดวก!!ช่างเป็นวันที่เหมาะสมกับการ ‘ลงมือ’ ครั้งใหญ่เสียจริงลั่วเฉียวฮุ่ยยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น นางรอจนกระทั่งรถม้าของสวีหลิงม่านและลั่วหลิงเม่ยเคลื่อนตัวออกจากจวนไปแล้ว จึงได้เริ่มต้นแผนการของนางทันที!โดยบอกให้เลี่ยงซูอยู่เฝ้าเรือนไว้ ส่วนตนเองก็ได้ใช้ ทัก
ตอนที่ [9]แหล่งผลิตสินค้าแห่งใหม่ หลังจากที่จับจ่ายซื้อวัตถุดิบจนเต็มรถม้าแล้ว ลั่วเฉียวฮุ่ยก็เดินทางกลับมายังจวนตระกูลลั่วด้วยความรู้สึกที่กระตือรือร้นและเต็มไปด้วยพลัง นางแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้กลับไปเริ่มต้นผลิตสินค้าชุดใหม่ สินค้าที่จะนำพาความร่ำรวยและอิสรภาพมาสู่ชีวิตของนางแต่แล้วหลังจากที่นางแอบนำของเหล่านั้นเข้าประตูด้านข้างก่อนจะนำไปที่เรือนของตนเอง ทันทีที่นางก้าวผ่านประตูเรือนของตนเองเข้ามารอยยิ้มที่เคยสดใสก็พลันแข็งค้างไป...ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของนาง เรียกได้ว่าคือความพินาศย่อยยับ!เพราะข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นในเรือนถูกรื้อค้นออกมาจนกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น โต๊ะเครื่องแป้งถูกผลักจนล้มคว่ำ เสื้อผ้าที่พับไว้อย่างดีถูกดึงออกมาขยี้จนยับยู่ยี่และที่เลวร้ายที่สุด คือโอ่งดินเผาใบเล็กที่นางใช้เก็บสมุนไพรหายากบางชนิด บัดนี้มันได้แตกละเอียดกลายเป็นเศษดินเผาไปเสียแล้ว!“คุณหนู!!” เลี่ยงซูที่เดินตามเข้ามาทีหลังถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด “นะ...นี่มันเกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ ผู้ใดกล้าทำเช่นนี้กัน!”เลี่ยงซูกำลังจะวิ่งออกไปเพื่อตามหาคนมาสอบสวน แต่กลับถูกลั่วเฉียวฮุ่ยยกมือ







