Mag-log inตอนที่
[7]
คุ้มค่าหรือไม่
หลังจากที่ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะต้องสร้างฐานะของตนเองให้มั่นคงให้ได้ ลั่วเฉียวฮุ่ยก็ไม่รอช้า นางใช้เวลาในวันรุ่งขึ้นเพื่อเตรียมตัวไปยังร้านยงซื่อจินผิ่นทันที
โดยเลือกสวมใส่อาภรณ์ที่ดูเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน ไม่ได้หรูหราจนเกินงาม แต่ก็ไม่ได้ดูซอมซ่อจนน่าดูแคลน การแต่งกายในวันนี้ของนางมีจุดประสงค์เดียว นั่นคือการไป ‘ดูลาดเลา’ หาใช่การไปเจรจาการค้าอย่างเป็นทางการ
เมื่อเดินทางมาถึงหน้าร้านยงซื่อจินผิ่นพร้อมกับเลี่ยงซู ความโอ่อ่าและหรูหราของร้านก็ทำเอาให้รู้สึกตื่นตะลึงไม่น้อย แม้ว่าลั่วเฉียวฮุ่ยคนเดิมจะเคยมา แต่สำหรับนางที่เป็นคนใหม่นั้นเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก ที่เป็นร้านที่ดูใหญ่โตและตกแต่งอย่างหรูหรางดงามไม่ด้อยงานในวังหลวงที่นางไปวันนั้นเลย นี่เป็นการบ่งบอกถึงฐานะและความร่ำรวยของเจ้าของร้านได้เป็นอย่างดี
ทว่าลั่วเฉียวฮุ่ยยังไม่ทันจะได้ก้าวเข้าไปในร้าน เสี่ยวเอ้อที่ยืนอยู่หน้าร้านก็รีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับทันที แต่แทนที่เขาจะเชิญนางเข้าร้านกลับกล่าวด้วยความนอบน้อม
“ใช่คุณหนูลั่วเฉียวฮุ่ยหรือไม่ขอรับ?”
ลั่วเฉียวฮุ่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ “ใช่แล้ว มีอะไรหรือ”
“นายหญิงของข้าน้อย เอ่อ ฉินฮูหยินสั่งให้ข้าน้อยมารอรับคุณหนูเพื่อเชิญคุณหนูไปพบที่จวน ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไปเพียงสองตรอกเท่านั้นขอรับ”
ลั่วเฉียวฮุ่ยยิ่งประหลาดใจหนักกว่าเดิม
ฉินฮูหยินรู้ว่านางจะมา?
หรือคิดว่านางจะมาจึงได้สั่งการคนของตนไว้เช่นนี้
แม้จะดูเหมือนใส่ใจ แต่กระนั้นก็ทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยมีความระแวดระวังเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน
แต่นางไม่มีทางเลือกอื่นจึงจำต้องเดินตามการนำทางของเสี่ยวเอ้อไปยังจวนที่ว่า และเมื่อไปถึงนางก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง
จวนตระกูลฉินนั้นแม้จะไม่ได้ใหญ่โตเท่าจวนขุนนางชั้นสูงแต่กลับถูกสร้างและตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงาม ทุกรายละเอียดล้วนบ่งบอกถึงความมั่งคั่งและอำนาจของเจ้าของจวนได้เป็นอย่างดี
และคนแรกที่ออกมารอต้อนรับนางกลับไม่ใช่บ่าวรับใช้ แต่เป็นเด็กชายหน้าตาน่ารักน่าชังที่นางเคยพบเจอที่อาราม...เซียวหลิน
“พี่สาวคนสวย ในที่สุดท่านก็มา!” เด็กน้อยยิ้มกว้างจนตาหยี ก่อนจะวิ่งเข้ามาหานางอย่างเป็นกันเอง “ท่านย่ารอท่านอยู่ข้างในนานแล้ว ไปเถิด ข้าจะนำทางท่านไปเอง”
เขากล่าวพลางถือวิสาสะยื่นมือเล็ก ๆ ของตนเองออกมาหมายจะจับจูงมือลั่วเฉียวฮุ่ยเข้าไปข้างใน...
แต่ด้วยสัญชาตญาณของนักต่อสู้ที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักในชาติก่อนทันทีที่มือของเด็กน้อยกำลังจะสัมผัสถูกตัวนาง ลั่วเฉียวฮุ่ยก็ชักมือกลับและเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว
การกระทำนั้นทำเอาเซียวหลินถึงกับชะงักค้างไปรอยยิ้มที่เคยสดใสพลันเจื่อนลงเล็กน้อย เด็กน้อยได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ และดึงมือกลับไปอย่างเงียบ ๆ
ลั่วเฉียวฮุ่ยเมื่อรู้ตัวว่าตนเองเผลอทำอะไรลงไปก็รู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย นางไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาทกับเด็กน้อย มันเป็นเพียงปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่นางยังควบคุมได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับ ‘เด็ก’ ที่เคยเป็นฝันร้ายของนางมาก่อน
หญิงสาวพยายามฉีกยิ้มที่ดูเป็นมิตรที่สุดส่งให้เขา “ขะ...ขอโทษทีนะข้าแค่...ตกใจนิดหน่อย”
ก่อนจะค่อย ๆ ย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับเขา “เจ้า...ช่วยนำทางข้าไปหาท่านย่าของเจ้าได้หรือไม่?”
เซียวหลินกลับมายิ้มกว้างได้อีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างแข็งขันแล้วเดินนำทางนางเข้าไป ด้านหลังคือเลี่ยงซูที่กำลังกวาดสายตามองสำรวจความงดงามของจวนแห่งนี้ด้วยความตื่นตาตื่นใจ
เมื่อมาถึงโถงรับรองที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ฉินฮูหยินก็ได้เดินออกมารอต้อนรับด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น
“ในที่สุดคุณหนูลั่วก็มา ข้านึกว่าท่านจะเปลี่ยนใจไม่มาเสียแล้ว”
“ข้าต้องขออภัยที่มาช้าเจ้าค่ะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยกล่าวตามมารยาท
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก นั่งลงก่อนสิ” ฉินฮูหยินผายมือเชิญ
“คุณหนูลั่วตัดสินใจได้แล้วหรือ”
ลั่วเฉียวฮุ่ยพยักหน้าช้า ๆ “เจ้าค่ะ”
ทันใดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของฉินฮูหยินกว้างขึ้นกว่าเดิม
“ดีมาก! ข้าเชื่อว่าการตัดสินใจของท่านในครั้งนี้จะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”
“แต่ข้าก็อยากพูดคุยทำความเข้าใจกับท่านให้มากกว่านี้” เป็นลั่วเฉียวฮุ่ยที่กล่าวขึ้น คราแรกนางตั้งใจว่าจะมิได้ตกลงง่าย ๆ เช่นนี้ แต่เมื่อสบสายตาที่ดูจริงใจของอีกฝ่ายก็รับปากไปอย่างไม่รู้ตัว
“เช่นนั้นเราคงจะต้องคุยกันยาวหน่อยแล้ว...”
จากนั้นทั้งสองก็ได้เริ่มพูดคุยถึงแนวทางการร่วมมือกัน ลั่วเฉียวฮุ่ยไม่ได้เปิดเผยถึงสินค้าที่นางคิดจะทำโดยละเอียด เพียงแต่บอกกว้าง ๆ ว่าเป็นสินค้าประเภทเครื่องประทินโฉมและของใช้สำหรับสตรีที่ไม่เคยมีมาก่อนในเมืองหลวง ซึ่งฉินฮูหยินก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรมากนัก นางเพียงแค่อธิบายถึงช่องทางการจำหน่ายและกลุ่มลูกค้าที่นางมีอยู่ในมือ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและเครือข่ายทางการค้าที่กว้างขวางของนาง
ที่ลั่วเฉียวฮุ่ยมาในวันนี้โดยที่ไม่ได้เตรียมสินค้าอะไรติดมือมาเลยนั้นก็เพราะนางเพียงต้องการจะมา ‘ดูเชิง’ เป็นครั้งสุดท้ายเพื่ออยากจะแน่ใจว่าคนผู้นี้จะไม่ทำให้นางต้องเสียเวลาไปโดยใช่เหตุหรือไม่
และเมื่อได้สนทนากันนางก็พบว่าฉินฮูหยินนั้น แม้จะดูมีชั้นเชิงและเป็นคนทำการค้าที่ฉลาดหลักแหลม แต่นางกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดหรืออยากจะถอยห่าง เหมือนเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับสองแม่ลูกตัวร้ายที่จวนนั่นเลยแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นข้าขอเวลาอีกสามวันนะเจ้าคะ ข้าจะนำสินค้าตัวอย่างมาให้ท่านได้ดูด้วยตัวเอง” ลั่วเฉียวฮุ่ยกล่าวหลังจากที่การสนทนาสิ้นสุดลง
แต่ก่อนที่จะเดินทางกลับนางก็ตัดสินใจที่จะพูดบางอย่างออกไปตามตรง
“ฉินฮูหยินก่อนที่เราจะเริ่มร่วมมือกัน ข้ามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอกกับท่านก่อนเจ้าค่ะ” นางกล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจัง
“อันดับแรก ข้าชื่อลั่วเฉียวฮุ่ย เป็นคุณหนูรองแห่งจวนรองเจ้ากรมพิธีการลั่วฉู่หวัง”
กล่าวแล้วหยุดเว้นช่วงเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ
“ชื่อเสียงของข้าในเมืองหลวงนั้นไม่ได้ดีงามนัก...หากท่านได้ยินเรื่องราวของข้าจากคนภายนอก พวกเขาก็คงจะบอกว่าข้าเป็นสตรีที่เอาแต่ใจและร้ายกาจ ข้าเลยกลัวว่าหากท่านได้ยินเรื่องเหล่านี้ในภายหลังท่านอาจจะเปลี่ยนใจ ข้าจึงขอชิงบอกท่านไว้ก่อนตรงนี้หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงจะได้แก้ไขได้ทัน” นางหมายถึงหากคนผู้นี้ยอมรับไม่ได้การร่วมมือครั้งนี้ก็คงจะไม่ได้เกิดขึ้น
ทว่าฉินฮูหยินที่ได้ฟังเช่นนั้นกลับหัวเราะออกมาเบา ๆ
“คุณหนูลั่วบนโลกใบนี้จะมีสักกี่คนกันเชียวที่ไม่ร้ายกาจบ้าง?” นางกล่าวพลางจิบชา “แม้แต่ตัวข้าเองก็ร้ายกาจไม่น้อยไปกว่าใครหรอกนะ”
สตรีวัยกลางคนวางถ้วยชาลงก่อนจะมองลึกลงไปในดวงตาของหญิงสาวที่ตนรู้สึกถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็น “แต่ว่านะ...คนที่กล้ายอมรับและพูดออกมาตรง ๆ ว่าตัวเองร้ายกาจได้น่ะมีน้อยคนนัก ส่วนใหญ่ที่ข้าเจอมักจะมีแต่พวกดอกบัวขาวที่ภายนอกดูบริสุทธิ์ แต่ภายในกลับเน่าเฟะเสียยิ่งกว่าอะไร”
“ดังนั้นเจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าไม่ชอบคนประเภทนั้นและข้าก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจด้วย” ในตอนนี้ฉินฮูหยินเริ่มพูดคุยแบบเป็นกันเองมากขึ้น ทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยที่ได้ฟังเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกว่าเหมือนได้พบเจอคนที่ ‘ประเภทเดียวกัน’ เข้าเสียแล้ว
หญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วโค้งศีรษะให้อีกฝ่ายเล็กน้อย “เช่นนั้นอีกสามวันพวกเราค่อยพบกันอีกครั้งนะเจ้าคะ”
“ได้สิ ข้าจะรอนะ”
‘นี่สิถึงจะเรียกว่าคู่ค้าของข้าได้!’
ลั่วเฉียวฮุ่ยคิดในใจอย่างพึงพอใจขณะที่เดินออกจากจวนไป
หลังลั่วเฉียวฮุ่ยกลับไปเซียวหลินที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ ก็เอ่ยขึ้น
“ท่านย่าขอรับพี่สาวคนสวยดูจะระวังตัวมากจริง ๆ เลยนะขอรับ”
ฉินฮูหยินหันไปพูดกับหลานชายตัวน้อยด้วยรอยยิ้ม
“นี่แหละคือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ย่าสนใจในตัวนาง จงจำไว้นะหลินเออร์การรู้จักระแวดระวังแต่ไม่หวาดกลัวจนเสียเรื่อง คือสิ่งที่คนที่จะทำการใหญ่ต้องมี”
ตอนพิเศษที่ [3]การเริ่มต้นบทใหม่ ครึ่งปีที่ชายแดนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ลั่วเฉียวฮุ่ย หรือ ชินหวางเฟย ได้พิสูจน์ตนเองจนเป็นที่รักของทุกคน ไม่เพียงแค่ทหารในค่าย แต่ยังรวมถึงชาวบ้านที่ได้รับอานิสงส์จากการค้าขายที่นางริเริ่มด้วยเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง มู่เซียวจวิ้นตัดสินใจพาพระชายากลับเมืองหลวงชั่วคราว เพื่อให้นางได้ตรวจสอบคุณภาพการผลิตรองเท้ารุ่นใหม่ที่โรงงาน และถือโอกาสเยี่ยมเยียนครอบครัวด้วยการกลับมาครั้งนี้ แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง รถม้าของชินอ๋องเคลื่อนผ่านประตูเมือง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับของประชาชน ไม่ใช่ในฐานะแม่ทัพผู้เกรียงไกรเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงหวางเฟยผู้ปราดเปรื่องที่ช่วยให้เศรษฐกิจเมืองหลวงคึกคัก สตรีหลายคนมองนางเป็นแบบอย่าง ลุกขึ้นมาทำมาหากิน สร้างคุณค่าให้ตนเอง‘พี่สะใภ้! ท่านกลับมาแล้ว!”ทันทีที่เท้าแตะพื้นตำหนักไทเฮา ร่างเล็กขององค์ชายเก้า มู่เซียวหลิน ก็พุ่งเข้ามากอดเอวนางแน่น ใบหน้าจิ้มลิ้มเงยขึ้นมองด้วยแววตาออดอ้อน“มาครั้งนี้จะอยู่นานไหมพ่ะย่ะค่ะ อยู่กับข้านาน ๆ ได้หรือไม่ ข้าคิดถึงหม้อไฟฝีมือท่าน แล้วก็คิดถึงเรื่องเล่าของท่านที่สุด"ลั่วเฉียวฮุ่ยห
ตอนพิเศษที่ [2]ความว้าวุ่นของชินอ๋อง บรรยากาศภายในค่ายทหารชายแดนที่เคยเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยระเบียบวินัย บัดนี้กลับปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งความกดดันอันน่าประหลาด ไม่ใช่เป็นเพราะว่าข้าศึกบุกประชิดชายแดน หรือเสบียงกำลังจะขาดแคลน แต่เป็นเพราะ ‘แม่ทัพใหญ่’ ของพวกเขาต่างหาก มู่เซียวจวิ้น หรือ ชินอ๋อง แม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือ ผู้ที่ปกติจะมีใบหน้าเรียบเฉยดุจรูปสลักน้ำแข็ง และมีดวงตาคมกริบที่อ่านความคิดข้าศึกได้ทะลุปรุโปร่ง ทว่าหลายวันมานี้ เขากลับเดินวนไปวนมาในกระโจมบัญชาการราวกับหนูติดจั่น เดี๋ยวถอนหายใจ เดี๋ยวเหม่อมองออกไปทางนั้นทีทางนี้ทีเดี๋ยวก็ขมวดคิ้วมุ่นจนหว่างคิ้วแทบจะผูกเป็นปม “เจ้าว่าท่านแม่ทัพเป็นอะไรไป?” นายทหารหน้ากระโจมกระซิบถามเพื่อนยามผลัดเปลี่ยนเวร “ข้าจะไปรู้รึ! แต่เมื่อเช้าตอนฝึกดาบ ท่านแม่ทัพฟันหุ่นฟางขาดไปสิบตัวรวด ด้วยสายตาที่เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ข้านึกว่าข้าศึกแอบขุดอุโมงค์เข้ามาเสียอีก!” เหล่าทหารต่างแลกเปลี่ยนความคิดกัน ก่อนที่สุดท้ายจะจบที่คำว่า ไม่รู้ความจริงแล้วสาเหตุของเรื่องนี้มีเพียงหนึ่งเดียว... นั่นคือสตรีผู้มีนามว่า ‘ลั่วเฉียวฮุ่ย’ ในกระโจมใหญ่ ชิง
ตอนพิเศษที่ [1]พระชายาชินอ๋องไม่ถูกยอมรับ 1/2 เช้าวันต่อมา ณ กระโจมบัญชาการหลัก บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด เมื่อเหล่าแม่ทัพนายกองอาวุโส นำโดย แม่ทัพอาวุโสหลิน บิดาของหลินอี และเป็นคนเก่าแก่ที่รับใช้ราชวงศ์มาตั้งแต่สมัยฮ่องเต้องค์ก่อน นั่งหน้าถมึงทึงอยู่ฝั่งขวา ส่วนฝั่งซ้ายคือชินอ๋องมู่เซียวจวิ้นที่มีลั่วเฉียวฮุ่ยนั่งเคียงข้าง“ท่านอ๋อง กระหม่อมได้ยินว่าเมื่อวานบุตรสาวกระหม่อมพ่ายแพ้ให้แก่หวางเฟย แม้กระหม่อมจะยอมรับในฝีมือการต่อสู้ของพระชายา แต่การศึกสงครามมิใช่การประลองยุทธ์ของเด็กเล่นขายของ การที่ท่านอ๋องอนุญาตให้สตรีเข้ามาวุ่นวายในกองทัพ ทั้งเรื่องอาหารการกิน เรื่องยา หรือแม้แต่แจกเสื้อผ้าประหลาดๆ นั่น มันจะทำให้ทหารเสียนิสัยและอ่อนแอลง!” แม่ทัพอาวุโสหลินตบโต๊ะเสียงดัง“แม่ทัพหลิน” มู่เซียวจวิ้นเอ่ยเสียงเย็น “สิ่งที่หวางเฟยทำ ล้วนเป็นประโยชน์...”“เป็นประโยชน์ประเดี๋ยวประด๋าว!” ชายชราแย้งเสียงแข็ง สายตามองเหยียดมาทางลั่วเฉียวฮุ่ย “พระชายาเป็นเพียงเป็นเพียงดรุณีในห้องหอ จะไปรู้อะไรเรื่องความโหดร้ายของชายแดนและการฆ่าฟัน นางอยู่ที่นี่มีแต่จะเป็นตัวถ่วง หากข้าศึกบุกมา ท่านอ๋องจ
ตอนพิเศษที่ [1]พระชายาชินอ๋องไม่ถูกยอมรับ 1/1อันว่าหากถึงชายแดนเหนือ สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ก็คงไม่พ้นสายลมกระโชกแรงที่มักจะพัดพาเอาฝุ่นสีเหลืองขุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ค่ายทหารแดนเหนือนั้นขึ้นชื่อเรื่องความทุรกันดารและสภาพอากาศที่แปรปรวน เดี๋ยวร้อนดั่งไฟ เดี๋ยวหนาวเหน็บจนกระดูกสั่นสะท้าน ช่างแตกต่างจากความเจริญและความสะดวกสบายในเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิงขบวนรถม้าของชินอ๋องมู่เซียวจวิ้นเคลื่อนตัวผ่านประตูค่ายไม้อย่างยิ่งใหญ่ เสียงฝีเท้าม้าและเสียงเกราะกระทบกันดังกึกก้อง ด้วยทหารหลายพันนายที่ประจำการกำลังรอรับผู้สูงศักดิ์ทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่ต่างยืนตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังบุรุษผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ด้วยความเคารพศรัทธา ทว่าเมื่อสายตาเหล่านั้นเลื่อนไปยังรถม้าคันหรูที่แล่นตามหลังมา แววตาของพวกเขากลับแปรเปลี่ยนไป“ได้ยินว่าหวางเฟยผู้นี้เป็นคุณหนูในห้องหอที่เอาแต่ใจยิ่งนัก” ทหารนายหนึ่งกระซิบกับสหาย“ข้าก็ได้ยินมาเช่นนั้น ว่ากันว่าชื่อเสียงในเมืองหลวงของนางฉาวโฉ่นัก ร้ายกาจกับครอบครัว ทุบตีพี่น้อง แถมยังทำตัวเป็นแม่ค้าหน้าเลือด” อีกคนตอบกลับพลางส่ายหน้า “สตรีเช่นนี้จะมาทนอ
ตอนที่ [36]สตรีร้ายกาจที่ได้ดี (ตอนจบ) หลังจากคืนเข้าหออันแสนหวาน สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันก็ได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการพัฒนาความสัมพันธ์และทำความรู้จักกันอย่างเต็มที่ก่อนที่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าพวกเขาจะต้องออกเดินทางกลับไปยังชายแดนส่วนทางด้านของจวนตระกูลลั่วนั้น ยามนี้ต่างก็ตกอยู่ในความเงียบเหงาและสิ้นหวัง...ลั่วเฉียวฮุ่ยได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่านางจะไม่ขอกลับไปยุ่งเกี่ยวกับบิดาและครอบครัวจอมปลอมนั้นอีกต่อไปบิดาพยายามจะส่งคนมาขอเข้าพบนางเพื่อกล่าวคำขอโทษ แต่ก็สายไปเสียแล้ว สายเกินกว่าที่ทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ทุกวันลั่วฉู่หวังได้แต่นั่งจมอยู่กับความรู้สึกผิดและความเสียใจอยู่แต่ในห้องหนังสือเพราะภาพในอดีตไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวของเขาไม่หยุด...ภาพของภรรยาคนแรก มารดาผู้ให้กำเนิดลั่วเฉียวฮุ่ย...สตรีผู้มาจากครอบครัวพ่อค้าที่คอยให้การสนับสนุนเขามาโดยตลอดจนทำให้เขาได้มีวันนี้ แต่เป็นเขาเองที่เป็นคนตามืดบอดหลงลืมบุญคุณ ดังที่ไทเฮาได้ตรัสไว้ไม่มีผิด เขายังมีหน้าไปดูถูกอาชีพค้าขายของบุตรสาว ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็เคยได้รับการช่วยเหลือมาจากอาชีพนี้มาถึงตอนนี้ต่อให้บุตรสาวจะ
ตอนที่ [35]ชินหวางเฟยนางวาดขาเตะเข้าที่ชายคนแรกที่พุ่งเข้ามาอย่างเต็มแรง จนมันกระเด็นไปชนกับพวกเดียวกันล้มลงราวกับใบไม้ร่วง เหลือเพียงคนสุดท้ายที่ได้รับแรงเตะน้อยที่สุด นางก็จัดการถีบเข้าไปที่หน้าอกของอีกฝ่ายจนกระเด็น ก่อนจะใช้สันมือสับเข้าไปที่ท้ายทอยจนสลบไป!ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดจนแม้กระทั่งองครักษ์เงาของชินอ๋องที่แอบคุ้มกันอยู่ห่าง ๆ ยังไม่ทันจะได้เข้ามาช่วยเหลือแม้แต่คนเดียว!ส่วนลั่วหลิงเม่ยได้แต่อ้าปากค้าง ‘นะ นี่...นังนี่ มันเก่งกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ’ทว่ายังไม่ทันจะได้ตั้งสติ ร่างของนางก็ถูกลั่วเฉียวฮุ่ยถีบเข้าที่ท้องจนหงายหลังล้มลงไป!“นี่ยังไม่สาสมกับที่เจ้าและมารดาของเจ้าผลักดันผู้หนึ่งให้ไปถึงความตาย สตรีเจ้ามารยาเช่นเจ้าไม่สมควรที่จะได้มีชีวิตมาถึงวันนี้ด้วยซ้ำ” ลั่วเฉียวฮุ่ยพูดขึ้นก่อนจะนึกแค้นเคืองแทนลั่วเฉียวฮุ่ยคนก่อน จึงชกเข้าที่หน้าของลั่วหลิงเม่ยหลายครั้ง จนใบหน้าอีกฝ่ายปูดบวมขยายวงกว้างขึ้น ลั่วหลิงเม่ยพยายามขัดขืนแต่ไม่สำเร็จด้วยสู้เรี่ยวแรงอีกฝ่ายไม่ได้ สาวรับใช้ของลั่วหลิงเม่ยที่กล้า ๆ กลัว ๆ ก็อยากจะเข้ามาช่วยผู้เป็นนายแต่เมื่อเจอสายตาขอ





![พันธะสวาทจอมเวทย์ [18+, พีเรียดอีโรติก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

