Mag-log inตอนที่
[9]
แหล่งผลิตสินค้าแห่งใหม่
หลังจากที่จับจ่ายซื้อวัตถุดิบจนเต็มรถม้าแล้ว ลั่วเฉียวฮุ่ยก็เดินทางกลับมายังจวนตระกูลลั่วด้วยความรู้สึกที่กระตือรือร้นและเต็มไปด้วยพลัง นางแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้กลับไปเริ่มต้นผลิตสินค้าชุดใหม่ สินค้าที่จะนำพาความร่ำรวยและอิสรภาพมาสู่ชีวิตของนาง
แต่แล้วหลังจากที่นางแอบนำของเหล่านั้นเข้าประตูด้านข้างก่อนจะนำไปที่เรือนของตนเอง ทันทีที่นางก้าวผ่านประตูเรือนของตนเองเข้ามารอยยิ้มที่เคยสดใสก็พลันแข็งค้างไป...
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของนาง เรียกได้ว่าคือความพินาศย่อยยับ!
เพราะข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นในเรือนถูกรื้อค้นออกมาจนกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น โต๊ะเครื่องแป้งถูกผลักจนล้มคว่ำ เสื้อผ้าที่พับไว้อย่างดีถูกดึงออกมาขยี้จนยับยู่ยี่และที่เลวร้ายที่สุด คือโอ่งดินเผาใบเล็กที่นางใช้เก็บสมุนไพรหายากบางชนิด บัดนี้มันได้แตกละเอียดกลายเป็นเศษดินเผาไปเสียแล้ว!
“คุณหนู!!” เลี่ยงซูที่เดินตามเข้ามาทีหลังถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด “นะ...นี่มันเกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ ผู้ใดกล้าทำเช่นนี้กัน!”
เลี่ยงซูกำลังจะวิ่งออกไปเพื่อตามหาคนมาสอบสวน แต่กลับถูกลั่วเฉียวฮุ่ยยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน
ลั่วเฉียวฮุ่ยไม่ได้มีท่าทีตกใจหรือโกรธเกรี้ยวอย่างที่ควรจะเป็น นางเพียงแค่ยืนนิ่ง กวาดสายตามองความเสียหายทั้งหมดด้วยแววตาที่เย็นเยียบและอ่านไม่ออก
ในตอนนี้นางรู้ดีว่านี่เป็นฝีมือของใคร และไม่ต้องไปเรียกผู้ใดมาสอบถามให้เสียเวลา เพราะนับตั้งแต่วันที่นางถูกบิดาสั่งลงโทษและตัดเบี้ยหวัด บ่าวรับใช้ทั้งหมดที่เคยประจำอยู่ที่เรือนของนางก็ถูกเรียกตัวกลับไปยังเรือนใหญ่จนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงนางกับเลี่ยงซูตามลำพัง ดังนั้น ถึงเรียกมาก็คงจะไม่ได้ความอันใด
‘ฝีมือของพวกเจ้าสินะสวีหลิงม่าน ลั่วหลิงเม่ย’
ลั่วเฉียวฮุ่ยคิดในใจอย่างเยือกเย็น
คงจะเห็นว่าช่วงนี้ท่านพ่อมีเวลาว่างอยู่จวนมากขึ้นเลยอยากจะสร้างสถานการณ์เพื่อกระตุ้นให้นางกลับไปอาละวาด กลับไปทำตัวร้ายกาจเหมือนเมื่อก่อน เพื่อที่พวกนางจะได้สวมบทนางเอกผู้ถูกกระทำอีกครั้งสินะ
หญิงสาวแค่นหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาเผยประกายอันตราย
ฝันไปเถอะ คิดว่าข้าจะโง่เดินตามแผนตื้น ๆ ของพวกเจ้าอีกหรือ
“คุณหนู...เราจะทำอย่างไรกันดีเจ้าคะ” เลี่ยงซูถามเสียงสั่น
“จะไปเรียนให้นายท่านทราบหรือไม่”
“ไม่ต้อง” ลั่วเฉียวฮุ่ยส่ายหน้า
“ไปก็ไร้ประโยชน์ ท่านพ่อไม่มีวันเชื่อคำพูดของเราหรอก มีแต่จะหาว่าเราใส่ร้ายพวกนางอีก” ในตอนนี้เลี่ยงซูก็เริ่มมั่นใจในความคิดตนเองแล้วว่าผู้ใดเป็นผู้ทำเรื่องเหล่านี้
ลั่วเฉียวฮุ่ยเดินสำรวจความเสียหายช้า ๆ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่มุมห้องที่ซึ่งนางใช้เป็นที่เก็บอุปกรณ์และวัตถุดิบในการทำสบู่และเครื่องหอม โชคยังดีที่ของสำคัญเหล่านั้นไม่ได้ถูกทำลายไปด้วยเพราะนางเก็บซ่อนมันไว้ใต้เตียงอย่างมิดชิด
แต่เหตุการณ์ในวันนี้ก็ได้จุดประกายความคิดที่สำคัญขึ้นมาในหัวของนาง...
‘ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว’
นางรู้ดีว่าหากนางยังคงดึงดันที่จะใช้เรือนแห่งนี้เป็นฐานในการผลิตสินค้าต่อไป อีกไม่นานความลับของนางก็จะต้องถูกเปิดโปงอย่างแน่นอน...
และเมื่อถึงวันนั้นสองแม่ลูกตัวร้ายนั่นจะต้องหาทางมาขัดขวางและทำลายทุกสิ่งที่นางสร้างขึ้นมาจนหมดสิ้นเป็นแน่
ซึ่งนางจะยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้โดยเด็ดขาด!
“เลี่ยงซูช่วยข้าเก็บของที เก็บเฉพาะของที่จำเป็นก็พอ ส่วนที่เหลือ...ก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้นแหละ”
“เจ้าคะ? แต่ว่า...”
“ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น ทำตามที่ข้าบอกก็พอ”
หลังจากที่เก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ลั่วเฉียวฮุ่ยก็ตัดสินใจเดินทางกลับไปยังจวนตระกูลฉินอีกครั้งในบ่ายวันนั้น
“เจ้าว่าอะไรนะ! เรือนของเจ้าถูกรื้อค้น!?”
ฉินฮูหยินอุทานออกมาด้วยความตกใจระคนโกรธเกรี้ยวหลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากของลั่วเฉียวฮุ่ย
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยตอบกลับด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
“ข้าจึงคิดว่า ข้าคงจะใช้ที่นั่นเป็นที่ผลิตสินค้าต่อไปไม่ได้อีกแล้ว มันเสี่ยงเกินไป”
หญิงสาวมองหน้าฉินฮูหยินอย่างจริงจัง “ข้าจึงอยากจะมารบกวนท่านในวันนี้ ข้าต้องการจะหาบ้านเช่าสักหลัง เป็นเรือนที่มีลานกว้างและมีความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้เป็นแหล่งผลิตสินค้าแห่งใหม่ และข้าก็ต้องการจะว่าจ้างคนงานเพิ่มด้วย ท่านพอจะช่วยจัดหาได้หรือไม่เจ้าคะ”
ฉินฮูหยินมองความเด็ดเดี่ยวในแววตาของเด็กสาวตรงหน้าแล้วก็ได้แต่อดนับถือในความใจสู้ของนางไม่ได้ หากเป็นสตรีทั่วไปเมื่อเจอเรื่องเช่นนี้ก็คงจะร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายไปแล้ว แต่นางกลับสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสได้อย่างรวดเร็ว
“เรื่องเงิน...”
“ข้ามีพอเจ้าค่ะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยตอบกลับทันที
“เงินก้อนแรกที่ข้าได้รับมานั้นมากเกินพอที่จะใช้ในการขยับขยายกิจการในครั้งนี้ และการจ้างคนงานเพิ่มไม่เพียงแต่จะช่วยให้เราผลิตสินค้าได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้นแต่มันยังจะช่วยเบาแรงของข้าและเลี่ยงซูลงได้มากอีกด้วย”
ฉินฮูหยินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย นางไม่รีรอที่จะให้ความช่วยเหลือในทันที
“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกเรื่องแค่นี้ข้าจัดการให้เจ้าได้” ว่าแล้วก็หันไปสั่งเสวียนหงทันที “เสวียนหงเจ้าไปจัดการหาเรือนที่เหมาะสมตามที่คุณหนูลั่วต้องการให้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องคนงานก็ให้คัดเลือกมาจากคนที่ไว้ใจได้เท่านั้น”
“เจ้าค่ะนายหญิง”
“ขอบคุณฉินฮูหยินมากนะเจ้าคะ”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก เราคนกันเอง”
ด้วยความสามารถในการทำงานของคนของฉินฮูหยิน เพียงไม่นานลั่วเฉียวฮุ่ยก็ได้เรือนเช่าหลังใหม่ตามที่ต้องการ มันเป็นเรือนขนาดกลางที่เคยเป็นของครอบครัวพ่อค้าเก่าแก่ มีลานกว้างขวางอยู่ด้านหลังซึ่งเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นโรงงานผลิตสินค้าแห่งใหม่
นางไม่รอช้าที่จะไปที่นั่นก่อนจะตั้งชื่อให้กับสถานที่แห่งนี้ว่า ‘เรือนฟู่เฉิง’ ซึ่งมีความหมายว่า ความร่ำรวยและประสบความสำเร็จ
ก่อนจะกลับไปที่จวนตระกูลฉินอีกครั้งเพื่อขอบคุณฉินฮูหยิน และก่อนกลับเซียวหลินก็วิ่งเข้ามาหานางพร้อมกับห่อขนมมากมายเช่นเคย
“พี่สาวคนสวยท่านจะกลับแล้วหรือ” เด็กน้อยกล่าวพลางยื่นห่อขนมหลายห่อส่งมาให้ “นี่ ข้าเก็บขนมอร่อย ๆ ไว้ให้ท่านตั้งมากมายแน่ะ”
ลั่วเฉียวฮุ่ยรับมาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ เด็กน้อยคนนี้พยายามอย่างมากที่จะเข้ามาสนิทสนมกับนาง แต่นางก็ยังคงรู้สึกอึดอัดใจอยู่ลึก ๆ ความทรงจำอันเลวร้ายเกี่ยวกับเด็กในชาติก่อน มันยังคงเป็นบาดแผลที่ต้องใช้เวลาในการเยียวยา
ทว่าก็ลูบหัวเขาเบา ๆ แทนคำขอบคุณก่อนจะขอตัวจากไป...
ในค่ำคืนนั้นที่จวนตระกูลลั่วสวีหลิงม่านและลั่วหลิงเม่ยที่คราแรกกำลังนั่งรอคอย ‘เรื่องสนุก’ อยู่ในเรือนของตนเองด้วยความตื่นเต้นแต่บัดนี้กำลังเต็มไปด้วยความกระสับกระส่าย
เพราะพวกนางเตรียมตัวที่จะสวมบทบาทที่ ‘ถูกกระทำ’ มาตลอดทั้งวันรอคอยให้ลั่วเฉียวฮุ่ยตัวแสบมาอาละวาด เพื่อที่พวกนางจะได้เข้าไปขอความเห็นใจต่อหน้าลั่วฉู่หวัง แต่เมื่อรอแล้วรอเล่าจนกระทั่งค่ำมืดก็ยังไม่มีวี่แววของความวุ่นวายใด ๆ เกิดขึ้น
“เป็นไปได้อย่างไรกัน!? ถูกทำลายข้าวของจนเละเทะถึงเพียงนั้นแต่นังนั่นกลับยังทนอยู่ได้อีกหรือ” ลั่วหลิงเม่ยกล่าวอย่างหัวเสีย
สุดท้ายสวีหลิงม่านจึงต้องส่งสาวใช้คนสนิทให้แอบไปดูลาดเลาที่เรือนของลั่วเฉียวฮุ่ยอีกครั้ง และรายงานที่ได้กลับมาก็ยิ่งทำให้พวกนางต้องฮึดฮัดขัดใจหนักกว่าเดิม
“เรียนฮูหยิน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรองนาง…นอนหลับไปแล้วเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ!?” สองแม่ลูกประสานเสียงกันอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เป็นไปได้อย่างไรทั้งที่ถูกรื้อค้นทำลายข้าวของจนพังพินาศถึงเพียงนั้นแต่ลั่วเฉียวฮุ่ยกลับยังสามารถนอนหลับลงได้อย่างสบายใจ?
ทว่าพวกนางคงจะไม่รู้เลยว่าสำหรับลั่วเฉียวฮุ่ยนั้น
การไม่ลงมือวันนี้ใช่ว่าวันหน้าจะไม่ลงมือ!
ตอนพิเศษที่ [3]การเริ่มต้นบทใหม่ ครึ่งปีที่ชายแดนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ลั่วเฉียวฮุ่ย หรือ ชินหวางเฟย ได้พิสูจน์ตนเองจนเป็นที่รักของทุกคน ไม่เพียงแค่ทหารในค่าย แต่ยังรวมถึงชาวบ้านที่ได้รับอานิสงส์จากการค้าขายที่นางริเริ่มด้วยเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง มู่เซียวจวิ้นตัดสินใจพาพระชายากลับเมืองหลวงชั่วคราว เพื่อให้นางได้ตรวจสอบคุณภาพการผลิตรองเท้ารุ่นใหม่ที่โรงงาน และถือโอกาสเยี่ยมเยียนครอบครัวด้วยการกลับมาครั้งนี้ แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง รถม้าของชินอ๋องเคลื่อนผ่านประตูเมือง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับของประชาชน ไม่ใช่ในฐานะแม่ทัพผู้เกรียงไกรเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงหวางเฟยผู้ปราดเปรื่องที่ช่วยให้เศรษฐกิจเมืองหลวงคึกคัก สตรีหลายคนมองนางเป็นแบบอย่าง ลุกขึ้นมาทำมาหากิน สร้างคุณค่าให้ตนเอง‘พี่สะใภ้! ท่านกลับมาแล้ว!”ทันทีที่เท้าแตะพื้นตำหนักไทเฮา ร่างเล็กขององค์ชายเก้า มู่เซียวหลิน ก็พุ่งเข้ามากอดเอวนางแน่น ใบหน้าจิ้มลิ้มเงยขึ้นมองด้วยแววตาออดอ้อน“มาครั้งนี้จะอยู่นานไหมพ่ะย่ะค่ะ อยู่กับข้านาน ๆ ได้หรือไม่ ข้าคิดถึงหม้อไฟฝีมือท่าน แล้วก็คิดถึงเรื่องเล่าของท่านที่สุด"ลั่วเฉียวฮุ่ยห
ตอนพิเศษที่ [2]ความว้าวุ่นของชินอ๋อง บรรยากาศภายในค่ายทหารชายแดนที่เคยเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยระเบียบวินัย บัดนี้กลับปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งความกดดันอันน่าประหลาด ไม่ใช่เป็นเพราะว่าข้าศึกบุกประชิดชายแดน หรือเสบียงกำลังจะขาดแคลน แต่เป็นเพราะ ‘แม่ทัพใหญ่’ ของพวกเขาต่างหาก มู่เซียวจวิ้น หรือ ชินอ๋อง แม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือ ผู้ที่ปกติจะมีใบหน้าเรียบเฉยดุจรูปสลักน้ำแข็ง และมีดวงตาคมกริบที่อ่านความคิดข้าศึกได้ทะลุปรุโปร่ง ทว่าหลายวันมานี้ เขากลับเดินวนไปวนมาในกระโจมบัญชาการราวกับหนูติดจั่น เดี๋ยวถอนหายใจ เดี๋ยวเหม่อมองออกไปทางนั้นทีทางนี้ทีเดี๋ยวก็ขมวดคิ้วมุ่นจนหว่างคิ้วแทบจะผูกเป็นปม “เจ้าว่าท่านแม่ทัพเป็นอะไรไป?” นายทหารหน้ากระโจมกระซิบถามเพื่อนยามผลัดเปลี่ยนเวร “ข้าจะไปรู้รึ! แต่เมื่อเช้าตอนฝึกดาบ ท่านแม่ทัพฟันหุ่นฟางขาดไปสิบตัวรวด ด้วยสายตาที่เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ข้านึกว่าข้าศึกแอบขุดอุโมงค์เข้ามาเสียอีก!” เหล่าทหารต่างแลกเปลี่ยนความคิดกัน ก่อนที่สุดท้ายจะจบที่คำว่า ไม่รู้ความจริงแล้วสาเหตุของเรื่องนี้มีเพียงหนึ่งเดียว... นั่นคือสตรีผู้มีนามว่า ‘ลั่วเฉียวฮุ่ย’ ในกระโจมใหญ่ ชิง
ตอนพิเศษที่ [1]พระชายาชินอ๋องไม่ถูกยอมรับ 1/2 เช้าวันต่อมา ณ กระโจมบัญชาการหลัก บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด เมื่อเหล่าแม่ทัพนายกองอาวุโส นำโดย แม่ทัพอาวุโสหลิน บิดาของหลินอี และเป็นคนเก่าแก่ที่รับใช้ราชวงศ์มาตั้งแต่สมัยฮ่องเต้องค์ก่อน นั่งหน้าถมึงทึงอยู่ฝั่งขวา ส่วนฝั่งซ้ายคือชินอ๋องมู่เซียวจวิ้นที่มีลั่วเฉียวฮุ่ยนั่งเคียงข้าง“ท่านอ๋อง กระหม่อมได้ยินว่าเมื่อวานบุตรสาวกระหม่อมพ่ายแพ้ให้แก่หวางเฟย แม้กระหม่อมจะยอมรับในฝีมือการต่อสู้ของพระชายา แต่การศึกสงครามมิใช่การประลองยุทธ์ของเด็กเล่นขายของ การที่ท่านอ๋องอนุญาตให้สตรีเข้ามาวุ่นวายในกองทัพ ทั้งเรื่องอาหารการกิน เรื่องยา หรือแม้แต่แจกเสื้อผ้าประหลาดๆ นั่น มันจะทำให้ทหารเสียนิสัยและอ่อนแอลง!” แม่ทัพอาวุโสหลินตบโต๊ะเสียงดัง“แม่ทัพหลิน” มู่เซียวจวิ้นเอ่ยเสียงเย็น “สิ่งที่หวางเฟยทำ ล้วนเป็นประโยชน์...”“เป็นประโยชน์ประเดี๋ยวประด๋าว!” ชายชราแย้งเสียงแข็ง สายตามองเหยียดมาทางลั่วเฉียวฮุ่ย “พระชายาเป็นเพียงเป็นเพียงดรุณีในห้องหอ จะไปรู้อะไรเรื่องความโหดร้ายของชายแดนและการฆ่าฟัน นางอยู่ที่นี่มีแต่จะเป็นตัวถ่วง หากข้าศึกบุกมา ท่านอ๋องจ
ตอนพิเศษที่ [1]พระชายาชินอ๋องไม่ถูกยอมรับ 1/1อันว่าหากถึงชายแดนเหนือ สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ก็คงไม่พ้นสายลมกระโชกแรงที่มักจะพัดพาเอาฝุ่นสีเหลืองขุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ค่ายทหารแดนเหนือนั้นขึ้นชื่อเรื่องความทุรกันดารและสภาพอากาศที่แปรปรวน เดี๋ยวร้อนดั่งไฟ เดี๋ยวหนาวเหน็บจนกระดูกสั่นสะท้าน ช่างแตกต่างจากความเจริญและความสะดวกสบายในเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิงขบวนรถม้าของชินอ๋องมู่เซียวจวิ้นเคลื่อนตัวผ่านประตูค่ายไม้อย่างยิ่งใหญ่ เสียงฝีเท้าม้าและเสียงเกราะกระทบกันดังกึกก้อง ด้วยทหารหลายพันนายที่ประจำการกำลังรอรับผู้สูงศักดิ์ทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่ต่างยืนตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังบุรุษผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ด้วยความเคารพศรัทธา ทว่าเมื่อสายตาเหล่านั้นเลื่อนไปยังรถม้าคันหรูที่แล่นตามหลังมา แววตาของพวกเขากลับแปรเปลี่ยนไป“ได้ยินว่าหวางเฟยผู้นี้เป็นคุณหนูในห้องหอที่เอาแต่ใจยิ่งนัก” ทหารนายหนึ่งกระซิบกับสหาย“ข้าก็ได้ยินมาเช่นนั้น ว่ากันว่าชื่อเสียงในเมืองหลวงของนางฉาวโฉ่นัก ร้ายกาจกับครอบครัว ทุบตีพี่น้อง แถมยังทำตัวเป็นแม่ค้าหน้าเลือด” อีกคนตอบกลับพลางส่ายหน้า “สตรีเช่นนี้จะมาทนอ
ตอนที่ [36]สตรีร้ายกาจที่ได้ดี (ตอนจบ) หลังจากคืนเข้าหออันแสนหวาน สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันก็ได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการพัฒนาความสัมพันธ์และทำความรู้จักกันอย่างเต็มที่ก่อนที่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าพวกเขาจะต้องออกเดินทางกลับไปยังชายแดนส่วนทางด้านของจวนตระกูลลั่วนั้น ยามนี้ต่างก็ตกอยู่ในความเงียบเหงาและสิ้นหวัง...ลั่วเฉียวฮุ่ยได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่านางจะไม่ขอกลับไปยุ่งเกี่ยวกับบิดาและครอบครัวจอมปลอมนั้นอีกต่อไปบิดาพยายามจะส่งคนมาขอเข้าพบนางเพื่อกล่าวคำขอโทษ แต่ก็สายไปเสียแล้ว สายเกินกว่าที่ทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ทุกวันลั่วฉู่หวังได้แต่นั่งจมอยู่กับความรู้สึกผิดและความเสียใจอยู่แต่ในห้องหนังสือเพราะภาพในอดีตไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวของเขาไม่หยุด...ภาพของภรรยาคนแรก มารดาผู้ให้กำเนิดลั่วเฉียวฮุ่ย...สตรีผู้มาจากครอบครัวพ่อค้าที่คอยให้การสนับสนุนเขามาโดยตลอดจนทำให้เขาได้มีวันนี้ แต่เป็นเขาเองที่เป็นคนตามืดบอดหลงลืมบุญคุณ ดังที่ไทเฮาได้ตรัสไว้ไม่มีผิด เขายังมีหน้าไปดูถูกอาชีพค้าขายของบุตรสาว ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็เคยได้รับการช่วยเหลือมาจากอาชีพนี้มาถึงตอนนี้ต่อให้บุตรสาวจะ
ตอนที่ [35]ชินหวางเฟยนางวาดขาเตะเข้าที่ชายคนแรกที่พุ่งเข้ามาอย่างเต็มแรง จนมันกระเด็นไปชนกับพวกเดียวกันล้มลงราวกับใบไม้ร่วง เหลือเพียงคนสุดท้ายที่ได้รับแรงเตะน้อยที่สุด นางก็จัดการถีบเข้าไปที่หน้าอกของอีกฝ่ายจนกระเด็น ก่อนจะใช้สันมือสับเข้าไปที่ท้ายทอยจนสลบไป!ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดจนแม้กระทั่งองครักษ์เงาของชินอ๋องที่แอบคุ้มกันอยู่ห่าง ๆ ยังไม่ทันจะได้เข้ามาช่วยเหลือแม้แต่คนเดียว!ส่วนลั่วหลิงเม่ยได้แต่อ้าปากค้าง ‘นะ นี่...นังนี่ มันเก่งกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ’ทว่ายังไม่ทันจะได้ตั้งสติ ร่างของนางก็ถูกลั่วเฉียวฮุ่ยถีบเข้าที่ท้องจนหงายหลังล้มลงไป!“นี่ยังไม่สาสมกับที่เจ้าและมารดาของเจ้าผลักดันผู้หนึ่งให้ไปถึงความตาย สตรีเจ้ามารยาเช่นเจ้าไม่สมควรที่จะได้มีชีวิตมาถึงวันนี้ด้วยซ้ำ” ลั่วเฉียวฮุ่ยพูดขึ้นก่อนจะนึกแค้นเคืองแทนลั่วเฉียวฮุ่ยคนก่อน จึงชกเข้าที่หน้าของลั่วหลิงเม่ยหลายครั้ง จนใบหน้าอีกฝ่ายปูดบวมขยายวงกว้างขึ้น ลั่วหลิงเม่ยพยายามขัดขืนแต่ไม่สำเร็จด้วยสู้เรี่ยวแรงอีกฝ่ายไม่ได้ สาวรับใช้ของลั่วหลิงเม่ยที่กล้า ๆ กลัว ๆ ก็อยากจะเข้ามาช่วยผู้เป็นนายแต่เมื่อเจอสายตาขอ







