LOGINหนึ่งคนรักยากหักห้าม ถูกลิขิตให้พลัดพราก หนึ่งคนเคียงคู่ลิขิตสวรรค์กลับชิงชัง นี่นางทำสิ่งใดผิดถึงถูกกลั่นแกล้งจากฟ้า ให้พบกับจิ้งจอกดำทมิฬไร้หัวใจ ‘รั่วอ๋อง’ หรือ รั่วเทียนหยาง บุรุษไร้หัวใจ มิหน้ำซ้ำยังปากร้าย และเย็นชาราวกับหัวใจนั้นทำจากหินทมิฬดำที่แช่ในภูเขาน้ำแข็งนับพันปีก็ไม่ปาน (คัทซีน....)
View Moreอาณาจักรยงโจว แบ่งการปกครองเป็นสี่แคว้น มี โยว่โจว จี้โจว ชิงโจวและต้าตง มีอ๋องแต่ละแคว้นที่เป็นเชื้อพระวงศ์ปกครองโดยมีโยว่โจวเป็นเมืองหลวงมีฮ่องเต้เป็นประมุขใหญ่ของทุกแคว้น
หลี่หลิงชิง สตรีในห้องหอจวนอดีตเสนาบดีหลี่จิ้ง ผู้ที่มารดาไม่มอบความรัก นางได้รับการเลี้ยงดูจากอนุจากสกุลว่านนามว่า ว่านเจียงฮวา เพราะความเชื่อจากคำทำนายของโหรหลวงกล่าวว่า หากแม่บังเกิดเกล้าเลี้ยงดูจะเป็นกาลกิณี ส่งให้ตระกูลล่มจม นางจึงถูกส่งมาอยู่บ้านที่ชนบทกับอนุว่าน
‘ข้าเรียกนางว่าว่านเหนียง ข้ารักนางเหมือนมารดาบังเกิดเกล้า ทุกวันต้องนั่งฟังนางเล่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเมืองหลวงให้ข้าฟัง ใต้ชายคาผุพังในบ้านชนบท ข้าฟังนางพูดอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย มองดูคนงานเพียงสองสามคนรดน้ำต้นไม้ กับซักผ้าทำความสะอาดในบ้านที่พักอาศัย จนทำให้ข้าคิดว่า หากข้ากลับเมืองหลวงจะต้องไปยังที่ใดบ้าง หอประจำเมืองสูงตระหง่านเมื่อไปยืนแล้วมองลงมาจะงดงามเพียงใด อารามซ่งหยวนถูกสร้างโดยตระกูลของรั่วอ๋องจะคึกคักไปด้วยคนมาไหว้พระขอพรเพียงแค่ไหน เมืองศิวิไลสวยเหมือนที่ข้าฝันไว้หรือไม่ พ่อแม่บังเกิดเกล้าของข้าจะรักข้าจริงอย่างที่ว่านเหนียงบอกหรือไม่
จนแล้วจนรอดข้าคิดมาจวบจนอายุ 15 ปีเพราะคิดตั้งแต่วัย 3 หนาว แล้ววันนั้นก็มาถึงเสียทีวันที่คนในเมืองหลวง บอกว่าข้าพ้นชะตาพิฆาตตระกูลแล้ว
รถม้าที่มารับเป็นรถม้าคันใหญ่ ไม่อาจคาดว่าชีวิตนี้จะได้มีโอกาสนั่ง มารับข้าถึงบ้านที่ชนบท บ้านที่ข้าคิดว่าจะตายอยู่ที่นี่เสียแล้ว...
ข้าเฝ้าถามว่านเหนียงว่าท่านพ่อรักข้าหรือไม่ แล้วท่านแม่รักข้าหรือเปล่า นางพูดได้คำเดียวว่ารัก จวบจนลมหายใจสุดท้ายของนาง เมื่อข้าได้กลับตระกูลหลี่ ข้ายิ้มเบิกบานลงจากรถม้า ส่งยิ้มให้คนที่เดาว่าคือมารดา ‘เจียงจิวฝู’ ซึ่งยืนเคียงคู่กับบุรุษวัยกลางคนน่าจะเป็นบิดา ‘หลี่จิ้ง’ แต่ทว่านางได้เพียงแต่ยิ้มเก้อเพียงผู้เดียว กระทั่งน้องสาวของข้า ‘หลิงอิง’ ก็ไม่แม้แต่เรียกข้าว่าพี่ใหญ่
ชีวิตข้าเหมือนอยู่ลำพังในเมืองหลวงอันกว้างใหญ่ จนคิดว่าว่านเหนียงเป็นเพียงญาติเพียงหนึ่งเดียวด้วยซ้ำ หากไม่ทราบว่าชาติกำเนิดที่แท้ของข้าคือคุณหนูใหญ่สกุล
หลี่ข้ามีสาวใช้หนึ่งคนนามว่าซูเม่ย เด็กสาวที่ติดตามข้าดูแลข้าและเป็นห่วงข้าอย่างแท้จริง นางพาข้าไปในอารามซ่งหย่วนของตระกูลรั่ว ขึ้นชื่อเรื่องขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วจะได้รับความสุขกลับมา
พรที่ข้าขอคือ ขอให้ทุกคนรักข้า เอ็นดูข้า แต่เหมือนพรข้าจะขอมาสามปีกลับไร้ผล จนเมื่อได้รู้จักกับคุณชายที่นามว่า ‘รั่วเทียนเฉิง’ บุตรชายคนที่สามของอ๋องรั่วซ่งหยาง ที่ได้รับข่าวว่าเจ็บป่วยมานานกว่าสามปีตั้งแต่ข้าเริ่มกลับเข้าเมืองหลวง
เขาเป็นบุรุษคนแรกที่มองข้าอย่างสตรีที่ควรค่าทะนุถนอม ทำให้ข้าเผลอมอบหัวใจให้เขา แต่ข้าเพียงเก็บมันไว้ในใจ จนเวลาล่วงผ่านไป เมื่อข้าได้รับข่าวร้าย คือมีสัญญาแต่งงานกับรั่วซื่อจื่อ หรือ ‘รั่วเทียนหยาง’ ผู้ที่จะได้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์อ๋องต่อจากบิดา
เหมือนหัวใจข้าถูกกรีด เมื่อต้องมีเหตุอันพลัดพรากจากคนที่รัก แต่นั่นยังไม่เท่ากับน้องสาวในอุทรเข้ามาตบตี คิดว่านางแย่งชิงตำแหน่งว่าที่ชายาในอนาคตของตัวเอง กระทั่งบิดาห้ามปรามนางก็ยังไม่หยุด
รอยนิ้วที่ประทับบนใบหน้าเรียงกันตามรอยนิ้วมือของนาง รอยเล็บสวยของนางที่ตะไบจนโค้งมนกรีดบนผิวหน้าแต่ใยเจ็บไปถึงขั้วหัวใจ ประหนึ่งถูกมีดทำจากเหล็กกล้าน้ำดีแข็งแกร่งกรีดลงมา ซ้ำหลายครั้งหลายครา
‘ข้าหรือที่อยากเป็นฮูหยินชายผู้นั้น’
ชายที่ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจ...
เวลาผ่านมาห้าเดือนหลังจากหลิงชิงคลอดลูกสาว และนางก็ได้รับข่าวดีว่าท่านพ่อก็มีน้องเพิ่มจากอนุที่อยู่ในจวนกำลังตั้งครรภ์ นางก็ยินดีกับท่านพ่อด้วย ส่วนอนุที่ท่านพ่อเลือกให้ชูหน้าชูตาขึ้นเป็นผู้หญิงที่กิริยามารยาทเรียบร้อยนัก จนนางคิดว่าท่านพ่อดูคนไม่ผิดแล้ว ยามนี้นางวุ่นวายกับการเลี้ยงลูก และสามีก็ต้องเลี้ยงเหมือนกันเพราะชอบแอบกินนมนางแย่งเจ้าตัวเล็กทุกคืน เมื่อแผลหายสนิทหลังคลอด เขาก็เริ่มมีคืนวสันต์กับนางจนกังวลว่าลูกคนนี้ยังไม่ทันโตก็จะท้องอีกคนจนต้องกินยาห้ามครรภ์เป็นระยะ นางอยากให้ความรักความอบอุ่นกับลูกก่อน กลัวเขาจะอยู่กับนางน้อยเกินไปและคิดว่านางไม่รัก “ท่านพี่พอแล้วเจ้าค่ะ” คืนนี้ก็เป็นอีกวันที่สามีเหนื่อยงานมา แต่กลับลากนางเข้าห้องให้แม่นมดูแลลูกน้อยของนางแทน “อีกรอบข้ารู้สึกคร่ำเครียดมาก วันนี้เกือบมีสงครามระหว่างแคว้นเกิดขึ้นด้วยซ้ำ” ทูตที่มาต่างแคว้นวันนี้เกิดอยากแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ขึ้นมา แต่ทว่าฝ่าบาทไม่เคยให้งานแต่งเพื่อเชื่อมสัมพันธ์เพราะหากไม่ได้มีใจให้กัน เท่ากับส่งลูกสาวและหลานสาวไปตายเท่านั้น แต่อ๋องน้อยผู้นั้นฝีปากกล้าอยากได้ท่าน
เรือนรั่วอ๋องต่างมีแขกมามากมายไม่ขาดสาย เมื่อรับรู้ว่ารั่วอ๋องและคุณชายหลิงเฟยเป็นที่โปรดปราน ก็อยากให้บุตรหลานได้เป็นเพื่อนเล่นด้วย เพื่อหวังจะมีช่องทางในการรับราชการในอนาคต แต่รั่วอ๋องไม่ค่อยปลื้มใจนัก เพราะเขามีเวลาส่วนตัวกับภรรยาน้อยเหลือเกิน ทั้งยังต้องแบ่งเวลาต้อนรับแขกอีก จึงสั่งให้พ่อบ้านงดรับแขกที่ไม่ได้นัดหมายห้ามเข้าเสีย เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับลูกและภรรยาบ้าง แต่แขกที่มาบ่อยเห็นจะเป็นท่านหญิงอันกับรั่วเทียนเฉิง จนเขาเริ่มชักหึงเสียแล้ว เพราะทั้งคู่บอกว่านัดมาตลอด ทั้งที่ไม่ได้นัด “บ้านเจ้าไม่มีข้าวหรือไง” รั่วเทียนเฉิงมาถึงก็ร้องกินข้าวไม่พอ เดือดร้อนให้ภรรยาเขาทำให้กินอีกด้วย หลิงชิงยื่นมือเข้าไปบิดเนื้อสามีที่เสียมารยาทกับแขกเช่นนี้ได้อย่างไร ทั้งยังมีท่านหญิงอันที่นั่งอยู่ข้างกันอีกด้วย “หึ...ข้าวบ้านท่านมีน้อยรึ เหตุใดถึงหวง” รั่วเทียนเฉิงเห็นพี่ชายกับพี่สะใภ้มีความสุขกันมากเกินไปจนเขาอิจฉาแล้ว จึงได้มารบกวนบ่อย ๆ “ไม่ต้องทะเลาะ ไว้คราวหน้าข้าจะให้ห้องเครื่องหลวงทำอาหารมาเผื่อพวกท่านบ้าง รับรองว่าอร่อยแน่นอน” อันเยว่
ในเช้าตรู่สองวันถัดมารั่วอ๋องก็เปิดจวนต้อนรับตระกูลหลี่เป็นครั้งแรก หลังจากออกปากเคยไม่ให้เข้ามาเหยียบในเรือนของตัวเอง แต่เมื่อภรรยาเขาต้องการจะกลับคำเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร วันนี้หลี่จิ้งมาพร้อมกับภรรยาแต่เช้าทั้งนั่งรอในรถม้าจนกว่าจะถึงเวลานัดโดยไม่อีดออดนอกจากภรรยาที่ไม่พอใจแต่อยากตามมาด้วยทำให้หลี่จิ้งหงุดหงิด “หากเจ้าไม่เต็มใจก็กลับไปข้าจะให้รถม้าไปส่งที่บ้าน” หากให้นางเข้าไปพูดจนเสียบรรยากาศจะทำให้รั่วอ๋องโกรธเอาได้ “ข้าจะเข้าไปดูคนใจดำอำมหิต” เจียงจิวฝูจะดูว่าลูกสาวที่อุตส่าห์อุ้มท้องมาเก้าเดือนและแบ่งคลอดมาด้วยตัวเองจะว่าอย่างไร เมื่อเห็นมารดาเช่นนางนั่งอยู่ตรงหน้า “หึ...เจ้ากล้าพูด เอาคันฉ่องมาส่องเถิด ใครกันที่อำมหิต เจ้าเกือบฆ่าลูกสาวอีกคนแล้วนะ” เขาไม่อยากจะคิดว่าหากหลิงชิงโดนกบฏผู้นั้นย่ำยีแล้วนางจะอยู่บนโลกนี้อย่างไร รั่วอ๋องจะโกรธถึงขั้นฆ่าล้างตระกูลหรือไม่ก็ไม่อาจรู้ นี่นับว่าปรานีที่สุดแล้ว “ท่านก็เอาแต่เข้าข้าง” “แล้วให้ข้าพูดหรือไม่ว่าเจ้าทำตัวต่ำทรามเช่นใดบ้าง” เขารู้สึกว่าภรรยาของเขาต่ำทรามแล้วจ
เจียงจิวฝูแทบขาดใจเมื่อรับรู้ว่าลูกสาวจะถูกตัดสินโทษ หลี่จิ้งเข้าไปขอร้องฝ่าบาทเพื่อเห็นแก่เดิมที่เป็นขุนนางจงรักภักดี รั่วอ๋องเองก็อยู่ในเหตุการณ์จึงก้มหน้าเท่านั้นไม่ขอออกความเห็นสิ่งใด ฝ่าบาทจึงเมตตาลดโทษตายแต่โทษเป็นยังอยู่ ส่งไปใช้แรงงานในเหมืองตลอดชีวิตห้ามกลับมาเมืองหลวงอีก เวลาผ่านไปลูกชายของนางหลิงเฟยเริ่มเติบใหญ่ขึ้นจนชอบปีนป่ายเสียจนนางหวั่นว่าจะตกลงมาจากต้นไม้เข้าสักวัน วันนี้นางเริ่มเดินคล่องขึ้นแล้วหน้าท้องก็เริ่มนูนนิดหน่อยยังมองไม่ออกว่านางท้องหรือไม่ แต่นางก็ระมัดระวังอย่างดีไม่ให้ตนเองทำอะไรเสี่ยง ๆ กับลูกในท้องที่กำลังจะเกิดมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า “ท่านแม่...ข้าปีนสูงหรือไม่” ตอนนี้ทั้งคนทั้งแมวปีนกันไปนั่งอยู่บนกำแพง ไม่รู้ว่าผู้ใดลืมบันไดไว้กันแน่ จนลูกชายของตนเอามาปีนป่ายเล่น “ระวังตกนะลูก” นางส่ายหน้าไปมาแต่ก็ห้ามไม่ได้ เห็นอะไรที่เขามีความสุขก็ทำไป เหมือนนางที่อยากใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุกวัน เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ชีวิตจะทุกข์อีก “ไม่ตกขอรับ” ลูกชายตะโกนลงมาจากต้นไม้ นางได้แต่ส่ายหน้าแต่ก็กำชับให้บ่าวไพร่คอยช่วยด

















