LOGIN“ขอรับเป็นน้ำส้มก่อนค่ะ เดี๋ยวรอสามีมาถึงค่อยสั่งอาหารค่ะ” จนิตาเอ่ยบอกพนักงานด้วยรอยยิ้ม คาดการณ์ว่าไม่เกินสิบนาทีพริษฐ์ก็น่าจะมาถึง
ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบๆ ร้าน เห็นคู่รักหลายคู่ที่มาเดตกันอย่างชื่นมื่น เธอยิ้มออกมาอีกครั้งด้วยความหวังว่าคืนนี้จะเป็นคืนที่พิเศษสำหรับเธอเช่นกัน
ทว่าเวลาที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปกลับไร้เงาของพริษฐ์ จนิตาเริ่มนั่งไหล่ลู่ ขณะที่ท้องส่งเสียงประท้วงด้วยความหิว
JAIJAI : ไจ๋เริ่มหิวแล้วนะคะ
หญิงสาวพยายามรออย่างใจเย็นแล้ว แต่ผ่านมาร่วมหนึ่งชั่วโมงพริษฐ์ก็ไม่มาเสียที หนำซ้ำยังไม่อ่านไลน์กันอีก
“ขอน้ำส้มอีกแก้วค่ะ” จนิตาสั่งน้ำส้มมาดื่มประทังความหิวพลางเฝ้ามองไปที่ทางเข้าร้านอย่างมีความหวัง จนเวลาล่วงเลยไปอีกครึ่งชั่วโมง จึงตัดสินใจกดโทรศัพท์หาสามี
ผลที่ได้มีเพียงความเงียบ...
พริษฐ์ไม่รับสาย
จนิตาจึงต้องเปลี่ยนกลับมาเป็นส่งข้อความอีกครั้ง
JAIJAI : อยู่ไหนแล้วคะ ขับรถอยู่หรือเปล่า
JAIJAI : ไจ๋หิวจนจะกินคุณพายได้แล้วนะคะ
JAIJAI : ส่งสติกเกอร์หัวใจ
จนิตานั่งจ้องหน้าจอซ้ำๆ หวังว่าข้อความจะขึ้นว่า ‘อ่านแล้ว’ หรือมีสายโทร.กลับมา แล้วเวลาก็ดำเนินไปเรื่อยๆ
กระทั่งผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมงเต็ม ดวงตาคู่สวยถึงได้เป็นประกายขึ้นเมื่อมีการตอบกลับจากสามี
Pharit: ผมติดเคสด่วน คงไปไม่ทัน
ประกายความสุขในดวงตามอดดับลง จนิตาขอบตาเริ่มร้อนผ่าว ทั้งหิว ทั้งน้อยใจจนอยากจะร้องไห้ แต่สุดท้ายเธอก็ทำได้แค่ตอบกลับไปว่า...
JAIJAI : ไจ๋เข้าใจแล้วค่ะ
จนิตาตอบไปด้วยความเข้าใจเหมือนทุกครั้ง ทั้งที่ความจริงวันนี้อยากจะโวยวาย อยากเอาแต่ใจให้พริษฐ์ทิ้งทุกอย่างมาหากัน แต่สุดท้ายก็ทำเพียงนิ่งไป พยายามทำใจอยู่ราวสองนาที แล้วถึงยกมือเรียกพนักงาน
“เช็กบิลเลยค่ะ” ตอนนี้เธอหมดอารมณ์จะนั่งอยู่ท่ามกลางคู่รักที่ดูมีความสุขพวกนี้แล้ว ขอระเห็จกลับบ้านไปกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปลอบใจตัวเองดีกว่า
ไม่นานนัก จนิตาก็เดินออกมาจากร้านอาหารด้วยท่าทางคอตก นึกถึงถ้อยคำของเพื่อนรักขึ้นมา
“สมพรปากจริงๆ เลยนังเกี๊ยว”
บทที่ 2
เวลาราวเที่ยงคืนสามสิบนาที ฝีเท้าหนักๆ ก็ก้าวเข้าไปภายในบ้านที่เงียบสนิท แสงไฟถูกดับลงจนเกือบหมด เหลือแค่โถงทางเดินเท่านั้นที่ยังเปิดทิ้งไว้ ระหว่างเดินเจ้าของร่างสูงโปร่งก็ก้มมองหน้าจอสมาร์ตโฟนอย่างจดจ่อ รอยยิ้มกว้างพร้อมดวงตาที่เป็นประกายผุดขึ้นบนใบหน้าคมเข้มเมื่อได้รับข้อความจากใครบางคน
“คุณพาย”
เสียงหวานที่แหบพร่าด้วยความงัวเงียดังขึ้นดึงความสนใจ ทำให้เขาต้องละสายตาจากหน้าจอไปมอง
“ทำไมถึงมานอนตรงนี้ล่ะครับ” พริษฐ์เอ่ยถามพลางเอื้อมมือไปกดเปิดสวิตช์ไฟจนสว่างจ้า“ไจ๋มานอนรอคุณพายค่ะ” จนิตายกมือขึ้นปิดปากหาวหวอดๆ พยายามปรือตามองคนที่เธอเฝ้ารอมาหลายชั่วโมงตั้งแต่ที่ร้านอาหาร ลำตัวขยับลุกจากโซฟาที่เผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ ตรงเข้าไปหาคนของหัวใจทันที “คุณพายกินอะไรมาหรือยังคะ”
“ผมกินมาแล้วครับ” พริษฐ์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย สายตามองภรรยาที่เดินเข้ามาช่วยรับกระเป๋าเอกสารไปถือไว้ให้
“อ้อ...” จนิตาลากเสียงยาว ดวงหน้าเงยขึ้นสบตา แววตาสั่นระริกฉายแววน่าสงสาร “แต่ไจ๋ยังไม่ได้กินเลยค่ะ ไจ๋ฮิ้วหิว”
“ผมเคยบอกไปแล้วว่าไม่จำเป็นต้องรอผม” พริษฐ์กดเสียงดุใส่คนที่ไม่เคยเชื่อฟังคำสั่งของเขาเลย
จนิตาทำหน้าเศร้า ความน้อยใจพุ่งวาบขึ้นมาในอก เธอแค่อยากกินข้าวพร้อมหน้ากับสามีบ้างมันไม่ได้เลยหรืออย่างไร หมู่นี้
พริษฐ์ดูเปลี่ยนไปมาก“ไม่ต้องมาเล่นบทดราม่าใส่ผมครับ เดี๋ยวผมจะไปทำกับข้าวให้กิน”
พริษฐ์มองคนที่พอโดนดุเข้าหน่อยก็ทำท่าเหมือนน้ำตาจะร่วง แล้วถอนหายใจยาว มือพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นมาถึงข้อศอก
“จริงนะคะ” คนที่กำลังน้อยใจถึงกับตาวาว เปลี่ยนอารมณ์ฉับไวเมื่อได้รับความสนใจจากสามี
“ครับ” พริษฐ์ยืนยันสั้นๆ ก่อนจะเบี่ยงตัวจากการเกาะกุม เดินเลี่ยงเข้าไปในห้องครัวเพื่อลงมือทำเมนูง่ายๆ ให้กับภรรยา มือหนาเอื้อมไปหยิบผ้ากันเปื้อนมาสวมอย่างคล่องแคล่ว
ในบ้านหลังนี้ นอกจากป้านอมแล้วก็มีเพียงตนเท่านั้นที่ใช้ห้องครัวได้ ส่วนจนิตาตนออกคำสั่งห้ามเข้าใกล้เตาไฟเด็ดขาด
เพราะครั้งหนึ่งหญิงสาวเกือบจะเผาบ้านวอดมาแล้วจากการพยายามทำอาหาร ส่วนเรื่องรสชาตินั้นอย่าให้เอ่ยถึงจะดีกว่า
จนิตายืนพิงเคาน์เตอร์พลางมองแผ่นหลังกว้างด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูน ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วใจทุกครั้งที่สามีลงมือเข้าครัวทำอาหารให้ ตัวเธอไม่ว่าจะพยายามฝึกฝนสักแค่ไหน รสชาติก็ออกมาไม่ได้เรื่องทุกที
อดีตนางร้ายหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาตั้งท่าถ่ายรูป ขออวดพวกเพื่อนๆ สักหน่อยเถอะว่าสามีน่ารักแค่ไหน พร้อมกับลงแคปชัน ‘คนของหัวใจ ‘ไข่’ คุณพาย อร่อยที่สุด’
จนิตารู้ดีว่าเมนูที่พริษฐ์ทำให้ไม่พ้น ‘ไข่เจียวมะเขือเทศ’ แม้จะเป็นเมนูพื้นๆ แต่สำหรับเธอมันกลับได้ใจไปเต็มๆ ต่อให้เขาจะคลุกเกลือกับข้าวเปล่าให้กิน เธอก็ยังจะยืนยันว่ามันคืออาหารที่เลิศรสที่สุดในโลก
อาการของคนคลั่งรักมันเป็นแบบนี้ จนิตารู้ตัวดี
หญิงสาววางสมาร์ตโฟนไว้บนเคาน์เตอร์ พลางขยับเข้าไปแนบชิดแผ่นหลังกว้าง สองแขนเรียวสวมกอดสามีไว้แน่น
“จะกินไหมครับข้าวเนี่ย”
พริษฐ์ปรามเสียงเรียบ เมื่อคนด้านหลังไม่ได้แค่กอดนิ่งๆ แต่มือไม้ยังซุกซนลูบไล้ไปตามหน้าท้องแกร่ง แถมยังจงใจเลื่อนต่ำลงไปใต้สายเข็มขัดด้วย
“แล้วคุณพายอยาก ‘กิน’ อย่างอื่นด้วยไหมล่ะคะ” จนิตาถามเสียงหวาน มือนุ่มยังคงไต่ระดับต่ำลงไปเรื่อยๆ อย่างท้าทาย
“ผมอิ่มแล้ว” พริษฐ์ตอบเสียงขรึม พร้อมแกะมือซนๆ ออก “ใจร้ายจังค่ะ” จนิตากลอกตามองบน แล้วขยับตัวหนีไปนั่งรอที่โต๊ะอาหารแทน คนที่ปล่อยให้เธอต้องรอก็ควรต้องบริการเธอทุกอย่าง
ไม่นานนัก ข้าวไข่เจียวก็มาเสิร์ฟตรงหน้า กลิ่นหอมๆ นั้นทำให้คนหิวถึงกับกลืนน้ำลายลงคอดังอึก
“ฮะ? อะไรนะ” วาโยเบิกตาโต ทวนประโยคนั้นซ้ำเพื่อให้แน่ใจ มันเมาถึงพูดผิดพูดถูกหรือเปล่า “มึงรักคุณไจ๋?” “ไม่รักแล้วกูจะแต่งงานกับไจ๋ทำไมวะ” พริษฐ์มองหน้าคนถามอะไรแปลกๆ อย่างไม่เข้าใจ ฝ่ายวาโยนิ่งและอึ้งไป สมองเริ่มมีความสับสน ส่วนนายตำรวจหนุ่มได้แต่ยืนเกาศีรษะ เพราะเริ่มตามไม่ทันแล้ว ทางด้านเมธาวินเดินลิ่วๆ ไปยังรถคันหรูที่สตาร์ตเครื่องรออยู่ สองเท้าก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังด้วยท่าทางสบายใจ “วินมาแล้ว...” ทุกสายตาในรถจับจ้องที่เขาเป็นจุดเดียว ศราเผยอปากจะถามแต่เจ้าตัวกลับยกมือห้าม “ขอเวลาห้านาที” เมธาวินก้มหน้าก้มตาจัดการสมาร์ตโฟนสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจนิตา “ไจ๋ เงินเข้าหรือยัง” “เงินอะไร” หญิงสาวที่นั่งนิ่งมาตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถเลิกคิ้วขึ้น สีหน้ามีความตึงเครียดไม่น้อย “ไจ๋ก็ดูสิ” เมธาวินพยักพเยิดหน้าให้จนิตาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเช็ก หญิงสาวทำตาม ไม่นานก็ต้องตาเบิกกว้าง เมื่อได้รับข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร ว่าเมธาวินโอนเงินให้เธอถึงสองแสนบาทแล้วรีบถามไป “แกโอนเงินให้ฉันทำไม...ตั้งสองแสน”
“เฮ้ย นั่นมันจะจูบคุณไจ๋หรือเปล่าวะ” ภาพที่ผู้ชายใบหน้าหล่อเหลากำลังโน้มใบหน้าไปแนบชิดกับดวงหน้าหวานจนปลายจมูกแทบชนกัน สิ้นเสียงของธนกฤต พริษฐ์ก็สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม สองเท้าพุ่งทะยานไปยังโต๊ะเป้าหมายด้วยความเร็วแสง แล้วกระชากคอเสื้อของไอ้คนหน้าด้านให้ห่างจากภรรยาของเขา “อย่ามายุ่งกับเมียกู” พริษฐ์ประกาศก้อง นัยน์ตาแดงก่ำราวกับมีลูกไฟลุกโชนอยู่ภายใน “ใครเมียมึง” เมธาวินตวัดสายตามองพริษฐ์ตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนจะใช้ลิ้นเลียริมฝีปากแล้วบอกออกไป “ของดีๆ ใครก็อยากเอาปะวะ” “ไอ้เหี้ย” เพียงเท่านั้นสติของพริษฐ์ก็ขาดผึง ปล่อยหมัดซัดใส่ใบหน้าของคนที่มันพูดจาแทะโลมจนิตา หนำซ้ำยังจะกล้ามาจูบปากนุ่มๆ ที่เป็นของเขาอีก “ว้าย” เสียงร้องด้วยความตกใจดังระงม ศราและเกวลินมองภาพตะลุมบอนตรงหน้าด้วยอาการตาค้าง เพื่อนของพริษฐ์รีบปรี่เข้ามาห้ามทัพพัลวัน “ไอ้พายหยุดเถอะ ตั้งสติหน่อย” วาโยพยายามดึงตัวเพื่อนออก แต่กลับถูกพริษฐ์สะบัดจนกระเด็น ธนกฤตพยายามล็อกแขนเอาไว้ แต่วันนี้พริษฐ์กลับมีแรงมหาศาลจนเขาแทบหน้าคะมำ ทว่าจู่ ๆ ทุกอย่างก็หยุดนิ
บทที่ 9 “มันเป็นเหี้ยอะไร” เมื่อนายตำรวจหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะก็เอ่ยถาม สายตาจ้องมองพริษฐ์ที่เอาแต่กระดกน้ำสีอำพันเข้าปากราวกับเป็นน้ำเปล่า และได้ข่าวมาว่าเพื่อนรักดื่มหนักแบบนี้ติดต่อกันมาสามวันแล้ว “ถามมันเองเลย” วาโยมองสภาพของคุณหมอสูติฯ แล้วนึกสมเพช ตั้งแต่ที่ถูกจนิตาแจ้งความก็เอาแต่จมอยู่กับแก้วเหล้า “สรุปมึงเป็นอะไรไอ้พาย” ธนกฤตแย่งแก้วเหล้าออกจากมือพริษฐ์ สภาพเพื่อนตอนนี้ดูเหมือนคนอกหักปางตาย ทั้งที่มีข่าวลือหนาหูว่ามันกำลังจะแต่งงานใหม่ “เอาแก้วกูคืนมาไอ้ธาม” พริษฐ์เอื้อมมือจะคว้าคืน แต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบ “ตอบกูมาก่อน แล้วกูจะคืนให้” พริษฐ์ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม นัยน์ตาแดงก่ำสั่นไหวด้วยความตัดพ้อและเจ็บช้ำ ก่อนแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง จนิตาใจร้ายกับตนเหมือนคนเกลียดชังกันมาสิบชาติ “ตอบเร็วสิมึง” ธนกฤตเร่งเร้า “กูเรียกเอาแก้วใหม่ก็ได้” พริษฐ์ตัดบทด้วยความหงุดหงิด มือกวักเรียกบริกรให้นำแก้วใบใหม่มาให้ทันที ธนกฤตมองเพื่อนอย่างใช้ความคิด พริษฐ์เป็นคนพูดน้อยก็จริง แต่ไม่เคย
“เรากลับกันดีกว่าค่ะพี่เก้า ไจ๋เหนื่อยแล้ว” “ได้สิครับ” นพเก้าพยักหน้าตอบตกลง ศีรษะค้อมลงเล็กๆ ให้คนที่จะมารับหน้าที่ลงนรกต่อจากตน แล้วพาจนิตาเดินปลีกตัวออกไปขึ้นรถคันหรูของตัวเอง พริษฐ์ยืนหายใจหอบถี่ด้วยความหงุดหงิด โมโหคนอวดดีอย่างจนิตาที่ไม่ยอมฟังคำเตือนกันเลย แล้วพยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ ในเมื่อจนิตาอยากรนหาที่นักก็ช่างปะไร อย่างไรเสียตนกับฝ่ายหญิงก็หย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าสุดท้ายกลับสบถออกมาเสียงดัง มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรง “บ้าเอ๊ย” ฝ่ายคนที่นั่งอยู่บนรถคันหรูหันไปมองสารถีหนุ่ม ในสมองมีคำถามผุดขึ้นและเลือกจะถามออกไปตรงๆ “พี่เก้ามาที่โรงแรมนี้ได้ยังไงคะ บังเอิญหรือตั้งใจมา?” จนิตาอยากรู้ว่าทำไมนพเก้าถึงมายังโรงแรมจัดงานแห่งนี้ได้ “เรียกว่าถูกเชิญมาดีกว่าครับ” นพเก้าตอบ เขาคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนร่อนบัตรเชิญไปให้ถึงหน้าบ้าน คราแรกตนไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้ว่าตะวันฉายต้องการจะทำอะไร และตอนนี้ก็ได้คำตอบที่แจ่มชัดแล้ว เจ้าหล่อนต้องการประกาศชัยชนะ “เธ
บทที่ 8 “เหอะ” จนิตากดยิ้มลึกและทำเสียงต่ำในลำคอ นึกถึงถ้อยคำที่พริษฐ์บอกไว้ พริษฐ์เชิญเธอมางานจริงๆ ช่างเป็นคนที่รักษาคำพูดเสียจริง ก่อนดึงสายตาไปมองคนบนเวทีที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ยิ้มให้กับชายที่รักเจ้าหล่อนท่วมหัว จนิตารีบยกมือขึ้นปรบมือเป็นคนแรก เรื่องน่ายินดีแบบนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกันอวยพร นั่นทำให้ตะวันฉายเบนสายตาไปมองแล้วยิ้มพึงพอใจ จากนั้นพิธีกรบนเวทีก็รีบทำตามหน้าที่ของตัวเอง “พวกเราขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ” “ค่ะ” ตะวันฉายยิ้มขอบคุณ แล้วหันไปจับมือของบิดาไว้แน่น สายตามองไปรอบๆ ล้วนแต่มีคนร่วมยินดีไปกับเธอ ก่อนจะหันไปมองพิธีกรพร้อมเอ่ยบอก “เพลงต่อไปฉายขอเป็นเพลงรักอวยพรให้พวกเราได้ไหมคะ” “งานนี้คงต้องฝากไว้ที่น้องไจ๋ไจ๋แล้วครับ” พิธีกรผายมือไปยังด้านข้างเวทีอีกด้าน หวังว่านักร้องคนที่สองคงมีลิสต์เพลงรักหวานชื่นอยู่บ้าง “ยินดีค่ะ” จนิตาก้าวเท้าขึ้นไปเผชิญหน้าบนเวทีอย่างไม่หวั่นเกรง และจะไม่พลาดโอกาสทองที่จะมอบคำอวยพรให้ทั้งสอง “งั้น...ไจ๋ขอเป็นคนกล่าวคำอวยพรให้ทั้งคู่นะคะ”
“งานเลี้ยงบริษัทน่ะ” เกวลินเอ่ยบอก ในอดีตเธอเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เพื่อนรัก และตอนนี้ก็กลับมาช่วยดูแลคิวงานให้ระหว่างที่จนิตากำลังรันวงการอีกครั้ง “เห็นว่าเป็นงานรวมเครือบริษัทใหญ่น่ะ ฉันเพิ่งได้รับการติดต่อมาเมื่อเย็นวาน รายละเอียดคร่าวๆ คือเป็นงานใหญ่พอตัวเลยนะ...แกจะรับไหม” “รับสิ” จนิตาตอบโดยไม่ต้องคิด งานคือเงิน และเงินคืออนาคตที่จะกลายเป็นค่านมผงให้เจ้าตัวเล็กในท้อง “แต่อีกสามวันนะนังไจ๋” เกวลินบอกถึงกำหนดวันที่ค่อนข้างเร่งด่วน “ฮะ?” หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเพราะเวลากระชั้นชิดมาก แถมยังร้างสนามมานาน แม้ที่ผ่านมาจะฝึกร้องเพลงที่บ้านอยู่บ่อยๆ แต่การขึ้นเวทีจริงมันต่างกัน “เห็นว่าถูกนักร้องดังเท” เกวลินบอกเหตุผลที่ทางผู้จ้างบอกมา ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล คิวของคนดังมากดังน้อยจึงพลอยแน่นไปหมด “อ้อ...” จนิตาลากเสียงยาว แต่ก็ไม่ได้ทำให้บั่นทอนจิตใจ เพราะทุกโอกาสมีค่าเสมอ “ว่าแต่แกเป็นไงบ้าง” เกวลินถามด้วยความห่วงใย อยากให้เพื่อนย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมด้วยกันจะได้ช่วยดูแล แต่จนิตาก็ดื้อแพ่งไม่ยอมท่าเดียว “ก็ด







