FAZER LOGINบทที่ 1
“นังไจ๋ สนใจเพื่อนหน่อย”
เสียงแหลมเล็กดังขึ้นขัดจังหวะ เมื่อเพื่อนรักเอาแต่ก้มหน้าก้มตาจ้องหน้าจอสมาร์ตโฟน แทนที่จะสนใจคนข้างๆ อย่างเธอ
“อะไรยะนังเกี๊ยว” จนิตาละสายตาจากหน้าจอมามองเพื่อน นั่งอยู่ใกล้กันแค่นี้ไม่รู้จะตะโกนทำไม
“แกลากฉันออกมา แกก็ควรสนใจฉันไหม ไม่ใช่คิดถึงผัวอยู่นั่น” เกวลินเบะปากกลอกตามองบนใส่ความรักผัวหลงผัวของเพื่อนรัก หายใจเข้าก็พริษฐ์ หายใจออกก็พริษฐ์จนน่าหมั่นไส้
“ก็ฉันคิดถึงจริงๆ นี่นา” จนิตาทำหน้าเหมือนใจจะขาดจากความคิดถึง ทว่าก็ไม่วายบ่นอุบ “ไลน์ไปตั้งนานแล้วเนี่ย ไม่ตอบสักคำ”
“ปกติปะ ผัวแกคิวทองจะตายไป” เกวลินมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะพริษฐ์เป็นคุณหมอสูติฯ ฝีมือดีที่ใครๆ ก็อยากฝากครรภ์ด้วยจนคิวเต็มยาวเหยียด ฝ่ายนั้นแทบไม่มีเวลาว่างมาตอบแชตไร้สาระที่เพื่อนเธอเพียรส่งไปหาทั้งวันอยู่แล้ว
“แต่หมู่นี้แชตฉันหนักขวามาก...” จนิตาเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ พลิกหน้าจอโทรศัพท์ให้เพื่อนดูประกอบหลักฐาน
“หนักจริง...” เกวลินกวาดตามองข้อความยาวเหยียดที่เพื่อนส่งไปรัวๆ ราวสิบประโยค สามีถึงจะตอบกลับมาสักคำ แถมกว่าจะตอบก็ปาเข้าไปดึกดื่นค่อนคืน
“อ่านแล้วไม่ตอบด้วย” จนิตาทำใบหน้าสุดเซ็ง หัวใจดวงน้อยเริ่มเหี่ยวเฉา ที่ผ่านมาพยายามเข้าใจพริษฐ์เสมอ เพราะอย่างน้อยสามีก็ยังพอหาเวลาให้เธอ แต่หมู่นี้แค่ได้เห็นหน้ากันสักครึ่งชั่วโมงยังยากเลย
“เลิกปะล่ะ” เกวลินยกมือเท้าคางถาม นัยน์ตาเริ่มฉายแววยุยง
“แกจะบ้าเหรอ แค่ผัวไม่ตอบข้อความจะมายุให้เลิกกัน”
จนิตาโวยวายเสียงแหลม นังเพื่อนคนนี้ท่าจะบ้า คนเขารักกันอยู่ดีๆ จะมาเลื่อยขาเตียงกันซะงั้น“รักเสียจริง”
เกวลินทั้งหมั่นไส้ ทั้งอิจฉา
“ถ้าไม่รักฉันจะยอมถึงขนาดนี้เหรอ”
“เชื่อจ้ะ” เกวลินพยักหน้าหงึกๆ เชื่อสนิทใจ เมื่อพริษฐ์เปลี่ยนนางร้ายที่พร้อมจะเหวี่ยงกลับยามมีคนเข้ามาหาเรื่องให้กลายเป็นแม่ชีผู้ถือศีลสงบจิตสงบใจได้ขนาดนี้ จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องดีนั่นแหละ แล้วเธอก็ตั้งคำถามกลับไปอีก “ว่าแต่...พรุ่งนี้คงไม่ถูกเบี้ยวนัดหรอกนะ”
“อย่ามาแช่งกันนะยะ ปกติคุณพายไม่เคยเบี้ยวฉัน” จนิตาแทบจะยื่นมือไปตีปากเพื่อน พรุ่งนี้เธอต้องได้ไปสวีตหวานในมื้อค่ำกับสามีแน่นอน
“เคย” เกวลินแย้งทันควัน
“นั่นเพราะมีเคสด่วนย่ะ” บางครั้งก็ต้องนั่งกร่อยรอเก้อ เพราะพริษฐ์มีเคสฉุกเฉินเข้ามาแทรก
“จ้ะ แต่ว่านังศรีกลับมาแล้วนะ” เกวลินเลิกแหย่แล้วเปลี่ยนมาพูดถึงเพื่อนอีกคนในกลุ่มอย่าง ‘ศรา’ หรือที่เพื่อนๆ เรียกว่า ‘นังศรี’
“แล้ว?” อดีตนางร้ายที่ร้างราหน้ากล้องไปนานเลิกคิ้วสูง อยากรู้ว่าคราวนี้พวกเธอจะต้องเตรียมตัว ‘เห่าหอน’ กันอีกหรือไม่ แล้วคำตอบก็เป็นไปตามคาด
“ก็ผัวง้อได้สำเร็จนั่นแหละ” นี่เป็นรอบที่ร้อยแล้วกระมังที่ศราหอบกระเป๋าหนีสามีกลับไปบ้านที่เชียงใหม่
“ได้กินอาหารเม็ดอีกแล้วสินะเรา” คราวนี้จนิตาไม่รู้จะเลือกอาหารเม็ดรสไหนดี เพราะเพื่อนรักป้อนให้ถึงปากมาครบทุกรสชาติแล้วจริงๆ
เกวลินยักไหล่พลางหัวเราะร่า นี่แหละรสชาติความเป็นเพื่อน เห็นเพื่อนคืนดีกับสามีพวกเธอก็ดีใจ ฝ่าย
จนิตายื่นมือไปตบบ่าของเพื่อนรัก แล้วบอกไปด้วยรอยยิ้มเริดๆ เชิดๆ
“แกไม่ต้องห่วงนะนังเกี๊ยว ฉันไม่มีวันทำให้แกได้กินอาหารหมาแน่นอน เพราะฉันไม่มีทางเลิกกับคุณพาย”
เกวลินที่ได้ฟังถึงกับกลอกตา นับถือใจเพื่อนบ้าคนนี้เลยจริงๆ จนอยากจะทำโล่ ‘คนหลงผัวที่สุดในโลก’ ให้เสียเดี๋ยวนี้
“จ้าแม่คนคลั่งรัก แล้วจะไปดูชุดได้ยัง” เกวลินถามคนที่พอพูดจบก็หันไปจ้องโทรศัพท์มือถือต่อ
“ไปๆ ไปกัน” จนิตาขยับตัวลุกออกจากร้านกาแฟในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง จะไปเดตกับสามีทั้งทีเธอก็อยากจะได้ชุดสวยๆ ใหม่เอี่ยมไปเซอร์ไพรส์สามีเสียหน่อย
“งั้นไปดูร้านนั่นไหม” เกวลินชี้ไปยังช็อปแบรนด์เนมชื่อดังที่เมื่อก่อนพวกเธอเคยเป็นลูกค้าวีไอพี
“ไม่เอา...แพง” คนถูกแนะนำส่ายหน้าหวือ เวลานี้กำลังทรัพย์ไม่ได้ล้นเหลือเหมือนเมื่อก่อนแล้ว หลังจากมารดาล้มป่วย เธอก็ทุ่มเงินรักษาไปมหาศาล จนกระทั่งท่านเสียชีวิต ตอนนี้เงินที่ใช้ส่วนใหญ่ก็เป็นเงินที่สามีให้ไว้ จึงไม่อยากใช้จ่ายเกินตัว นิ้วเรียวชี้ไปยังอีกร้านที่ราคาย่อมเยากว่า
“เอาร้านนั้นดีกว่า”
“จ้ะ”
เกวลินว่าตามกัน จากนั้นทั้งสองก็เดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้าดิไซน์เก๋ที่มีชุดแฟชั่นให้เลือกสรรมากมาย พนักงานสาวออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง
“ชุดนี้คุณพายต้องชอบแน่ๆ” จนิตาหยิบเดรสสีชมพูอ่อนขึ้นมาทาบวัดกับลำตัว จำได้ดีว่าเวลาสวมชุดโทนสีนี้ทีไร สามีมักจะเอ่ยปากชมเสมอ
เกวลินยกนิ้วให้แทนคำตอบว่าเห็นด้วย ที่จริงไม่ว่าอดีตนางร้ายเบอร์หนึ่งอย่างจนิตาจะหยิบชุดไหนมาใส่ก็ดูดีไปหมด นึกแล้วก็อดเสียดายแทนเพื่อนไม่ได้ที่ตัดสินใจหันหลังให้วงการ เพราะอยากทุ่มเทเวลาให้กับครอบครัว หลังจากที่สูญเสียมารดาไป จนิตามักโทษตัวเองเสมอว่าที่ผ่านมามัวแต่ทำงาน จนพลาดช่วงเวลาสำคัญในการดูแลท่าน
เมื่อได้ชุดที่ถูกใจแล้ว ทั้งสองก็เดินเลือกซื้อของต่ออีกเล็กน้อยก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน จนิตามีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าตลอดทาง เฝ้ารอให้ถึงคืนพรุ่งนี้เร็วไว รับรองว่าเธอจะสวยจนสามีต้องตะลึงแน่นอน
ผมยาวสลวยถูกถักเป็นเปียอย่างประณีต ดวงหน้าคมเฉี่ยวแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนอ่อน ลิปสติกเป็นสีชมพูเฉดเดียวกับชุดเดรสตัวสวย รองเท้าส้นสูงสีครีมถูกหยิบมาสวมใส่ส่งให้ช่วงขาดูเรียวยาว ในเวลาหนึ่งทุ่มตรง รถแท็กซี่ก็เคลื่อนเข้ามาจอดรอที่หน้าบ้าน
หญิงสาวก้าวขึ้นรถแล้วบอกพิกัดร้านอาหารที่โรงแรมดังทันที ใบหน้าหวานเปี่ยมไปด้วยความสุข โดยเมื่อช่วงบ่ายเธอก็ไม่ลืมส่งข้อความไปย้ำนัดกับสามีอีกรอบ
ใช้เวลาไม่นานก็ไปถึงจุดหมาย จนิตาตรงขึ้นลิฟต์ไปยังร้านอาหารร้านประจำที่พริษฐ์ชอบพามา หลังแจ้งชื่อจองโต๊ะ พนักงานก็พาไปยังที่นั่งริมกระจก ซึ่งสามารถมองเห็นวิวเมืองยามค่ำคืนได้แบบพาโนรามา
“ขอรับเป็นน้ำส้มก่อนค่ะ เดี๋ยวรอสามีมาถึงค่อยสั่งอาหารค่ะ” จนิตาเอ่ยบอกพนักงานด้วยรอยยิ้ม คาดการณ์ว่าไม่เกินสิบนาทีพริษฐ์ก็น่าจะมาถึง
“เฮ้ย นั่นมันจะจูบคุณไจ๋หรือเปล่าวะ” ภาพที่ผู้ชายใบหน้าหล่อเหลากำลังโน้มใบหน้าไปแนบชิดกับดวงหน้าหวานจนปลายจมูกแทบชนกัน สิ้นเสียงของธนกฤต พริษฐ์ก็สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม สองเท้าพุ่งทะยานไปยังโต๊ะเป้าหมายด้วยความเร็วแสง แล้วกระชากคอเสื้อของไอ้คนหน้าด้านให้ห่างจากภรรยาของเขา “อย่ามายุ่งกับเมียกู” พริษฐ์ประกาศก้อง นัยน์ตาแดงก่ำราวกับมีลูกไฟลุกโชนอยู่ภายใน “ใครเมียมึง” เมธาวินตวัดสายตามองพริษฐ์ตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนจะใช้ลิ้นเลียริมฝีปากแล้วบอกออกไป “ของดีๆ ใครก็อยากเอาปะวะ” “ไอ้เหี้ย” เพียงเท่านั้นสติของพริษฐ์ก็ขาดผึง ปล่อยหมัดซัดใส่ใบหน้าของคนที่มันพูดจาแทะโลมจนิตา หนำซ้ำยังจะกล้ามาจูบปากนุ่มๆ ที่เป็นของเขาอีก “ว้าย” เสียงร้องด้วยความตกใจดังระงม ศราและเกวลินมองภาพตะลุมบอนตรงหน้าด้วยอาการตาค้าง เพื่อนของพริษฐ์รีบปรี่เข้ามาห้ามทัพพัลวัน “ไอ้พายหยุดเถอะ ตั้งสติหน่อย” วาโยพยายามดึงตัวเพื่อนออก แต่กลับถูกพริษฐ์สะบัดจนกระเด็น ธนกฤตพยายามล็อกแขนเอาไว้ แต่วันนี้พริษฐ์กลับมีแรงมหาศาลจนเขาแทบหน้าคะมำ ทว่าจู่ ๆ ทุกอย่างก็หยุดนิ
บทที่ 9 “มันเป็นเหี้ยอะไร” เมื่อนายตำรวจหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะก็เอ่ยถาม สายตาจ้องมองพริษฐ์ที่เอาแต่กระดกน้ำสีอำพันเข้าปากราวกับเป็นน้ำเปล่า และได้ข่าวมาว่าเพื่อนรักดื่มหนักแบบนี้ติดต่อกันมาสามวันแล้ว “ถามมันเองเลย” วาโยมองสภาพของคุณหมอสูติฯ แล้วนึกสมเพช ตั้งแต่ที่ถูกจนิตาแจ้งความก็เอาแต่จมอยู่กับแก้วเหล้า “สรุปมึงเป็นอะไรไอ้พาย” ธนกฤตแย่งแก้วเหล้าออกจากมือพริษฐ์ สภาพเพื่อนตอนนี้ดูเหมือนคนอกหักปางตาย ทั้งที่มีข่าวลือหนาหูว่ามันกำลังจะแต่งงานใหม่ “เอาแก้วกูคืนมาไอ้ธาม” พริษฐ์เอื้อมมือจะคว้าคืน แต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบ “ตอบกูมาก่อน แล้วกูจะคืนให้” พริษฐ์ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม นัยน์ตาแดงก่ำสั่นไหวด้วยความตัดพ้อและเจ็บช้ำ ก่อนแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง จนิตาใจร้ายกับตนเหมือนคนเกลียดชังกันมาสิบชาติ “ตอบเร็วสิมึง” ธนกฤตเร่งเร้า “กูเรียกเอาแก้วใหม่ก็ได้” พริษฐ์ตัดบทด้วยความหงุดหงิด มือกวักเรียกบริกรให้นำแก้วใบใหม่มาให้ทันที ธนกฤตมองเพื่อนอย่างใช้ความคิด พริษฐ์เป็นคนพูดน้อยก็จริง แต่ไม่เคย
“เรากลับกันดีกว่าค่ะพี่เก้า ไจ๋เหนื่อยแล้ว” “ได้สิครับ” นพเก้าพยักหน้าตอบตกลง ศีรษะค้อมลงเล็กๆ ให้คนที่จะมารับหน้าที่ลงนรกต่อจากตน แล้วพาจนิตาเดินปลีกตัวออกไปขึ้นรถคันหรูของตัวเอง พริษฐ์ยืนหายใจหอบถี่ด้วยความหงุดหงิด โมโหคนอวดดีอย่างจนิตาที่ไม่ยอมฟังคำเตือนกันเลย แล้วพยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ ในเมื่อจนิตาอยากรนหาที่นักก็ช่างปะไร อย่างไรเสียตนกับฝ่ายหญิงก็หย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าสุดท้ายกลับสบถออกมาเสียงดัง มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรง “บ้าเอ๊ย” ฝ่ายคนที่นั่งอยู่บนรถคันหรูหันไปมองสารถีหนุ่ม ในสมองมีคำถามผุดขึ้นและเลือกจะถามออกไปตรงๆ “พี่เก้ามาที่โรงแรมนี้ได้ยังไงคะ บังเอิญหรือตั้งใจมา?” จนิตาอยากรู้ว่าทำไมนพเก้าถึงมายังโรงแรมจัดงานแห่งนี้ได้ “เรียกว่าถูกเชิญมาดีกว่าครับ” นพเก้าตอบ เขาคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนร่อนบัตรเชิญไปให้ถึงหน้าบ้าน คราแรกตนไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้ว่าตะวันฉายต้องการจะทำอะไร และตอนนี้ก็ได้คำตอบที่แจ่มชัดแล้ว เจ้าหล่อนต้องการประกาศชัยชนะ “เธ
บทที่ 8 “เหอะ” จนิตากดยิ้มลึกและทำเสียงต่ำในลำคอ นึกถึงถ้อยคำที่พริษฐ์บอกไว้ พริษฐ์เชิญเธอมางานจริงๆ ช่างเป็นคนที่รักษาคำพูดเสียจริง ก่อนดึงสายตาไปมองคนบนเวทีที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ยิ้มให้กับชายที่รักเจ้าหล่อนท่วมหัว จนิตารีบยกมือขึ้นปรบมือเป็นคนแรก เรื่องน่ายินดีแบบนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกันอวยพร นั่นทำให้ตะวันฉายเบนสายตาไปมองแล้วยิ้มพึงพอใจ จากนั้นพิธีกรบนเวทีก็รีบทำตามหน้าที่ของตัวเอง “พวกเราขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ” “ค่ะ” ตะวันฉายยิ้มขอบคุณ แล้วหันไปจับมือของบิดาไว้แน่น สายตามองไปรอบๆ ล้วนแต่มีคนร่วมยินดีไปกับเธอ ก่อนจะหันไปมองพิธีกรพร้อมเอ่ยบอก “เพลงต่อไปฉายขอเป็นเพลงรักอวยพรให้พวกเราได้ไหมคะ” “งานนี้คงต้องฝากไว้ที่น้องไจ๋ไจ๋แล้วครับ” พิธีกรผายมือไปยังด้านข้างเวทีอีกด้าน หวังว่านักร้องคนที่สองคงมีลิสต์เพลงรักหวานชื่นอยู่บ้าง “ยินดีค่ะ” จนิตาก้าวเท้าขึ้นไปเผชิญหน้าบนเวทีอย่างไม่หวั่นเกรง และจะไม่พลาดโอกาสทองที่จะมอบคำอวยพรให้ทั้งสอง “งั้น...ไจ๋ขอเป็นคนกล่าวคำอวยพรให้ทั้งคู่นะคะ”
“งานเลี้ยงบริษัทน่ะ” เกวลินเอ่ยบอก ในอดีตเธอเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เพื่อนรัก และตอนนี้ก็กลับมาช่วยดูแลคิวงานให้ระหว่างที่จนิตากำลังรันวงการอีกครั้ง “เห็นว่าเป็นงานรวมเครือบริษัทใหญ่น่ะ ฉันเพิ่งได้รับการติดต่อมาเมื่อเย็นวาน รายละเอียดคร่าวๆ คือเป็นงานใหญ่พอตัวเลยนะ...แกจะรับไหม” “รับสิ” จนิตาตอบโดยไม่ต้องคิด งานคือเงิน และเงินคืออนาคตที่จะกลายเป็นค่านมผงให้เจ้าตัวเล็กในท้อง “แต่อีกสามวันนะนังไจ๋” เกวลินบอกถึงกำหนดวันที่ค่อนข้างเร่งด่วน “ฮะ?” หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเพราะเวลากระชั้นชิดมาก แถมยังร้างสนามมานาน แม้ที่ผ่านมาจะฝึกร้องเพลงที่บ้านอยู่บ่อยๆ แต่การขึ้นเวทีจริงมันต่างกัน “เห็นว่าถูกนักร้องดังเท” เกวลินบอกเหตุผลที่ทางผู้จ้างบอกมา ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล คิวของคนดังมากดังน้อยจึงพลอยแน่นไปหมด “อ้อ...” จนิตาลากเสียงยาว แต่ก็ไม่ได้ทำให้บั่นทอนจิตใจ เพราะทุกโอกาสมีค่าเสมอ “ว่าแต่แกเป็นไงบ้าง” เกวลินถามด้วยความห่วงใย อยากให้เพื่อนย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมด้วยกันจะได้ช่วยดูแล แต่จนิตาก็ดื้อแพ่งไม่ยอมท่าเดียว “ก็ด
“ไม่ใช่พ่อ ไม่ต้องมาสั่ง” พริษฐ์กลอกตาใส่คนปากดีที่พอเริ่มมีแรงก็แผลงฤทธิ์ “ผมจะไปทำอะไรให้กิน” ชายหนุ่มตัดบทสั้นๆ หมุนตัวเดินตรงไปยังห้องครัว โดยไม่รอฟังคำค้าน “ไม่...” จนิตาเค้นเสียงได้แค่คำเดียว อาการหน้ามืดระลอกใหม่ก็จู่โจมจนต้องเอนกายพิงพนักโซฟา เวลาผ่านไปชั่วครู่ใหญ่พริษฐ์ก็เดินกลับมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของหญิงสาว มือยื่นจานข้าวพร้อมกับน้ำดื่มวางไว้บนโต๊ะ “กินซะครับ จะได้กินยา” หญิงสาวค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น เพราะกลิ่นที่คุ้นเคยเตะจมูก แล้วในนาทีถัดมาก็แทบปากสั่น “ข้าวไข่เจียว” สิ่งที่เขาทำให้ คือข้าวไข่เจียวที่ตอนนี้เธอเกลียดมันเข้าไส้ แค่เห็นใจก็เดือดดาล พลันยกนิ้วขึ้นชี้ไปทางประตูบ้าน “ออกไป” “กินซะ อย่ามามัวแต่ทำตัวอวดดีอยู่เลยครับ หรือต้องให้ผมป้อน” พริษฐ์มองหน้าอดีตภรรยาอย่างไม่เข้าใจ ทำไมการจะคุยกันดีๆ เหมือนเมื่อก่อนถึงได้ยากเย็นนัก หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองคนที่แม้จะหย่ากันไปแล้ว แต่ก็ยังให้เธอเป็นตัวแทนแม่นั่นอยู่อีก ดวงตามองไปยังข้าวไข่เจียว ก่อนจะปัดมันทิ้







