ログインไม่นานนัก ข้าวไข่เจียวก็มาเสิร์ฟตรงหน้า กลิ่นหอมๆ นั้นทำให้คนหิวถึงกับกลืนน้ำลายลงคอดังอึก
“ขอบคุณค่ะคุณสามีสุดที่รัก” จนิตาไม่ลืมเอ่ยขอบคุณพร้อมรอยยิ้ม
พริษฐ์ค้อมศีรษะรับสั้นๆ มือหนาล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดูอีกครั้ง เมื่อครู่เขารู้สึกถึงแรงสั่นจากการแจ้งเตือนบางอย่าง
ไม่ถึงเสี้ยววินาทีเสียงเข้มๆ ก็ดังขึ้น “จะลบเอง หรือจะให้ผมลบ”
“ทำไมล่ะคะ ไจ๋ก็แค่อยากให้พวกเพื่อนๆ อิจฉา” จนิตาตอบทั้งที่ยังเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ โดยอินสตาแกรมของเธอตั้งไว้เป็นแบบส่วนตัว แถมมีเพื่อนอยู่แค่หยิบมือเดียว
“ผมสั่งครับ...ไจ๋ไจ๋” พริษฐ์กดเสียงต่ำ สายตาคมกริบสั่งการอย่างเด็ดขาดพลางยืนกอดอกจ้องหน้า
“ก็ได้ค่ะ”
หญิงสาวทำหน้างอ เธอทำผิดตรงไหนกัน ก็แค่ชมว่าไข่เจียวของสามีอร่อยที่สุด สุดท้ายก็ต้องจำใจหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดลบทั้งภาพและข้อความนั้นออกไป ก่อนจะชูหน้าจอให้ดูหลักฐาน
“พอใจหรือยังคะ”
พริษฐ์พยักหน้าเล็กน้อยแล้วหมุนตัวตั้งท่าจะเดินขึ้นห้อง แต่คำถามจากปากนุ่มก็รั้งเขาไว้เสียก่อน
“ว่าแต่วันนี้ติดเคสอะไรหรือคะ เหนื่อยมากไหม” แม้จะยังขุ่นมัวที่ถูกบังคับให้ลบโพสต์ แต่ความห่วงใยที่มีให้นั้นมากกว่าจนปัดความโกรธทิ้งได้ไม่ยาก
“เพิ่งมาถามตอนที่ผมทำทุกอย่างให้เสร็จแล้วเนี่ยนะครับ” พริษฐ์เค้นเสียงถามประชดประชัน
“เดี๋ยวไจ๋นวดให้ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวส่งสายตาวาวระยับไปให้ แถมยังแกล้งใช้ลิ้นเลียริมฝีปากอย่างยั่วยวน “บนเตียงของเรา...”
“ไม่ต้องครับ” เป็นอีกครั้งที่เขาปฏิเสธ
“แต่ว่า...”
จนิตามั่นใจในความแซ่บของตัวเองเสมอ ไม่เชื่อหรอกว่าสามีจะลืมความเร่าร้อนที่มีต่อกันได้ลง ทว่ากลับมีสิ่งที่ดึงความสนใจของเขาไปเสียได้
ปิ๊บๆ
ไม่พ้นเสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ตโฟนที่ดังขึ้นดึกดื่นค่อนคืน อันที่จริงมันไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับอาชีพหมอที่มักถูกตามตัวกะทันหันเช่นนี้เสมอ
“ผมขอไปรับโทรศัพท์ก่อน” พริษฐ์บอกสั้นๆ แล้วรีบก้าวถอยห่างออกไปพลางยกโทรศัพท์แนบหู
ทว่าคำทักทายแรกที่หลุดออกจากปากสามี กลับทำให้จนิตาชะงักกึก
“ครับคุณฉาย”
ผู้หญิงคนนั้นอีกแล้วเหรอ หมู่นี้ชอบโทร.มาหาสามีเธอบ่อยครั้ง ก็ตั้งแต่ที่เจ้าตัวหย่ากับสามีแล้วย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองไทยนั่นแหละ
แม้จะไม่ได้สนิทด้วย แต่ก็รู้ทุกอย่างดี และยิ่งรู้ดีว่าสามีของตะวันฉายคือใคร
นพเก้า ผู้ที่เกิดมาในตระกูลร่ำรวยที่เธอได้บังเอิญรู้จักกับเขา
จนิตาได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินไกลออกไป พลางตักข้าวใส่ปาก ความอร่อยของไข่เจียวมะเขือเทศดูจะจางหายไปในพริบตา เธอนั่งกินไปเรื่อยๆ จนอิ่ม แต่พริษฐ์ที่หายออกไปคุยโทรศัพท์ด้านนอกก็ยังไม่กลับเข้ามาเสียที
ใจหนึ่งก็อยากจะเดินไปตาม แต่ก็รู้ว่าคงเสียมารยาทน่าดู สุดท้ายจึงทำได้แค่เดินขึ้นห้องไปนอนรอ ทว่าจนแล้วจนรอดคนที่เฝ้ารอก็ไม่กลับขึ้นมาเสียที กระทั่งดวงตาฝืนความง่วงไม่ไหว จึงปิดลงในที่สุด
ปิ๊บๆ
เสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ตโฟนที่ดังระรัวฉุดให้คนบนเตียงต้องจำใจควานมือหาโทรศัพท์ขึ้นมากดรับด้วยสภาพงัวเงีย
“เป็นไงบ้างยะ ข้าวไข่เจียวอร่อยไหม” น้ำเสียงของเกวลินเต็มไปด้วยความหมั่นไส้แกมจิกกัด อิจฉาตาร้อนหลังเห็นภาพที่เพื่อนโพสต์ลงเมื่อคืน แม้ว่าตอนนี้มันจะถูกลบทิ้งไปแล้ว เข้าใจดีว่าคงไม่พ้นเป็นเพราะเพื่อนตัวแสบใช้คำสองแง่สองง่ามแบบนั้น
“อร่อยสิ”
จนิตาตอบ ฝีมือของสามีอร่อยเสมอสำหรับเธอ แม้ความจริงรสชาติของมันจะดูฝืดเฝื่อนไปบ้างในความรู้สึก พลันทำแก้มป่องอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อกวาดสายตาไปรอบตัว แล้วพบว่าตนตื่นขึ้นมาลำพังบนเตียงกว้างอีกครั้ง
หญิงสาวไม่รู้ว่าเมื่อคืนทำไมพริษฐ์ถึงต้องพูดคุยกับผู้หญิงคนนั้นนานสองนาน และได้กลับมานอนกอดเธอหรือเปล่าก็ไม่รู้
“แล้วสรุปทำไมถึงไม่ได้ไปดินเนอร์ล่ะยะ” เกวลินร้องถาม เพราะถ้าได้ไปจริง ป่านนี้เพื่อนรักคงส่งรูปหวานๆ มาอวดแล้ว
“คุณพายติดเคสด่วน” น้ำเสียงคนตอบฟังดูก็รู้ว่าเซ็งจัด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยายามเข้าใจอย่างที่ทำมาตลอด จนิตาพลิกตัวกลิ้งไปมาบนที่นอน ปากอิ่มถามกลับไป “ว่าแต่แกเถอะ โทร.มาทำไมแต่เช้า”
“สิบโมงแล้วย่ะ” เกวลินโวยวาย เช้ากะผีน่ะสิ ตะวันจะตรงกบาลอยู่แล้ว “แล้วทำไมวันนี้แกยังไม่ตื่นอีก ปกติตั้งแต่มีผัวก็เห็นตื่นเช้าทุกวันไม่ใช่เหรอ”
“เพลียๆ น่ะ”
“อ้อ...” เกวลินลากเสียงยาว ดวงตาวาววับขึ้น “แสดงว่าเมื่อคืนจัดหนัก?”
“จัดหนักกะผีสิยะ แค่เพลียๆ ง่วงๆ เฉยๆ” จนิตาโต้กลับเสียงสูง ช่วงนี้รู้สึกว่านอนเท่าไรก็ไม่พอ แถมยังอยากจะหลับต่ออีกสักตื่นให้รู้แล้วรู้รอด
“ย่ะ ฉันจะโทร.มาบอกว่าคืนนี้นังศรีชวนดื่ม”
“ฉลองที่มันกลับไปคืนดีกับผัวรอบที่ร้อยน่ะสิ” จนิตาเดาทางถูกทันที
“มันบอกว่ามื้อนี้มันเลี้ยงเอง...แล้วแกว่าไง” เกวลินเล่าต่อถึงความใจป้ำของศราที่โทร.มาปลุกกันแต่เช้าเพื่อเรื่องนี้
“ฉันไม่พลาดหรอก นังศรีเลี้ยงทั้งที แต่แกมารับด้วยนะ” ปกติแล้วศราเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ในเมื่อเพื่อนอุตส่าห์ควักเงินเลี้ยงเธอมีหรือจะพลาด อยู่บ้านก็เปล่าเปลี่ยวใจ ออกไปเที่ยวบ้างคงทำให้อาการเฉาลดลงได้บ้าง ส่วนพริษฐ์ก็คงไม่กลับบ้านอีกตามเคย เพราะตารางงานค่อนข้างแน่น
“ไม่มีปัญหา ทุ่มตรงถึงบ้านแก”
จากนั้นเกวลินก็วางสายไป ส่วนจนิตาก็ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจ กว่าจะพาตัวเองไปอาบน้ำแล้วลงไปด้านล่างก็อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา โดยมีประนอมทำมื้อเที่ยงให้
พออิ่มท้องจนิตาก็ไม่ได้อยู่ว่าง เธอหอบเสื้อผ้าของพริษฐ์ออกมานั่งรีดอย่างพิถีพิถัน กะว่าอีกสองสามวันจะรวบรวมนำไปส่งให้สามีที่คอนโดมิเนียมใกล้โรงพยาบาล ที่ที่เขาใช้เวลาอยู่มากกว่าบ้านของเราเสียอีก
“ฮะ? อะไรนะ” วาโยเบิกตาโต ทวนประโยคนั้นซ้ำเพื่อให้แน่ใจ มันเมาถึงพูดผิดพูดถูกหรือเปล่า “มึงรักคุณไจ๋?” “ไม่รักแล้วกูจะแต่งงานกับไจ๋ทำไมวะ” พริษฐ์มองหน้าคนถามอะไรแปลกๆ อย่างไม่เข้าใจ ฝ่ายวาโยนิ่งและอึ้งไป สมองเริ่มมีความสับสน ส่วนนายตำรวจหนุ่มได้แต่ยืนเกาศีรษะ เพราะเริ่มตามไม่ทันแล้ว ทางด้านเมธาวินเดินลิ่วๆ ไปยังรถคันหรูที่สตาร์ตเครื่องรออยู่ สองเท้าก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังด้วยท่าทางสบายใจ “วินมาแล้ว...” ทุกสายตาในรถจับจ้องที่เขาเป็นจุดเดียว ศราเผยอปากจะถามแต่เจ้าตัวกลับยกมือห้าม “ขอเวลาห้านาที” เมธาวินก้มหน้าก้มตาจัดการสมาร์ตโฟนสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจนิตา “ไจ๋ เงินเข้าหรือยัง” “เงินอะไร” หญิงสาวที่นั่งนิ่งมาตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถเลิกคิ้วขึ้น สีหน้ามีความตึงเครียดไม่น้อย “ไจ๋ก็ดูสิ” เมธาวินพยักพเยิดหน้าให้จนิตาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเช็ก หญิงสาวทำตาม ไม่นานก็ต้องตาเบิกกว้าง เมื่อได้รับข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร ว่าเมธาวินโอนเงินให้เธอถึงสองแสนบาทแล้วรีบถามไป “แกโอนเงินให้ฉันทำไม...ตั้งสองแสน”
“เฮ้ย นั่นมันจะจูบคุณไจ๋หรือเปล่าวะ” ภาพที่ผู้ชายใบหน้าหล่อเหลากำลังโน้มใบหน้าไปแนบชิดกับดวงหน้าหวานจนปลายจมูกแทบชนกัน สิ้นเสียงของธนกฤต พริษฐ์ก็สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม สองเท้าพุ่งทะยานไปยังโต๊ะเป้าหมายด้วยความเร็วแสง แล้วกระชากคอเสื้อของไอ้คนหน้าด้านให้ห่างจากภรรยาของเขา “อย่ามายุ่งกับเมียกู” พริษฐ์ประกาศก้อง นัยน์ตาแดงก่ำราวกับมีลูกไฟลุกโชนอยู่ภายใน “ใครเมียมึง” เมธาวินตวัดสายตามองพริษฐ์ตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนจะใช้ลิ้นเลียริมฝีปากแล้วบอกออกไป “ของดีๆ ใครก็อยากเอาปะวะ” “ไอ้เหี้ย” เพียงเท่านั้นสติของพริษฐ์ก็ขาดผึง ปล่อยหมัดซัดใส่ใบหน้าของคนที่มันพูดจาแทะโลมจนิตา หนำซ้ำยังจะกล้ามาจูบปากนุ่มๆ ที่เป็นของเขาอีก “ว้าย” เสียงร้องด้วยความตกใจดังระงม ศราและเกวลินมองภาพตะลุมบอนตรงหน้าด้วยอาการตาค้าง เพื่อนของพริษฐ์รีบปรี่เข้ามาห้ามทัพพัลวัน “ไอ้พายหยุดเถอะ ตั้งสติหน่อย” วาโยพยายามดึงตัวเพื่อนออก แต่กลับถูกพริษฐ์สะบัดจนกระเด็น ธนกฤตพยายามล็อกแขนเอาไว้ แต่วันนี้พริษฐ์กลับมีแรงมหาศาลจนเขาแทบหน้าคะมำ ทว่าจู่ ๆ ทุกอย่างก็หยุดนิ
บทที่ 9 “มันเป็นเหี้ยอะไร” เมื่อนายตำรวจหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะก็เอ่ยถาม สายตาจ้องมองพริษฐ์ที่เอาแต่กระดกน้ำสีอำพันเข้าปากราวกับเป็นน้ำเปล่า และได้ข่าวมาว่าเพื่อนรักดื่มหนักแบบนี้ติดต่อกันมาสามวันแล้ว “ถามมันเองเลย” วาโยมองสภาพของคุณหมอสูติฯ แล้วนึกสมเพช ตั้งแต่ที่ถูกจนิตาแจ้งความก็เอาแต่จมอยู่กับแก้วเหล้า “สรุปมึงเป็นอะไรไอ้พาย” ธนกฤตแย่งแก้วเหล้าออกจากมือพริษฐ์ สภาพเพื่อนตอนนี้ดูเหมือนคนอกหักปางตาย ทั้งที่มีข่าวลือหนาหูว่ามันกำลังจะแต่งงานใหม่ “เอาแก้วกูคืนมาไอ้ธาม” พริษฐ์เอื้อมมือจะคว้าคืน แต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบ “ตอบกูมาก่อน แล้วกูจะคืนให้” พริษฐ์ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม นัยน์ตาแดงก่ำสั่นไหวด้วยความตัดพ้อและเจ็บช้ำ ก่อนแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง จนิตาใจร้ายกับตนเหมือนคนเกลียดชังกันมาสิบชาติ “ตอบเร็วสิมึง” ธนกฤตเร่งเร้า “กูเรียกเอาแก้วใหม่ก็ได้” พริษฐ์ตัดบทด้วยความหงุดหงิด มือกวักเรียกบริกรให้นำแก้วใบใหม่มาให้ทันที ธนกฤตมองเพื่อนอย่างใช้ความคิด พริษฐ์เป็นคนพูดน้อยก็จริง แต่ไม่เคย
“เรากลับกันดีกว่าค่ะพี่เก้า ไจ๋เหนื่อยแล้ว” “ได้สิครับ” นพเก้าพยักหน้าตอบตกลง ศีรษะค้อมลงเล็กๆ ให้คนที่จะมารับหน้าที่ลงนรกต่อจากตน แล้วพาจนิตาเดินปลีกตัวออกไปขึ้นรถคันหรูของตัวเอง พริษฐ์ยืนหายใจหอบถี่ด้วยความหงุดหงิด โมโหคนอวดดีอย่างจนิตาที่ไม่ยอมฟังคำเตือนกันเลย แล้วพยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ ในเมื่อจนิตาอยากรนหาที่นักก็ช่างปะไร อย่างไรเสียตนกับฝ่ายหญิงก็หย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าสุดท้ายกลับสบถออกมาเสียงดัง มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรง “บ้าเอ๊ย” ฝ่ายคนที่นั่งอยู่บนรถคันหรูหันไปมองสารถีหนุ่ม ในสมองมีคำถามผุดขึ้นและเลือกจะถามออกไปตรงๆ “พี่เก้ามาที่โรงแรมนี้ได้ยังไงคะ บังเอิญหรือตั้งใจมา?” จนิตาอยากรู้ว่าทำไมนพเก้าถึงมายังโรงแรมจัดงานแห่งนี้ได้ “เรียกว่าถูกเชิญมาดีกว่าครับ” นพเก้าตอบ เขาคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนร่อนบัตรเชิญไปให้ถึงหน้าบ้าน คราแรกตนไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้ว่าตะวันฉายต้องการจะทำอะไร และตอนนี้ก็ได้คำตอบที่แจ่มชัดแล้ว เจ้าหล่อนต้องการประกาศชัยชนะ “เธ
บทที่ 8 “เหอะ” จนิตากดยิ้มลึกและทำเสียงต่ำในลำคอ นึกถึงถ้อยคำที่พริษฐ์บอกไว้ พริษฐ์เชิญเธอมางานจริงๆ ช่างเป็นคนที่รักษาคำพูดเสียจริง ก่อนดึงสายตาไปมองคนบนเวทีที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ยิ้มให้กับชายที่รักเจ้าหล่อนท่วมหัว จนิตารีบยกมือขึ้นปรบมือเป็นคนแรก เรื่องน่ายินดีแบบนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกันอวยพร นั่นทำให้ตะวันฉายเบนสายตาไปมองแล้วยิ้มพึงพอใจ จากนั้นพิธีกรบนเวทีก็รีบทำตามหน้าที่ของตัวเอง “พวกเราขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ” “ค่ะ” ตะวันฉายยิ้มขอบคุณ แล้วหันไปจับมือของบิดาไว้แน่น สายตามองไปรอบๆ ล้วนแต่มีคนร่วมยินดีไปกับเธอ ก่อนจะหันไปมองพิธีกรพร้อมเอ่ยบอก “เพลงต่อไปฉายขอเป็นเพลงรักอวยพรให้พวกเราได้ไหมคะ” “งานนี้คงต้องฝากไว้ที่น้องไจ๋ไจ๋แล้วครับ” พิธีกรผายมือไปยังด้านข้างเวทีอีกด้าน หวังว่านักร้องคนที่สองคงมีลิสต์เพลงรักหวานชื่นอยู่บ้าง “ยินดีค่ะ” จนิตาก้าวเท้าขึ้นไปเผชิญหน้าบนเวทีอย่างไม่หวั่นเกรง และจะไม่พลาดโอกาสทองที่จะมอบคำอวยพรให้ทั้งสอง “งั้น...ไจ๋ขอเป็นคนกล่าวคำอวยพรให้ทั้งคู่นะคะ”
“งานเลี้ยงบริษัทน่ะ” เกวลินเอ่ยบอก ในอดีตเธอเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เพื่อนรัก และตอนนี้ก็กลับมาช่วยดูแลคิวงานให้ระหว่างที่จนิตากำลังรันวงการอีกครั้ง “เห็นว่าเป็นงานรวมเครือบริษัทใหญ่น่ะ ฉันเพิ่งได้รับการติดต่อมาเมื่อเย็นวาน รายละเอียดคร่าวๆ คือเป็นงานใหญ่พอตัวเลยนะ...แกจะรับไหม” “รับสิ” จนิตาตอบโดยไม่ต้องคิด งานคือเงิน และเงินคืออนาคตที่จะกลายเป็นค่านมผงให้เจ้าตัวเล็กในท้อง “แต่อีกสามวันนะนังไจ๋” เกวลินบอกถึงกำหนดวันที่ค่อนข้างเร่งด่วน “ฮะ?” หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเพราะเวลากระชั้นชิดมาก แถมยังร้างสนามมานาน แม้ที่ผ่านมาจะฝึกร้องเพลงที่บ้านอยู่บ่อยๆ แต่การขึ้นเวทีจริงมันต่างกัน “เห็นว่าถูกนักร้องดังเท” เกวลินบอกเหตุผลที่ทางผู้จ้างบอกมา ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล คิวของคนดังมากดังน้อยจึงพลอยแน่นไปหมด “อ้อ...” จนิตาลากเสียงยาว แต่ก็ไม่ได้ทำให้บั่นทอนจิตใจ เพราะทุกโอกาสมีค่าเสมอ “ว่าแต่แกเป็นไงบ้าง” เกวลินถามด้วยความห่วงใย อยากให้เพื่อนย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมด้วยกันจะได้ช่วยดูแล แต่จนิตาก็ดื้อแพ่งไม่ยอมท่าเดียว “ก็ด


![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




