Masukแต่งงานกันมาสามปี กว่าจะได้รู้ว่า เขารักคนอื่น ----------------------------------- "ไจ๋พร้อมหย่า" หญิงสาวชิงพูดความต้องการออกไปก่อน "ดี" ชายหนุ่มคำรามในลำคอ เขาแทบจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ อยากรู้นักว่าจนิตาจะเก่งได้สักกี่น้ำ ในเมื่อที่ผ่านมาเธอรักตนจนแทบจะถวายหัวให้ "ค่ะ พรุ่งนี้เจอกันที่อำเภอ" "พรุ่งนี้ผมไม่ว่าง" "แต่ไจ๋ว่าง ไจ๋จะหย่าพรุ่งนี้"
Lihat lebih banyakบทนำ
“เย็นนี้ไม่ต้องตั้งโต๊ะนะคะป้านอม”
เสียงใสเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงน้ำที่ไหลกระทบซิงก์ล้างจาน มือเรียวหมุนปิดก๊อกน้ำหลังจากจัดการจานใบสุดท้ายเสร็จสิ้น โดยมีป้านอมคอยเป็นลูกมืออยู่ใกล้ๆ
“ทำไมล่ะคะ” ประนอมถามด้วยความสงสัย เพราะปกติแล้วนายหญิงมักจะรับประทานมื้อค่ำที่บ้านเสมอ
“ไจ๋จะออกไปงานแต่งตอนเย็นค่ะ” ไจ๋ไจ๋หรือจนิตาเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม นึกตื่นเต้นที่วันนี้จะได้ออกงานคู่กับสามีที่รัก
ทว่าประโยคต่อมาของประนอมก็ทำให้รอยยิ้มของเธอเจื่อนลง
“แต่คุณพายห้ามคุณไจ๋ไว้ไม่ใช่หรือคะ” ประนอมท้วงด้วยความเป็นห่วง ไม่อยากให้คนตรงหน้าต้องไปถูกดุเอาภายหลัง เพราะแอบได้ยินนายแพทย์พริษฐ์ปฏิเสธเสียงแข็งตอนที่ถูกภรรยาอ้อนขอไปด้วย
“ค่ะ แต่ไจ๋จะไปค่ะ”
หญิงสาวยืนยันหนักแน่น แม้จะถูกสั่งห้ามแต่ความตั้งใจยังคงเดิม จะให้เธอนั่งจับเจ่าอยู่แต่บ้านก็น่าเบื่อเกินไป อีกอย่างเธออยากไปเปิดหูเปิดตาบ้าง และที่สำคัญคือการไปแสดงตัวในฐานะ ‘ภรรยา’ ของคุณหมอสูติฯ มือดี ไม่เช่นนั้นพวกเห็บเหาคงจ้องจะหาทางเกาะติดสามีเธอไม่เลิก“แต่ว่า...” ประนอมยังทำท่าค้าน
“ถ้ามีอะไร ไจ๋รับผิดชอบเองคนเดียวค่ะ ป้านอมไม่ต้องห่วงไปนะคะ”
จนิตาบอกให้ประนอมคลายกังวล แล้วถึงหมุนตัวเดินกลับขึ้นห้องนอนบนชั้นสองไปหยุดอยู่ที่หน้าตู้เสื้อผ้า สายตากวาดมองชุดเดรสแค่ไม่กี่ชุดที่มีอยู่ หากเป็นเมื่อก่อน ตู้นี้คงเต็มไปด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูหราสมฐานะนางร้ายเบอร์หนึ่งของช่องดัง
“ชุดไหนดีนะ”
จนิตาหยิบชุดขึ้นมาทาบกับตัวพร้อมหมุนไปมาหน้ากระจก มองเรือนร่างเย้ายวนทรงนาฬิกาทรายของตัวเองด้วยความพึงพอใจ
“ใครจะสวยสู้แกได้นังไจ๋ หุ่นก็เซียะขนาดนี้” ไม่ว่าเป็นเมื่อก่อนหรือตอนนี้ เวลาเธอก้าวไปที่ไหนก็จะมีสายตาของหนุ่มๆ จับจ้องไม่กะพริบ เมื่อได้ชุดที่จะใส่ไปเฉิดฉายแล้ว จนิตาก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง นั่งไถสมาร์ตโฟนฆ่าเวลา
กระทั่งใกล้เวลาที่ต้องออกไปงาน เธอก็สวมชุดเดรสสีชมพูนมรัดรูป เรือนผมสลวยถูกมัดเกล้าขึ้นเป็นมวยเผยให้เห็นลำคอระหงและหัวไหล่มน ไม่ลืมสวมสร้อยเส้นเล็กประดับเสริมความโดดเด่น พร้อมฉีดพรมน้ำหอมกลิ่นหวานละมุนเหมือนกับดอกไม้ ใบหน้าสวยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางยิ่งชวนให้น่ามอง
“ไปโรงแรม...ค่ะ” จนิตาเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน มุ่งหน้าสู่โรงแรมหรูชื่อดัง สถานที่จัดงานแสดงความยินดีที่มีทั้งเหล่าแพทย์และพยาบาลมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง
เมื่อถึงงาน จนิตาก็กวาดสายตามองหาสามีเพื่อดูว่าเขามาถึงหรือยัง ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงซุบซิบนินทาก็แว่วเข้าหูทันที
‘‘แก...นั่นมันแม่นางร้ายสายวีน สายอ่อยผัวชาวบ้านนี่’
‘จริงด้วย ใครเชิญยัยนี่มางานกัน งานเสียราศีหมด’
จนิตากลอกตาเป็นเลขแปดด้วยความระอา แต่ก็ชินชาเสียแล้วกับการต้องเจอพวกปากหอยปากปู คนพวกนี้ชอบมโนไปว่าเธอชอบแย่งของคนอื่น ทั้งที่ความจริงแล้วผู้ชายพวกนั้นต่างหากที่วิ่งโร่เข้ามาหาเธอเอง
คงเป็นเพราะในครั้งหนึ่งเคยมีแฟนหนุ่มของนางเอกดาวรุ่งแอบส่งดอกไม้มาให้เธอ ฝ่ายนั้นจึงเอาเรื่องนี้ไปเรียกกระแส เรียกความสงสารให้ตัวเอง ทั้งที่ตัวเธอไม่ได้คิดจะไปยุ่งด้วยเลยสักนิด แม้พยายามอธิบายแล้วแต่ก็ไม่มีใครรับฟัง เมื่อหมดความอดทนจึงวีนใส่ไปชุดใหญ่ ภาพจำคนนอกเลยมองว่าเธอร้ายสมกับที่ได้รับบทนางร้าย
‘ตายแล้ว มองมาทางเราด้วย แต่ไม่ใช่ว่านางจะมาอ่อยใครอีกหรอกนะ’
พยาบาลสาวคนหนึ่งยกมือป้องปากเล่าด้วยน้ำเสียงที่จงใจให้ได้ยิน
‘จะอ่อยได้ไง หมอพายก็มางานนี้’ เพื่อนอีกคนเบะปากพลางบุ้ยปากไปทางฮอลล์จัดงาน
‘อุ๊ย ฉันลืมไปเลยว่าหล่อนเป็นเมียหมอพาย’ หญิงสาวคนเดิมทำท่าเป็นหลงลืม ดวงตามองจนิตาตั้งแต่หัวจดเท้า ต่อให้ทำงานต่างโรงพยาบาล แต่ไม่มีใครไม่รู้จักนายแพทย์พริษฐ์ ผู้ชายที่ทั้งหล่อทั้งเก่งจนเป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั่วเมือง
‘จะลืมก็ไม่แปลก หมอพายไม่ค่อยพานางออกงาน งานแต่งก็เชิญแค่ไม่กี่คน คนรู้เรื่องนี้ก็แค่วงเล็กๆ เท่านั้น แต่ไม่รู้ทำไมหมอพายถึงยอมแต่งงานกับนางได้ เล่นของใส่หรือเปล่าก็ไม่รู้ เมื่อก่อนเห็นชอบทำกับข้าวมาให้คุณหมอ”
คนถูกนินทาเริ่มหมดความอดทน มากล่าวหาเรื่องมนตร์ดำคาถาเช่นนี้มันเกินไปหน่อย หากมีเวทมนตร์จริงๆ เธอคงเสกหนังควายเข้าท้องยัยสองคนนี้ไปแล้ว
จนิตาขยับตัวเตรียมจะเดินไปเอาเรื่อง แต่แล้วประโยคคำสั่งก็ผุดขึ้นมาในหัว
“อยู่กับผม ห้ามไปเหวี่ยงวีน ทะเลาะกับคนอื่น”
ฝีเท้าที่กำลังจะก้าวเข้าไปปะทะจำต้องหยุดชะงักลง แม้ในอกจะเดือดพล่านแค่ไหนก็ต้องยอมกลืนมันลงคอ
“เย็นไว้นังไจ๋ เข้าไปหาคุณพายดีกว่า”
หญิงสาวพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทำเป็นหูทวนลมไม่สนใจคำนินทา แล้วหมุนตัวหมายจะเดินเข้างาน ทว่ากลับต้องหยุดกึกลงอีกครั้งเมื่อมีมือเรียวของพนักงานต้อนรับยื่นมาขวางไว้
“ขอบัตรเชิญด้วยค่ะ”
“ฉันมากับหมอพายค่ะ” จนิตาตอบเสียงเรียบ ชะเง้อคอมองหาสามีที่อยู่ด้านใน
“ถ้าไม่มีก็เข้าไปไม่ได้ค่ะ” พนักงานเอ่ยบอกอย่างหนักแน่น เพราะงานนี้เป็นงานของลูกหลานตระกูลดัง อีกทั้งเป็นคนในวงการบันเทิง จึงต้องตรวจเข้มเป็นพิเศษ คนนอกไม่มีสิทธิ์ย่างกรายเข้าไปได้
จนิตากลอกตาใส่ในความเข้มงวด แต่ก็เข้าใจว่าเป็นกฎระเบียบ มือนุ่มหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดโทร.หาสามี ทั้งที่นึกอยากเซอร์ไพรส์สักหน่อย
“โทร.ไปก็ไม่รับ”
จนิตาบ่นหลังโทร.ไปถึงห้าสายแล้ว เธอทำได้แค่ยืนขาแข็งอยู่หน้างาน ใบหน้าเริ่มงอนิดๆ ไม่รู้ว่าการรับสายภรรยามันยากเย็นนักหรือไร
“ถ้าไม่มีบัตร รบกวนช่วยถอยออกไปด้านนอกด้วยค่ะ ยืนตรงนี้จะเกะกะแขกท่านอื่น” พนักงานคนเดิมผายมือเชิงไล่
หญิงสาวยังไม่ยอมขยับเท้าไปไหน ทั้งโทร.ซ้ำทั้งชะเง้อมองเข้าไปด้านใน แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของสามี
‘สงสัยว่าเธอจะแต่งตัวมาเก้อเสียแล้ว หรือว่าคุณพายจะไม่มางานนี้’ จนิตาครุ่นคิด แต่เมื่อครู่ก็ได้ยินสองคนนั้นบอกว่าชายหนุ่มมาถึงแล้วนี่
“คุณไจ๋”
ทว่าในจังหวะที่จะถอดใจ เสียงสวรรค์ก็ดังขึ้นให้หันขวับไปมอง
“เรากลับกันดีกว่าค่ะพี่เก้า ไจ๋เหนื่อยแล้ว” “ได้สิครับ” นพเก้าพยักหน้าตอบตกลง ศีรษะค้อมลงเล็กๆ ให้คนที่จะมารับหน้าที่ลงนรกต่อจากตน แล้วพาจนิตาเดินปลีกตัวออกไปขึ้นรถคันหรูของตัวเอง พริษฐ์ยืนหายใจหอบถี่ด้วยความหงุดหงิด โมโหคนอวดดีอย่างจนิตาที่ไม่ยอมฟังคำเตือนกันเลย แล้วพยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ ในเมื่อจนิตาอยากรนหาที่นักก็ช่างปะไร อย่างไรเสียตนกับฝ่ายหญิงก็หย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าสุดท้ายกลับสบถออกมาเสียงดัง มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรง “บ้าเอ๊ย” ฝ่ายคนที่นั่งอยู่บนรถคันหรูหันไปมองสารถีหนุ่ม ในสมองมีคำถามผุดขึ้นและเลือกจะถามออกไปตรงๆ “พี่เก้ามาที่โรงแรมนี้ได้ยังไงคะ บังเอิญหรือตั้งใจมา?” จนิตาอยากรู้ว่าทำไมนพเก้าถึงมายังโรงแรมจัดงานแห่งนี้ได้ “เรียกว่าถูกเชิญมาดีกว่าครับ” นพเก้าตอบ เขาคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนร่อนบัตรเชิญไปให้ถึงหน้าบ้าน คราแรกตนไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้ว่าตะวันฉายต้องการจะทำอะไร และตอนนี้ก็ได้คำตอบที่แจ่มชัดแล้ว เจ้าหล่อนต้องการประกาศชัยชนะ “เธ
บทที่ 8 “เหอะ” จนิตากดยิ้มลึกและทำเสียงต่ำในลำคอ นึกถึงถ้อยคำที่พริษฐ์บอกไว้ พริษฐ์เชิญเธอมางานจริงๆ ช่างเป็นคนที่รักษาคำพูดเสียจริง ก่อนดึงสายตาไปมองคนบนเวทีที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ยิ้มให้กับชายที่รักเจ้าหล่อนท่วมหัว จนิตารีบยกมือขึ้นปรบมือเป็นคนแรก เรื่องน่ายินดีแบบนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกันอวยพร นั่นทำให้ตะวันฉายเบนสายตาไปมองแล้วยิ้มพึงพอใจ จากนั้นพิธีกรบนเวทีก็รีบทำตามหน้าที่ของตัวเอง “พวกเราขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ” “ค่ะ” ตะวันฉายยิ้มขอบคุณ แล้วหันไปจับมือของบิดาไว้แน่น สายตามองไปรอบๆ ล้วนแต่มีคนร่วมยินดีไปกับเธอ ก่อนจะหันไปมองพิธีกรพร้อมเอ่ยบอก “เพลงต่อไปฉายขอเป็นเพลงรักอวยพรให้พวกเราได้ไหมคะ” “งานนี้คงต้องฝากไว้ที่น้องไจ๋ไจ๋แล้วครับ” พิธีกรผายมือไปยังด้านข้างเวทีอีกด้าน หวังว่านักร้องคนที่สองคงมีลิสต์เพลงรักหวานชื่นอยู่บ้าง “ยินดีค่ะ” จนิตาก้าวเท้าขึ้นไปเผชิญหน้าบนเวทีอย่างไม่หวั่นเกรง และจะไม่พลาดโอกาสทองที่จะมอบคำอวยพรให้ทั้งสอง “งั้น...ไจ๋ขอเป็นคนกล่าวคำอวยพรให้ทั้งคู่นะคะ”
“งานเลี้ยงบริษัทน่ะ” เกวลินเอ่ยบอก ในอดีตเธอเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เพื่อนรัก และตอนนี้ก็กลับมาช่วยดูแลคิวงานให้ระหว่างที่จนิตากำลังรันวงการอีกครั้ง “เห็นว่าเป็นงานรวมเครือบริษัทใหญ่น่ะ ฉันเพิ่งได้รับการติดต่อมาเมื่อเย็นวาน รายละเอียดคร่าวๆ คือเป็นงานใหญ่พอตัวเลยนะ...แกจะรับไหม” “รับสิ” จนิตาตอบโดยไม่ต้องคิด งานคือเงิน และเงินคืออนาคตที่จะกลายเป็นค่านมผงให้เจ้าตัวเล็กในท้อง “แต่อีกสามวันนะนังไจ๋” เกวลินบอกถึงกำหนดวันที่ค่อนข้างเร่งด่วน “ฮะ?” หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเพราะเวลากระชั้นชิดมาก แถมยังร้างสนามมานาน แม้ที่ผ่านมาจะฝึกร้องเพลงที่บ้านอยู่บ่อยๆ แต่การขึ้นเวทีจริงมันต่างกัน “เห็นว่าถูกนักร้องดังเท” เกวลินบอกเหตุผลที่ทางผู้จ้างบอกมา ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล คิวของคนดังมากดังน้อยจึงพลอยแน่นไปหมด “อ้อ...” จนิตาลากเสียงยาว แต่ก็ไม่ได้ทำให้บั่นทอนจิตใจ เพราะทุกโอกาสมีค่าเสมอ “ว่าแต่แกเป็นไงบ้าง” เกวลินถามด้วยความห่วงใย อยากให้เพื่อนย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมด้วยกันจะได้ช่วยดูแล แต่จนิตาก็ดื้อแพ่งไม่ยอมท่าเดียว “ก็ด
“ไม่ใช่พ่อ ไม่ต้องมาสั่ง” พริษฐ์กลอกตาใส่คนปากดีที่พอเริ่มมีแรงก็แผลงฤทธิ์ “ผมจะไปทำอะไรให้กิน” ชายหนุ่มตัดบทสั้นๆ หมุนตัวเดินตรงไปยังห้องครัว โดยไม่รอฟังคำค้าน “ไม่...” จนิตาเค้นเสียงได้แค่คำเดียว อาการหน้ามืดระลอกใหม่ก็จู่โจมจนต้องเอนกายพิงพนักโซฟา เวลาผ่านไปชั่วครู่ใหญ่พริษฐ์ก็เดินกลับมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของหญิงสาว มือยื่นจานข้าวพร้อมกับน้ำดื่มวางไว้บนโต๊ะ “กินซะครับ จะได้กินยา” หญิงสาวค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น เพราะกลิ่นที่คุ้นเคยเตะจมูก แล้วในนาทีถัดมาก็แทบปากสั่น “ข้าวไข่เจียว” สิ่งที่เขาทำให้ คือข้าวไข่เจียวที่ตอนนี้เธอเกลียดมันเข้าไส้ แค่เห็นใจก็เดือดดาล พลันยกนิ้วขึ้นชี้ไปทางประตูบ้าน “ออกไป” “กินซะ อย่ามามัวแต่ทำตัวอวดดีอยู่เลยครับ หรือต้องให้ผมป้อน” พริษฐ์มองหน้าอดีตภรรยาอย่างไม่เข้าใจ ทำไมการจะคุยกันดีๆ เหมือนเมื่อก่อนถึงได้ยากเย็นนัก หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองคนที่แม้จะหย่ากันไปแล้ว แต่ก็ยังให้เธอเป็นตัวแทนแม่นั่นอยู่อีก ดวงตามองไปยังข้าวไข่เจียว ก่อนจะปัดมันทิ้
Ulasan-ulasan