LOGINย้อนกลับมาทางด้านบ้านหลิว
เมื่อหลิวฉางเหอกลับมาถึงบ้านก็แสดงสีหน้ามาพอใจออกมา ที่เขาต้องเสียเงินสิบหยวนและเนื้อหมูรวมถึงข้าวสารให้กับซ่งอวี้เหมย
“ฉันพลาดท่านังผู้หญิงร้ายกาจคนนั้นได้ยังไงนะ ไม่คิดเลยว่ามันจะไม่ได้โง่อย่างที่ใครหลายคนเห็น” หลิวฉางเหอพูดออกมาอย่างไม่พอใจ
“ถึงแม้ว่านังนั่นจะร้ายกาจและทำเรื่องน่าอับอายไปทั่ว ถึงอย่างไรฉันมองว่ามันโง่เง่าไม่มีสมอง แต่ไม่คิดว่าวันนี้มันจะทำให้พี่ต้องเสียเงินสิบหยวน ถึงแม้ว่าอาหารและข้าวสารพวกนั้นจะเบิกจากคลังได้ก็เถอะ แต่เงินตั้งสิบหยวนเชียวนะ ทำไมพี่ไม่ไปเรียกเงินจากชาวบ้านที่มารายงานล่ะ”
เจียงฮุ่ยอวิ๋นเองก็มีท่าทีไม่ต่างจากสามี ถึงแม้ว่าในหมู่บ้านแห่งนี้ บ้านหลิวจะร่ำรวยที่สุด แต่เงินสิบหยวนก็ไม่ควรจะเสียโดยเปล่าประโยชน์แบบนี้ จึงบอกให้สามีไปเรียกเงินจากชาวบ้านที่มารายงาน
“เรื่องนั้นฉันต้องทำอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เธอรู้ดีนี่ว่าฉันอยู่ในสายตาชาวบ้านแบบนี้ ต้องทำตัวให้คนเชื่อถือ เงินแค่สิบหยวนก็อย่าพูดมากเลย รอดูว่านังเด็กบ้านซ่งมันจะพลาดท่าอีกครั้งเมื่อไร ฉันจะเอาคืนแน่ ฉันไม่เชื่อหรอกคนเราจะเปลี่ยนไปได้ในเวลาแค่ข้ามคืน”
หลิวฉางเหอพูดเหมือนไม่ค่อยใส่ใจ ตอนแรกเขาก็ไม่ค่อยพอใจ แต่พออารมณ์เย็นลงแล้ว ก็ไม่อยากจะเอาเรื่องนี้ให้มาคิดให้ปวดหัวอีก และเขาไม่อยากให้ชาวบ้านมองว่าเขารังแกเด็ก แต่ก็เจ็บใจไม่น้อยเลยทีเดียว กับเรื่องนี้ที่อยู่ ๆ ก็เสียทั้งเงิน เสียทั้งหน้า จึงคิดว่าจะรอโอกาสเอาคืน
ส่วนทางด้านซ่งอวี้เหมย หลังจากกลับมาถึงบ้าน เธอและแม่ก็ช่วยกันเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น รวมถึงเตรียมวัตถุดิบที่จะทำซาลาเปา โดยให้พ่อกับน้องชายช่วยนวดแป้งรอ เพราะเธอตั้งใจว่าจะทำซาลาเปาวันนี้เลยแล้วเอาเข้าไปเก็บไว้ในมิติ วันพรุ่งนี้เอามาขายของก็ยังสดใหม่ แต่ครั้งแรกคงทำไม่เยอะ เอาพอคิดว่าขายหมด
อย่าลืมนะว่าซ่งอวี้เหมยชื่อเสียงย่ำแย่มากแค่ไหน ขายได้นี่ก็นับว่าเก่งแล้ว
ครอบครัวซ่งเวลานี้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข มีทั้งเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ อย่างที่ไม่ค่อยมีมาก่อน เพราะก่อนหน้านั้นทุกคนมัวแต่ทำงาน
แต่ทว่าคนเดินผ่านไปมา กลับคิดว่าคนบ้านซ่งนั้น ได้เงินและอาหารจากหัวหน้าหลิวมาจำนวนไม่น้อย เลยมีความสุขมากเป็นพิเศษ
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ทุกคนก็นั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกันในบ้าน เมื่ออิ่มจากมื้ออาหาร ซ่งอวี้เหมยจึงเอาเงินออกมานับให้ครอบครัวเห็นว่า การค้าวันนี้ได้เงินมากเท่าไร
“สามร้อยแปดสิบหยวน” ซ่งอวี้เหมยนับเงินใบสุดท้ายจบก็บอกจำนวนเงินออกมา
นั่นทำให้ทุกคนมองหน้ากันอย่างตกตะลึง เพราะอย่าว่าแต่เงินสามร้อยหยวนเลย เงินแค่ห้าสิบหยวน บ้านซ่งก็แทบไม่เคยเห็นมาก่อน นี่เลยทำให้พ่อกับแม่แทบจะเป็นลม
“นะ นี่ เราขายของได้เงินมากขนาดนี้เลยเหรอ เงินเยอะแยะไปหมด” หวังซิ่วจินพูดเสียงสั่น ๆ เธอแทบจะเชื่อสายตาตัวเอง ตั้งแต่เกิดมาเธอยังไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้มาก่อน
ส่วนซ่งไห่ถังแม้จะไม่พูดอะไรออกมา แต่สายตาของเขาดูตื่นตะลึงไปเหมือนกัน ที่ครอบครัวสามารถหาเงินได้มากมายขนาดนี้
“พี่ใหญ่ แบบนี้บ้านเราก็รวยแล้วสิ ใช่ไหมครับ”
เด็กหนุ่มตาโตและถามด้วยความดีใจ
“ยังหรอก นี่แค่การเริ่มต้นเท่านั้น ฉันต้องหาเงินให้มากกว่านี้ แล้ววันหนึ่งฉันจะพาทุกคนย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง ฉันจะซื้อบ้านหลังใหม่ แล้วหาซื้อตึกเพื่อเปิดร้าน บอกตามตรงว่าฉันไม่อยากอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้นักหรอก ความทรงจำที่ดีแทบไม่มีเลย พ่อ แม่และอาหมิงเห็นด้วยไหม”
ซ่งอวี้เหมยพูดสิ่งที่เธอวางแผนไว้ให้ทุกคนรับรู้ เธอไม่อยากจมปลักอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้อีกแล้ว อย่างน้อยเก็บเงินสักปีก็น่าจะพอซื้อบ้านและซื้อร้านในเมือง เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทั้งของเธอและครอบครัวได้
‘ในเมื่อตั้งใจแล้วว่าจะไม่เดินตามเรื่องเดิม รวมทั้งไม่คิดตอแยและติดตามพระเอกของเรื่องอีก ฉันก็ควรจะหาที่พักใหม่ดีกว่า เพราะอย่างไรเสียพระเอกและนางเอกในนิยายเรื่องนี้ ก็ควรจะได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ส่วนนางร้ายอย่างฉัน ก็จากไปมีชีวิตใหม่อย่างสง่างามดีที่สุด’ หญิงสาวคิดอยู่ในใจ
“ต่อให้เรามีเงิน แต่การย้ายทะเบียนบ้านเข้าไปอยู่ในเมืองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ” หวังซิ่วจินพูดขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจ
“ไม่เป็นไรหรอก เรื่องนี้พ่อเห็นด้วยกับลูก เพื่อความก้าวหน้าของลูกทั้งสองคน พ่อจะทำเรื่องย้ายทะเบียนบ้านให้ได้ อย่างไรเสียพวกเราก็ควรมีความหวังกับเรื่องนี้”
คนเป็นพ่อพูดอย่างเห็นด้วย หากลูกสาวจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในเมือง แม้ว่าการย้ายทะเบียนบ้านจะต้องรอเวลา และไม่ใช่จะย้ายกันง่าย ๆ แต่เขาก็จะดำเนินเรื่องทุกอย่างเพื่อครอบครัว
ซ่งอวี้เหมยพยักหน้าและคิดตาม จากนั้นทั้งหมดจึงปรึกษาและพูดคุยกันเรื่องขายของในวันพรุ่งนี้
“พรุ่งนี้อวี้เหมยต้องใจเย็น ๆ นะ เชื่อเถอะว่าต้องมีคนมาหาเรื่องลูก จนอาจจะทำให้ขายของไม่ได้” ซ่งไห่ถังบอกลูกสาวอย่างเป็นห่วง เพราะรู้ว่าชาวบ้านไม่ชอบลูกสาวมาก
“ไม่เป็นไรค่ะพ่อ ขายได้ก็ขาย ขายไม่ได้เราก็เอาไปขายที่ตลาดมืดก็ได้” หญิงสาวตอบกลับอย่างไม่คิดอะไรมาก เพราะนี่เป็นแค่กิจการบังหน้าเท่านั้น หากขายดีก็ค่อยว่ากันอีกที แต่หากขายไม่ได้ก็เอาไปขายในตลาดมืดในวันถัดไปก็ได้ เพราะของที่เก็บไว้ในมิติไม่มีวันเน่าเสียอยู่แล้ว
บทส่งท้าย ใครว่าฉันเป็นนางร้ายตัวประกอบหานเจี้ยนกั๋วไม่รอให้อีกฝ่ายเข้าที่หลบกำบังตัวได้ทัน เขายิงไปที่ขาของหัวหน้าหลิวอย่างแม่นยำ รวมถึงลูกน้องคนอื่น ต่างก็ยิงลูกน้องของหลิวฉางเหอ จนทำให้พวกมันล้มลงไปกองกับพื้นและนอนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด“แกกล้าทำอย่างนี้ได้ยังไง รู้มั้ยว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หากไม่อยากเดือดร้อน ก็ถอนตัวออกไปซะ” หัวหน้าหลิวพูดออกมาอย่างเดือดดาล เขาพยายามบีบบังคับให้อีกฝ่ายปล่อยตนเองไป โดยอ้างคนที่อยู่ในเงามืด“รู้สิ รู้ด้วยว่าหัวหน้าของพวกแกใหญ่แค่ไหน แต่ก็ไม่ใหญ่ไปกว่ากฎหมายหรอกนะ พวกแกกล้าดีอย่างไร ถึงมาขายสิ่งเสพติดพวกนี้ มอมเมาชาวบ้านจนทำให้ทุกคนเดือดร้อน บางคนถึงขั้นฆ่าคนอื่นตายก็ยังมี พวกแกเห็นแค่เงินเพียงน้อยนิด แล้วยอมทำสิ่งชั่วร้ายอย่างนี้เนี่ยนะ เลวจริง ๆ” หานเจี้ยนกั๋วด่ากลับอย่างเดือดดาล ที่ดูเหมือนว่าหลิวฉางเหอยังไม่สำนึกกับสิ่งที่กระทำ“ฮ่า ๆ ช่วยไม่ได้ ในเมื่อพวกมันโง่เอง ของพวกนี้ก็มีราคาแพง แต่อยากซื้อไปเสพอีก จะมาโทษฉันก็ไม่ได้หรอกนะ แต่แกคอยดูเถอะ นายใหญ่ต้องจัดการพวกแกให้สิ้นซากแน่ ไม่รู้หรือไงว่า สินค้าในครั้งนี้มีมูลค่ามากขนาดไหน” หล
ดวงตาของชายหนุ่มเฉียบคมไม่ว่อกแว่ก เหมือนนักล่าที่รู้แน่แล้วว่าปลายทางจะเจออะไร และต่อให้จะบาดเจ็บอย่างไร เขาปฏิญาณกับตัวเองว่า จะต้องมีชีวิตรอดกลับไปพบเจอเธอให้ได้ และหวังว่าลูกน้องทุกคน จะปลอดภัยเหมือนกัน ถึงแม้ว่านี่จะเป็นช่วงกลางวัน แต่ทว่าหานเจี้ยนกั๋วก็ไม่รู้สึกเกรงกลัวสิ่งใด เพราะนี่คือภารกิจสำคัญที่เขาต้องทำ และต่อให้เป็นภูเขาท้ายหมู่บ้านที่ไม่ค่อยมีใครสัญจร หรือขึ้นมาแถวนี้มากนัก แต่ก็ยังคงมีคนมาหาของป่าอยู่นั่นทำให้มีนายทหารต้องไปตักเตือน และบอกให้รีบลงมาโดยที่สั่งห้ามไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใคร“หมายความว่าอย่างไรผู้กอง ตอนนี้หมู่บ้านเราเกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงพาเจ้าหน้าที่มากันเยอะขนาดนี้” หัวหน้าหมู่บ้านที่รู้ข่าวก็รีบวิ่งมาอย่างหน้าตาตื่น และถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ผมกำลังปฏิบัติการกวาดล้างคนทำผิดกฎหมายครับ หากหัวหน้าหมู่บ้านไม่อยากติดรางแห่ไปด้วย ก็พาชาวบ้านลงไปให้หมด แล้วปิดเรื่องนี้ให้เงียบที่สุด อย่าคิดว่าผมไม่รู้เรื่องที่หัวหน้าหมู่บ้านรู้ว่า คนบ้านหลิวทำอะไรไว้ เพียงแค่เพราะกลัวอำนาจของหัวหน้าหลิว คุณเลยไม่กล้าเปิดเผยเรื่องนี้” ชายหนุ่มปรายตามองอย่างเย็นชา แต่ก็เข้าใจไ
กวาดล้างพวกค้ายาเสพติดวันต่อมา...หลิวฉางเหอมั่นใจว่าจะไม่มีใครรู้เรื่องที่เขาทำ แต่เพราะกลัวปัญหาจะตามมาเลย ตัดสินใจขนย้ายสินค้าผิดกฎหมายพวกนี้ ก่อนวันนัดหมายหนึ่งวัน“ฉันคิดว่าควรขนของกันวันนี้เลย ขนไปก่อนหน้าหนึ่งวันดีกว่าขนไปพรุ่งนี้แล้วเกิดปัญหาขึ้นมา” เขาพูดขึ้นกับลูกน้องที่รออยู่ตรงนี้เมื่อลูกน้องได้ยินต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงขยับขึ้นมาอีกหนึ่งวันในการส่งสินค้า“มันจะดีเหรอครับหัวหน้า การส่งสินค้าเร็วหนึ่งวันก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป ยิ่งส่งไปกับเสบียงอาหารด้วย ผมกลัวว่าจะเกิดปัญหานะครับ” ลูกน้องคนหนึ่งอดพูดขึ้นมาไม่ได้ เขารู้สึกไม่ดีที่จะต้องขนสินค้าก่อนกำหนดการ แล้วรู้สึกว่างานครั้งนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด“แกจะกลัวอะไรวะ มีคนของนายใหญ่ปะปนอยู่ในกลุ่มขนเสบียงอาหารครั้งนี้ ฉันมองว่าการที่เราเลื่อนกำหนดการมาหนึ่ง วันมันน่าจะดีกว่า เกิดพรุ่งนี้มีปัญหาขึ้นมาตอนที่เราขนสินค้า แบบนั้นมันน่าจะเกิดปัญหามากกว่านะ” หลิวฉางเหอยังคงยืนหยัดความคิดของตนเอง แล้วบอกว่าเริ่มทยอยขนสินค้าไปวันนี้เป็นการดีกว่า“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่เจ้านายเลย อย่างไรพวกผมก็ยินดีทำตามคำสั่งอย
ลูกค้าที่เคยทำการค้าร่วมกับซ่งอวี้เหมยและแม่ของเธอ รีบพูดขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนเข้าใจ แต่ก็ยังปิดบางเรื่องที่พวกเธอทำการค้าในตลาดมืดไว้“ใช่แล้ว ฉันก็ทำการค้ากับคนบ้านซ่ง ก่อนที่พวกเธอจะเปิดร้านนี้กันเสียอีก” ลูกค้าอีกคนพูดสนับสนุนขึ้นมา และดูจะไม่ค่อยพอใจหลิวซูหรงสักเท่าไร“การที่เธอมาพูดแบบนี้ ไม่เท่ากับว่าใส่ร้ายครอบครัวบ้านซ่งหรอกเหรอ หรือว่าอิจฉาที่เห็นคนอื่นได้ดีกว่า”“นั่นสิ ฉันเองก็คิดอย่างนั้น”ตอนนี้ไม่ใช่ว่ามีลูกค้าเพียงแค่คนเดียวที่ออกหน้าให้คนบ้านซ่ง แต่กลับมีจำนวนไม่น้อยเลยที่พูดแทนหญิงสาวส่วนหานเจี้ยนกั๋วก็เดินมาอยู่เคียงข้างหญิงอันเป็นที่รัก และมองไปทางหลิวซูหรงด้วยสายตาที่ไม่พอใจ ในใจก็คิดว่า ‘คงต้องจัดการกวาดล้างคนบ้านตระกูลหลิวจริงจังสักที’“เป็นไปได้อย่างไรกัน แกจะมีคนรักมากขนาดนี้เชียวหรือ ทำไมทุกคนถึงพูดออกหน้าให้แกล่ะ” หลิวซูหรงถามออกไปอย่างตกใจ เธอแทบจะไม่เชื่อกับเหตุการณ์ตรงหน้า เธอไม่นึกไม่ฝันเลยว่าซ่งอวี้เหมยจะมีคนรักมากขนาดนี้“ฉันไม่คิดเลยนะว่าคนเราโง่แล้วยังอวดฉลาดอีก ฉันไม่รู้หรอกว่าอะไรทำให้เธอใส่ร้ายฉันได้ขนาดนี้ อีกทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้น มันก็ผ่านไปแล
โง่แล้วยังอวดฉลาดมุมหนึ่งของถนน หลิวซูหรงยืนมองมาทางหน้าร้านบ้านซ่งด้วยสายตาโกรธแค้น เธอไม่เข้าใจว่าทำไมซ่งอวี้เหมย ถึงได้มีเงินมากขนาดนี้ มากจนได้เปิดร้านอาหารบ้านซ่งที่ไม่เล็กเลย“นังซ่งอวี้เหมยมันทำอะไรกันแน่ ถึงได้มีเงินมาเปิดร้านอาหารใหญ่โตขนาดนี้” หลิวซูหรงไม่คิดเลยว่าช่วงเวลาที่เธอไม่อยู่ ศัตรูคู่แค้นจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากขนาดนี้“หรือว่ามันแอบทำเรื่องผิดกฎหมาย เลยทำให้คนบ้านซ่งมีเงินมาเปิดร้าน จนทำให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แบบนี้เราควรไปแจ้งทางการดีไหมนะ” สุ่ยฟางพูดขึ้นมาอีกคน เธอไม่คาดคิดเหมือนกันว่า ซ่งอวี้เหมยจะมีความเป็นอยู่เจริญรุ่งเรืองอย่างนี้ ในขณะที่ตนถูกส่งไปที่ค่ายกักกันและถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาส‘น่าเจ็บใจนัก ทำไมฉันถึงต้องไปอยู่ในสภาพอย่างนั้น แล้วดูนังนั่นสิ มันกลับมีชีวิตที่ดีขึ้น มีร้านค้าใหญ่โต แถมได้ยินว่ามันยังซื้อบ้านในเมืองอีก ทำไมชีวิตที่ดีแบบนี้ ถึงไม่เป็นของฉันกันนะ' เธอคิดในใจอย่างเจ็บแค้น อย่างไรคราวนี้ ก็ต้องหาทางเอาคืนอีกฝ่ายให้จงได้“ที่เธอพูดออกมามันน่าคิดนะ ตั้งแต่ฉันเกิดมาก็เห็นอยู่แล้วว่า บ้านซ่งไม่ได้ร่ำรวยอะไร ค่อนข้างไปทางยากจนกว
กินอาหารพร้อมกันทั้งสองบ้านซ่งอวี้เหมยยิ้มออกมา ความจริงแล้วเธอไม่ได้เหนื่อยอะไรเลย กับการที่ทำให้ครอบครัวมีความสุข และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ก็รู้ดีว่าคนในยุคนี้ที่อายุเท่าเธอนั้น ควรที่จะแต่งงานมีครอบครัวได้แล้ว บางครอบครัวลูกสาวอายุสิบห้าสิบหกปีก็ให้แต่งงานแล้ว ซึ่งตอนนี้เธอเองก็อายุสิบแปดปีแล้ว จะว่าไปก็ควรจะมีครอบครัวเหมือนกับลูกสาวบ้านอื่นได้แล้วแต่อย่าลืมว่าซ่งอวี้เหมยคนนี้ เป็นหญิงสาวที่มาจากยุคปัจจุบัน ดังนั้นการแต่งงานในอายุเพียงสิบแปดปีนั้น จึงไม่ได้อยู่ในหัวของเธอเลย เนื่องจากชาติก่อน หญิงสาวบางคนอายุสี่สิบปียังไม่แต่งงานเลยก็มี บางคนอยู่แบบโสด ๆ สวย ๆ รวย ๆ ตลอดชีวิตก็ยังมีเยอะแยะ“เอาเถอะค่ะ ฉันคุยกับผู้กองแล้วว่าขอเวลาอีกสักหน่อย ให้พวกเราสองคนศึกษากันให้มากกว่านี้ เมื่อถึงเวลานั้นหากความรู้สึกยังเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ก็ค่อยมาตกลงเรื่องแต่งงานกันอีกครั้ง” หญิงสาวตอบกลับไปเพื่อให้พ่อแม่สบายใจ“ดีแล้วลูก อย่างไรก็ต้องศึกษากันให้ดีก่อน หากหลังจากนี้ความรู้สึกบอกว่าไม่ใช่ ก็ยังเป็นสหายกันได้ แต่ถ้ารีบแต่งงานแล้วเกิดหย่าร้างขึ้นมา ก็คงเป็นขี้ปากชาวบ้านอยู่ดี” ซ







