Masuk“ของวิเศษที่จะทำให้บ้านซ่งของเราไม่ต้องลำบาก ต่อไปนี้เราจะมีอาหารจานเนื้อกินตลอด และอาจจะเอาไปขายเพื่อหาเงินเข้าบ้านด้วยนะ ทุกคนดูนี่นะ”
หญิงสาวพูดอย่างจริงจัง พูดจบก็แบมือแล้วเรียกเอาผลไม้ออกมา นี่จึงสร้างความตกตะลึงให้กับคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก
“พี่ทำได้ยังไง” ซ่งเจ๋อหมิงหยิบผลไม้มาจากมือพี่สาวแล้วถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“มันเป็นมิติวิเศษที่ยายคนนั้นให้มาน่ะ นี่ยังเรียกของได้อีกหลายอย่างนะ” หญิงสาวตอบกลับไปยิ้ม ๆ แล้วเรียกเนื้อหมูออกมาวางไว้ที่โต๊ะตรงหน้าทุกคน
ส่วนซ่งไห่ถังมองและนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเรียกสติกลับมา แล้วบอกย้ำเตือนลูกสาว “ก็ดีแล้ว แต่ต่อไปนี้ลูกอย่าไปเอาของอะไรออกมาให้คนอื่นนอกจากพวกเราเห็นนะ เข้าใจที่พ่อพูดใช่ไหม” น้ำเสียงที่บอกนั้นจริงจังมาก
“นั่นสิ อวี้เหมย แม่ดีใจที่ลูกเลือกปรับปรุงตัวจนได้สิ่งที่ดีมา และแม่หวังว่าลูกจะทำได้อย่างที่รับปากยายคนนั้นไว้ อะไรที่แล้วมาก็ให้มันผ่านไปเถอะนะ” หวังซิ่วจินพูดอย่างอ่อนโยนและยกมือปาดน้ำตาที่มาจากความดีใจ เพราะไม่คิดว่าสุดท้ายแล้ว ซ่งอวี้เหมยก็เลือกที่จะเปลี่ยนตัวเอง
“พี่ใหญ่ ต่อไปนี้ผมจะปกป้องพี่เอง ใครมารังแกพี่ ผมจะไม่ยอมเด็ดขาด” เด็กหนุ่มพูดขึ้นมาบ้าง ในเมื่อพี่สาวเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนใหม่ อย่างนั้นเขาจะดูแลไม่ให้ใครมารังแกเธอเด็ดขาด
“ขอบใจนะ แต่ในเมื่อพี่มีมิติวิเศษแล้ว บ้านเราก็ไม่ลำบากอีกต่อไป พี่จึงคิดว่าสิ่งแรกที่อาหมิงควรจะทำคือ เลิกไปทำงานที่คอมมูนแล้วกลับไปอ่านหนังสือ เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าเรียนอีกครั้ง เรื่องทำงานหาเงินเข้าบ้าน ต่อจากนี้ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง พ่อกับแม่ก็เหมือนกันนะคะ ไม่ต้องทำงานให้เหนื่อยแล้ว”
หญิงสาวรู้สึกซาบซึ้งใจมากที่ทุกคนไม่กลัวเธอ ไม่มองว่าเธอเป็นคนประหลาด จึงพูดกับน้องชายและพ่อแม่อย่างอ่อนโยน
ในเมื่อเธอมีมิติส่วนตัวแล้ว และในนั้นก็มีของกินของใช้มากมาย จึงไม่ต้องกังวลแล้วว่าทำอย่างไร ถึงจะมีอาหารมาประทังชีวิตในแต่ละวัน
พอได้ยินสิ่งที่ซ่งอวี้เหมยบอกมา ทั้งสามจึงได้สบตากันไปมา ก่อนที่หวังซิ่วจินจะพูดขึ้นมา
“แต่บ้านเราไม่ได้มีเงินขนาดนั้นนะ หากจะให้พ่อกับแม่หยุดงานด้วย แม่กลัวว่าบ้านเรา...”
แววตาของคนเป็นแม่ฉายความกังวลอย่างชัดเจน เรื่องที่จะให้ลูกชายเรียนต่อนั้น เธอและสามีได้ปรึกษากันมาตลอด แต่เมื่อบอกกับซ่งเจ๋อหมิง เขากลับไม่ยอมไปเรียน เขาเลือกที่จะทำงานในคอมมูนต่อ เพื่อช่วยที่บ้านทำงานสะสมแต้มไว้แลกกับอาหาร
“แม่ลืมไปแล้วเหรอว่าฉันมีสิ่งที่คนอื่นไม่มี เราสามารถเอาข้าวของในมิตินี้ออกมาขายได้ และยังเอาของต่าง ๆ ไปเก็บไว้ในมิติได้ด้วย ความจริงแล้วฉันทำอาหารจานเนื้ออย่างที่ชาวบ้านพูดจริง ๆ นั่นแหละ แต่ฉันไหวตัวทันเลยเก็บทุกอย่างเข้ามิติ” หญิงสาวพูดไปก็ยิ้มตาหยีไป เพราะต่อจากนี้เธอไม่ต้องปิดบังอะไรอีกแล้ว และสามารถให้ทุกคนในครอบครัวได้กินอาหารดี ๆ แล้วเหมือนกัน
“จริงเหรอ” เด็กหนุ่มตาโตทันที เพราะไม่คิดว่าของวิเศษที่สาวจะน่าอัศจรรย์อย่างนี้
“จริงสิ นี่ไง” พูดจบเธอก็เรียกอาหารที่เธอทำไว้ออกมาไว้ที่โต๊ะตรงกลาง ก่อนจะพูดอีกว่า “ต่อจากนี้ไปพี่จะพยายามหาเงินเข้าบ้านให้ได้มากที่สุด และพี่ต้องส่งอาหมิงเรียนจนจบมหาวิทยาลัยให้ได้ อาหมิงก็ตั้งใจเรียนให้ดี ๆ ก็พอ” ซ่งอวี้เหมยบอกกับน้องชายและมองทุกคนสลับไปมา พร้อมทั้งยังให้คำมั่นสัญญา
“ครับพี่ใหญ่ ผมจะตั้งใจเรียน” เด็กหนุ่มตอบรับอย่างแข็งขัน
คนเป็นพ่อแม่ได้ยินได้เห็นแบบนี้ถึงกับน้ำตาซึม เพราะดีใจเหลือเกินที่ลูกสาวคนนี้เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ แถมยังมีมิติวิเศษอีก แต่ก็ไม่ลืมพ่อแม่และน้องชาย
“ถ้าอย่างนั้นเราขายของกันดีไหมแม่ ช่วงแรก ๆ ลองทำซาลาเปาขายก่อน หมู่บ้านเรามีตลาดนัดทุกห้าวัน อย่างน้อยก็ทำให้คนอื่นเห็นว่าบ้านเราทำการค้า หากต่อไปพวกเรากินอาหารดี ๆ ชาวบ้านจะได้ไม่คิดว่าฉันไปขโมยของคนอื่นอีกไงล่ะ”
พอเห็นว่าทุกคนในครอบครัวมีสีหน้าดีขึ้น ซ่งอวี้เหมยจึงชวนแม่มาทำซาลาเปาขายกัน
“งั้นพ่อจะทำงานแลกแต้มคนเดียวก็พอ จะให้เลิกทำตอนนี้ก็คงไม่ได้ เพราะทุกครอบครัวยังต้องส่งคนไปทำงานอย่างน้อยหนึ่งคน อวี้เหมยกับแม่ก็ไปหาทำของขายเถอะ ส่วนอาหมิงก็เตรียมอ่านหนังสือ เพื่อสอบเทียบเข้าเรียนชั้นมัธยมปลาย และถ้าว่าง ๆ ก็ค่อยมาช่วยพี่กับแม่ทำของขาย เข้าใจไหม”
ซ่งไห่ถังแบ่งหน้าที่ให้ทุกคนอย่างชัดเจน เขาคนเดียวทำงานในทุ่งก็เพียงพอแล้ว เพียงเท่านี้ความสุขก็กลับเข้ามาที่บ้านซ่งอีกครั้ง
ซ่งอวี้เหมยมองหน้าพ่อแม่และน้องชายอย่างยินดีและมีความหวัง ต่อจากนี้ไป เธอหวังว่าทุกคนจะมีชีวิตที่ดี
ข่าวลือเรื่องโจรปล้นหมู่บ้านซ่งอวี้เหมยนั้นเดินกลับไปที่ร้าน โดยไม่สนใจเลยว่า อีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร เพราะเธอไม่ได้ต้องการพระเอกคนนี้อีกแล้วสามคนแม่ลูกช่วยกันเข็นรถกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม ซ่งอวี้เหมยซื้อของติดมือมาเล็กน้อย เพื่อให้ชาวบ้านคนอื่นรู้ว่าเธอมีอาหารกินเพราะซื้อมาจากตลาดเหมือนกันซ่งเจ๋อหมิงยังอยากกินขนมในมิติอีก จึงได้กระซิบบอกพี่สาว “พี่ใหญ่ วันนี้ผมขอกินขนมอีกได้ไหม วันก่อนผมแบ่งให้หลานชายบ้านเสิ่นกินด้วย เขาบอกว่าอร่อยมาก”“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” หญิงสาวตอบกลับและลูบหัวน้องชายอย่างอ่อนโยน เรื่องอาหารการกินเธอไม่หวงอยู่แล้ว ในเมื่อมิติมีทุกอย่าง“แม่คะ ฉันอยากขายอาหารเช้าจังเลยค่ะ พวกข้าวเหนียวกับเนื้อทอดหรือไก่ทอดอะไรพวกนั้น แต่ถ้าจะขายในหมู่บ้านคงจะโดนจ้องจับผิดหรือมีคนมาก่อกวนอีก”หญิงสาวพูดปรึกษาแม่เกี่ยวกับการค้าใหม่ และพอพูดถึงเรื่องนี้ หญิงสาวก็ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย เธอไม่เข้าใจว่าชาวบ้านจะมีปัญหาอะไรกับบ้านเธอนักหนา หรือว่าอิจฉาที่เห็นว่าได้ดีกว่า“ถ้าอย่างนั้นเราไปขายที่หน้าหมู่บ้านดีไหมพี่ พี่กับแม่ก็ขายแค่ช่วงเช้า หลังจากนั้นผมจะเฝ้าร้านให้เอง ช่วงบ่ายพี่กับ
เธอเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ เหรออีกด้านหนึ่งของตลาด หานเจี้ยนกั๋วที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ตลอด ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าซ่งอวี้เหมยจะไม่โวยวาย และไม่หาเรื่องตบตีผู้หญิงคนนั้นเหมือนที่ผ่านมา แต่กลับกัน เธอสามารถยกเหตุผลออกมาจัดการ จนทำให้อีกฝ่ายล่าถอยไปอย่างไม่เป็นท่า แถมยังได้ใจชาวบ้านอีกมากมาย“เธอเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ สินะ” เขาพูดออกมาเบา ๆส่วนซ่งอวี้เหมยไม่ได้สนใจเลยว่าใครจะคิดอย่างไร ขอแค่เธอปกป้องตัวเองและครอบครัวได้ก็พอตอนนี้มีกลุ่มชาวบ้านเริ่มซุบซิบนินทาอีกแล้ว หลายคนต่างก็มองว่าบ้านซ่งเหมือนจะมีเงินจากการค้าเยอะขึ้น แต่แปลกใจว่าทำไมถึงยังมีเนื้อหมูมาทำไส้ซาลาเปาขายอีก “ฉันสงสัยว่าบ้านซ่งซื้อเนื้อหมูมาจากที่ไหน เพราะถ้าเอาแค่ที่หัวหน้าหลิวมอบให้ในวันนั้นมาทำซาลาเปาขาย มันก็น่าจะหมดนานแล้ว อย่าลืมว่าสหกรณ์ก็แทบจะไม่มีเนื้อขาย เพราะคนมีเงินล้วนสั่งไว้ทั้งนั้น หรือว่าคนบ้านซ่งไปขโมยมาจากคลังอีก” หญิงชรากลุ่มหนึ่งนั่งจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องนี้ไม่หยุด“ฉันว่าคงไปหาซื้อที่ตลาดมืดละมั้ง หรือไม่คงไปสั่งไว้ที่สหกรณ์หรือเปล่า อย่าลืมว่าตลาดที่นี่มีทุกห้าวัน คนบ้านนั้นน่าจะเตรียมไว้ก่อนแน่” อีกคนก็พู
ทำอะไรต้องมีหลักฐาน“นั่นสิ ในเมื่ออวี้เหมยเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเอง ด้วยการลุกขึ้นมาทำมาหากิน เธอจะมายุ่งอะไรด้วย แล้วเรื่องเมื่อวานลูกสาวของฉันก็ไม่ผิด อยู่ดี ๆ ก็มีคนไปรังแกถึงบ้าน สมควรแล้วที่จะต้องชดเชยให้เธอ ทำไมเราจะเอาของที่ได้มา มาทำซาลาเปาขายเพื่อต่อยอดไม่ได้ล่ะ อีกอย่างเนื้อที่ได้มา หากเก็บไว้นานมันก็จะเน่าเสียได้”หวังซิ่วจินแม้จะไม่ค่อยอยากมีปากเสียงกับชาวบ้าน แต่หากเพื่อลูกและครอบครัวแล้วล่ะก็ เธอพร้อมจะสู้ตายเหมือนกัน จึงตอบโต้กลับไปอย่างไม่ไว้หน้าพอถูกสวนกลับด้วยเหตุผล หญิงคนนี้ก็เริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับออกไปอย่างฉุนเฉียว ส่วนคนอื่นบางคนก็เห็นด้วยกับสองแม่ลูกบ้านซ่ง แต่บางคนก็ไม่เห็นด้วย และมองว่าซ่งอวี้เหมยทำเกินไป ที่เรียกร้องเงินและอาหารมากขนาดนั้น“แม่คะ เหลือแค่ไม่กี่ลูกเอง เรากลับบ้านกันดีกว่า เดี๋ยวฉันจะเอาซาลาเปาไปฝากเสิ่นหมิงด้วย แล้วอีกห้าวันเราค่อยมาขายที่นี่กันใหม่” ซ่งอวี้เหมยไม่อยากเสียอารมณ์ไปมากกว่านี้ เลยชวนแม่เก็บของกลับบ้าน และเธอตั้งใจจะเอาซาลาเปาไปฝากเด็กที่ร่างเดิมเคยรังแกด้วย อย่างน้อยก็เป็นการไถ่โทษทางหนึ่ง“เอาอย่างนั้นก็ได้”
ขายวันแรกก็มีคนมาหาเรื่องเสียแล้วเช้าวันต่อมา...คนบ้านซ่งตื่นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เนื่องจากมาเตรียมของที่จะเอาขาย ซาลาเปาที่ทำไว้ตั้งแต่เมื่อวานถูกเอาออกมาจากมิติ แล้วจะนำไปนึ่งอีกครั้งแม้ว่าบ้านซ่งจะยากจน แต่ดีที่ยังมีรถเข็นคันหนึ่งแถมยังมีซึ้งนึ่งอันใหญ่อยู่แล้ว เลยไม่มีปัญหาในการขายซาลาเปาครั้งนี้ซ่งอวี้เหมยเตรียมทุกอย่างกับแม่ของเธอ จากนั้นจึงทำกับข้าวไว้ให้พ่อกับน้องชาย เนื่องจากว่าตลาดเริ่มมีตั้งแต่เช้านั่นเองเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอและแม่จึงช่วยกันเข็นรถมาที่ตลาด ก่อนจะเปิดร้านเหมือนคนอื่นแต่กลายเป็นว่าร้านของเธอแทบไม่มีใครเข้ามาซื้อเลย ทั้งที่ซาลาเปาไส้หมูส่งกลิ่นหอมไปทั่วตลาด“กล้ามาขายเนอะ ใครจะซื้อของพวกเธอกัน”หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเดินเข้ามาพูดอย่างไม่พอใจ แม้จะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อได้กลิ่นซาลาเปาไส้หมูจากร้านของซ่งอวี้เหมย“ถ้าไม่ซื้อก็อย่ามาก่อกวน ฉันขายได้หรือขายไม่ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องของเธอ อวี้เหมยค้าขายอย่างสุจริตแล้ว คนปรับปรุงตัวแทนที่จะสนับสนุน แต่นี่อะไร กลับมาหาเรื่องหน้าตาเฉย”หวังซิ่วจินพูดสวนกลับไปทันที เธอจะไม่ยอมให้ใครมารังแกลูกสาวขอ
นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้นย้อนกลับมาทางด้านบ้านหลิว เมื่อหลิวฉางเหอกลับมาถึงบ้านก็แสดงสีหน้ามาพอใจออกมา ที่เขาต้องเสียเงินสิบหยวนและเนื้อหมูรวมถึงข้าวสารให้กับซ่งอวี้เหมย“ฉันพลาดท่านังผู้หญิงร้ายกาจคนนั้นได้ยังไงนะ ไม่คิดเลยว่ามันจะไม่ได้โง่อย่างที่ใครหลายคนเห็น” หลิวฉางเหอพูดออกมาอย่างไม่พอใจ“ถึงแม้ว่านังนั่นจะร้ายกาจและทำเรื่องน่าอับอายไปทั่ว ถึงอย่างไรฉันมองว่ามันโง่เง่าไม่มีสมอง แต่ไม่คิดว่าวันนี้มันจะทำให้พี่ต้องเสียเงินสิบหยวน ถึงแม้ว่าอาหารและข้าวสารพวกนั้นจะเบิกจากคลังได้ก็เถอะ แต่เงินตั้งสิบหยวนเชียวนะ ทำไมพี่ไม่ไปเรียกเงินจากชาวบ้านที่มารายงานล่ะ”เจียงฮุ่ยอวิ๋นเองก็มีท่าทีไม่ต่างจากสามี ถึงแม้ว่าในหมู่บ้านแห่งนี้ บ้านหลิวจะร่ำรวยที่สุด แต่เงินสิบหยวนก็ไม่ควรจะเสียโดยเปล่าประโยชน์แบบนี้ จึงบอกให้สามีไปเรียกเงินจากชาวบ้านที่มารายงาน“เรื่องนั้นฉันต้องทำอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เธอรู้ดีนี่ว่าฉันอยู่ในสายตาชาวบ้านแบบนี้ ต้องทำตัวให้คนเชื่อถือ เงินแค่สิบหยวนก็อย่าพูดมากเลย รอดูว่านังเด็กบ้านซ่งมันจะพลาดท่าอีกครั้งเมื่อไร ฉันจะเอาคืนแน่ ฉันไม่เชื่อหรอกคนเราจะเปลี่ยนไปได้ในเวลาแค่
การค้าครั้งแรกของบ้านซ่งเมื่อจัดร้านเสร็จทั้งสี่คนก็ช่วยกันเรียกลูกค้า เนื่องจากว่าพวกเขาไม่เห็นมีร้านขายเนื้อแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะไม่มีคนซื้อ แต่กลับตรงกันข้าม ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเลยมาต่อแถวเพื่อซื้อเนื้อ และไม่ว่าจะเอาออกมาเท่าไร ก็ขายหมดเกลี้ยง“พ่อคะ นอกจากเนื้อหมูแล้ว เรายังเอาอะไรออกมาขายได้อีก พวกขนมปังขายได้ไหม” ซ่งอวี้เหมยถามอย่างไม่แน่ใจ“ได้สิ ดีเหมือนกัน เนื้อหมูพอแค่นี้ก่อน เอาอย่างอื่นออกมาขายดีกว่า ไม่อย่างนั้นเกิดใครสงสัยว่าเอาเนื้อหมูอย่างดีมาจากไหน เราจะเดือดร้อนเอา” ซ่งไห่ถังเห็นด้วยกับความคิดลูกสาว เขาไม่อยากให้เป็นที่จับตามองของกลุ่มคนในตลาดมืดสักเท่าไร จึงคิดว่าควรจะเอาอย่างอื่นมาขายด้วยดังนั้นซ่งอวี้เหมยจึงเอาขนมปังไส้ต่าง ๆ ออกมาขาย ตอนแรกแทบไม่มีใครซื้อ เพราะถือว่าเป็นของกินแปลกใหม่ ที่ไม่ค่อยมีใครขายแต่พอหญิงสาวเอาออกมาตัดเป็นชิ้น ๆ วางในถาด แล้วให้ทุกคนลองชิมทุกรสชาติ คราวนี้ล่ะแทบจะขายไม่ทัน เพราะทั้งอร่อยและราคาไม่แพง เวลาผ่านไปไม่นานทุกอย่างที่เอาออกมาหมดเกลี้ยง“ขนมปังหมดแล้วเหรอ” ลูกค้าที่เพิ่งเดินเข้ามาเอ่ยถาม เธอได้ยินคนอื่นพูดกันว่าร้านนี้ขายขนมปังอ







