Mag-log in“สวัสดีค่ะลุงคัง ป้าเหมย”
หลี่อิงอิงกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม ซึ่งทำให้ทั้งสองคนได้แต่แปลกใจเพราะว่านานแค่ไหนแล้วที่ทั้งสองคนไม่เคยเห็นรอยยิ้มของสาวน้อยคนนี้เลย
“ว่ายังไงอิงอิงมาหาเสี่ยวหลินเหรอ รอก่อนนะเสี่ยวหลินแต่งตัวอยู่ แล้วกินอะไรมาหรือยัง” เซี่ยเหมยถามกลับด้วยความเป็นห่วง
“เรียบร้อยแล้วค่ะป้าเหมย หนูตั้งใจจะมาหาเสี่ยวหลินจะถามเรื่องเรียนเสียหน่อยค่ะ”
“หืม เราจะกลับไปเรียนต่อเหรอ” คังเทียนเลิกคิ้วถาม บ้านรองหลี่จะยอมให้หลี่อิงอิงเรียนเหรอ ไม่ใช่ว่าเงินเก็บพ่อกับแม่ของเธอหมดไปแล้วหรือไง
“ใช่ค่ะ แต่คงจะเรียนต่อแบบปกติลำบากหนูอาจจะสอบเทียบเลื่อนชั้นเอาแทนค่ะ”
หลี่อิงอิงคิดว่าถ้าจะให้เธอกลับไปนั่งเรียนก็คงไม่ไหว แต่มันมีการสอบเทียบนี่ เธอเลยตั้งใจจะสอบเทียบแทน ด้วยมันสมองของสาวน้อยคนนี้บวกกับคลังหนังสือที่ีเธอซื้อมา คงจะทำให้เธอสอบเลื่อนชั้นได้ไม่ยาก และในตลาดมืดก็น่าจะมี แต่ปัญหาของเธอคือเธอไม่มีเงินของที่นี่ คงต้องเอาของในมิติไปขายเพื่อที่จะหาเงินก่อน
“แล้วบ้านลุงของเราจะให้เรียนต่อเหรอ” เซี่ยเหมยเป็นคนถามแต่เธอไม่กล้าพูดออกมาทั้งหมด
“ไม่ยอมก็ต้องยอมค่ะ เพราะเหตุการณ์เมื่อวานที่ทำให้หนูเกือบตาย หนูเลยคิดได้ว่าหนูไม่ควรที่จะเป้นฝ่ายยอมอีกต่อไป ถ้าหากยอมไปเรื่อยๆ หนูคงต้องตายเข้าสักวันแน่ๆ ค่ะ” หลี่อิงอิงใช้เหตุผลที่เธอโดนทำร้ายเมื่อวาน ว่าทำไมเธอถึงเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สู้คน
“ดีแล้ว ลุงกับป้าดีใจด้วยที่หนูรู้จักดูแลตัวเอง ไม่ยอมครอบครัวนั้นอย่างที่แล้วมา” คังเทียนดีใจที่สาวน้อยคนนี้คิดได้เสียที ถึงแม้อยากช่วยก็ไม่รู้จะช่วยยังไง
“อ้าวอิงอิง มาแล้วเหรอ ทำไมวันนี้มาเช้าจัง” เสี่ยวหลินที่เพิ่งจะกินอะไรเสร็จก็เดินออกมา
“ใช่แล้ว วันนี้ฉันไม่ต้องทำงานอะไรในบ้าน และจะไม่ทำอีกต่อไปเลยทำให้มีเวลามาหาเธอเร็วขึ้นยังไงล่ะ” เสี่ยวหลิน ได้แต่ยืนอึ้งไม่คิดว่าสหายของเธอจะกล้าต่อต้านลุงและป้าสะใภ้
“ฉันดีใจด้วยนะที่เธอคิดได้เสียที ไม่เสียแรงที่ฉันพูดจนปากเปื่อย ในที่สุด เฮ้อ...” เสี่ยวหลินจะบอกว่าหลุดพ้นก็ไม่ได้เพราะสหายยังคงอยู่บ้านหลังนั้น
“แล้วเธอคอยดูต่อไป ฉันว่าเรารีบไปที่คอมมูนกันเถอะ เดี๋ยวจะสาย ไปค่ะคุณลุงคุณป้า”
หลี่อิงอิงเบี่ยงเบนเพราะไม่อยากให้ใครพูดถึงเรื่องนี้อีก แต่เธอเชื่อว่าคนเราหากว่าโดนอะไรมาหนักมากๆ ย่อมที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่แล้ว
วันนี้หลี่อิงอิงและเสี่ยวหลินยังคงอยู่ที่แปลงนา เธอมองว่างานพวกนี้มันไม่เหมาะกับเธอเลย ไม่ได้การแล้วเธอต้องรีบหาเงินก่อน ให้ทำงานกลางแดดแบบนี้ผิวเธอเสียพอดี
“อิงอิง ไหวหรือเปล่า” เสี่ยวหลินถามอย่างเป็นห่วง
“ไม่เป็นอะไร ยังไหวอยู่” ดีหน่อยที่วันนี้เธอทาครีมกันแดดมา ไม่อย่างนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย
“จริงสิเสี่ยวหลิน เธอรู้ไหมว่าที่โรงเรียนจะให้มีสอบเลื่อนระดับชั้นเมื่อไหร่”
“ไม่แน่ใจเหมือนกันต้องไปถามที่โรงเรียน เพราะแต่ละโรงเรียนหากจะสอบเทียบนั้นวันสอบจะไม่ตรงกัน ไม่เหมือนสอบกลางภาคหรือปลายภาค แต่ว่าเธอถามทำไม อย่าบอกนะว่าจะกลับไปสอบเทียบเลื่อนชั้น” เสี่ยวหลินได้ยินสหายพูดก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้
“ใช่ ฉันอยากจะลองสอบเทียบดูเหมือนกัน อย่างน้อยๆก็ได้ถึงมัธยมปลายเลยยิ่งดี” หลี่อิงอิงรู้ดีว่าในอีกไม่กี่ปีมหาวิทยาลัยจะเปิดให้สอบขึ้นอีกครั้ง
“ฉันดีใจด้วยนะ ฉันเองก็อยากสอบเทียบเหมือนกันหวังว่าจะได้สอบเข้าทำงานที่โรงงานบ้าง พ่อแม่จะได้สบายขึ้น”
เสี่ยวหลินพูดเสียงเศร้า ก่อนหน้านี้บ้านใหญ่ต้องการให้พ่อของเธอแยกบ้านออกมาจึงทำให้เธอตัดสินใจเลือกที่จะหยุดเรียน เพราะไม่อยากให้พ่อกับแม่เหนื่อยเกินไป
“อย่าเพิ่งท้อ เธอก็ขยันอ่านหนังสือ แล้วเราลองไปสอบเทียบพร้อมกัน อย่างน้อยน้อยเรามีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ตอนเข้าไปสอบ ส่วนที่เหลือเราก็กลับมาอยู่ที่หมู่บ้าน การไปสอบใช้เวลาไม่นานจ่ายแค่ค่าเกวียนเข้าไปในอำเภอ เราไปเช้าเย็นกลับก็ได้”
หลี่อิงอิงมองว่าการศึกษานั้นสำคัญ ถ้ามีโอกาสก็ควรจะทำ ดีกว่ากลับมาเสียใจที่หลังว่าทำไม
“จริงด้วย ค่าใช้จ่ายมีแค่ค่าเกวียนเท่านั้น ส่วนอาหารเราห่อไปกินก็ได้ อิงอิงเธอน่ารักที่สุดเลย ถ้าฉันบอกเรื่องนี้กับแม่ แม่ต้องดีใจแน่เลย”
จากนั้นทั้งสองสาวช่วยกันเกี่ยวข้าวต่อเพราะช่วงนี้เป็นฤดูการเก็บเกี่ยว เสียงหัวเราะของทั้งสองคนนั้นช่างสดใสนัก แต่ละคนต่างพากันมองว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งเป็นเด็กสาวบ้านสามหลี่วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับเธอ ทำไมถึงได้ผิดแปลกไปจากที่แล้วมา
“นี่พวกเธอดูสิ ทำไมวันนี้เด็กสาวบ้านสามหลี่ถึงได้ดูแปลกตานักเล่า” ชาวบ้านที่เกี่ยวข้าวด้วยกันพูดขึ้น
“สงสัยเธอจะคิดได้แล้ว ดีจริงปล่อยให้โดนโขกสับมาตั้งหลายปี พูดไปก็สงสารเธอเหมือนกันนะ พ่อแม่ตายไม่ทันฝังก็โดนคนมายึดบ้านและทรัพย์สินที่พ่อแม่ได้สร้างไว้ให้” ป้าจางพูดอย่างอดไม่ได้ เธอเองก็สงสารหลี่อิงอิงแต่จะให้ช่วยเธอก็ไม่มีกำลัง
“นั่นสิ อย่างน้อยๆถึงจะไม่ได้บ้านคืน ก็ควรจะเลิกยอมคนพวกนั้นได้แล้ว” ชาวบ้านที่เอ็นดูหลี่อิงอิงต่างคนก็เห็นด้วย
“เลิกพูดเลยนะ ไม่ใช่เรื่องของพวกป้า คอยดูเถอะฉันจะฟ้องแม่ว่าพวกป้านินทาบ้านฉัน” หลี่เหยาที่ทำงานอยู่แถวนี้ได้ยินก็พูดสวนกลับอย่างไม่พอใจ
“แล้วทำไม ปากก็ปากของพวกเรา อีกอย่างพวกฉันแก่กว่าแม่ของเธออีกนะหลี่เหยา ควรจะพูดจาให้ดี ไม่ใช่พูดจิกหัวผู้ใหญ่แบบนี้ ระวังเถอะจะไม่มีใครมาขอแต่งงาน” ป้าจางพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ
หลี่เหยาเองเมื่อโดนว่าต่อหน้าคนมากมายก็หันไปตวาดทางหลี่อิงอิง
“นังอิงอิง เพราะแกคนเดียว ทำให้ทุกคนรุมกันว่าฉัน”
หลี่อิงอิงหันไปมองหน้าแต่เธอก็เลือกที่จะเฉย สุภาษิตชาติเดิมบอกไว้ว่า อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา ถ้าทนไม่ได้เมื่อไหร่ค่อยซัดให้แหลก และเธอก็ชอบสุภาษิตนี้มาก หลี่เหยาเมื่อเห็นว่าหลี่อิงอิงนั้นเมนเฉยทั้งๆที่ได้ยินเสียงเธอเรียก ก็ทำให้อารมณ์ที่โมโหอยู่แล้วนั้นปะทุขึ้นยิ่งกว่าเดิม
จากนั้นก็เดินเข้าไปใกล้ก่อนจะง้างมือขึ้นตบโดยไม่สนใจว่าจะผิดหรือไม่ แต่หลี่อิงอิงนั้นระวังตัวอยู่แล้วเมื่อเห็นว่าหลี่เหยากำลังถลาเข้ามาจะตบ เธอจึงเอี้ยวตัวหลบทำให้หลี่เหยาที่ทรงตัวไม่อยู่ล้มลงจนหน้าทิ่มไปที่นา จนทำให้ชาวบ้านที่ทำงานกันอยู่หัวเราะขึ้นเสียงดัง แม้แต่ยุวปัญญาชนหญิงที่ทำงานในแปลงนานี้ก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้เช่นกัน
“แก นังอิงอิง แกทำร้ายฉัน” หลี่เหยาชี้หน้าอย่างไม่พอใจ
“เอ้า หลี่เหยาเธอไปทำอะไรตรงนั้นจะหาปลากินเหรอ ไม่มีหรอกมาเถอะลุกขึ้นมา จากหน้าตาไม่สวยอยู่แล้วมันจะขี้เหร่ยิ่งกว่าเดิมนะ”
หลี่อิงอิงไม่ได้สนใจคำด่า แถมยังถามด้วยน้ำเสียงและหน้าตาใสซื่อสุดๆ ชาวบ้านและคนอื่นๆได้ยินที่หลี่อิงอิงพูดก็หัวเราะหนักยิ่งกว่าเดิม ทำให้หลี่เหยานั้นเจ็บแค้นและเสียหน้าเป็นอย่างมาก
“ตายแล้ว หลี่เหยาลูก ใครทำอะไรลูกเหรอ” จางเจียวเมื่อได้ยินเสียงร้องโวยวายของลูกสาวก็รีบวิ่งมาดู เมื่อเห็นสภาพที่ดูไม่ได้ของหลี่เหยาก็ร้องขึ้นเสียงดัง
“แม่ ช่วยฉันด้วย นังอิงอิงมันทำร้ายฉัน มันผลักฉัน” หลี่เหยารีบบอกแม่ตัวเอง
ชาวบ้านที่ได้ยินต่างก็เบือนหน้าหนีไม่อยากจะมองสองแม่ลูกคู่นี้เลย มีอย่างที่ไหนตัวเองจะเข้าไปทำร้ายหลี่อิงอิงแล้วล้มเองแท้ๆยังจะไปโทษคนอื่นอีก เมื่อจางเจียวได้ยินลูกสาวบอกว่าโดนหลี่อิงอิงทำร้ายก็เตรียมที่จะเข้าไปหาเรื่องอีกคน แต่หลี่อิงอิงครั้งนี้ไม่หลบและไม่ยอมเหมือนครั้งที่แล้วก่อนจะยกเคียวขึ้นสูงแล้วพูดเสียงดัง
“ถ้ากล้าก็เข้ามา ถ้าฉันไม่ฟันจนแขนขาดก็อย่ามาเรียกฉันว่า หลี่อิงอิงก็แล้วกัน”
บทส่งท้าย ครอบครัวและความสุขเมื่อกลับมาถึงบ้านเสี่ยวหลิน หลี่ฮุ่ยหมิน และหลี่ฮุ่ยหยาง จึงเข้ามาหาเฉิงอิงอิงและเฉิงจี้หยวนในห้องนอน รวมทั้งหลงจื่อ ไท่เป่า ก็ตามมาด้วยเช่นกัน“มีอะไรหรือเปล่าคะ” เฉิงอิงอิงถามอย่างสงสัย ทำไมทุกคนจึงเข้ามาหาเธอพร้อมกัน“ขอบใจมากนะอิงอิง ที่ครั้งนั้นน้องดึงพี่ขึ้นมา ทำให้พี่มีวันนี้” หลินฮุ่ยหมินยิ้มให้น้องสาว“พี่ก็ด้วย หากวันนั้นอิงอิงไม่มอบโอกาสให้พวกเรา วันนี้คงไม่มีเราทุกคนยืนอยู่ตรงนี้”หลี่ฮุ่ยหยางลูบหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดู ตอนนี้แม้ว่าหลี่อิงอิงน้องสาวของเขาโตจนมีครอบครัวแล้ว แต่เขายังมองว่าอิงอิงนั้นยังเป็นน้องสาวตัวน้อยคนเดิมอยู่ดี“ฉันเองก็ขอบใจเธอมากนะอิงอิง ทั้งเรื่องโอกาสในการเรียน เรื่องงานทุกอย่างที่ให้พ่อกับแม่ทำ ทั้งเรื่องที่สอนให้ฉันมีความกล้าจนได้สามีที่ดีอย่างพี่ไท่เป่า ขอบใจเธอมากจริงๆ”เสี่ยวหลินเดินเข้ามากอดเพื่อนสนิทของเธอ หากวันนั้นอิงอิงไม่หยิบยื่นทุกอย่างให้ วันนี้เธอและครอบครัวคงจะไม่สุขสบายแบบนี้“อย่าคิดมาก และไม่ต้องขอบคุณอะไรทั้งนั้น ที่ฉันทำเพราะทุกคนคือครอบครัวที่ฉันมี”เฉิงอิงอิงยิ้มให้ แต่สิ่งที่เธอได้ยินประโยคถัดไปขอ
บทที่ 157 จบการศึกษาเฉิงจี้หยวนเมื่อได้ยินภรรยารักบอกว่าเธออาจจะท้อง เขาได้แต่ตัวแข็งทื่อ ไม่ใช่ว่าไม่ดีใจ แต่เพราะเขาห่วงภรรยาว่าจะเจ็บปวดเหมือนตอนที่คลอดสองแฝดอีก ยิ่งตอนนี้หมอเฉินไม่อยู่เสียด้วย หากเกิดอะไรขึ้นเขาจะทำยังไง“สามีไม่ดีใจเหรอถ้าเกิดหนูท้องขึ้นมา” เฉิงอิงอิงถามน้ำตาคลอเบ้า คิดว่าสามีไม่อยากมีลูกเพิ่ม“ไม่ใช่ครับ หนูอย่าร้องนะ พี่กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับหนูมากกว่า ถ้าเกิดหนูเป็นอะไรขึ้นมา พี่กับลูกจะอยู่ยังไง พี่คงขาดใจถ้าไม่มีหนูนะอิงอิง” เฉิงจี้หยวนบอกความรู้สึกของตัวเองกับภรรยารัก“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นหมอเฉินคงจะโผล่มาแล้ว อย่าลืมว่าหนูมีน้ำวิเศษอยู่สิ หลังจากนี้หนูจะเอาออกมาดื่มเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงดีไหม สามีจะได้ไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับหนูอีกตอนคลอด” เมื่อได้รู้ถึงความกังวลของสามีจากที่เขาเป็นคนปลอบเธอ แต่ตอนนี้กลายเป็นเธอปลอบเขาแทนสองสามีปลอบประโลมกันด้วยความรัก ตอนนี้เมื่อคิดว่าภรรยาท้องแล้วเขาจึงไม่ทำอะไรไปมากกว่านอนกอดภรรยารักด้วยความสุข และหลับไปพร้อมด้วยรอยยิ้มที่เปื้อนใบหน้าทั้งสองคนวันต่อมา เฉิงจี้หยวนจึงพาภรรยาไปตรวจที่โรงพยาบาลเพื
บทที่ 156 เตรียมของขวัญให้ภรรยารักต่อให้หญิงสาวคนนี้จะมองด้วยสายตายังไง แต่คนที่เฉิงจี้หยวนสนใจมีเพียงคนเดียวคือภรรยาของเขาเจิ้งฮั่วอดโมโหไม่ได้ อะไรคือทำการค้า ในเมื่อที่สองแปลงนี้เป็นสิ่งที่แม่เขามอบให้ และเขาขายเพื่อจะไปทำอย่างอื่น มันขอกันได้ง่ายขนาดนั้นเลยหรือยังไง“ฉันไม่ใช่ลุงของเธอ เราตัดขาดกันแล้ว แม่ฉันมีฉันเป็นลูกชายคนเดียว ฉันไม่มีญาติที่ไหนอีกนอกจากลูกและภรรยา การที่ฉันขายที่ดินและร้านค้ามันก็คือสิทธิ์ของฉัน ฉันไม่ได้ขโมยใครมา”เจิ้งฮั่วไม่พอใจอย่างมาก เขาขายไปแล้วมาขอคืนแบบนี้หาเรื่องให้เขาแล้วไหม คิดบ้างหรือเปล่าว่าตระกูลเฉิงนั้นร่ำรวยและทรงอิทธิพลแค่ไหน“ฉันเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว คุณพาภรรยากลับไปได้แล้วล่ะ เรื่องนี้ฉันจัดการต่อเอง ขอบคุณมากที่มาไขความกระจ่างให้กับฉันและทุกคน” เฉิงอิงอิงหันมาบอกเจ้าของที่คนเดิม ในเมื่อได้รู้ความจริงแล้ว ที่เหลือเธอจัดการเอง“ขอบคุณมากครับนายหญิงนายท่านเฉิง”เจิ้งฮั่วเอ่ยขอบคุณก่อนจะพาภรรยากลับบ้าน เขาไม่ปรายตามองครอบครัวของพ่อเลยสักนิดเดียว ในเมื่อก่อปัญหาก็แก้เองก็แล้วกัน“พี่อาเฉินเจ้าหน้าที่เมื่อไหร่จะมาถึง พี่ช่วยเร่งให้หน่อยน
บทที่ 155 เอาหลักฐานมากางสิเวลาผันผ่านจนตอนนี้เฉิงอิงอิงและคนอื่นๆ เรียนเป็นปีสุดท้ายแล้ว หลี่ฮุ่ยหมินและหลี่ฮุ่ยหยาง มีเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศมาติดต่อให้ทำงานที่กระทรวง ถ้าพูดง่ายๆ คือทำงานในสถานทูตหลังเรียนจบหรือหลังสำเร็จการศึกษา รวมไปถึงเสี่ยวหลินยังมีเจ้าหน้าที่สายงานอื่นมาติดต่อขอให้ไปทำงานด้วยเช่นกันเฉิงอิงอิงให้อิสระในการตัดสินใจแก่พี่ชายทั้งสองและสหาย แต่หลี่ฮุ่ยหมินและหลี่ฮุ่ยหยางรวมทั้งเสี่ยวหลินนั้นเลือกที่จะปฏิเสธ ไม่ใช่ว่าพราะหยิ่ง แต่เพราะว่าตอนนี้กิจการที่บ้านขยายใหญ่ขึ้น แม้แต่หลี่คงและป้าสะใภ้ยังต้องพาสองแฝดกลับไปอยู่ที่ไห่หนาน ใช่แล้วลุงหลี่คงได้ลูกสาวสมใจครั้งนี้เป็นฝาแฝดด้วยเช่นกัน ส่วนลุงคังเทียนมีน้องชายให้กับเสี่ยวหลินสมใจลุงคังเทียนเขาละ อาเล็กนั้นได้ลูกสาวอีกคน แต่ละคนได้กลายเป็นคุณพ่อคุณแม่คนใหม่อย่างที่ต้องการตอนนี้เด็กทั้งสี่คนก็โตวันโตคืน การที่หลี่คงกลับไห่หนานไม่ใช่เพราะว่าตัวเองมีลูก แต่เขาคิดว่าหลานตัวน้อยนั้นโตแล้วสามารถดูแลตัวเองและอยู่กับพี่เลี้ยงคนอื่นได้ เขาห่วงงานที่ไห่หนาน แม้ว่าจะมีลุงคังเทียน อาเขย และพี่อาต้าเป็นเสาหลัก แต่ด้วยงาน
บทที่ 154 จบสิ้นปัญหาเฉิงจี้หยวนมาถึงบ้านร้างพร้อมกับทุกคน เขาไม่รอช้าเดินเอาน้ำไปสาดหน้าท่านเลขาธิการพรรคด้วยความโมโห กล้าดียังไงคิดที่จะฉุดภรรยารักของเขาไป เมื่อเลขาธิการพรรคฟื้นขึ้นมาพอเห็นหน้าว่าใครจับตัวเขามาได้แต่แสดงอาการตื่นตกใจ“พบกันเสียทีนะครับท่านเลขาธิการพรรคเถิงเวิ่นซวน”เฉิงจี้หยวนพูดเสียงเย็นพร้อมกับยิ้มให้ แต่คนที่มองกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นเป็นรอยยิ้มที่น่ากลัว“นายจับฉันมาทำไมเฉิงจี้หยวน ฉันไปทำอะไรให้นาย” เถิงเวิ่นซวนถอยร่นจนไปติดกับผนัง“ท่านทำอะไรก็น่าจะรู้ตัวดีนะครับ กล้าดียังไงวางแผนจะจับตัวภรรยารักของผม ท่านคงไม่รักชีวิตของตัวเองแล้วใช่ไหม”“นายอย่ามาใส่ร้ายฉันนะ อย่าคิดว่าเป็นท่านนายพลแล้วจะทำอะไรก็ได้เหรอ”“ฮ่าๆๆ เป็นถึงท่านเลขาธิการพรรคแต่กลับไม่รู้ว่าผมและคนอื่นๆที่อยู่ที่นี่นั้นได้ลาออกจากการเป็นทหารเรียบร้อยแล้ว ต่อให้ผมยังดำรงตำแหน่งท่านนายพล ผมก็กล้าที่จะเอาชีวิตของท่าน ท่านน่าจะรู้ดีนะว่าคนอย่างเฉิงจี้หยวนกล้าทำทุกอย่าง หากใครคิดที่จะทำร้ายคนรักหรือครอบครัวของผม และท่านก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ไม่กลัวตายและไม่ต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ” เฉิงจี้หยวนยังคงพู
บทที่ 153 จับตัวท่านเลขาคนนั้นหลังจากที่จัดการเรื่องราวทั้งหมดนี่ก็ผ่านมาสามวันแล้ว และวันนี้ก็ไม่มีใครเห็นหมอเฉินอีกเลย เมื่อวานตอนไปให้ปากคำและเป็นพยานเรื่องที่คุณนายเหวินและต้าวหมิงโดนวางยาหลังจากนั้นหมอเฉินหายไปตอนไหนไม่มีใครรู้เฉิงอิงอิงยังคงมาเรียนตามปกติ ส่วนเรื่องของหลี่ฮุ่ยหยางที่เกิดขึ้นกลับไม่มีใครพูดถึง รวมทั้งข่าวลือของเฉิงอิงอิงด้วยเหมือนกัน ตอนนี้เดินไปไหนในมหาวิทยาลัยกลับมีคนส่งยิ้มมาให้กลุ่มของเธอตลอดส่วนทางด้านของต้าวหมิงนั้น ตอนนี้ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์สำหรับครอบครัวเหวินที่สองแม่ลูกหายจากอาการป่วย นายท่านเหวินเองก็สบายใจและดีใจ ในเมื่อหมอเฉินไม่รับอะไรตอบแทน นายท่านเหวินจึงได้รับคำแนะนำจากเฉิงอิงอิงว่าให้นำของบริจาคให้กับชาวบ้านยากไร้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนชนบท ต่อให้บริจาคในปักกิ่งคนยากไร้ก็มีทุกพื้นที่ ทั้งหมดจึงนัดแนะกันว่าอาทิตย์หน้าจะไปบริจาคตามชุมชนต่างๆ ซึ่งเฉิงอิงอิงและครอบครัวก็จะไปช่วยบริจาคด้วย“พี่รองมีอะไรหรือเปล่าทำไมสีหน้าไม่สู้ดีเลย” เฉิงอิงอิงถามพี่ชายเมื่อเห็นว่าเขาเดินกลับมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี“ลุงฮั่งยังไม่มาทำงานเลยสองวันแล้ว” หลี่ฮุ่ยหยางบอก
บทที่ 14 เข้าอำเภอหาเงินหลี่อิงอิงเข้ามาในอำเภอ เธอก็เดินหาตลาดมืดตามที่เสี่ยวหลินบอกเมื่อหาเจอก็เดินเข้าไปโดยที่บอกรหัสผ่านตรงหน้าทางเข้า พอเข้ามาแล้ว เธอมองว่าที่นี่ไม่ต่างจากตลาดนัดรถไฟที่เธอเคยไปเดิน ที่นี่มีของขายแทบจะทุกอย่างแต่สิ่งที่ไม่มีคืออาหาร เธอยืนมองสักพัก เห็นชาวบ้านมากมายมาจับจ่าย
บทที่ 13 มีคนใจดีสร้างบ้านให้เช้าวันต่อมา หลี่อิงอิงทำข้าวต้มปลาให้ทุกคนได้กิน ก่อนจะเตรียมตัวเดินทางเข้าอำเภอ หลี่ฮุ่ยหมินนั้นเข้าไปที่คอมมูนเพื่อที่จะลางานให้กับทุกคนรวมถึงบ้านคังด้วย ก่อนกลับเขาแวะไปดูบ้านของน้องสาวที่เธอเผาเมื่อวาน แต่พอไปถึงเขาแทบสิ้นสติ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะวิ่งหน้าตั้งก
บทที่ 12 จบปัญหาบ้านหลี่เมื่อเห็นว่าหลี่อิงอิงเอาจริงก็พากันหน้าซีด หลี่ตวนเห็นลูกชายคนโตยืนอยู่จึงบอกให้ไปคุยกับหลี่อิงอิงให้ว่าอย่าเอาผิดลูกชายคนรองและสะใภ้รอง แต่หลี่คงกลับปฏิเสธเสียงแข็ง“อิงอิงทำถูกแล้วครับพ่อ ในเมื่อเจ้ารองและสะใภ้รองทำร้ายและเอาเปรียบเธอก่อน อีกอย่างสัญญานั้นพ่อก็รู้ดีอยู่แ
บทที่ 11 สัญญาแยกบ้านฉบับจริงเมื่อทั้งสามคนวิ่งตามมาถึงก็เจอกับไฟที่กำลังลุกโชน หลี่อิงอิงให้ทั้งสามช่วยจุดไฟรอบบ้าน ทำให้ไฟที่ลุกอยู่แล้วกลับโหมกระหน่ำมากกว่าเดิม ชาวบ้านและทุกคนที่วิ่งตามมาต่างก็พากันตกใจ ดีที่บ้านของหลี่อิงอิงนั้นอยู่ห่างจากบ้านของคนอื่นพอสมควรจึงไม่ต้องกลัวว่าไฟจะลุกไปที่บ้าน







