LOGINแม่สื่อจากจวนตระกูลกู้ยกพัดขึ้นปิดริมฝีปาก แม้จะไม่ได้กล่าวสิ่งใด แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความสนใจ บ่าวไพร่ในจวนต่างพากันก้มหน้าลง ไม่กล้าแสดงสีหน้าออกมา
ถ้อยคำของซ่งอวี้หรูทิ่มแทงจุดอ่อนที่อ่อนไหวมากที่สุดของโจวเยี่ยนเหมยอย่างแม่นยำ
ไม่ว่านางจะได้รับความโปรดปรานมากเพียงใด
ไม่ว่าจะควบคุมเรือนหลังมานานกี่ปี
ชาติกำเนิดจากหอสังคีตก็ยังเป็นรอยด่างพร้อยที่ไม่อาจลบเลือนไปได้
ใบหน้าของโจวเยี่ยนเหมยซีดสลับแดง ร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธ
“เจ้า...”
นางยกมือขึ้นกุมหน้าอก ราวกับทนรับถ้อยคำเหยียดหยามไม่ไหว สาวใช้ด้านหลังรีบเข้ามาประคอง แต่ยังมีอีกคนหนึ่งที่เร็วกว่านั้น
เด็กชายวัยเก้าขวบในชุดสีน้ำเงินเข้มรีบวิ่งออกมาจากด้านข้าง ก่อนจะประคองแขนของโจวเยี่ยนเหมยเอาไว้
“อี๋เหนียง!”
เขาเงยหน้ามองมารดาด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะหันกลับมาจ้องซ่งอวี้หรูด้วยแววตาไม่พอใจ
เด็กชายผู้นี้คือซ่งอวี้เหวิน คุณชายใหญ่แห่งจวนอัครเสนาบดี และเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของโจวเยี่ยนเหมย
“พี่หญิง”
ซ่งอวี้เหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง
“ท่านดูแคลนอี๋เหนียงของข้าถึงเพียงนี้ได้อย่างไร”
“ท่านลืมไปแล้วหรือว่า หลายปีมานี้ผู้ใดเป็นคนคอยอบรมเลี้ยงดูท่าน”
“แม้อี๋เหนียงจะไม่ได้ให้กำเนิดท่าน แต่ก็รักและดูแลท่านไม่ต่างจากบุตรสาวแท้ ๆ”
“บัดนี้ท่านกำลังจะแต่งงานกับคุณชายรองกู้ ได้รับสินสอดมากมาย แล้วจึงคิดว่าตนเองสูงส่งจนไม่ต้องเห็นหัวอี๋เหนียงอีกแล้วใช่หรือไม่”
คำพูดของเด็กชายวัยเก้าขวบชัดถ้อยชัดคำ อีกทั้งยังรู้จักนำเรื่องบุญคุณและความกตัญญูมากดดันผู้อื่น
ซ่งอวี้หรูจ้องมองน้องชายต่างมารดาด้วยสายตาเย็นชา ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ซ่งอวี้เหวินเป็นเด็กชายที่น่ารักและเชื่อฟัง
ทุกครั้งที่เขาอยากได้สิ่งใด เพียงเรียกนางว่าพี่หญิงด้วยน้ำเสียงออดอ้อน เจ้าของร่างเดิมก็พร้อมจะยกทุกอย่างให้ ไม่ว่าจะเป็นของเล่นล้ำค่า เครื่องประดับเงินทอง แม้แต่ของที่มารดาทิ้งไว้ นางก็เคยแบ่งปันให้น้องชายผู้นี้
เจ้าของร่างเดิมรักเขาอย่างจริงใจ แต่ในนิยายกลับเปิดเผยความลับที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด ซ่งอวี้เหวินไม่ใช่บุตรชายแท้ ๆ ของซ่งเหวินหยวน
โจวเยี่ยนเหมยลักลอบมีสัมพันธ์กับบุรุษอื่นจนตั้งครรภ์ เรื่องนี้ถูกปิดบังมานานหลายปี แม้ภายหลังความจริงจะเปิดเผย ซ่งเหวินหยวนก็ตายจากไปนานแล้ว
ก่อนหน้านี้ซ่งอวี้หรูยังไม่ได้คิดพุ่งเป้าไปที่ซ่งอวี้เหวินไม่ว่าเขาจะเป็นบุตรของผู้ใด เรื่องชาติกำเนิดก็ไม่ใช่ความผิดของเด็ก อีกทั้งเจ้าของร่างเดิมรักเขามาก นางจึงคิดว่าอย่างน้อยนางก็ควรจะไว้ชีวิตเขา และไม่ควรนำความผิดของโจวเยี่ยนเหมยมาลงกับเด็กคนหนึ่ง
แต่เมื่อเห็นท่าทางในวันนี้ ซ่งอวี้หรูก็เริ่มรู้สึกว่าตนเองอาจประเมินเด็กชายผู้นี้ต่ำเกินไป เขาอายุเพียงเก้าขวบ แต่กลับรู้จักกล่าวหานางต่อหน้าคนนอก รู้จักบิดเบือนเรื่องสินสอดให้กลายเป็นว่านางหลงตัวเองเพราะกำลังจะแต่งเข้าสู่ตระกูลสูงศักดิ์ และรู้จักใช้คำว่า “บุญคุณเลี้ยงดู” มากดทับนาง
คำพูดเหล่านี้เป็นสิ่งที่เด็กวัยเก้าขวบคิดขึ้นมาเองจริงหรือ... เป็นโจวเยี่ยนเหมยหรือผู้ใดที่เป็นคนสั่งสอนเขา
ซ่งอวี้หรูหรี่ตาลงเล็กน้อย ในนิยาย หลังจากโจวเยี่ยนเหมยยักย้ายทรัพย์สินของจวนจำนวนมาก เงินทองส่วนหนึ่งถูกส่งไปสนับสนุนซ่งอวี้เหวิน
เมื่อเติบใหญ่ เขาใช้เงินเหล่านั้นสร้างเส้นสาย คบหาขุนนาง และหาทางเข้าสู่ราชสำนัก แม้ภายหลังรู้ว่าตนเองไม่ใช่สายเลือดของซ่งเหวินหยวน เขากลับไม่เคยคิดถึงบุญคุณการเลี้ยงดูของอีกฝ่าย
ยิ่งไม่เคยนึกถึงความรักที่เจ้าของร่างเดิมมอบให้เขา ในยามที่จวนอัครเสนาบดีตกต่ำ เขาเลือกยืนอยู่ข้างโจวเยี่ยนเหมย และช่วยนางปกปิดหลักฐานหลายอย่าง
‘เด็กคนนี้ไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องยักยอกเงินจริงหรือ’
‘แม้ตอนนี้เขาจะมีอายุเพียงเก้าขวบ แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ไร้เดียงสาเหมือนเด็กทั่วไป’
ซ่งอวี้เหวินเห็นนางเงียบ ก็คิดว่าคำพูดของตนเองทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิด จึงกล่าวต่อ
“พี่หญิงควรขอโทษอี๋เหนียง สินสอดเหล่านี้มอบให้จวนของเราแล้ว ก็ควรให้ผู้ใหญ่ในจวนเป็นผู้จัดการ ท่านยังไม่ได้แต่งออกไป ก็คิดจะแบ่งแยกทรัพย์สินของตนเองออกจากจวนแล้วหรือ”
โจวเยี่ยนเหมยแสร้งดึงแขนบุตรชายเบา ๆ
“เหวินเอ๋อร์ อย่าพูดเช่นนั้น”
แต่น้ำเสียงของนางกลับเบาบางจนแทบไม่มีเจตนาจะห้ามจริง ๆ ซ่งอวี้หรูมองสองแม่ลูกตรงหน้า ก่อนจะหัวเราะออกมา
“เจ้ากล่าวว่าสินสอดเหล่านี้มอบให้จวนของเราหรือ”
ซ่งอวี้เหวินพยักหน้าอย่างมั่นใจ
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
“ดี”
ซ่งอวี้หรูยกมือชี้ไปยังแม่สื่อจากตระกูลกู้
“เช่นนั้นให้แม่สื่อเป็นผู้ตอบเถิดว่า สินสอดเหล่านี้เป็นของจวนอัครเสนาบดี หรือเป็นของสตรีที่จะแต่งเข้าจวนตระกูลกู้”
แม่สื่อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแล้วตอบอย่างชัดเจน
“สินสอดทุกชิ้นในรายการนี้ นายท่านผู้เฒ่ากู้มอบให้คุณหนูใหญ่ซ่งเป็นการเฉพาะเจ้าค่ะ”
“หลังจากรับสินสอดแล้ว จวนอัครเสนาบดีจะจัดเตรียมทรัพย์สินเดิมของเจ้าสาวเพิ่มเติมอย่างไร ย่อมเป็นเรื่องของจวนอัครเสนาบดี”
“แต่สินสอดที่ส่งมาในวันนี้ ตามธรรมเนียมแล้วถือเป็นทรัพย์สินของคุณหนูใหญ่ซ่ง”
ใบหน้าของซ่งอวี้เหวินแข็งค้าง ซ่งอวี้หรูจึงหันไปมองเขา
“ได้ยินชัดหรือไม่ ของเหล่านี้เป็นของข้า ข้าจะเก็บไว้ที่ใด จะให้ผู้ใดดูแล หรือจะนำไปเผาเล่น ก็เป็นสิทธิ์ของข้า”
นางเหลือบมองโจวเยี่ยนเหมย ก่อนจะกล่าวต่ออย่างจงใจ
“ไม่เกี่ยวกับอนุภรรยาในจวน และยิ่งไม่เกี่ยวกับเด็กอายุเก้าขวบที่ยังหาเงินเองไม่ได้แม้แต่เหรียญเดียว”
ซ่งอวี้เหวินหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
“ท่าน!”
“ส่วนเรื่องบุญคุณเลี้ยงดู...”
น้ำเสียงของซ่งอวี้หรูเย็นลง
“โจวอี๋เหนียงกินอยู่ในจวนอัครเสนาบดี ใช้เงินของบิดาข้า จ้างบ่าวไพร่ด้วยเงินของจวน แล้วนางเลี้ยงดูข้าด้วยสิ่งใด หรือเงินทุกตำลึงที่ใช้กับข้าเป็นเงินที่นางหาได้จากการขายทรัพย์สินของตนเอง”
โจวเยี่ยนเหมยเม้มริมฝีปากแน่น ซ่งอวี้หรูไม่เปิดโอกาสให้นางตอบ
“นางดูแลข้าเพราะเป็นหน้าที่ของผู้ที่ได้รับอำนาจดูแลเรือนหลัง หากทำได้ดี ข้าย่อมให้เกียรติ แต่หากทำไม่ดีต่อข้า ข้าก็ไม่มีความจำเป็นต้องก้มศีรษะขอบคุณนาง”
คำพูดนั้นทำให้โจวเยี่ยนเหมยหน้าซีดลงทันที
ซ่งอวี้เหวินยังต้องการโต้แย้ง แต่เสียงเคร่งขรึมของซ่งเหวินหยวนกลับดังขึ้นเสียก่อน
“พอแล้ว!”
ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน ซ่งเหวินหยวนยืนอยู่ไม่ไกล สีหน้ามืดครึ้มอย่างยิ่ง เขาเดินเข้ามาช้า ๆ ก่อนจะกวาดตามองโจวเยี่ยนเหมยและซ่งอวี้เหวิน
“สินสอดทั้งหมดให้ทำตามคำสั่งของหรูเอ๋อร์ เก็บไว้ในคลังส่วนตัวของนาง ทำบัญชีสามชุดตามที่นางกล่าว ห้ามผู้ใดแตะต้องโดยไม่ได้รับอนุญาต”
พ่อบ้านหลัวรีบรับคำ
“ขอรับ นายท่าน”
จากนั้นซ่งเหวินหยวนจึงมองไปทางซ่งอวี้เหวิน
“ส่วนเจ้า”
เด็กชายรีบก้มหน้า
“ท่านพ่อ”
“อายุเพียงเก้าขวบกลับกล้าออกคำสั่งให้พี่สาวส่งมอบสินสอดแก่คลังกลาง ใครเป็นผู้สอนเจ้า”
ซ่งอวี้เหวินหน้าซีด
“ไม่มีผู้ใดสอนขอรับ ข้าเพียงคิดว่า...”
“เจ้าคิดหรือ”
ซ่งเหวินหยวนหัวเราะเย็นชา
“ดูเหมือนช่วงนี้เจ้าเรียนรู้เรื่องภายในจวนมากกว่าตำราเสียอีก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป งดออกจากเรือนหนึ่งเดือน คัดคัมภีร์กตัญญูวันละสิบรอบ”
“หากคัดไม่เสร็จ ห้ามกินมื้อเย็น”
โจวเยี่ยนเหมยตกใจ
“ท่านพี่ เหวินเอ๋อร์ยังเด็ก...”
“เพราะยังเด็ก ข้าจึงต้องรีบสั่งสอน”
ซ่งเหวินหยวนตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ไม่เช่นนั้นวันหน้าคงกลายเป็นคนไม่รู้จักแยกแยะของตนเองกับของผู้อื่น”
ถ้อยคำนี้ทำให้โจวเยี่ยนเหมยสะอึก ใบหน้าซีดขาวลงในทันที
นางไม่แน่ใจว่าซ่งเหวินหยวนกำลังตำหนิบุตรชาย หรือกำลังกล่าวกระทบตนเองกันแน่
ซ่งอวี้หรูยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสงบ
เดิมทีนางคิดจะปล่อยซ่งอวี้เหวินไป เพราะเห็นแก่ความรักที่เจ้าของร่างเดิมเคยมอบให้เขา แต่วันนี้เด็กชายผู้นี้ทำให้นางเข้าใจเรื่องหนึ่ง การไม่ถือโทษ ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้เติบโตขึ้นมาเป็นภัย
หากเขายังคิดปกป้องโจวเยี่ยนเหมยอย่างไม่แยกแยะผิดถูก และช่วยมารดาแตะต้องทรัพย์สินของนาง...
เช่นนั้นนางก็คงต้องตรวจสอบเขาไปพร้อมกัน
‘ดูเหมือนข้าจะต้องให้คนจับตาดูสองแม่ลูกคู่นี้อย่างใกล้ชิดเสียแล้ว โดยเฉพาะเงินที่หายไปจากบัญชี บางทีเด็กอายุเก้าขวบคนนี้อาจรู้มากกว่าที่ทุกคนคิด’
ซ่งอวี้เหวินก้มหน้าอยู่ข้างมารดา ปลายนิ้วกำชายเสื้อแน่น
ในช่วงเวลาที่ไม่มีผู้ใดทันสังเกต ดวงตาของเด็กชายกลับเต็มไปด้วยความโกรธแค้น เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดพี่หญิงที่เคยรักและตามใจเขาทุกอย่างจึงเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ เมื่อก่อนเพียงเขาเอ่ยปากขอ นางก็พร้อมยกสิ่งของทุกอย่างให้
แต่วันนี้นางกลับทำให้อี๋เหนียงเสียหน้า ทำให้เขาถูกท่านพ่อลงโทษ และยังแยกสินสอดมหาศาลทั้งหมดไปเก็บไว้คนเดียว หรือเพราะกำลังจะแต่งเข้าจวนตระกูลกู้ นางจึงไม่เห็นเขาเป็นน้องชายอีกต่อไปแล้ว
หลายสิบปีผ่านไป คนรุ่นเก่าค่อย ๆ วางมือ กู้เจิ้งหยวนกับเผยซูเจินใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ ท่ามกลางลูกหลานเต็มจวนซ่งเหวินหยวนเองก็วางมือจากราชสำนัก ใช้ชีวิตกับเถารั่วหรานและบุตรชายคนเล็กอย่างสุขสบายซ่งอวี้เฉิงเติบโตขึ้นอย่างดี สมกับที่ซ่งอวี้หรูเคยเททรัพย์สินรับขวัญเขาตั้งแต่เกิดทุกครั้งที่พบหน้าพี่สาว เขายังคงเรียกนางด้วยความเคารพ แต่สิ่งแรกที่ทำคือเปิดหีบของขวัญให้ดูว่าเอาอะไรมาให้พี่สาวบ้าง จนซ่งเหวินหยวนเคยบ่น“ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาอย่างดี เหตุใดเมื่อมีของดีๆ เจ้าจึงขนไปให้พี่สาวของเจ้าจนหมด”ซ่งอวี้เฉิงตอบหน้าตาย“พี่หญิงให้ทรัพย์สินลูกตั้งแต่ลูกยังลืมตาไม่ขึ้น ยามนี้ลูกจึงต้องตอบแทนพี่หญิงให้มากหน่อยขอรับ”ซ่งเหวินหยวน “...”สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็ยังเป็นปลาเค็มซ่งอวี้หรูเหมือนเดิม…เมื่อถึงวันที่กู้ชิงอวิ๋นเห็นว่าบุตรชายคนโตมีความสามารถเพียงพอจะรับภาระของตระกูลได้แล้ว เขาก็เรียกบุตรชายคนโตเข้ามาในห้องหนังสือตราแม่ทัพที่อยู่กับเขามานานหลายสิบปีถูกวางลงบนโต๊ะ“รับตราแม่ทัพไปเถิด”บุตรชายคนโตชะงัก“ท่านพ่อ”“ถึงเวลาของเจ้าแล้ว”“แล้วท่านพ่อเล่า ท่านพ่อยังไม่ทันจะแก่ชราเลย
กู้ชิงอวิ๋นจ้องมองใบหน้าของซ่งอวี้หรูแล้วก็ยิ้มออกมาความจริงแล้วมีอีกเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากบุตรชายคนแรกของเขาและนางถือกำเนิดนับตั้งแต่วันนั้น... คนตระกูลกู้ไม่ได้ยินเสียงความคิดของซ่งอวี้หรูอีกเลยตอนแรกทุกคนต่างประหลาดใจเผยซูเจินเคยลองนั่งอยู่ใกล้นางทั้งวัน ฟางฮุ่ยเหมยเคยจงใจพูดเรื่องกู้ชิงเหิงในอดีตเพื่อดูว่านางจะคิดอะไร แม้แต่กู้ชิงอิงยังเคยแกล้งพูดถึงบุรุษรูปงามตรงหน้านางแต่ไม่ว่าอย่างไร... เสียงความคิดในใจที่เคยดังอยู่ในหัวทุกคนกลับหายไปอย่างสมบูรณ์ช่วงแรกคนในจวนรู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง โดยเฉพาะกู้ชิงอวิ๋น เขาเคยชินกับการได้ยินทุกอย่างที่นางไม่ยอมพูดออกมารู้ว่านางอยากกินอะไรรู้ว่านางโกรธผู้ใดรู้ว่านางกังวลเรื่องไหนรู้แม้กระทั่งตอนที่นางแอบชมเขาอยู่ในใจเมื่อเสียงเหล่านั้นหายไป...เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไปจริง ๆแต่ไม่นานเขาก็พบว่า... มันไม่ได้แย่เลย เพราะซ่งอวี้หรูในวันนี้ไม่ใช่สตรีที่เก็บทุกสิ่งไว้ในใจเหมือนเมื่อก่อนอยากกินอะไร นางก็พูดออกมาไม่พอใจสิ่งใด นางก็บอกเขายามหึงหวง นางก็แสดงออกอย่างเต็มที่ยามคิดถึงเขา นางก็เขียนจดหมายส่งไปถึงค่ายทหาร บางฉ
เวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตา จากหญิงสาวที่เคยนอนเอกเขนกอยู่บนตั่งทั้งวัน ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายราวกับไม่มีเรื่องใดในโลกให้ต้องกังวล ซ่งอวี้หรูกลับต้องมานอนเหงื่อท่วมกายอยู่บนเตียงคลอด มือทั้งสองข้างกำผ้าปูที่นอนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด“โอ๊ย!”“กู้ชิงอวิ๋น!”เสียงตะโกนดังออกมาจากห้องด้านใน คนที่ยืนรออยู่ด้านนอกถึงกับสะดุ้งพร้อมกันกู้ชิงอวิ๋นยืนตัวแข็งอยู่หน้าประตู มือทั้งสองข้างกำแน่น ใบหน้าที่ปกติสงบนิ่งกลับซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด“คุณชายรอง ท่านอย่าเดินไปเดินมาเลยเจ้าค่ะ”ฟางฮุ่ยเหมยเอ่ยอย่างจนใจ“เจ้าก็ทำให้แม่เวียนหัวไปด้วยแล้ว”กู้ชิงอวิ๋นไม่ได้ตอบ เขายังคงเดินไปมาอยู่หน้าห้อง เสียงร้องของซ่งอวี้หรูดังขึ้นอีกครั้ง“กู้ชิงอวิ๋น! เจ้าคนสารเลว!”“ข้าจะไม่คลอดแล้ว”“ข้าไม่เอาแล้ว”กู้ชิงอวิ๋นเม้มริมฝีปากแน่น หากเป็นเมื่อก่อน เขายังอาจได้ยินเสียงความคิดของนางแทรกอยู่ท่ามกลางคำด่าเหล่านั้นแต่นับตั้งแต่เริ่มเจ็บท้องคลอด... เขากลับไม่ได้ยินอะไรเลยไม่มีเสียงบ่นไม่มีเสียงแอบด่าไม่มีความคิดฟุ้งซ่านมีเพียงเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและเสียงต่อว่าเขาเพื่อระบายความทรมานออกมาเท่านั้นยิ่งไม่ได้ยิน..
หลังจากนั้นหลายวัน ชีวิตของซ่งอวี้หรูก็กลับเข้าสู่ความสงบเช่นเดิมนางยังคงตื่นสายกินเก่งง่วงก็นอนบางครั้งก็เดินไปเยี่ยมฮูหยินผู้เฒ่าบางวันไปนั่งเล่นกับฟางฮุ่ยเหมย หากว่างมากก็ออกจากจวนไปตรวจสอบร้านค้าในมือของตนเองจนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง... ชิงอวี่ยกสำรับอาหารเข้ามา“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ วันนี้ในครัวทำโจ๊กปลา...”ยังพูดไม่ทันจบ ซ่งอวี้หรูก็ยกมือขึ้นปิดจมูก“เอาออกไป”ชิงอวี่ชะงัก“เจ้าคะ”“กลิ่นโจ๊กปลาคาวมากเลย”“แต่ปกติฮูหยินน้อยชอบโจ๊กปลามากนะเจ้าคะ”“วันนี้ไม่อยากกิน”ซ่งอวี้หรูตอบพลางขมวดคิ้ว นางยังไม่ได้คิดอะไร แต่ชิงอวี่กลับมองนางอย่างแปลก ๆ“ฮูหยินน้อย...”“อะไร”“ประจำเดือนของท่านเดือนนี้...”ซ่งอวี้หรูชะงัก ทั้งห้องพลันเงียบ นางเริ่มนับวันอยู่ในใจ จากนั้นสีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป‘เดี๋ยวนะ... เหมือนจะเลยมาหลายวันแล้วจริง ๆ’ชิงอวี่เบิกตากว้าง“บ่าวจะไปเชิญหมอ!”“เดี๋ยวก่อน”แต่นางยังห้ามไม่ทัน ชิงอวี่ก็วิ่งออกจากห้องไปแล้ว ข่าวแพร่เร็วเสียยิ่งกว่าไฟลามทุ่งไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ฟางฮุ่ยเหมยก็รีบมาถึง ตามมาด้วยเผยซูเจิน แม้แต่หลินจิ้งยังตามเข้ามาด้วย ซ่งอวี้หรูนั่งอยู่บนเตียง มองคนเต็
คำพูดของซ่งอวี้หรงทำให้ซ่งเหวินหยวนลุกขึ้นทันที“อะไรนะ!”ซ่งอวี้หรงหันไปมองบ่าวบนพื้น“เจ้าพกยาพิษเข้ามาในจวนอัครเสนาบดีเพื่ออะไร”“ตั้งใจจะวางยาผู้ใด”บ่าวคนนั้นกัดฟัน“ข้าไม่รู้!”“ไม่รู้หรือ”ซ่งอวี้หรงยิ้มเย็น“เช่นนั้นส่งไปกรมอาญาเถิด ที่นั่นมีวิธีทำให้คนไม่รู้กลายเป็นคนรู้ได้มากมาย”บ่าวชายหน้าซีดทันที“อย่า! ข้าพูดแล้ว”เขาหันไปมองเสิ่นอวี้เหวินด้วยความหวาดกลัว“เป็นคุณชายเสิ่น! เขาเป็นคนสั่งให้ข้าทำ”เสิ่นอวี้เหวินเบิกตากว้าง“เจ้าใส่ร้ายข้า!”บ่าวคนนั้นรีบตะโกน“คุณชายเสิ่นสั่งให้ข้าหาโอกาสวางยาฮูหยินซ่งและคุณชายน้อย เขาบอกว่าหากคุณชายน้อยตาย ท่านอัครเสนาบดีก็จะไม่มีบุตรชายสายตรง”“ส่วนหากฮูหยินซ่งตายไปด้วย... เขาก็จะสามารถกลับมาอยู่ข้างกายนายท่านได้อีกครั้ง”ทั้งห้องเงียบกริบ ซ่งเหวินหยวนตัวสั่น ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว แต่เพราะโกรธจนแทบควบคุมตนเองไม่อยู่ เขาจ้องเสิ่นอวี้เหวินราวกับไม่เคยรู้จักเด็กคนนี้มาก่อน“เจ้า... คิดจะฆ่าฮูหยินของข้า และลูกของข้า”เสิ่นอวี้เหวินรีบส่ายหน้า“ไม่ใช่!”“ท่านพ่อ ท่านอย่าเชื่อเขา”“ข้าไม่ได้...”“หุบปาก!”เสียงตวาดดังสนั่น ทารกในอ้อมแขนแม่นมสะดุ
ข่าวของเซี่ยหว่านชิงถูกส่งกลับมาถึงเมืองหลวงในช่วงต้นฤดูหนาว ตอนแรกซ่งอวี้หรูไม่ได้สนใจนัก นับตั้งแต่ตระกูลเซี่ยถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวง ชีวิตของนางก็กลับเข้าสู่ความสงบอย่างที่ใฝ่ฝันมานานตื่นสาย กินขนม เบื่อก็เดินเล่นในสวน บางวันไม่อยากออกจากเรือนก็เอนตัวนอนบนตั่งทั้งวันกู้ชิงอวิ๋นกลับจากค่ายทหารเมื่อใดก็จะมีของกินหรือของเล่นแปลก ๆ ติดมือกลับมาให้นางเสมอ ซ่งอวี้หรูจึงใช้ชีวิตเป็น “ปลาเค็ม” ได้อย่างเต็มภาคภูมิจนกระทั่งวันหนึ่ง ชิงอวี่นำข่าวจากชายแดนเข้ามารายงาน“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ มีข่าวเรื่องคุณหนูเซี่ยเจ้าค่ะ”ซ่งอวี้หรูซึ่งกำลังนอนกอดหมอนอยู่บนตั่งเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย“เซี่ยหว่านชิงหรือ”“เจ้าค่ะ”“นางเป็นอย่างไรบ้าง”ชิงอวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ“เสียชีวิตระหว่างทางไปชายแดนแล้วเจ้าค่ะ”มือที่กำลังหยิบขนมของซ่งอวี้หรูหยุดลง“ตายแล้วหรือ”“เจ้าค่ะ”ชิงอวี่ลดเสียงลง“หลังจากถูกเนรเทศ การเดินทางลำบากมาก อาหารที่แจกให้นักโทษก็มีไม่มาก คุณหนูเซี่ยไม่เคยลำบากมาก่อนจึงทนไม่ไหว”“ได้ยินว่า...ช่วงหลังนางพยายามใช้สิ่งที่ตนเองมีแลกเปลี่ยนกับอาหารและความสะดวกจากผู้คุมบางคน”ซ่งอวี้หรูเงี







