LOGINสวี่ซูหลันจึงค่อย ๆ คลุมผ้าสีแดงลงบนศีรษะของนาง สายตาของซ่งอวี้หรูถูกบดบัง เหลือเพียงพื้นที่เล็ก ๆ ใต้ชายผ้าให้มองเห็นพื้นตรงหน้า
ไม่นาน สตรีผู้มีสามีพร้อมหน้า บุตรธิดาครบถ้วน และมีชีวิตราบรื่น ซึ่งถูกเชิญมาเป็นสตรีมงคล ก็เดินเข้ามาประคองซ่งอวี้หรูออกจากห้อง
เสียงประทัดดังขึ้นอีกครั้ง บ่าวไพร่สองข้างทางต่างก้มศีรษะส่งเจ้าสาว ซ่งอวี้หรูเดินตามการประคองไปยังหอบรรพชนอย่างเชื่องช้า ชุดเจ้าสาวหนัก มงกุฎหนัก แม้แต่รองเท้าปักก็ยังเดินลำบาก
‘การแต่งงานในยุคโบราณนี้ทรมานจริง ๆ ยังไม่ทันถึงจวนเจ้าบ่าว ข้าก็เหนื่อยจนอยากนอนแล้ว หากพิธีที่จวนตระกูลกู้ยังยืดยาวอีก ข้าคงต้องย่ำแย่แน่ๆ’
นางบ่นอยู่ภายในใจตลอดทาง แต่ฝีเท้ายังคงเรียบร้อย ไม่ได้เสียมารยาทแม้แต่น้อย
เมื่อมาถึงหอบรรพชน ซ่งเหวินหยวนยืนรออยู่ก่อนแล้ว
วันนี้เขาสวมอาภรณ์พิธีการเต็มยศ ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมกลับมีร่องรอยอาลัยอย่างชัดเจน เมื่อเห็นบุตรสาวเดินเข้ามา เขาก็เม้มริมฝีปากแน่น หรูเอ๋อร์ตัวน้อยที่เขาเคยอุ้มไว้ในอ้อมแขนกำลังจะแต่งออกจากจวนแล้วจริง ๆ
เมื่อวานนางยังนั่งเรียกเขาว่าตาแก่และออกคำสั่งให้แต่งฮูหยินใหม่อยู่เลย แต่วันนี้กลับต้องจากบ้านไปเป็นสะใภ้ของผู้อื่น
ซ่งอวี้หรูคุกเข่าลงต่อหน้าป้ายบรรพชน นางคำนับบรรพบุรุษสามครั้ง จากนั้นจึงหันมาคารวะบิดา
“บุตรสาวอกตัญญู วันนี้ต้องจากเรือนไปแล้ว”
เสียงของนางดังมาจากใต้ผ้าคลุมหน้า
“ขอท่านพ่อรักษาสุขภาพให้ดี อย่ามัวแต่ทำงานจนลืมพักผ่อน”
“เรื่องในจวนก็อย่าได้ปล่อยให้สตรีที่ไว้ใจไม่ได้จัดการอีก”
ซ่งเหวินหยวนเดิมกำลังสะเทือนใจ แต่เมื่อได้ยินประโยคหลัง มุมปากก็พลันกระตุก แม้กระทั่งในวันแต่งงาน บุตรสาวยังไม่ลืมตำหนิเขาเรื่องโจวเยี่ยนเหมย
“รู้แล้ว”
เขาตอบเสียงเข้ม
“เจ้าดูแลตนเองให้ดีก็พอ”
ซ่งอวี้หรูคำนับอีกครั้ง ซ่งเหวินหยวนมองร่างของนาง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“จำเอาไว้ ต่อให้แต่งออกไปแล้ว เจ้าก็ยังเป็นบุตรสาวของข้า”
“หากผู้ใดรังแกเจ้า กลับมาบอกพ่อ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้ใด พ่อจะทวงความยุติธรรมให้เจ้าเอง”
ซ่งอวี้หรูนิ่งไปเล็กน้อย ภายในใจรู้สึกอุ่นวาบ
‘ตาแก่ผู้นี้ แม้จะตาบอดเรื่องสตรี แต่ก็รักข้าจริง ๆ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะไม่ยอมให้เขาถูกกู้ชิงเหิงใส่ความจนต้องสูญสิ้นตำแหน่งอัครเสนาบดีอย่างแน่นอน’
นางไม่ได้กล่าวความคิดนั้นออกมา เพียงรับคำเบา ๆ
“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อคารวะผู้อาวุโสเสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาส่งเจ้าสาวขึ้นเกี้ยว ตามธรรมเนียม เท้าของเจ้าสาวไม่ควรแตะพื้นระหว่างออกจากเรือนจนถึงเกี้ยว จึงต้องให้พี่ชายหรือน้องชายในตระกูลเป็นผู้แบกไปส่ง
ซ่งอวี้หรูไม่มีพี่ชายร่วมมารดา ส่วนซ่งอวี้เหวินเด็กเกินไปแถมยังถูกกักบริเวณ อีกทั้งหลังจากเรื่องก่อนหน้านี้ ไม่มีผู้ใดคิดให้เขามาทำหน้าที่ส่งนาง
ท้ายที่สุด ผู้ที่ได้รับเลือกจึงเป็นซ่งอวี้หรง ญาติผู้น้องจากจวนสายรอง
เขาหันหลังนั่งย่อลงตรงหน้าซ่งอวี้หรู
“พี่หญิง ขึ้นมาเถิด”
ซ่งอวี้หรูวางมือลงบนบ่าของเขา ก่อนจะถูกชิงอวี่กับสตรีมงคลช่วยประคองขึ้นหลัง ซ่งอวี้หรงลุกขึ้นอย่างมั่นคง แล้วค่อย ๆ แบกนางเดินออกจากหอบรรพชน
เสียงร้องไห้เบา ๆ ดังขึ้นจากบรรดาสตรีในตระกูล แม้การแต่งงานจะเป็นเรื่องมงคล แต่ช่วงเวลาที่บุตรสาวต้องจากบ้านก็ยังทำให้ผู้คนอดเศร้าไม่ได้
ซ่งอวี้หรูอยู่บนหลังของญาติผู้น้อง มองเห็นเพียงพื้นและชายอาภรณ์ของผู้คนผ่านผ้าคลุมหน้า
นางนึกถึงเรื่องราวในนิยายขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ในเนื้อเรื่องเดิม หลังจากซ่งอวี้หรูถูกขับออกจากจวนตระกูลกู้ ชื่อเสียงย่อยยับ และถูกคนทั้งเมืองหลวงรังเกียจ ญาติสายหลักแทบทุกคนต่างหลีกหนี ไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับนาง
แม้แต่ซ่งเหวินหยวนเองก็ถูกใส่ร้ายจนยากจะปกป้องบุตรสาว ผู้ที่ยังคงยื่นมือเข้าช่วยในช่วงสุดท้ายกลับเป็นคนจากจวนสายรองของตระกูลซ่ง
พวกเขาช่วยซ่อนนาง ช่วยหาหมอ และเมื่อซ่งอวี้หรูเสียชีวิตลงอย่างน่าอนาถ ผู้ที่นำศพของนางไปฝังอย่างสมเกียรติก็คือซ่งอวี้หรงผู้นี้
แม้ในนิยายเขาจะปรากฏตัวเพียงไม่กี่ครั้ง แต่กลับเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังรักษาความเป็นญาติจนถึงวาระสุดท้าย
เมื่อเดินใกล้ถึงเกี้ยว ซ่งอวี้หรงก็ลดเสียงลงจนได้ยินกันเพียงสองคน
“พี่หญิง”
“อืม”
“ข้ารู้ว่าเมื่อก่อนท่านไม่ค่อยชอบพวกเราจากจวนสายรอง”
ฝีเท้าของเขายังคงมั่นคง
“แต่ไม่ว่าอย่างไร พวกเราก็ยังใช้นามสกุลซ่งเหมือนกัน วันนี้ท่านแต่งเข้าสู่ตระกูลกู้ อาจมีทั้งคนที่รักและคนที่ไม่ชอบท่าน”
“หากวันหน้าเกิดเรื่องใดขึ้น แล้วไม่สะดวกกลับมาหาท่านลุงใหญ่...”
เขาหยุดอยู่ข้างเกี้ยว ก่อนจะกล่าวอย่างจริงจัง
“จวนสายรองยินดีช่วยเกื้อหนุนท่านตลอดไป ตราบใดที่พวกเรายังอยู่ จะไม่มีวันปล่อยให้ท่านไร้ที่พึ่ง”
ใต้ผ้าคลุมหน้า ซ่งอวี้หรูกะพริบตาเบา ๆ
ถ้อยคำเหล่านั้นตรงกับสิ่งที่เขาเคยทำในนิยาย ในเนื้อเรื่องเดิมต่อให้นางร้ายเช่นซ่งอวี้หรูทำผิดมากมาย คนผู้นี้ก็ยังช่วยเก็บศพให้นาง ดังนั้นซ่งอวี้หรูจึงรู้ดีว่า คำพูดของคนผู้นี้ไม่ใช่เพียงถ้อยคำตามมารยาท
ชาตินี้นางยังไม่ได้ตกต่ำ ยังมีบิดา มีตระกูลเถา และกำลังจะแต่งเข้าสู่จวนตระกูลกู้ แต่เขากลับยังกล่าวว่าจะเป็นที่พึ่งให้นาง ซ่งอวี้หรูพยักหน้าอย่างช้า ๆ
“ข้าจะจดจำคำพูดของเจ้าไว้”
นางเว้นไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ
“และข้าก็ขอรับรองว่า หากวันหนึ่งจวนสายรองต้องการความช่วยเหลือ ข้าจะไม่ทอดทิ้งพวกเจ้าเช่นกัน”
ซ่งอวี้หรงชะงักไปก่อนจะยิ้มออกมา
“ขอบคุณพี่หญิง”
เขาย่อตัวลงอย่างระมัดระวัง แล้วให้สตรีมงคลช่วยประคองซ่งอวี้หรูเข้าไปนั่งภายในเกี้ยว เมื่อเจ้าสาวนั่งเรียบร้อย ม่านเกี้ยวสีแดงก็ถูกปล่อยลง เสียงแม่สื่อดังขึ้นทันที
“เจ้าสาวขึ้นเกี้ยวแล้ว!”
เสียงประทัดดังสนั่น เสียงฆ้องกลองมงคลเริ่มบรรเลงอีกครั้ง
กู้ชิงอวิ๋นซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าเกี้ยวหันกลับมามองเล็กน้อย แม้ม่านสีแดงจะบดบังเจ้าสาวเอาไว้จนมองไม่เห็นแม้แต่เงา แต่แววตาของเขากลับอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว
ซ่งเหวินหยวนยืนอยู่ตรงหน้าประตูใหญ่ มองเกี้ยวเจ้าสาวด้วยสีหน้าหนักอึ้ง เขาอยากสั่งให้หยุดขบวน อยากบอกว่าบุตรสาวยังเด็กเกินไป อยากเก็บนางไว้ในจวนอีกสักสองสามปี แต่ธรรมเนียมและคำมั่นของสองตระกูลไม่อนุญาตให้เขาทำเช่นนั้น สุดท้าย เขาจึงทำได้เพียงกล่าวเสียงดัง
“กู้ชิงอวิ๋น!”
เจ้าบ่าวหันกลับมา ซ่งเหวินหยวนจ้องเขาอย่างจริงจัง
“จงจำคำพูดของข้าในวันนี้เอาไว้ให้ดี หากวันใดเจ้าทำให้หรูเอ๋อร์ต้องหลั่งน้ำตา ข้าจะไปรับนางกลับมาด้วยตนเอง”
กู้ชิงอวิ๋นประสานมือคำนับ
“ท่านพ่อตาโปรดวางใจ”
คำว่า “ท่านพ่อตา” ทำให้ซ่งเหวินหยวนสีหน้าแข็งค้างไปเล็กน้อย
กู้ชิงอวิ๋นกลับกล่าวต่ออย่างหนักแน่น
“ข้าจะดูแลนางให้ดีที่สุด”
ภายในเกี้ยว ซ่งอวี้หรูได้ยินทุกคำอย่างชัดเจน นางอดยกมุมปากขึ้นไม่ได้
‘พระรองแสนดีช่างรู้จักพูดจริง ๆ’
‘ขอเพียงข้าไม่ตายไปก่อน และเขาไม่โง่ไปตายแทนพระเอกในอนาคต ชีวิตแต่งงานของข้าก็คงสุขสบายไม่น้อย’
‘สามีรูปงาม บ้านร่ำรวย ผู้อาวุโสรักใคร่ แค่เพียงจัดการกู้ชิงเหิงให้พ้นทางได้ ชีวิตปลาเค็มของข้าก็สมบูรณ์แล้ว’
กู้ชิงอวิ๋นที่อยู่ไม่ไกลได้ยินความคิดนั้น สีหน้าพลันนิ่งไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงไม่เปลี่ยน แต่แววตากลับลึกขึ้น
แม้ในวันแต่งงาน นางก็ยังไม่ลืมว่านางจะต้องตาย และตัวเขาเองก็จะตายแทนกู้ชิงเหิง ดูเหมือนหลังจากแต่งนางเข้าจวนไปแล้ว เขาต้องระมัดระวังพี่ชายผู้นี้ให้มากกว่าเดิมจริง ๆ
เสียงแม่สื่อประกาศฤกษ์เคลื่อนขบวนดังขึ้น กู้ชิงอวิ๋นจึงขึ้นม้าอีกครั้ง ขบวนรับเจ้าสาวค่อย ๆ เคลื่อนออกจากหน้าจวนอัครเสนาบดี ท่ามกลางเสียงประทัด เสียงดนตรี และกลีบดอกไม้ที่ถูกโปรยลงมาจากสองข้างทาง
ซ่งอวี้หรูนั่งอยู่ภายในเกี้ยว โยกไปมาตามจังหวะการเดินของคนหาม นางยกมือขึ้นแตะผ้าคลุมหน้าเบา ๆ พลางสูดลมหายใจเข้าลึก
นับจากวินาทีที่เกี้ยวเคลื่อนพ้นประตูจวนตระกูลซ่ง ชีวิตของนางก็เดินเข้าสู่เส้นเรื่องหลักอย่างเต็มตัวแล้ว
จวนตระกูลกู้
กู้ชิงอวิ๋น
กู้ชิงเหิง
รวมถึงหายนะของคนทั้งตระกูลที่กำลังรออยู่ในอนาคต ทุกสิ่งกำลังเข้าใกล้นางขึ้นเรื่อย ๆ ซ่งอวี้หรูหลับตาลงช้า ๆ
‘ช่างเถิด วันนี้เป็นวันแต่งงาน ข้ายังไม่ควรคิดเรื่องฆ่าฟันให้เสียบรรยากาศ’
‘ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ...’
ท้องของนางส่งเสียงร้องเบา ๆ
‘เมื่อใดข้าจะได้กินข้าวเสียที’
ด้านนอกเกี้ยว กู้ชิงอวิ๋นซึ่งขี่ม้าอยู่ด้านหน้าเกือบเสียจังหวะจนต้องกำบังเหียนแน่นขึ้น
เขาเงยหน้ามองถนนเบื้องหน้า ก่อนจะลอบถอนหายใจอย่างจนใจ เจ้าสาวของเขาไม่เพียงจะไม่ประหม่าในวันแต่งงาน นางยังคิดถึงอาหารมากกว่าสามีเช่นเขาเสียอีก
ขบวนมงคลทอดยาวไปตามถนน มุ่งหน้าสู่จวนตระกูลกู้ท่ามกลางสายตาของผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวง
หลายสิบปีผ่านไป คนรุ่นเก่าค่อย ๆ วางมือ กู้เจิ้งหยวนกับเผยซูเจินใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ ท่ามกลางลูกหลานเต็มจวนซ่งเหวินหยวนเองก็วางมือจากราชสำนัก ใช้ชีวิตกับเถารั่วหรานและบุตรชายคนเล็กอย่างสุขสบายซ่งอวี้เฉิงเติบโตขึ้นอย่างดี สมกับที่ซ่งอวี้หรูเคยเททรัพย์สินรับขวัญเขาตั้งแต่เกิดทุกครั้งที่พบหน้าพี่สาว เขายังคงเรียกนางด้วยความเคารพ แต่สิ่งแรกที่ทำคือเปิดหีบของขวัญให้ดูว่าเอาอะไรมาให้พี่สาวบ้าง จนซ่งเหวินหยวนเคยบ่น“ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาอย่างดี เหตุใดเมื่อมีของดีๆ เจ้าจึงขนไปให้พี่สาวของเจ้าจนหมด”ซ่งอวี้เฉิงตอบหน้าตาย“พี่หญิงให้ทรัพย์สินลูกตั้งแต่ลูกยังลืมตาไม่ขึ้น ยามนี้ลูกจึงต้องตอบแทนพี่หญิงให้มากหน่อยขอรับ”ซ่งเหวินหยวน “...”สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็ยังเป็นปลาเค็มซ่งอวี้หรูเหมือนเดิม…เมื่อถึงวันที่กู้ชิงอวิ๋นเห็นว่าบุตรชายคนโตมีความสามารถเพียงพอจะรับภาระของตระกูลได้แล้ว เขาก็เรียกบุตรชายคนโตเข้ามาในห้องหนังสือตราแม่ทัพที่อยู่กับเขามานานหลายสิบปีถูกวางลงบนโต๊ะ“รับตราแม่ทัพไปเถิด”บุตรชายคนโตชะงัก“ท่านพ่อ”“ถึงเวลาของเจ้าแล้ว”“แล้วท่านพ่อเล่า ท่านพ่อยังไม่ทันจะแก่ชราเลย
กู้ชิงอวิ๋นจ้องมองใบหน้าของซ่งอวี้หรูแล้วก็ยิ้มออกมาความจริงแล้วมีอีกเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากบุตรชายคนแรกของเขาและนางถือกำเนิดนับตั้งแต่วันนั้น... คนตระกูลกู้ไม่ได้ยินเสียงความคิดของซ่งอวี้หรูอีกเลยตอนแรกทุกคนต่างประหลาดใจเผยซูเจินเคยลองนั่งอยู่ใกล้นางทั้งวัน ฟางฮุ่ยเหมยเคยจงใจพูดเรื่องกู้ชิงเหิงในอดีตเพื่อดูว่านางจะคิดอะไร แม้แต่กู้ชิงอิงยังเคยแกล้งพูดถึงบุรุษรูปงามตรงหน้านางแต่ไม่ว่าอย่างไร... เสียงความคิดในใจที่เคยดังอยู่ในหัวทุกคนกลับหายไปอย่างสมบูรณ์ช่วงแรกคนในจวนรู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง โดยเฉพาะกู้ชิงอวิ๋น เขาเคยชินกับการได้ยินทุกอย่างที่นางไม่ยอมพูดออกมารู้ว่านางอยากกินอะไรรู้ว่านางโกรธผู้ใดรู้ว่านางกังวลเรื่องไหนรู้แม้กระทั่งตอนที่นางแอบชมเขาอยู่ในใจเมื่อเสียงเหล่านั้นหายไป...เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไปจริง ๆแต่ไม่นานเขาก็พบว่า... มันไม่ได้แย่เลย เพราะซ่งอวี้หรูในวันนี้ไม่ใช่สตรีที่เก็บทุกสิ่งไว้ในใจเหมือนเมื่อก่อนอยากกินอะไร นางก็พูดออกมาไม่พอใจสิ่งใด นางก็บอกเขายามหึงหวง นางก็แสดงออกอย่างเต็มที่ยามคิดถึงเขา นางก็เขียนจดหมายส่งไปถึงค่ายทหาร บางฉ
เวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตา จากหญิงสาวที่เคยนอนเอกเขนกอยู่บนตั่งทั้งวัน ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายราวกับไม่มีเรื่องใดในโลกให้ต้องกังวล ซ่งอวี้หรูกลับต้องมานอนเหงื่อท่วมกายอยู่บนเตียงคลอด มือทั้งสองข้างกำผ้าปูที่นอนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด“โอ๊ย!”“กู้ชิงอวิ๋น!”เสียงตะโกนดังออกมาจากห้องด้านใน คนที่ยืนรออยู่ด้านนอกถึงกับสะดุ้งพร้อมกันกู้ชิงอวิ๋นยืนตัวแข็งอยู่หน้าประตู มือทั้งสองข้างกำแน่น ใบหน้าที่ปกติสงบนิ่งกลับซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด“คุณชายรอง ท่านอย่าเดินไปเดินมาเลยเจ้าค่ะ”ฟางฮุ่ยเหมยเอ่ยอย่างจนใจ“เจ้าก็ทำให้แม่เวียนหัวไปด้วยแล้ว”กู้ชิงอวิ๋นไม่ได้ตอบ เขายังคงเดินไปมาอยู่หน้าห้อง เสียงร้องของซ่งอวี้หรูดังขึ้นอีกครั้ง“กู้ชิงอวิ๋น! เจ้าคนสารเลว!”“ข้าจะไม่คลอดแล้ว”“ข้าไม่เอาแล้ว”กู้ชิงอวิ๋นเม้มริมฝีปากแน่น หากเป็นเมื่อก่อน เขายังอาจได้ยินเสียงความคิดของนางแทรกอยู่ท่ามกลางคำด่าเหล่านั้นแต่นับตั้งแต่เริ่มเจ็บท้องคลอด... เขากลับไม่ได้ยินอะไรเลยไม่มีเสียงบ่นไม่มีเสียงแอบด่าไม่มีความคิดฟุ้งซ่านมีเพียงเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและเสียงต่อว่าเขาเพื่อระบายความทรมานออกมาเท่านั้นยิ่งไม่ได้ยิน..
หลังจากนั้นหลายวัน ชีวิตของซ่งอวี้หรูก็กลับเข้าสู่ความสงบเช่นเดิมนางยังคงตื่นสายกินเก่งง่วงก็นอนบางครั้งก็เดินไปเยี่ยมฮูหยินผู้เฒ่าบางวันไปนั่งเล่นกับฟางฮุ่ยเหมย หากว่างมากก็ออกจากจวนไปตรวจสอบร้านค้าในมือของตนเองจนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง... ชิงอวี่ยกสำรับอาหารเข้ามา“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ วันนี้ในครัวทำโจ๊กปลา...”ยังพูดไม่ทันจบ ซ่งอวี้หรูก็ยกมือขึ้นปิดจมูก“เอาออกไป”ชิงอวี่ชะงัก“เจ้าคะ”“กลิ่นโจ๊กปลาคาวมากเลย”“แต่ปกติฮูหยินน้อยชอบโจ๊กปลามากนะเจ้าคะ”“วันนี้ไม่อยากกิน”ซ่งอวี้หรูตอบพลางขมวดคิ้ว นางยังไม่ได้คิดอะไร แต่ชิงอวี่กลับมองนางอย่างแปลก ๆ“ฮูหยินน้อย...”“อะไร”“ประจำเดือนของท่านเดือนนี้...”ซ่งอวี้หรูชะงัก ทั้งห้องพลันเงียบ นางเริ่มนับวันอยู่ในใจ จากนั้นสีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป‘เดี๋ยวนะ... เหมือนจะเลยมาหลายวันแล้วจริง ๆ’ชิงอวี่เบิกตากว้าง“บ่าวจะไปเชิญหมอ!”“เดี๋ยวก่อน”แต่นางยังห้ามไม่ทัน ชิงอวี่ก็วิ่งออกจากห้องไปแล้ว ข่าวแพร่เร็วเสียยิ่งกว่าไฟลามทุ่งไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ฟางฮุ่ยเหมยก็รีบมาถึง ตามมาด้วยเผยซูเจิน แม้แต่หลินจิ้งยังตามเข้ามาด้วย ซ่งอวี้หรูนั่งอยู่บนเตียง มองคนเต็
คำพูดของซ่งอวี้หรงทำให้ซ่งเหวินหยวนลุกขึ้นทันที“อะไรนะ!”ซ่งอวี้หรงหันไปมองบ่าวบนพื้น“เจ้าพกยาพิษเข้ามาในจวนอัครเสนาบดีเพื่ออะไร”“ตั้งใจจะวางยาผู้ใด”บ่าวคนนั้นกัดฟัน“ข้าไม่รู้!”“ไม่รู้หรือ”ซ่งอวี้หรงยิ้มเย็น“เช่นนั้นส่งไปกรมอาญาเถิด ที่นั่นมีวิธีทำให้คนไม่รู้กลายเป็นคนรู้ได้มากมาย”บ่าวชายหน้าซีดทันที“อย่า! ข้าพูดแล้ว”เขาหันไปมองเสิ่นอวี้เหวินด้วยความหวาดกลัว“เป็นคุณชายเสิ่น! เขาเป็นคนสั่งให้ข้าทำ”เสิ่นอวี้เหวินเบิกตากว้าง“เจ้าใส่ร้ายข้า!”บ่าวคนนั้นรีบตะโกน“คุณชายเสิ่นสั่งให้ข้าหาโอกาสวางยาฮูหยินซ่งและคุณชายน้อย เขาบอกว่าหากคุณชายน้อยตาย ท่านอัครเสนาบดีก็จะไม่มีบุตรชายสายตรง”“ส่วนหากฮูหยินซ่งตายไปด้วย... เขาก็จะสามารถกลับมาอยู่ข้างกายนายท่านได้อีกครั้ง”ทั้งห้องเงียบกริบ ซ่งเหวินหยวนตัวสั่น ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว แต่เพราะโกรธจนแทบควบคุมตนเองไม่อยู่ เขาจ้องเสิ่นอวี้เหวินราวกับไม่เคยรู้จักเด็กคนนี้มาก่อน“เจ้า... คิดจะฆ่าฮูหยินของข้า และลูกของข้า”เสิ่นอวี้เหวินรีบส่ายหน้า“ไม่ใช่!”“ท่านพ่อ ท่านอย่าเชื่อเขา”“ข้าไม่ได้...”“หุบปาก!”เสียงตวาดดังสนั่น ทารกในอ้อมแขนแม่นมสะดุ
ข่าวของเซี่ยหว่านชิงถูกส่งกลับมาถึงเมืองหลวงในช่วงต้นฤดูหนาว ตอนแรกซ่งอวี้หรูไม่ได้สนใจนัก นับตั้งแต่ตระกูลเซี่ยถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวง ชีวิตของนางก็กลับเข้าสู่ความสงบอย่างที่ใฝ่ฝันมานานตื่นสาย กินขนม เบื่อก็เดินเล่นในสวน บางวันไม่อยากออกจากเรือนก็เอนตัวนอนบนตั่งทั้งวันกู้ชิงอวิ๋นกลับจากค่ายทหารเมื่อใดก็จะมีของกินหรือของเล่นแปลก ๆ ติดมือกลับมาให้นางเสมอ ซ่งอวี้หรูจึงใช้ชีวิตเป็น “ปลาเค็ม” ได้อย่างเต็มภาคภูมิจนกระทั่งวันหนึ่ง ชิงอวี่นำข่าวจากชายแดนเข้ามารายงาน“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ มีข่าวเรื่องคุณหนูเซี่ยเจ้าค่ะ”ซ่งอวี้หรูซึ่งกำลังนอนกอดหมอนอยู่บนตั่งเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย“เซี่ยหว่านชิงหรือ”“เจ้าค่ะ”“นางเป็นอย่างไรบ้าง”ชิงอวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ“เสียชีวิตระหว่างทางไปชายแดนแล้วเจ้าค่ะ”มือที่กำลังหยิบขนมของซ่งอวี้หรูหยุดลง“ตายแล้วหรือ”“เจ้าค่ะ”ชิงอวี่ลดเสียงลง“หลังจากถูกเนรเทศ การเดินทางลำบากมาก อาหารที่แจกให้นักโทษก็มีไม่มาก คุณหนูเซี่ยไม่เคยลำบากมาก่อนจึงทนไม่ไหว”“ได้ยินว่า...ช่วงหลังนางพยายามใช้สิ่งที่ตนเองมีแลกเปลี่ยนกับอาหารและความสะดวกจากผู้คุมบางคน”ซ่งอวี้หรูเงี







