Mag-log in“กู้ชิงอวิ๋น! ซ่งอวี้หรู พวกเจ้ากล้าทำร้ายข้าหรือ”
กู้ชิงเหิงตะโกนเสียงดัง พลางใช้มือกุมท้องที่ถูกถีบจนจุกแน่น ใบหน้าหล่อเหลาในยามนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาที่เคยอ่อนโยนยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่น ยามนี้กลับแดงก่ำราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกเหยียบหาง
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นจากพื้น ก่อนจะชี้หน้าซ่งอวี้หรูด้วยนิ้วที่สั่นเทา
“ซ่งอวี้หรู! เจ้าช่างไร้ยางอายเสียจริง! ในฐานะสตรี เจ้ากล้าตบหน้าบุรุษต่อหน้าผู้อาวุโสทั้งสองตระกูล เจ้ารู้หรือไม่ว่ากิริยาเช่นนี้ต่ำช้าเพียงใด”
เขาหันไปมองกู้ชิงอวิ๋น
“ส่วนน้องรอง! เจ้าเป็นถึงคุณชายรองแห่งตระกูลกู้ แต่กลับลักลอบมีสัมพันธ์กับสตรีโดยไม่แต่งงาน แถมยังลงมือทำร้ายพี่ชายของตนเองต่อหน้าผู้อาวุโส เจ้ายังจดจำกฎของตระกูลได้อยู่หรือไม่”
น้ำเสียงของเขาดังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีความสุขุม ไม่มีความอ่อนโยน ยิ่งพูด สีหน้าก็ยิ่งดุร้าย คนในตระกูลกู้ต่างมองหน้ากัน นี่ใช่กู้ชิงเหิงที่พวกเขารู้จักจริงหรือ
คุณชายใหญ่ที่สุภาพ อ่อนน้อม และเปี่ยมเมตตา... เหตุใดเพียงถูกตบสองฉาด จึงได้เผยธาตุแท้ออกมาเช่นนี้
นายท่านผู้เฒ่ากู้หรี่ตาลง ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น
“พอได้แล้ว”
เพียงสี่คำก็ทำให้กู้ชิงเหิงชะงักไป
“จะผิดหรือถูก เรื่องนั้นค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้... ข้าต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าใครเป็นคนวางยาชิงอวิ๋นและคุณหนูซ่ง”
เขาหันไปสั่งองครักษ์ประจำตระกูลทันที
“จับตัวทุกคนที่เกี่ยวข้องกับห้องนี้มาให้หมด โดยเฉพาะบ่าวรับใช้ที่ทำหน้าที่จัดเตรียมห้อง”
“ขอรับ!”
องครักษ์หลายคนรีบแยกย้ายออกไป เวลาเพียงไม่นาน... ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ถูกลากเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าทุกคน ใบหน้าซีดเผือด เสื้อผ้ายับยู่ยี่ เหงื่อไหลเต็มหน้าผาก
“คุกเข่า!”
ปัง! ร่างของเขาถูกถีบจนล้มลงกับพื้น นายท่านผู้เฒ่ามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา
“พูดมา ผู้ใดใช้ให้เจ้าวางยา”
ชายผู้นั้นตัวสั่นไปทั้งร่าง
“ข้าน้อย... ข้าน้อย...”
เขาเหลือบมองกู้ชิงเหิงเพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนจะรีบก้มหน้าลง
“ข้าน้อยใส่... ใส่ยาปลุกกำหนัดลงในสุรา”
คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้คนทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบ
“แล้วหลังจากนั้นเล่า”
นายท่านผู้เฒ่าถามต่อ
“ข้าน้อย... นำคุณชายรองกับคุณหนูใหญ่ซ่งมาอยู่ในห้องเดียวกันเพื่อให้ทั้งสอง... มีความสัมพันธ์กัน”
ฮูหยินผู้เฒ่าถึงกับกำแน่นไม้เท้า ซ่งเหวินหยวนกลับมีสีหน้าเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม
ทันใดนั้น... เคร้ง! เสียงกระบี่ถูกชักออกจากฝักดังก้องไปทั่วลาน คมกระบี่สีเงินเย็นเฉียบจ่ออยู่ตรงลำคอของคนร้ายทันที ซ่งเหวินหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ทุกถ้อยคำกลับเต็มไปด้วยแรงกดดันอันน่าสะพรึง
“ข้าให้โอกาสเจ้าเพียงครั้งเดียว บอกมาว่า... ผู้ใดเป็นคนสั่งเจ้า”
ชายผู้นั้นตัวสั่นจนฟันกระทบกันซ่งเหวินหยวนก้าวเข้าไปอีกก้าว
“หากเจ้ายังไม่ยอมเอ่ยปาก คืนนี้... คนในครอบครัวของเจ้าจะไม่มีผู้ใดมีชีวิตรอด”
คำพูดของซ่งเหวินหยวนทำให้คนร้ายหน้าถอดสี เขาไม่กลัวตาย แต่กลัวครอบครัวต้องพลอยเดือดร้อน
“ข้า... ข้าจะพูด... คนที่สั่งคือ...”
ฟิ้ว! เสียงแหวกอากาศอันแผ่วเบาดังขึ้น ยังไม่ทันที่ผู้ใดจะทันตั้งตัว เข็มเงินเล่มเล็กก็พุ่งทะลุลำคอของคนร้ายจากด้านหลัง
ฉึก! ดวงตาของชายผู้นั้นเบิกกว้าง เลือดสีแดงสดไหลออกจากมุมปากร่างกายชักเกร็งอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนจะล้มฟุบลงกับพื้น สิ้นใจทันที
“คุ้มกันนายท่าน!”
องครักษ์หลายคนรีบชักกระบี่ออกจากฝัก ทุกคนมองไปรอบด้านด้วยความตื่นตระหนกแต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของผู้ลงมือ
ซ่งอวี้หรูหน้าซีดเผือด ร่างกายเย็นเฉียบราวกับตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง
'ตายแล้ว... ถูกฆ่าปิดปากไปเสียแล้ว วิธีใช้เข็มเงินสังหารคนจากระยะไกลเช่นนี้... ในนิยายมีเพียงคนเดียวที่ทำได้'
สายตาของนางค่อย ๆ เลื่อนไปหยุดอยู่ที่กู้ชิงเหิง ชายหนุ่มยังคงแสร้งทำเป็นตกใจไม่ต่างจากผู้อื่น
'ใช่... กู้ชิงเหิงพระเอกผู้แอบไปฝากตัวเป็นศิษย์กับยอดฝีมือในยุทธภพตั้งแต่อายุสิบสองปี เขาเชี่ยวชาญการใช้เข็มเงินมากที่สุด ในภายหลังยังใช้เข็มเงินสังหารแม่ทัพฝ่ายศัตรูได้จากระยะหลายสิบจั้ง'
'สมแล้วที่เป็นพระเอก... ฆ่าตัดตอนเสียเกลี้ยง ต่อให้สงสัยว่าเป็นเขา ก็ไม่มีหลักฐานเหลืออีกแล้ว'
ซ่งอวี้หรูค่อย ๆ กำชายเสื้อของตนเองแน่น
'จบกัน... ไม่ใช่แค่ข้าจะตาย ตระกูลกู้... จะถูกกวาดล้าง แม้แต่จวนอัครเสนาบดีของท่านพ่อของข้าก็หนีไม่พ้น ไม่มีผู้ใด... ไม่มีผู้ใดรอดจากเงื้อมมือของพระเอกผู้นี้ได้เลย'
เมื่อเสียงความคิดนั้นจบลง ทั่วทั้งลานก็เงียบงันราวกับสุสาน ทุกสายตาของคนตระกูลกู้ ค่อย ๆ หันไปมองกู้ชิงเหิงโดยไม่ได้นัดหมาย
แม้ไม่มีหลักฐาน... แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวง ได้หยั่งรากลงไปในใจของทุกคนแล้ว
ในขณะที่คนตระกูลกู้กำลังหันไปสบสายตาเพื่อปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี แต่ซ่งเหวินหยวนกลับไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องที่บุตรสาวของตนเองถูกคนวางแผนทำลายชื่อเสียงและความบริสุทธิ์ เขาหันปลายกระบี่ชี้มาที่กู้ชิงอวิ๋นในทันที
“เจ้าคนชั่ว! แม้ว่าเจ้าจะถูกคนวางยา แต่เจ้าที่เป็นความภาคภูมิใจของคนสกุลกู้ ได้รับฉายาว่าเป็นกุนซือน้อยของกองทัพสกุลกู้ แต่แค่ถูกยาปลุกกำหนัดเพียงเท่านี้เจ้าก็ควบคุมเจ้าสิ่งที่อยู่ในกางเกงของตนเองไม่ได้เชียวหรือ”
“แม้ว่าบุตรสาวของข้าจะมีชื่อเสียงไม่ดี นิสัยก็ไม่ดี ไม่มีความเป็นกุลสตรีเลยสักนิด แต่นางก็เป็นบุตรสาวที่ดีของข้า เจ้านับเป็นตัวอะไรจึงได้กล้าทำตัวเป็นหมูชั้นต่ำมากินหัวผักกาดขาวที่ข้าฟูมฟักเลี้ยงดูมาอย่างดี”
เสียงของซ่งเหวินหยวนไม่เบาเลยซ่งอวี้หรูพ้นลมหายใจอีกครั้งแล้วก้าวเท้ามายืนบังกู้ชิงอวิ๋นเอาไว้
“เอาเลย! ตะโกนให้ดังกว่านี้อีกสิ แขกเหรื่อที่ยังกลับไม่หมดของจวนตระกูลกู้จะได้รู้ว่าบุตรสาวของท่านนอกจากจะมีชื่อเสียงไม่ดี นิสัยไม่ดี ไม่มีความเป็นกุลสตรีแล้ว วันนี้นางยังถูกหมู่ชั้นต่ำทำลายความบริสุทธิ์อีกด้วย”
คำพูดของซ่งอวี้หรูทำให้ซ่งเหวินหยวนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง สุดท้ายเขาก็เก็บงำท่าทีคลุ้มคลั่งกลับคืนไป เผยให้ผู้อื่นได้เห็นแค่เพียงท่าทีของท่านอัครเสนาบดีผู้สุขุมนุ่มลึก ท่วงท่าสง่างามไร้ที่ติซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ผู้คนภายนอกมักจะได้เห็นในยามปกติ แต่ทันทีที่สายตาของเขาตวัดไปจ้องมองกู้ชิงอวิ๋นท่วงท่าอันสง่างามของเขาก็พลันจางหายไปในทันที
“ข้าไม่สนใจว่าวันนี้ตระกูลก็ของพวกเจ้าจะจับตัวคนร้ายที่คิดทำลายชื่อเสียงของบุตรสาวของข้าได้หรือไม่ แต่สิ่งที่ข้าสนใจก็คือคนตระกูลกู้อย่างพวกเจ้าจะรับผิดชอบเรื่องความบริสุทธิ์ของบุตรสาวของข้าอย่างไร”
คำพูดของซ่งเหวินหยวนทำให้นายท่านผู้เฒ่ากู้ค้อมเอวลงมาคารวะขออภัยคนรุ่นหลังอย่างซ่งเหวินหยวนทำให้เขาต้องรีบเข้าเดินเข้าไปประคองนายท่านผู้เฒ่ากู้เอาไว้
“เรื่องนี้ข้าไม่ได้คิดจะกล่าวโทษท่านลุงกู้ แต่คนที่ข้าพูดถึงก็คือครอบครัวของบุตรชายคนรองของท่าน พวกเขาจะรับผิดชอบเรื่องความบริสุทธิ์ของบุตรสาวของข้าอย่างไร”
คำพูดของซ่งเหวินหยวนทำให้นายท่านรองตระกูลกู้ กู้จิ่งเหยารีบก้าวมาเบื้องหน้าค้อมกายลงแล้วเอ่ยวาจาขออภัยในทันที
“ในฐานะที่เป็นบิดาของกู้ชิงอวิ๋น ข้าขอออกหน้าขอรับผิดแทนบุตรชาย ไม่ว่าท่านอัครเสนาบดีมีข้อเรียกร้องใด ข้าและครอบครัวยินดีที่จะทำตามข้อเรียกร้องของท่านทุกประการ”
คำพูดของนายท่านรองกู้จิ่งเหยาทำให้ซ่งเหวินหยวนทอดถอนใจออกมา
“ไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นภายในจวนตระกูลกู้ คนทำผิดก็คือบุตรชายของท่านกู้ชิงอวิ๋น ดังนั้นไม่ว่าใครจะเป็นคนวางแผนปองร้าย พวกท่านคนตระกูลกู้ล้วนปัดความรับผิดชอบไม่พ้น”
หลายสิบปีผ่านไป คนรุ่นเก่าค่อย ๆ วางมือ กู้เจิ้งหยวนกับเผยซูเจินใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ ท่ามกลางลูกหลานเต็มจวนซ่งเหวินหยวนเองก็วางมือจากราชสำนัก ใช้ชีวิตกับเถารั่วหรานและบุตรชายคนเล็กอย่างสุขสบายซ่งอวี้เฉิงเติบโตขึ้นอย่างดี สมกับที่ซ่งอวี้หรูเคยเททรัพย์สินรับขวัญเขาตั้งแต่เกิดทุกครั้งที่พบหน้าพี่สาว เขายังคงเรียกนางด้วยความเคารพ แต่สิ่งแรกที่ทำคือเปิดหีบของขวัญให้ดูว่าเอาอะไรมาให้พี่สาวบ้าง จนซ่งเหวินหยวนเคยบ่น“ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาอย่างดี เหตุใดเมื่อมีของดีๆ เจ้าจึงขนไปให้พี่สาวของเจ้าจนหมด”ซ่งอวี้เฉิงตอบหน้าตาย“พี่หญิงให้ทรัพย์สินลูกตั้งแต่ลูกยังลืมตาไม่ขึ้น ยามนี้ลูกจึงต้องตอบแทนพี่หญิงให้มากหน่อยขอรับ”ซ่งเหวินหยวน “...”สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็ยังเป็นปลาเค็มซ่งอวี้หรูเหมือนเดิม…เมื่อถึงวันที่กู้ชิงอวิ๋นเห็นว่าบุตรชายคนโตมีความสามารถเพียงพอจะรับภาระของตระกูลได้แล้ว เขาก็เรียกบุตรชายคนโตเข้ามาในห้องหนังสือตราแม่ทัพที่อยู่กับเขามานานหลายสิบปีถูกวางลงบนโต๊ะ“รับตราแม่ทัพไปเถิด”บุตรชายคนโตชะงัก“ท่านพ่อ”“ถึงเวลาของเจ้าแล้ว”“แล้วท่านพ่อเล่า ท่านพ่อยังไม่ทันจะแก่ชราเลย
กู้ชิงอวิ๋นจ้องมองใบหน้าของซ่งอวี้หรูแล้วก็ยิ้มออกมาความจริงแล้วมีอีกเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากบุตรชายคนแรกของเขาและนางถือกำเนิดนับตั้งแต่วันนั้น... คนตระกูลกู้ไม่ได้ยินเสียงความคิดของซ่งอวี้หรูอีกเลยตอนแรกทุกคนต่างประหลาดใจเผยซูเจินเคยลองนั่งอยู่ใกล้นางทั้งวัน ฟางฮุ่ยเหมยเคยจงใจพูดเรื่องกู้ชิงเหิงในอดีตเพื่อดูว่านางจะคิดอะไร แม้แต่กู้ชิงอิงยังเคยแกล้งพูดถึงบุรุษรูปงามตรงหน้านางแต่ไม่ว่าอย่างไร... เสียงความคิดในใจที่เคยดังอยู่ในหัวทุกคนกลับหายไปอย่างสมบูรณ์ช่วงแรกคนในจวนรู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง โดยเฉพาะกู้ชิงอวิ๋น เขาเคยชินกับการได้ยินทุกอย่างที่นางไม่ยอมพูดออกมารู้ว่านางอยากกินอะไรรู้ว่านางโกรธผู้ใดรู้ว่านางกังวลเรื่องไหนรู้แม้กระทั่งตอนที่นางแอบชมเขาอยู่ในใจเมื่อเสียงเหล่านั้นหายไป...เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไปจริง ๆแต่ไม่นานเขาก็พบว่า... มันไม่ได้แย่เลย เพราะซ่งอวี้หรูในวันนี้ไม่ใช่สตรีที่เก็บทุกสิ่งไว้ในใจเหมือนเมื่อก่อนอยากกินอะไร นางก็พูดออกมาไม่พอใจสิ่งใด นางก็บอกเขายามหึงหวง นางก็แสดงออกอย่างเต็มที่ยามคิดถึงเขา นางก็เขียนจดหมายส่งไปถึงค่ายทหาร บางฉ
เวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตา จากหญิงสาวที่เคยนอนเอกเขนกอยู่บนตั่งทั้งวัน ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายราวกับไม่มีเรื่องใดในโลกให้ต้องกังวล ซ่งอวี้หรูกลับต้องมานอนเหงื่อท่วมกายอยู่บนเตียงคลอด มือทั้งสองข้างกำผ้าปูที่นอนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด“โอ๊ย!”“กู้ชิงอวิ๋น!”เสียงตะโกนดังออกมาจากห้องด้านใน คนที่ยืนรออยู่ด้านนอกถึงกับสะดุ้งพร้อมกันกู้ชิงอวิ๋นยืนตัวแข็งอยู่หน้าประตู มือทั้งสองข้างกำแน่น ใบหน้าที่ปกติสงบนิ่งกลับซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด“คุณชายรอง ท่านอย่าเดินไปเดินมาเลยเจ้าค่ะ”ฟางฮุ่ยเหมยเอ่ยอย่างจนใจ“เจ้าก็ทำให้แม่เวียนหัวไปด้วยแล้ว”กู้ชิงอวิ๋นไม่ได้ตอบ เขายังคงเดินไปมาอยู่หน้าห้อง เสียงร้องของซ่งอวี้หรูดังขึ้นอีกครั้ง“กู้ชิงอวิ๋น! เจ้าคนสารเลว!”“ข้าจะไม่คลอดแล้ว”“ข้าไม่เอาแล้ว”กู้ชิงอวิ๋นเม้มริมฝีปากแน่น หากเป็นเมื่อก่อน เขายังอาจได้ยินเสียงความคิดของนางแทรกอยู่ท่ามกลางคำด่าเหล่านั้นแต่นับตั้งแต่เริ่มเจ็บท้องคลอด... เขากลับไม่ได้ยินอะไรเลยไม่มีเสียงบ่นไม่มีเสียงแอบด่าไม่มีความคิดฟุ้งซ่านมีเพียงเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและเสียงต่อว่าเขาเพื่อระบายความทรมานออกมาเท่านั้นยิ่งไม่ได้ยิน..
หลังจากนั้นหลายวัน ชีวิตของซ่งอวี้หรูก็กลับเข้าสู่ความสงบเช่นเดิมนางยังคงตื่นสายกินเก่งง่วงก็นอนบางครั้งก็เดินไปเยี่ยมฮูหยินผู้เฒ่าบางวันไปนั่งเล่นกับฟางฮุ่ยเหมย หากว่างมากก็ออกจากจวนไปตรวจสอบร้านค้าในมือของตนเองจนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง... ชิงอวี่ยกสำรับอาหารเข้ามา“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ วันนี้ในครัวทำโจ๊กปลา...”ยังพูดไม่ทันจบ ซ่งอวี้หรูก็ยกมือขึ้นปิดจมูก“เอาออกไป”ชิงอวี่ชะงัก“เจ้าคะ”“กลิ่นโจ๊กปลาคาวมากเลย”“แต่ปกติฮูหยินน้อยชอบโจ๊กปลามากนะเจ้าคะ”“วันนี้ไม่อยากกิน”ซ่งอวี้หรูตอบพลางขมวดคิ้ว นางยังไม่ได้คิดอะไร แต่ชิงอวี่กลับมองนางอย่างแปลก ๆ“ฮูหยินน้อย...”“อะไร”“ประจำเดือนของท่านเดือนนี้...”ซ่งอวี้หรูชะงัก ทั้งห้องพลันเงียบ นางเริ่มนับวันอยู่ในใจ จากนั้นสีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป‘เดี๋ยวนะ... เหมือนจะเลยมาหลายวันแล้วจริง ๆ’ชิงอวี่เบิกตากว้าง“บ่าวจะไปเชิญหมอ!”“เดี๋ยวก่อน”แต่นางยังห้ามไม่ทัน ชิงอวี่ก็วิ่งออกจากห้องไปแล้ว ข่าวแพร่เร็วเสียยิ่งกว่าไฟลามทุ่งไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ฟางฮุ่ยเหมยก็รีบมาถึง ตามมาด้วยเผยซูเจิน แม้แต่หลินจิ้งยังตามเข้ามาด้วย ซ่งอวี้หรูนั่งอยู่บนเตียง มองคนเต็
คำพูดของซ่งอวี้หรงทำให้ซ่งเหวินหยวนลุกขึ้นทันที“อะไรนะ!”ซ่งอวี้หรงหันไปมองบ่าวบนพื้น“เจ้าพกยาพิษเข้ามาในจวนอัครเสนาบดีเพื่ออะไร”“ตั้งใจจะวางยาผู้ใด”บ่าวคนนั้นกัดฟัน“ข้าไม่รู้!”“ไม่รู้หรือ”ซ่งอวี้หรงยิ้มเย็น“เช่นนั้นส่งไปกรมอาญาเถิด ที่นั่นมีวิธีทำให้คนไม่รู้กลายเป็นคนรู้ได้มากมาย”บ่าวชายหน้าซีดทันที“อย่า! ข้าพูดแล้ว”เขาหันไปมองเสิ่นอวี้เหวินด้วยความหวาดกลัว“เป็นคุณชายเสิ่น! เขาเป็นคนสั่งให้ข้าทำ”เสิ่นอวี้เหวินเบิกตากว้าง“เจ้าใส่ร้ายข้า!”บ่าวคนนั้นรีบตะโกน“คุณชายเสิ่นสั่งให้ข้าหาโอกาสวางยาฮูหยินซ่งและคุณชายน้อย เขาบอกว่าหากคุณชายน้อยตาย ท่านอัครเสนาบดีก็จะไม่มีบุตรชายสายตรง”“ส่วนหากฮูหยินซ่งตายไปด้วย... เขาก็จะสามารถกลับมาอยู่ข้างกายนายท่านได้อีกครั้ง”ทั้งห้องเงียบกริบ ซ่งเหวินหยวนตัวสั่น ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว แต่เพราะโกรธจนแทบควบคุมตนเองไม่อยู่ เขาจ้องเสิ่นอวี้เหวินราวกับไม่เคยรู้จักเด็กคนนี้มาก่อน“เจ้า... คิดจะฆ่าฮูหยินของข้า และลูกของข้า”เสิ่นอวี้เหวินรีบส่ายหน้า“ไม่ใช่!”“ท่านพ่อ ท่านอย่าเชื่อเขา”“ข้าไม่ได้...”“หุบปาก!”เสียงตวาดดังสนั่น ทารกในอ้อมแขนแม่นมสะดุ
ข่าวของเซี่ยหว่านชิงถูกส่งกลับมาถึงเมืองหลวงในช่วงต้นฤดูหนาว ตอนแรกซ่งอวี้หรูไม่ได้สนใจนัก นับตั้งแต่ตระกูลเซี่ยถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวง ชีวิตของนางก็กลับเข้าสู่ความสงบอย่างที่ใฝ่ฝันมานานตื่นสาย กินขนม เบื่อก็เดินเล่นในสวน บางวันไม่อยากออกจากเรือนก็เอนตัวนอนบนตั่งทั้งวันกู้ชิงอวิ๋นกลับจากค่ายทหารเมื่อใดก็จะมีของกินหรือของเล่นแปลก ๆ ติดมือกลับมาให้นางเสมอ ซ่งอวี้หรูจึงใช้ชีวิตเป็น “ปลาเค็ม” ได้อย่างเต็มภาคภูมิจนกระทั่งวันหนึ่ง ชิงอวี่นำข่าวจากชายแดนเข้ามารายงาน“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ มีข่าวเรื่องคุณหนูเซี่ยเจ้าค่ะ”ซ่งอวี้หรูซึ่งกำลังนอนกอดหมอนอยู่บนตั่งเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย“เซี่ยหว่านชิงหรือ”“เจ้าค่ะ”“นางเป็นอย่างไรบ้าง”ชิงอวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ“เสียชีวิตระหว่างทางไปชายแดนแล้วเจ้าค่ะ”มือที่กำลังหยิบขนมของซ่งอวี้หรูหยุดลง“ตายแล้วหรือ”“เจ้าค่ะ”ชิงอวี่ลดเสียงลง“หลังจากถูกเนรเทศ การเดินทางลำบากมาก อาหารที่แจกให้นักโทษก็มีไม่มาก คุณหนูเซี่ยไม่เคยลำบากมาก่อนจึงทนไม่ไหว”“ได้ยินว่า...ช่วงหลังนางพยายามใช้สิ่งที่ตนเองมีแลกเปลี่ยนกับอาหารและความสะดวกจากผู้คุมบางคน”ซ่งอวี้หรูเงี







