เข้าสู่ระบบซ่งเหวินหยวนมองไปทางบุตรสาว ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เรื่องการหมั้นหมายระหว่างหรูเอ๋อร์ของข้ากับคุณชายใหญ่กู้ ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นการหมั้นหมายระหว่างหรูเอ๋อร์กับคุณชายรองกู้ก็แล้วกัน ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว หวังว่าพวกท่านคงจะไม่ปฏิเสธ”
คำพูดของซ่งเหวินหยวนทำให้คนตระกูลกู้รีบพยักหน้ารับ โดยเฉพาะกู้เจิ้งหยวนผู้เป็นนายท่านผู้เฒ่าของตระกูล เขารีบเอ่ยปากขึ้นในทันที
“ตกลง พรุ่งนี้จวนตระกูลกู้จะทำตามธรรมเนียมสามหนังสือหกพิธีการ พร้อมนำสินสอดไปสู่ขออย่างสมเกียรติ ส่วนอีกสามวันข้างหน้า ตระกูลกู้จะส่งเกี้ยวแปดคนหามไปรับคุณหนูใหญ่ซ่งแต่งเข้าจวนมาเป็นหลานสะใภ้คนรองของตระกูลกู้”
อีกสามวันหรือ! ซ่งอวี้หรูเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
แม้นางจะรู้ดีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทำให้ตนเองกับกู้ชิงอวิ๋นไม่อาจจะหลีกเลี่ยงการแต่งงานได้ แต่คิดไม่ถึงว่าคนตระกูลกู้จะเร่งรีบถึงขั้นกำหนดวันแต่งงานเอาไว้ในอีกสามวันข้างหน้าเช่นนี้
และที่สำคัญ... เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดเอ่ยปากคัดค้านการแต่งงานระหว่างนางกับกู้ชิงอวิ๋นเลยแม้แต่คนเดียว
‘แปลก... แปลกเกินไปแล้ว ตามเนื้อหาในนิยาย นายท่านผู้เฒ่ากู้ต้องโกรธเคืองที่ถูกตาแก่บ้านข้าพูดจาบังคับขู่เข็นแถมยังบีบบังคับให้หลานชายคนรองที่เข้ารักมากที่สุดมาแต่งกับข้าไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงรับปากง่ายดายถึงเพียงนี้’
‘ฮูหยินผู้เฒ่าก็ต้องเอ่ยว่าข้าเป็นสตรีไร้ยางอาย ชื่อเสียงไม่ดีแถมตอนนี้ยังไม่ใช่สตรีที่บริสุทธิ์ผุดผ่องแล้ว ไม่คู่ควรกับหลานชายที่นางรักมากที่สุด ฐานะที่ตระกูลกู้จะมอบให้ข้าได้ก็แค่เพียงฐานะอนุภรรยาชั้นสูงเพียงเท่านั้นไม่ใช่หรือ แต่นี่นางไม่เพียงไม่คัดค้านแถมยังหันมายิ้มให้ข้าเสียอย่างนั้น’
‘แล้วแม่สามีของข้าไปอยู่ที่ใดกันเล่า ตามเนื้อหาในนิยาย นางต้องร้องห่มร้องไห้ ตีอกชกตัว แล้วกล่าวว่าเป็นเพราะตนเองเลี้ยงดูบุตรชายไม่ดี จึงทำให้เขาหลงผิดมามีความสัมพันธ์กับสตรีที่มีชื่อเสียงไม่ดีเช่นข้ามิใช่หรือ’
ความคิดของซ่งอวี้หรูยังไม่ทันจบดี สตรีวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างกู้จิ่งเหยาก็รีบก้าวออกมาจากกลุ่มคน นางคือฟางฮุ่ยเหมย ฮูหยินของนายท่านรองกู้จิ่งเหยา และเป็นมารดาแท้ ๆ ของกู้ชิงอวิ๋น
ฟางฮุ่ยเหมยเดินตรงมาหาซ่งอวี้หรูอย่างเร่งรีบ ก่อนจะคว้ามือของนางเอาไว้แน่น
“วันนี้เจ้าต้องได้รับความไม่เป็นธรรมแล้ว”
ซ่งอวี้หรูชะงักงัน ฟางฮุ่ยเหมยมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน ราวกับไม่ได้ยินความคิดที่นางเพิ่งกล่าวหาตนเองอยู่ในใจเมื่อครู่แม้แต่น้อย
“เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องชื่อเสียงของตนเอง เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะมีผู้ประสงค์ร้ายวางแผนเล่นงานพวกเจ้า ไม่ใช่ความผิดของเจ้ากับชิงอวิ๋น”
“วันหน้าหากผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้ในทางเสียหาย แม่สามีของเจ้าผู้นี้จะออกหน้าจัดการแทนเจ้าเอง”
คำว่า “แม่สามี” ทำให้ซ่งอวี้หรูถึงกับพูดไม่ออก
ฟางฮุ่ยเหมยไม่เพียงกล่าวปลอบใจ แต่ยังถอดกำไลหยกสีเขียวมรกตออกจากข้อมือของตนเอง แล้วสวมลงบนข้อมือของซ่งอวี้หรูโดยไม่เปิดโอกาสให้นางได้ปฏิเสธ
“กำไลวงนี้เป็นของที่มารดาของแม่มอบให้ก่อนแต่งเข้าจวน เดิมทีแม่คิดว่าจะเก็บไว้ให้ลูกสะใภ้ วันนี้มันก็เป็นของเจ้าแล้ว”
ซ่งอวี้หรูก้มมองกำไลหยกบนข้อมือด้วยความงงงวย
‘นี่มันหยกจักรพรรดิไม่ใช่หรือ สีสด เนื้อใส ไม่มีรอยแตกร้าวแม้แต่น้อย ของล้ำค่าเช่นนี้ หากนำออกไปขายคงได้เงินมากพอให้ข้านั่งกินนอนกินไปหลายปี แม่สามีของข้า ท่านใจกว้างเกินไปแล้ว...’
ฟางฮุ่ยเหมยที่กำลังจับมือของนางอยู่ถึงกับมุมปากกระตุก นางคิดจะมอบของแทนใจให้ลูกสะใภ้ แต่ลูกสะใภ้กลับคิดคำนวณว่าหากนำไปขายจะสามารถนั่งนอนกินได้นานเพียงใด ช่างเป็นสตรีที่มีความคิดแปลกประหลาดยิ่งนัก มิน่าเล่าซ่งอวี้หรูผู้นี้จึงมีชื่อเสียงไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่
ยังไม่ทันที่ซ่งอวี้หรูจะหายตกใจ สตรีอีกผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาหานาง นางคือหลินจิ้ง ฮูหยินของนายท่านสามกู้จิ่งเซวียน
หลินจิ้งถอดกำไลหยกขาวออกจากข้อมือข้างหนึ่ง ก่อนจะดึงปิ่นปักผมประดับไข่มุกออกจากมวยผม แล้วยัดใส่มือของซ่งอวี้หรูทั้งหมด
“เจ้าเป็นว่าที่หลานสะใภ้ของข้า วันหน้าหากมีเรื่องใดก็ไปหาอาสะใภ้ที่เรือนได้ รับรองว่าอาสะใภ้จะช่วยเหลือเจ้าอย่างเต็มที่”
ซ่งอวี้หรูมองของล้ำค่าในมือ แล้วเงยหน้ามองหลินจิ้งอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
หลินจิ้งยิ้มให้นาง ก่อนจะตวัดสายตาไปทางกู้ชิงเหิงแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“หากมีผู้ใดคิดใส่ร้ายป้ายสีเจ้า หรือคิดจะทำร้ายเจ้าอีก อาสะใภ้ผู้นี้จะปกป้องเจ้าเอง”
กู้ชิงเหิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็ยิ่งมืดครึ้ม ทั้งที่เรื่องในวันนี้ควรทำให้คนตระกูลกู้รังเกียจซ่งอวี้หรู เหตุใดทุกคนจึงพากันปกป้องนาง
แม้แต่ท่านย่าและอาสะใภ้ทั้งสองที่เคยไม่พอใจในชื่อเสียงของนาง ยามนี้กลับแสดงท่าทีราวกับกลัวว่านางจะไม่ยอมแต่งเข้าจวนเสียอย่างนั้น
มันเกิดความผิดพลาดขึ้นที่ใดกันแน่ ซ่งอวี้หรูเองก็งุนงงไม่ต่างกัน
‘เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดพวกนางจึงดีกับข้าถึงเพียงนี้ ทั้งมอบกำไล ทั้งมอบปิ่นปักผม แถมยังรับปากว่าจะปกป้องข้าอีก’
‘ไม่นะ... หากพวกนางดีกับข้าถึงขั้นนี้ แล้วข้าจะปล่อยให้พวกนางถูกกู้ชิงเหิงฆ่าตายได้อย่างไร’
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา ซ่งอวี้หรูก็รีบส่ายหน้าอยู่ในใจอย่างรุนแรง
‘ไม่ได้ ๆ ข้าต้องใจแข็งเอาไว้ ตัวข้าเองยังเอาตัวไม่รอด แล้วจะเอากำลังที่ใดไปช่วยผู้อื่น’
‘เมื่อก่อนข้าลำบากตรากตรำ ทำงานจนแทบไม่ได้หลับได้นอน กว่าจะหาเงินมาใช้จ่ายได้ก็แทบเอาชีวิตไม่รอด ตอนนี้อุตส่าห์ได้เกิดมาเป็นคุณหนูใหญ่จวนอัครเสนาบดีแล้ว ทั้งยังมีสามีร่ำรวย ข้าควรนอนกิน นอนเล่น ใช้ชีวิตเป็นปลาเค็มตากแห้งอย่างสงบสุขมิใช่หรือ’
‘ไม้ซีกอย่างข้าจะเอาอะไรไปงัดไม้ซุงอย่างกู้ชิงเหิง แค่เข็มเงินเพียงเล่มเดียวก็ทำให้ข้าตายอย่างอนาถได้แล้ว ใช้ชีวิตไปวัน ๆ เสพสุขให้เต็มที่ แล้วรอวันตายอย่างสงบไม่ดีกว่าหรือ’
ความคิดของนางทำให้คนตระกูลกู้เงียบงันไปอีกครั้ง ก่อนที่สายตาของทุกคนจะค่อย ๆ เลื่อนไปหยุดอยู่ที่กู้ชิงเหิงอย่างพร้อมเพรียงกัน สายตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความระแวดระวังและไม่ไว้วางใจ
แม้พวกเขาจะยังไม่เชื่อทุกสิ่งที่ซ่งอวี้หรูคิดอยู่ในใจทั้งหมด แต่เรื่องที่กู้ชิงเหิงแอบออกไปร่ำเรียนวรยุทธ์จากคนข้างนอกนั้นน่าจะเป็นความจริง
ตอนอายุสิบสองปี กู้ชิงเหิงเคยหายออกไปจากจวนโดยอ้างว่าต้องการเดินทางไปศึกษาวิชาความรู้ สามปีต่อมา เขาจึงกลับเข้าจวนอีกครั้ง ขณะนั้นวรยุทธ์ของเขาสูงส่งเหนือกว่าบรรดาองครักษ์และแม่ทัพนายกองจำนวนมากในตระกูลกู้แล้ว
ยามนี้เขายังดำรงตำแหน่งแม่ทัพน้อย ควบคุมกองกำลังย่อยของจวนตระกูลกู้ซึ่งมีทหารอยู่ในมือถึงสามหมื่นนาย
ด้วยความสามารถของเขา วันหน้าจะต้องได้รับความสำคัญจากราชสำนักมากยิ่งขึ้น
หากเขาคิดสร้างหลักฐานเท็จ ใส่ร้ายบรรดานายท่านตระกูลกู้ เพื่อยึดครองอำนาจทางทหารทั้งหมดไว้ในมือ... เรื่องเช่นนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
กู้เจิ้งหยวนทอดสายตามองหลานชายคนโตที่ตนเองเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย ภายในใจรู้สึกหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก การตายของบิดาและมารดาของกู้ชิงเหิง นับเป็นบาดแผลในใจที่ไม่มีผู้ใดในตระกูลกู้กล้าเอ่ยถึง
เมื่อครั้งนั้น บิดาของกู้ชิงเหิงถูกฮ่องเต้ลงโทษเพราะทำภารกิจผิดพลาด ส่วนมารดาของเขาตรอมใจจนล้มป่วยและสิ้นใจตามสามีไปในเวลาไม่นาน คนตระกูลกู้ไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วยได้ทัน เรื่องนี้จึงกลายเป็นปมในใจของกู้ชิงเหิงมาโดยตลอด
หลายสิบปีผ่านไป คนรุ่นเก่าค่อย ๆ วางมือ กู้เจิ้งหยวนกับเผยซูเจินใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ ท่ามกลางลูกหลานเต็มจวนซ่งเหวินหยวนเองก็วางมือจากราชสำนัก ใช้ชีวิตกับเถารั่วหรานและบุตรชายคนเล็กอย่างสุขสบายซ่งอวี้เฉิงเติบโตขึ้นอย่างดี สมกับที่ซ่งอวี้หรูเคยเททรัพย์สินรับขวัญเขาตั้งแต่เกิดทุกครั้งที่พบหน้าพี่สาว เขายังคงเรียกนางด้วยความเคารพ แต่สิ่งแรกที่ทำคือเปิดหีบของขวัญให้ดูว่าเอาอะไรมาให้พี่สาวบ้าง จนซ่งเหวินหยวนเคยบ่น“ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาอย่างดี เหตุใดเมื่อมีของดีๆ เจ้าจึงขนไปให้พี่สาวของเจ้าจนหมด”ซ่งอวี้เฉิงตอบหน้าตาย“พี่หญิงให้ทรัพย์สินลูกตั้งแต่ลูกยังลืมตาไม่ขึ้น ยามนี้ลูกจึงต้องตอบแทนพี่หญิงให้มากหน่อยขอรับ”ซ่งเหวินหยวน “...”สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็ยังเป็นปลาเค็มซ่งอวี้หรูเหมือนเดิม…เมื่อถึงวันที่กู้ชิงอวิ๋นเห็นว่าบุตรชายคนโตมีความสามารถเพียงพอจะรับภาระของตระกูลได้แล้ว เขาก็เรียกบุตรชายคนโตเข้ามาในห้องหนังสือตราแม่ทัพที่อยู่กับเขามานานหลายสิบปีถูกวางลงบนโต๊ะ“รับตราแม่ทัพไปเถิด”บุตรชายคนโตชะงัก“ท่านพ่อ”“ถึงเวลาของเจ้าแล้ว”“แล้วท่านพ่อเล่า ท่านพ่อยังไม่ทันจะแก่ชราเลย
กู้ชิงอวิ๋นจ้องมองใบหน้าของซ่งอวี้หรูแล้วก็ยิ้มออกมาความจริงแล้วมีอีกเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากบุตรชายคนแรกของเขาและนางถือกำเนิดนับตั้งแต่วันนั้น... คนตระกูลกู้ไม่ได้ยินเสียงความคิดของซ่งอวี้หรูอีกเลยตอนแรกทุกคนต่างประหลาดใจเผยซูเจินเคยลองนั่งอยู่ใกล้นางทั้งวัน ฟางฮุ่ยเหมยเคยจงใจพูดเรื่องกู้ชิงเหิงในอดีตเพื่อดูว่านางจะคิดอะไร แม้แต่กู้ชิงอิงยังเคยแกล้งพูดถึงบุรุษรูปงามตรงหน้านางแต่ไม่ว่าอย่างไร... เสียงความคิดในใจที่เคยดังอยู่ในหัวทุกคนกลับหายไปอย่างสมบูรณ์ช่วงแรกคนในจวนรู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง โดยเฉพาะกู้ชิงอวิ๋น เขาเคยชินกับการได้ยินทุกอย่างที่นางไม่ยอมพูดออกมารู้ว่านางอยากกินอะไรรู้ว่านางโกรธผู้ใดรู้ว่านางกังวลเรื่องไหนรู้แม้กระทั่งตอนที่นางแอบชมเขาอยู่ในใจเมื่อเสียงเหล่านั้นหายไป...เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไปจริง ๆแต่ไม่นานเขาก็พบว่า... มันไม่ได้แย่เลย เพราะซ่งอวี้หรูในวันนี้ไม่ใช่สตรีที่เก็บทุกสิ่งไว้ในใจเหมือนเมื่อก่อนอยากกินอะไร นางก็พูดออกมาไม่พอใจสิ่งใด นางก็บอกเขายามหึงหวง นางก็แสดงออกอย่างเต็มที่ยามคิดถึงเขา นางก็เขียนจดหมายส่งไปถึงค่ายทหาร บางฉ
เวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตา จากหญิงสาวที่เคยนอนเอกเขนกอยู่บนตั่งทั้งวัน ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายราวกับไม่มีเรื่องใดในโลกให้ต้องกังวล ซ่งอวี้หรูกลับต้องมานอนเหงื่อท่วมกายอยู่บนเตียงคลอด มือทั้งสองข้างกำผ้าปูที่นอนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด“โอ๊ย!”“กู้ชิงอวิ๋น!”เสียงตะโกนดังออกมาจากห้องด้านใน คนที่ยืนรออยู่ด้านนอกถึงกับสะดุ้งพร้อมกันกู้ชิงอวิ๋นยืนตัวแข็งอยู่หน้าประตู มือทั้งสองข้างกำแน่น ใบหน้าที่ปกติสงบนิ่งกลับซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด“คุณชายรอง ท่านอย่าเดินไปเดินมาเลยเจ้าค่ะ”ฟางฮุ่ยเหมยเอ่ยอย่างจนใจ“เจ้าก็ทำให้แม่เวียนหัวไปด้วยแล้ว”กู้ชิงอวิ๋นไม่ได้ตอบ เขายังคงเดินไปมาอยู่หน้าห้อง เสียงร้องของซ่งอวี้หรูดังขึ้นอีกครั้ง“กู้ชิงอวิ๋น! เจ้าคนสารเลว!”“ข้าจะไม่คลอดแล้ว”“ข้าไม่เอาแล้ว”กู้ชิงอวิ๋นเม้มริมฝีปากแน่น หากเป็นเมื่อก่อน เขายังอาจได้ยินเสียงความคิดของนางแทรกอยู่ท่ามกลางคำด่าเหล่านั้นแต่นับตั้งแต่เริ่มเจ็บท้องคลอด... เขากลับไม่ได้ยินอะไรเลยไม่มีเสียงบ่นไม่มีเสียงแอบด่าไม่มีความคิดฟุ้งซ่านมีเพียงเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและเสียงต่อว่าเขาเพื่อระบายความทรมานออกมาเท่านั้นยิ่งไม่ได้ยิน..
หลังจากนั้นหลายวัน ชีวิตของซ่งอวี้หรูก็กลับเข้าสู่ความสงบเช่นเดิมนางยังคงตื่นสายกินเก่งง่วงก็นอนบางครั้งก็เดินไปเยี่ยมฮูหยินผู้เฒ่าบางวันไปนั่งเล่นกับฟางฮุ่ยเหมย หากว่างมากก็ออกจากจวนไปตรวจสอบร้านค้าในมือของตนเองจนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง... ชิงอวี่ยกสำรับอาหารเข้ามา“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ วันนี้ในครัวทำโจ๊กปลา...”ยังพูดไม่ทันจบ ซ่งอวี้หรูก็ยกมือขึ้นปิดจมูก“เอาออกไป”ชิงอวี่ชะงัก“เจ้าคะ”“กลิ่นโจ๊กปลาคาวมากเลย”“แต่ปกติฮูหยินน้อยชอบโจ๊กปลามากนะเจ้าคะ”“วันนี้ไม่อยากกิน”ซ่งอวี้หรูตอบพลางขมวดคิ้ว นางยังไม่ได้คิดอะไร แต่ชิงอวี่กลับมองนางอย่างแปลก ๆ“ฮูหยินน้อย...”“อะไร”“ประจำเดือนของท่านเดือนนี้...”ซ่งอวี้หรูชะงัก ทั้งห้องพลันเงียบ นางเริ่มนับวันอยู่ในใจ จากนั้นสีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป‘เดี๋ยวนะ... เหมือนจะเลยมาหลายวันแล้วจริง ๆ’ชิงอวี่เบิกตากว้าง“บ่าวจะไปเชิญหมอ!”“เดี๋ยวก่อน”แต่นางยังห้ามไม่ทัน ชิงอวี่ก็วิ่งออกจากห้องไปแล้ว ข่าวแพร่เร็วเสียยิ่งกว่าไฟลามทุ่งไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ฟางฮุ่ยเหมยก็รีบมาถึง ตามมาด้วยเผยซูเจิน แม้แต่หลินจิ้งยังตามเข้ามาด้วย ซ่งอวี้หรูนั่งอยู่บนเตียง มองคนเต็
คำพูดของซ่งอวี้หรงทำให้ซ่งเหวินหยวนลุกขึ้นทันที“อะไรนะ!”ซ่งอวี้หรงหันไปมองบ่าวบนพื้น“เจ้าพกยาพิษเข้ามาในจวนอัครเสนาบดีเพื่ออะไร”“ตั้งใจจะวางยาผู้ใด”บ่าวคนนั้นกัดฟัน“ข้าไม่รู้!”“ไม่รู้หรือ”ซ่งอวี้หรงยิ้มเย็น“เช่นนั้นส่งไปกรมอาญาเถิด ที่นั่นมีวิธีทำให้คนไม่รู้กลายเป็นคนรู้ได้มากมาย”บ่าวชายหน้าซีดทันที“อย่า! ข้าพูดแล้ว”เขาหันไปมองเสิ่นอวี้เหวินด้วยความหวาดกลัว“เป็นคุณชายเสิ่น! เขาเป็นคนสั่งให้ข้าทำ”เสิ่นอวี้เหวินเบิกตากว้าง“เจ้าใส่ร้ายข้า!”บ่าวคนนั้นรีบตะโกน“คุณชายเสิ่นสั่งให้ข้าหาโอกาสวางยาฮูหยินซ่งและคุณชายน้อย เขาบอกว่าหากคุณชายน้อยตาย ท่านอัครเสนาบดีก็จะไม่มีบุตรชายสายตรง”“ส่วนหากฮูหยินซ่งตายไปด้วย... เขาก็จะสามารถกลับมาอยู่ข้างกายนายท่านได้อีกครั้ง”ทั้งห้องเงียบกริบ ซ่งเหวินหยวนตัวสั่น ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว แต่เพราะโกรธจนแทบควบคุมตนเองไม่อยู่ เขาจ้องเสิ่นอวี้เหวินราวกับไม่เคยรู้จักเด็กคนนี้มาก่อน“เจ้า... คิดจะฆ่าฮูหยินของข้า และลูกของข้า”เสิ่นอวี้เหวินรีบส่ายหน้า“ไม่ใช่!”“ท่านพ่อ ท่านอย่าเชื่อเขา”“ข้าไม่ได้...”“หุบปาก!”เสียงตวาดดังสนั่น ทารกในอ้อมแขนแม่นมสะดุ
ข่าวของเซี่ยหว่านชิงถูกส่งกลับมาถึงเมืองหลวงในช่วงต้นฤดูหนาว ตอนแรกซ่งอวี้หรูไม่ได้สนใจนัก นับตั้งแต่ตระกูลเซี่ยถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวง ชีวิตของนางก็กลับเข้าสู่ความสงบอย่างที่ใฝ่ฝันมานานตื่นสาย กินขนม เบื่อก็เดินเล่นในสวน บางวันไม่อยากออกจากเรือนก็เอนตัวนอนบนตั่งทั้งวันกู้ชิงอวิ๋นกลับจากค่ายทหารเมื่อใดก็จะมีของกินหรือของเล่นแปลก ๆ ติดมือกลับมาให้นางเสมอ ซ่งอวี้หรูจึงใช้ชีวิตเป็น “ปลาเค็ม” ได้อย่างเต็มภาคภูมิจนกระทั่งวันหนึ่ง ชิงอวี่นำข่าวจากชายแดนเข้ามารายงาน“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ มีข่าวเรื่องคุณหนูเซี่ยเจ้าค่ะ”ซ่งอวี้หรูซึ่งกำลังนอนกอดหมอนอยู่บนตั่งเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย“เซี่ยหว่านชิงหรือ”“เจ้าค่ะ”“นางเป็นอย่างไรบ้าง”ชิงอวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ“เสียชีวิตระหว่างทางไปชายแดนแล้วเจ้าค่ะ”มือที่กำลังหยิบขนมของซ่งอวี้หรูหยุดลง“ตายแล้วหรือ”“เจ้าค่ะ”ชิงอวี่ลดเสียงลง“หลังจากถูกเนรเทศ การเดินทางลำบากมาก อาหารที่แจกให้นักโทษก็มีไม่มาก คุณหนูเซี่ยไม่เคยลำบากมาก่อนจึงทนไม่ไหว”“ได้ยินว่า...ช่วงหลังนางพยายามใช้สิ่งที่ตนเองมีแลกเปลี่ยนกับอาหารและความสะดวกจากผู้คุมบางคน”ซ่งอวี้หรูเงี







