Mag-log inนางรู้ทันทีว่าคนในจวนอ๋อง ตั้งแต่เจ้าของจวนกระทั่งบ่าวรับใช้ ต่างมองนางและลูกเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า จึงไม่มีใครใส่ใจความเป็นตายของเสี่ยวเป่าอย่างแท้จริง
“แต่ท่านหมอ นางไม่ยอมกินอะไรเลยมาหลายวันแล้วนะ” มู่หว่านอินพยายามจะเอ่ยต่อ ทว่าท่านหมอชรากลับยกมือขัด
“ข้าบอกว่าปกติก็คือปกติ อย่าได้เรื่องมากไปนักเลย ยามนี้จวนอ๋องมีงานมงคลใหญ่ อย่าหาเรื่องให้ท่านอ๋องต้องรำคาญใจจะดีกว่า” เอ่ยจบ หมอชราก็หมุนกายเดินออกจากเรือนไปทันที โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
มู่หว่านอินมองตามหลังหมอชราไปด้วยความรู้สึกสมเพชในชะตากรรมตนเอง นางทรุดตัวลงนั่งข้างตั่งนิ่ม โอบกอดร่างซูบผอมของบุตรสาวไว้แน่น
นางตัดสินใจแล้วว่าในเมื่อหมอในจวนไม่ใส่ใจ พรุ่งนี้เช้าตรู่ นางจะแอบพาเสี่ยวเป่าหลบหนีออกจากจวนอ๋อง พาลูกไปหาท่านหมอข้างนอกที่ยินดีรักษาให้อย่างจริงใจ
“เสี่ยวเป่า อดทนหน่อยนะลูก” มู่หว่านอินกระซิบข้างหูบุตรสาวน้ำเสียงสั่น
คืนนั้น มู่หว่านอินกอดร่างเสี่ยวเป่าไว้ในอ้อมอก นางลูบหลังและจุมพิตลงบนหน้าผากเล็กเบา ๆ คอยบอกรักพร้อมกับปลอบโยน
เสี่ยวเป่ายังคงนอนนิ่ง ดวงตาว่างเปล่าจ้องมองความมืดมิด ทว่าในความเงียบ หยาดน้ำตาหยดเล็กก็ไหลออกจากหางตาเด็กหญิงไม่หยุด
พระอาทิตย์ยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า ท้องฟ้ายังมืดสลัว มู่หว่านอินสะดุ้งตื่น หญิงสาวรีบหันไปข้างกายเพื่อมองหาเสี่ยวเป่า
ทว่าข้างกายของนางกลับว่างเปล่า
ความเย็นของฟูกนอน บ่งบอกว่าบุตรสาวลุกออกไปนานแล้ว หัวใจหญิงสาวร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“เสี่ยวเป่า เสี่ยวเป่า!”
คนเป็นแม่ลุกขึ้นยืน ตะโกนเรียกชื่อลูกน้ำเสียงสั่น รีบวิ่งออกไปสำรวจตามระเบียง ห้องที่ใช้สำหรับอาบน้ำ และห้องทุกห้องในเรือน ทว่ากลับไร้ร่องรอยเด็กหญิง แต่ประตูเรือนหลังเล็กซึ่งเป็นประตูที่จะออกไปยังนอกเรือนถูกแง้มไว้
มู่หว่านอินไม่รอช้า รีบวิ่งออกไปนอกเรือน ลมยามเช้าพัดผ่านร่างจนหนาวสั่น หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บริเวณลานกว้างที่มีต้นไม้ใหญ่
และแล้วสายตาก็ปะทะเข้ากับภาพตรงหน้า
“ไม่...ไม่จริง”
น้ำเสียงมู่หว่านอินขาดหายไปในลำคอ ร่างกายแข็งค้าง ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ร่างเด็กหญิงวัยสามขวบกำลังถูกแขวน แกว่งไปแกว่งมาอยู่ใต้กิ่งไม้ เชือกผูกรัดแน่นรอบคอ ร่างเสี่ยวเป่าทอดตัวนิ่งสนิท ท่ามกลางลมยามเช้าที่พัดโบกให้เรือนร่างนั้นแกว่งไปมาอย่างเชื่องช้า
เสี่ยวเป่า บุตรสาวอันเป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของนางได้ผูกคอตายใต้ต้นไม้
มู่หว่านอินวิ่งไปหาต้นไม้ใหญ่อย่างไม่คิดชีวิต น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมา นางพยายามชูมือขึ้นไปปลดร่างบุตรสาวลงมา กอดเรือนร่างที่เย็นชืดและไร้ลมหายใจไว้ในอ้อมอก
“เสี่ยวเป่า ตื่นสิลูก ตื่นมาคุยกับแม่ ฮึก...” มู่หว่านอินเขย่าร่างเล็กในอ้อมกอดทั้งน้ำตา ทว่าดวงตากลมโตกลับหลับสนิท ไร้ซึ่งการตอบสนอง
คนเป็นแม่แทบสิ้นสติ นางกอดศพบุตรสาวไว้แน่น กรีดร้องจนเสียงแหบแห้ง ในหัวใจมีเพียงความแค้นและความเสียใจที่ไม่อาจย้อนคืน
ชินอ๋องฉู่จินหยาง ชายผู้เป็นสามี และคนในจวนแห่งนี้ ได้ฆ่าลูกสาวของนางไปแล้ว
มู่หว่านอินก้มลงจุมพิตแก้มเย็นชืดของเสี่ยวเป่าเป็นครั้งสุดท้าย หยาดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลลงบนใบหน้าจิ้มลิ้ม
ความชอกช้ำแสนสาหัสแล่นเข้าสู่ขั้วหัวใจ ราวกับมีเข็มพิษนับพันเล่มทิ่มแทง อวัยวะภายในบิดเกร็งจนทรมาน ลมหายใจเหมือนถูกพรากไปจนหมดสิ้น
ความเจ็บปวดจากการสูญเสียดวงใจเพียงดวงเดียวไปตลอดกาล หนักหน่วงราวกับถูกภูเขาทั้งลูกทับ ร่างกายมู่หว่านอินสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนไม่อาจควบคุม
ความเย็นเยียบจากร่างไร้วิญญาณของบุตรสาวกระตุ้นจนสติริบหรี่ ลำคอตีบตันด้วยความตรอมใจ
ก่อนที่แรงมหาศาลจากความเจ็บปวดจะตีขึ้นมาจากอก นางกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ ทะลักออกจากริมฝีปากที่สั่นเทา สาดกระเซ็นลงบนร่างที่ไร้ลมหายใจของบุตรสาว
มู่หว่านอินกอดเสี่ยวเป่าไว้แน่น ดวงตาคู่งามพร่ามัวและดับมืดลง
ร่างมู่หว่านอินทรุดลงบนตัวบุตรสาว สิ้นลมหายใจไปพร้อมกับความโกรธแค้นและหัวใจที่แหลกสลาย
เคียงคู่ร่างไร้วิญญาณของเสี่ยวเป่าใต้ต้นไม้ใหญ่อันหนาวเย็นยามเช้า ณ จวนชินอ๋องฉู่จินหยาง
คำพูดใจร้ายจากปากบุรุษที่มู่หว่านอินรัก ราวกับค้อนขนาดใหญ่ที่ทุบลงมากลางศีรษะ นางไม่เคยชินหรือทำใจเมินเฉยต่อเรื่องนี้ได้สักครา แม้ภายนอกพยายามแสดงออกอย่างเข้มแข็งก็ตามมู่หว่านอินพยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด แม้ในอกจะรู้สึกเหมือนถูกใครควักออกมาแล้วบีบจนแตกชายหนุ่มตรงหน้า บุรุษที่นางเคยฝากชีวิตและหัวใจไว้ในบ้านหลังเล็ก บัดนี้กลับยืนโอบเอวสตรีอื่นต่อหน้าข้ารับใช้ทั้งจวน หนำซ้ำยังกล่าวหาว่านางใช้แผนการสกปรกเพื่อแย่งชิงตำแหน่งที่ควรจะเป็นของไป๋ลี่เซียนน่าขันสิ้นดี คนที่หลอกลวงและพังชีวิตนางก่อนก็คือเขามิใช่หรือไป๋ลี่เซียนได้ยินดังนั้นก็ยิ่งแกล้งทำสีหน้าหวาดหวั่น นางรีบคุกเข่าลงบนพื้น หยาดน้ำตาร่วงหล่นไหลอาบแก้ม “ท่านอ๋องอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยเพคะ เป็นความผิดของลี่เซียนเอง หากลี่เซียนไม่ดึงดันอยากอยู่กับท่านอ๋อง เรื่องก็คงไม่เป็นเช่นนี้ พระชายาโปรดประทานอภัยให้ลี่เซียนเถิด หากการอยู่ของลี่เซียนทำให้พระชายาทรงขัดหูขัดตา ลี่เซียนยินดีกลับไป และจะไม่มาปรากฏตัวให้พระชายาต้องขุ่นเคืองใจอีกแล้วเพคะ”คำพูดถ่อมตนและน่าสงสารของไป๋ลี่เซียน มองปราดเดียวก็รู้ว่าเสแสร้ง ทว่าฉู่จินหยางหูหนวกตา
มู่หว่านอินยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาระยิบระยับท่ามกลางแสงเทียน “กระต่ายเริ่มตื่นตกใจแล้วสินะ พอข้าก้าวเข้ามาในฐานะพระชายาเอก พวกมันก็นั่งไม่ติด”“พระชายาจะให้คนของเราลอบสังหาร หรือจับตัวมาเค้นคอถามเลยหรือไม่เพคะ” ซูเหมยถามด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว“อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป” มู่หว่านอินเอ่ยเสียงเรียบพลางลุกขึ้นช้า ๆ“การแหวกหญ้าให้งูตื่นย่อมไม่อาจลากตัวผู้อยู่เบื้องหลังที่แท้จริงออกมาได้ เราต้องลอบฟังดูว่าพวกมันกำลังวางแผนทำสิ่งใดกับข้า”มู่หว่านอินสั่งการให้ซูเซียงสะกดรอยตามหมอชราไปอย่างเงียบเชียบ ส่วนนางและซูเหมยเลือกที่จะลอบตามหนิงหนิงไปยังด้านหลังจวนอ๋องค่ำคืนนี้พระจันทร์ถูกเมฆบดบังจนมืด บรรยากาศเงียบสงัด หนิงหนิงเดินด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน คอยเหลียวซ้ายแลขวาตลอดเวลา ก่อนจะปลีกตัวไปยังเรือนร้างหลังหนึ่งท้ายจวนอ๋องมู่หว่านอินและซูเหมยซุ่มรออยู่บนหลังคา หญิงสาวเปิดช่องกระเบื้องออก ก่อนจะมองลงไปยังเบื้องล่างภาพที่ปรากฏคือ หนิงหนิงกำลังคุกเข่าต่อหน้าร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่ง ชายผู้นั้นสวมชุดยาวสีดำ และบนใบหน้าสวมหน้ากากสีเงิน ปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริง นัยน์ตาใต้หน้ากากทอประกายเหี้ยมเกรียม“เรื่อ
อัครเสนาบดีไป๋ขมวดคิ้ว พิจารณาคำพูดของชินอ๋อง “ไทเฮาทรงเกลียดการที่เหล่าอ๋องขยายอำนาจ ยามที่ทรงได้ยินเรื่องนี้ จึงทรงใช้สตรีผู้นั้นมาเป็นหมากพังแผนการอภิเษกสมรสระหว่างท่านอ๋องกับตระกูลไป๋ใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”ฉู่จินหยางผงกศีรษะ “ใช่ ไทเฮาต้องการพังแผนการของเรา มู่หว่านอินก็เป็นเพียงเหยื่อของไทเฮา นางตามหมากทางการเมืองไม่ทันหรอก”เมื่อได้ฟังความจริง ไป๋ลี่เซียนก็แผดเสียง “สตรีแพศยา นางกล้าดีอย่างไรมาทำลายอนาคตของข้า”ก่อนจะหันไปถามชายคนรัก “แล้วท่านอ๋องจะทำอย่างไรเพคะ ท่านอ๋องจะยอมให้นางนั่งตำแหน่งพระชายาเอกเหนือหม่อมฉันอย่างนั้นหรือ”ฉู่จินหยางเอื้อมมือไปจับไหล่ไป๋ลี่เซียน เอ่ยหนักแน่น “ไม่มีวัน ตำแหน่งพระชายาเอกแห่งจวนชินอ๋อง และตำแหน่งฮองเฮาในอนาคต ย่อมเป็นของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว แต่ราชโองการพระราชทานสมรส ข้ามิอาจขัดขืนได้ในยามนี้เพราะจะทำให้แผนใหญ่เสีย แต่ข้าขอสัญญา ข้าจะแต่งมู่หว่านอินเข้าจวนเพื่อบังหน้าเท่านั้น”อัครเสนาบดีไป๋ลูบเครา “แต่งเพื่อบังหน้าหรือพ่ะย่ะค่ะ แล้วตระกูลไป๋ของกระหม่อมเล่า จะให้ส่งบุตรสาวภรรยาหลวงแต่งเข้าไปเป็นชายารองหรือ เกียรติของตระกูลไป๋จะเอาไปไว้ที่ใด”ฉู่
“เช่นนั้นหม่อมฉันจะนับวันรอเพคะ แต่ระวังว่าแผนการดึงตระกูลไป๋มาเป็นพวกจะพังพินาศเสียก่อน”“เจ้า!” ฉู่จินหยางกัดฟัน“ดึกมากแล้ว ท่านอ๋องเชิญเสด็จกลับห้องเถิดเพคะ หากทรงประทับอยู่ในเรือนพักของหม่อมฉันนานเกินไป เกรงว่าจะมิเหมาะกับกฎระเบียบก่อนวันอภิเษกสมรส ยิ่งยามนี้มีคนของไทเฮาคอยจับตาดูอยู่ หากเรื่องหลุดไปถึงวังหลวงว่าท่านอ๋องข่มขู่องค์หญิงบุญธรรม เกรงว่าตำแหน่งชินอ๋องของท่านอ๋องคงจะยิ่งสั่นคลอน”ฉู่จินหยางชะงัก เขาจ้องมองใบหน้างดงามของนางด้วยสายตาอาฆาตแค้น ลมหายใจชายหนุ่มหอบหนักด้วยโทสะ“ข้าจะรอฟังว่าเจ้าจะยังมีรอยยิ้มเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่ ในวันที่ข้าส่งหนังสือหย่าถึงเจ้า”กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อหมุนกายจากไป เสียงประตูเรือนถูกปิดลงอย่างแรงด้วยโทสะของเจ้าของจวน มู่หว่านอินสูดลมหายใจเข้าลึก นางยกมือขึ้นมาจับหัวใจที่กำลังบีบรัด ตนพยายามเข้มแข็ง ต่อกรกับฉู่จินหยางครานี้ใช้แรงไปมากยิ่งนัก อย่างไรก็เป็นบุรุษที่รัก แต่เรื่องนี้มิอาจนึกถึงมันได้อีก เพราะชาตินี้นางกลับมาเพื่อลูกเพียงผู้เดียวหญิงสาวยกมือขึ้นแตะรอยแดงบนคางที่เกิดจากแรงบีบของฉู่จินหยาง ความเจ็บปวดเล็กน้อยนี้มิอาจเทียบกับความเจ็บ
มู่หว่านอินจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาคมกริบที่นางเคยรักนักรักหนา ในอดีตเขาเคยมองกันด้วยความรัก แต่บัดนี้มันกลับเต็มไปด้วยความเกลียดชัง นางหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะใสกระจ่างแต่ทว่าเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจหญิงสาวเงยหน้าไปมองเขา “หม่อมฉันไม่ได้ต้องการความสุขจากท่านอ๋องอีกต่อไปแล้วเพคะ ตั้งแต่วันที่ท่านอ๋องบอกว่าจะแต่งงานกับสตรีอื่น ความสุขของหม่อมฉันที่มีต่อท่านอ๋องได้ตายจากไปหมดแล้ว”คำพูดจากปากมู่หว่านอินทำให้ดวงตาฉู่จินหยางสั่นระริก ทว่าเพียงครู่เดียวก็เปลี่ยนสายตากลับมาราบเรียบตามเดิม“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด”“หากบอกตอนนี้ก็ไม่สนุกสิเพคะ” มู่หว่านอินกล่าวยิ้ม ๆ นางยื่นมือเรียวสวยขึ้นแตะแผงอกแกร่งของฉู่จินหยางเบา ๆ ก่อนจะใช้นิ้วดันตัวเขาออกห่าง“หม่อมฉันขอตัวไปตรวจดูเรือนพักก่อนนะเพคะ ยามนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว หากอยู่สนทนากับท่านอ๋องนานเกินไป เกรงว่าบ่าวไพร่จะนำไปลือกันเสีย ๆ หาย ๆ ว่าองค์หญิงบุญธรรมของไทเฮากับชินอ๋องใจร้อนจนมิอาจรอให้ถึงวันอภิเษกสมรส”“มู่หว่านอิน!”มู่หว่านอินเดินนำข้ารับใช้หญิงประจำจวนอ๋องมุ่งตรงไปยังเรือนฟางเซียงสง่างาม ทิ้งให้ฉู่จินหยางยืนมองแผ่นหลังของนา
บริเวณใกล้หน้าประตูใหญ่จวนชินอ๋อง ขันทีผู้เชิญราชโองการชูม้วนผ้าไหมสีทองผืนใหญ่ขึ้นเหนือศีรษะ รัศมีความสูงศักดิ์ซึ่งเป็นตัวแทนของจักรพรรดิแผ่ขยายไปทั่วบริเวณฉู่จินหยางก้าวออกมาอย่างจำใจ เขาย่อกายลงคุกเข่า ชายเสื้อตัวยาวสีเข้มตกลงบนพื้น นัยน์ตาคมกริบจ้องมองม้วนผ้าไหมสีทองในมือขันทีสลับกับร่างของสตรีที่ก้าวลงมาจากรถม้าวังหลวงอย่างเชื่องช้ามู่หว่านอิน...สตรีที่เขาคิดว่าจะนำนางเข้าจวนมาอยู่ในฐานะอนุภรรยา บัดนี้กลับสวมเสื้อผ้าไหมเนื้อดี ผมที่เคยเกล้าอย่างเรียบง่ายถูกประดับด้วยเครื่องประดับสีทอง สะท้อนแสงแดดยามเย็นดวงตาทั้งสองคู่ประสานกัน แววตาฉู่จินหยางเต็มไปด้วยความสับสน ขณะที่สายตาของมู่หว่านอินกลับมองเขาอย่างคนเหนือกว่า“ชินอ๋องรับราชโองการ” ขันทีประกาศเสียงดังฟังชัดขันทีคลายม้วนราชโองการออกช้า ๆ ก่อนจะอ่านข้อความอย่างชัดถ้อยชัดคำ “สตรีนามมู่หว่านอิน เป็นผู้มีความซื่อสัตย์เปี่ยมด้วยคุณธรรม เป็นที่ต้องพระทัยของไทเฮา จึงโปรดรับเป็นองค์หญิงบุญธรรมแห่งไทเฮา มีศักดิ์และสิทธิ์ในราชวงศ์ต้าเซี่ยทุกประการ และขอพระราชทานสมรสให้ชินอ๋อง อภิเษกสมรสกับองค์หญิงบุญธรรม กำหนดวันอภิเษกสมรสในอีกเจ็ดว







