Mag-log inหลังทิ้งถ้อยคำใจร้ายและสายตาเหยียดหยามไว้ ฉู่จินหยางก็หมุนกายเดินออกจากเรือนไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
มู่หว่านอินยังคงนั่งค้างอยู่ในท่าเดิม แขนสองข้างกอดร่างเล็กที่สั่นสะท้านไม่หยุด หยาดน้ำตาหยดหนึ่งไหลลงสู่บุตรสาว ความเจ็บปวดบีบรัดหัวใจจนแทบหายใจไม่ออก
คำว่า ‘มารหัวขน’ จากปากชายผู้เป็นสามี ยิ่งกว่าดาบแหลมคมที่กรีดลงบนบาดแผลสด
นางทุ่มเทรักด้วยหัวใจบริสุทธิ์ เฝ้ารอเขาร่วมสี่ปีด้วยความซื่อสัตย์ แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับเป็นการหลอกลวง ที่ผ่านมาล้วนเป็นการหลอกลวงทั้งหมด
ยามนั้นเสี่ยวเป่าในอ้อมกอดตัวสั่นราวกับลูกนก เด็กหญิงซุกหน้าลงกับตักมารดาไม่ยอมเงยขึ้นมามองสิ่งใด มู่หว่านอินได้แต่ลูบแผ่นหลังบุตรสาวเบา ๆ พยายามกล้ำกลืนก้อนความเจ็บปวดลงคอ
นางไม่อาจลืมสายตาคมกริบคู่นั้นได้ สายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ ราวกับเห็นพวกตนเป็นเพียงขยะชิ้นหนึ่งที่ไร้ค่า
“ต่านแม่...” ท่านแม่
เสียงเล็กเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ร่างกายของเสี่ยวเป่ายังคงสั่นสะท้าน
“แม่อยู่นี่แล้วลูก ไม่ต้องกลัวนะ” มู่หว่านอินปลอบลูก แม้ตนเองกำลังย่ำแย่มากก็ตาม
วันต่อมา เสียงประตูเรือนหลังเล็กถูกเปิดออก ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือสาวรับใช้นาม ‘หนิงหนิง’ ที่ฉู่จินหยางส่งมาดูแล อีกฝ่ายย่อกายทำความเคารพตามมารยาทด้วยสีหน้าราบเรียบ ก่อนจะวางของลงบนโต๊ะใกล้เตียงนอน
มู่หว่านอินมองถาดอาหารและเสื้อผ้าชั้นดีบนโต๊ะ ดวงตาพลันไหววูบ นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การดูแลด้วยความรัก แต่เป็นเพียงการจัดการให้เข้าที่เข้าทาง เพื่อไม่ให้นางก่อความวุ่นวายในจวนเท่านั้น
“ท่านอ๋องสั่งให้ข้าน้อยมาดูแลความสะดวกของอนุมู่และคุณหนูตัวน้อยเจ้าค่ะ”
“ขอบใจเจ้ามาก” มู่หว่านอินตอบกลับไปตามมารยาท
เวลาหมุนผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่ละวันในจวนอ๋องราวกับฝันร้าย ข่าวคราวการเตรียมงานอภิเษกสมรสระหว่างชินอ๋องฉู่จินหยางและไป๋ลี่เซียน บุตรสาวอัครเสนาบดี ดังไปทั่วทุกซอกทุกมุมของจวน
เจ็ดวันให้หลัง เมื่อวันอภิเษกสมรสมาถึง เสียงมโหรีลอดผ่านกำแพงเข้ามาถึงเรือนหลังเล็ก ราวกับจะตอกย้ำความต้อยต่ำของสองแม่ลูก
มู่หว่านอินนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง มองดูผ้าสีแดงที่ถูกประดับประดาไปทั่วทั้งจวน ความรักสี่ปีที่นางเฝ้ารอคอย ชายหนุ่มที่เคยสัญญาว่าจะอยู่ดูแลกันตลอดไป บัดนี้กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับสตรีอื่น ขณะที่นางและลูกถูกทิ้งไว้ในเรือนหลังเล็ก
ทว่าสิ่งที่ทำให้นางเจ็บปวดยิ่งกว่านั้นคืออาการของบุตรสาว
ตั้งแต่วันที่ฉู่จินหยางฝากคำพูดใจร้ายไว้ สภาพของเสี่ยวเป่าก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน เด็กน้อยวัยสามขวบที่เคยร่าเริง บัดนี้กลับเงียบขรึม เสี่ยวเป่าไม่ร้องไห้โวยวาย และไม่ยอมเอ่ยปากพูดสิ่งใดออกมาแม้แต่น้อย
ดวงตากลมโตว่างเปล่า เด็กหญิงมักจะนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง มือเล็ก ๆ กำสาบเสื้อตัวเองไว้แน่น ไม่ยอมกินอาหารสักคำ
และเมื่อมู่หว่านอินพยายามโอบกอด ร่างเล็กก็จะเกร็งตัวคล้ายหวาดกลัวสิ่งรอบข้างตลอดเวลา อาการตรอมใจของลูกหนักขึ้นทุกวัน จนร่างกายที่เคยอวบอ้วนซูบผอมลง
“เสี่ยวเป่า กินข้าวสักหน่อยนะลูก” มู่หว่านอินพยายามยิ้มทั้งน้ำตา ยื่นช้อนข้าวต้มไปตรงหน้าบุตรสาว
เด็กหญิงเพียงแค่ปรายสายตามองเงียบ ๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วซุกตัวเข้าหาหมอน ไม่ส่งเสียงตอบรับหรือแสดงความรู้สึก มู่หว่านอินหัวใจแหลกสลาย นางรู้ว่าลูกกำลังประสบภาวะสะเทือนใจอย่างรุนแรงจากการถูกบิดาแท้ ๆ กล่าวถ้อยคำใจร้ายใส่และปฏิบัติด้วยราวกับไม่ใช่ลูก
“เสี่ยวเป่า มองหน้าแม่สิลูก” มู่หว่านอินพยายามยื่นมือไปจับใบหน้าจิ้มลิ้ม ทว่าเสี่ยวเป่ากลับเบือนสายตาหลบ ไม่ยอมสบตากับมารดา ดวงตากลมโตฉายแววสิ้นหวังเกินกว่าเด็กในวัยเดียวกันควรจะมี
ความเจ็บปวดบีบรัดหัวใจของมู่หว่านอินจนแทบหายใจไม่ออก หากปล่อยไว้เช่นนี้ ลูกสาวของนางคงต้องตรอมใจตายไปจริง ๆ เป็นแน่
ด้วยความห่วงบุตรสาว นางจึงตัดสินใจไหว้วานหนิงหนิงให้ช่วยตามท่านหมอประจำจวนมาตรวจดูอาการของเสี่ยวเป่า
“หนิงหนิง ตามท่านหมอมาดูอาการลูกสาวข้าที นางไม่ยอมกินอาหารมาหลายวันแล้ว”
หนิงหนิงถอนหายใจออกมาเบา ๆ “ข้าน้อยจะลองไปแจ้งท่านหมอให้ แต่ยามนี้ในจวนกำลังยุ่งกับงานแต่งงานของท่านอ๋อง ไม่รู้ว่าท่านหมอจะมีเวลาว่างหรือไม่”
ไม่นานนัก ท่านหมอชราประจำจวนอ๋องก็เดินทางมาถึง เขาจับข้อมือเล็กของเสี่ยวเป่าเพื่อตรวจชีพจรอยู่นาน สีหน้าราบเรียบ ก่อนจะถอนหายใจยาว
“ท่านหมอ ลูกสาวของข้าเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดนางจึงไม่ยอมพูด ไม่ยอมกินเช่นนี้” มู่หว่านอินเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
ท่านหมอปรายตามองสองแม่ลูกอย่างดูแคลน “ชีพจรของคุณหนูน้อยปกติดี ร่างกายไม่ได้เจ็บป่วยแต่อย่างใด สตรีเช่นท่านอย่าได้วิตกไปเองเลย เด็กเพียงแค่เรียกร้องความสนใจเท่านั้น ให้พักผ่อนเสียหน่อยก็หาย”
คำตอบของหมอประจำจวนทำให้มู่หว่านอินชะงัก ร่างกายปกติหรือ? เด็กวัยสามขวบที่ไม่ยอมกินข้าว ไม่พูดไม่จา และแววตาว่างเปล่าเช่นนี้จะเรียกว่าปกติได้อย่างไร
คำพูดใจร้ายจากปากบุรุษที่มู่หว่านอินรัก ราวกับค้อนขนาดใหญ่ที่ทุบลงมากลางศีรษะ นางไม่เคยชินหรือทำใจเมินเฉยต่อเรื่องนี้ได้สักครา แม้ภายนอกพยายามแสดงออกอย่างเข้มแข็งก็ตามมู่หว่านอินพยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด แม้ในอกจะรู้สึกเหมือนถูกใครควักออกมาแล้วบีบจนแตกชายหนุ่มตรงหน้า บุรุษที่นางเคยฝากชีวิตและหัวใจไว้ในบ้านหลังเล็ก บัดนี้กลับยืนโอบเอวสตรีอื่นต่อหน้าข้ารับใช้ทั้งจวน หนำซ้ำยังกล่าวหาว่านางใช้แผนการสกปรกเพื่อแย่งชิงตำแหน่งที่ควรจะเป็นของไป๋ลี่เซียนน่าขันสิ้นดี คนที่หลอกลวงและพังชีวิตนางก่อนก็คือเขามิใช่หรือไป๋ลี่เซียนได้ยินดังนั้นก็ยิ่งแกล้งทำสีหน้าหวาดหวั่น นางรีบคุกเข่าลงบนพื้น หยาดน้ำตาร่วงหล่นไหลอาบแก้ม “ท่านอ๋องอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยเพคะ เป็นความผิดของลี่เซียนเอง หากลี่เซียนไม่ดึงดันอยากอยู่กับท่านอ๋อง เรื่องก็คงไม่เป็นเช่นนี้ พระชายาโปรดประทานอภัยให้ลี่เซียนเถิด หากการอยู่ของลี่เซียนทำให้พระชายาทรงขัดหูขัดตา ลี่เซียนยินดีกลับไป และจะไม่มาปรากฏตัวให้พระชายาต้องขุ่นเคืองใจอีกแล้วเพคะ”คำพูดถ่อมตนและน่าสงสารของไป๋ลี่เซียน มองปราดเดียวก็รู้ว่าเสแสร้ง ทว่าฉู่จินหยางหูหนวกตา
มู่หว่านอินยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาระยิบระยับท่ามกลางแสงเทียน “กระต่ายเริ่มตื่นตกใจแล้วสินะ พอข้าก้าวเข้ามาในฐานะพระชายาเอก พวกมันก็นั่งไม่ติด”“พระชายาจะให้คนของเราลอบสังหาร หรือจับตัวมาเค้นคอถามเลยหรือไม่เพคะ” ซูเหมยถามด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว“อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป” มู่หว่านอินเอ่ยเสียงเรียบพลางลุกขึ้นช้า ๆ“การแหวกหญ้าให้งูตื่นย่อมไม่อาจลากตัวผู้อยู่เบื้องหลังที่แท้จริงออกมาได้ เราต้องลอบฟังดูว่าพวกมันกำลังวางแผนทำสิ่งใดกับข้า”มู่หว่านอินสั่งการให้ซูเซียงสะกดรอยตามหมอชราไปอย่างเงียบเชียบ ส่วนนางและซูเหมยเลือกที่จะลอบตามหนิงหนิงไปยังด้านหลังจวนอ๋องค่ำคืนนี้พระจันทร์ถูกเมฆบดบังจนมืด บรรยากาศเงียบสงัด หนิงหนิงเดินด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน คอยเหลียวซ้ายแลขวาตลอดเวลา ก่อนจะปลีกตัวไปยังเรือนร้างหลังหนึ่งท้ายจวนอ๋องมู่หว่านอินและซูเหมยซุ่มรออยู่บนหลังคา หญิงสาวเปิดช่องกระเบื้องออก ก่อนจะมองลงไปยังเบื้องล่างภาพที่ปรากฏคือ หนิงหนิงกำลังคุกเข่าต่อหน้าร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่ง ชายผู้นั้นสวมชุดยาวสีดำ และบนใบหน้าสวมหน้ากากสีเงิน ปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริง นัยน์ตาใต้หน้ากากทอประกายเหี้ยมเกรียม“เรื่อ
อัครเสนาบดีไป๋ขมวดคิ้ว พิจารณาคำพูดของชินอ๋อง “ไทเฮาทรงเกลียดการที่เหล่าอ๋องขยายอำนาจ ยามที่ทรงได้ยินเรื่องนี้ จึงทรงใช้สตรีผู้นั้นมาเป็นหมากพังแผนการอภิเษกสมรสระหว่างท่านอ๋องกับตระกูลไป๋ใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”ฉู่จินหยางผงกศีรษะ “ใช่ ไทเฮาต้องการพังแผนการของเรา มู่หว่านอินก็เป็นเพียงเหยื่อของไทเฮา นางตามหมากทางการเมืองไม่ทันหรอก”เมื่อได้ฟังความจริง ไป๋ลี่เซียนก็แผดเสียง “สตรีแพศยา นางกล้าดีอย่างไรมาทำลายอนาคตของข้า”ก่อนจะหันไปถามชายคนรัก “แล้วท่านอ๋องจะทำอย่างไรเพคะ ท่านอ๋องจะยอมให้นางนั่งตำแหน่งพระชายาเอกเหนือหม่อมฉันอย่างนั้นหรือ”ฉู่จินหยางเอื้อมมือไปจับไหล่ไป๋ลี่เซียน เอ่ยหนักแน่น “ไม่มีวัน ตำแหน่งพระชายาเอกแห่งจวนชินอ๋อง และตำแหน่งฮองเฮาในอนาคต ย่อมเป็นของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว แต่ราชโองการพระราชทานสมรส ข้ามิอาจขัดขืนได้ในยามนี้เพราะจะทำให้แผนใหญ่เสีย แต่ข้าขอสัญญา ข้าจะแต่งมู่หว่านอินเข้าจวนเพื่อบังหน้าเท่านั้น”อัครเสนาบดีไป๋ลูบเครา “แต่งเพื่อบังหน้าหรือพ่ะย่ะค่ะ แล้วตระกูลไป๋ของกระหม่อมเล่า จะให้ส่งบุตรสาวภรรยาหลวงแต่งเข้าไปเป็นชายารองหรือ เกียรติของตระกูลไป๋จะเอาไปไว้ที่ใด”ฉู่
“เช่นนั้นหม่อมฉันจะนับวันรอเพคะ แต่ระวังว่าแผนการดึงตระกูลไป๋มาเป็นพวกจะพังพินาศเสียก่อน”“เจ้า!” ฉู่จินหยางกัดฟัน“ดึกมากแล้ว ท่านอ๋องเชิญเสด็จกลับห้องเถิดเพคะ หากทรงประทับอยู่ในเรือนพักของหม่อมฉันนานเกินไป เกรงว่าจะมิเหมาะกับกฎระเบียบก่อนวันอภิเษกสมรส ยิ่งยามนี้มีคนของไทเฮาคอยจับตาดูอยู่ หากเรื่องหลุดไปถึงวังหลวงว่าท่านอ๋องข่มขู่องค์หญิงบุญธรรม เกรงว่าตำแหน่งชินอ๋องของท่านอ๋องคงจะยิ่งสั่นคลอน”ฉู่จินหยางชะงัก เขาจ้องมองใบหน้างดงามของนางด้วยสายตาอาฆาตแค้น ลมหายใจชายหนุ่มหอบหนักด้วยโทสะ“ข้าจะรอฟังว่าเจ้าจะยังมีรอยยิ้มเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่ ในวันที่ข้าส่งหนังสือหย่าถึงเจ้า”กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อหมุนกายจากไป เสียงประตูเรือนถูกปิดลงอย่างแรงด้วยโทสะของเจ้าของจวน มู่หว่านอินสูดลมหายใจเข้าลึก นางยกมือขึ้นมาจับหัวใจที่กำลังบีบรัด ตนพยายามเข้มแข็ง ต่อกรกับฉู่จินหยางครานี้ใช้แรงไปมากยิ่งนัก อย่างไรก็เป็นบุรุษที่รัก แต่เรื่องนี้มิอาจนึกถึงมันได้อีก เพราะชาตินี้นางกลับมาเพื่อลูกเพียงผู้เดียวหญิงสาวยกมือขึ้นแตะรอยแดงบนคางที่เกิดจากแรงบีบของฉู่จินหยาง ความเจ็บปวดเล็กน้อยนี้มิอาจเทียบกับความเจ็บ
มู่หว่านอินจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาคมกริบที่นางเคยรักนักรักหนา ในอดีตเขาเคยมองกันด้วยความรัก แต่บัดนี้มันกลับเต็มไปด้วยความเกลียดชัง นางหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะใสกระจ่างแต่ทว่าเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจหญิงสาวเงยหน้าไปมองเขา “หม่อมฉันไม่ได้ต้องการความสุขจากท่านอ๋องอีกต่อไปแล้วเพคะ ตั้งแต่วันที่ท่านอ๋องบอกว่าจะแต่งงานกับสตรีอื่น ความสุขของหม่อมฉันที่มีต่อท่านอ๋องได้ตายจากไปหมดแล้ว”คำพูดจากปากมู่หว่านอินทำให้ดวงตาฉู่จินหยางสั่นระริก ทว่าเพียงครู่เดียวก็เปลี่ยนสายตากลับมาราบเรียบตามเดิม“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด”“หากบอกตอนนี้ก็ไม่สนุกสิเพคะ” มู่หว่านอินกล่าวยิ้ม ๆ นางยื่นมือเรียวสวยขึ้นแตะแผงอกแกร่งของฉู่จินหยางเบา ๆ ก่อนจะใช้นิ้วดันตัวเขาออกห่าง“หม่อมฉันขอตัวไปตรวจดูเรือนพักก่อนนะเพคะ ยามนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว หากอยู่สนทนากับท่านอ๋องนานเกินไป เกรงว่าบ่าวไพร่จะนำไปลือกันเสีย ๆ หาย ๆ ว่าองค์หญิงบุญธรรมของไทเฮากับชินอ๋องใจร้อนจนมิอาจรอให้ถึงวันอภิเษกสมรส”“มู่หว่านอิน!”มู่หว่านอินเดินนำข้ารับใช้หญิงประจำจวนอ๋องมุ่งตรงไปยังเรือนฟางเซียงสง่างาม ทิ้งให้ฉู่จินหยางยืนมองแผ่นหลังของนา
บริเวณใกล้หน้าประตูใหญ่จวนชินอ๋อง ขันทีผู้เชิญราชโองการชูม้วนผ้าไหมสีทองผืนใหญ่ขึ้นเหนือศีรษะ รัศมีความสูงศักดิ์ซึ่งเป็นตัวแทนของจักรพรรดิแผ่ขยายไปทั่วบริเวณฉู่จินหยางก้าวออกมาอย่างจำใจ เขาย่อกายลงคุกเข่า ชายเสื้อตัวยาวสีเข้มตกลงบนพื้น นัยน์ตาคมกริบจ้องมองม้วนผ้าไหมสีทองในมือขันทีสลับกับร่างของสตรีที่ก้าวลงมาจากรถม้าวังหลวงอย่างเชื่องช้ามู่หว่านอิน...สตรีที่เขาคิดว่าจะนำนางเข้าจวนมาอยู่ในฐานะอนุภรรยา บัดนี้กลับสวมเสื้อผ้าไหมเนื้อดี ผมที่เคยเกล้าอย่างเรียบง่ายถูกประดับด้วยเครื่องประดับสีทอง สะท้อนแสงแดดยามเย็นดวงตาทั้งสองคู่ประสานกัน แววตาฉู่จินหยางเต็มไปด้วยความสับสน ขณะที่สายตาของมู่หว่านอินกลับมองเขาอย่างคนเหนือกว่า“ชินอ๋องรับราชโองการ” ขันทีประกาศเสียงดังฟังชัดขันทีคลายม้วนราชโองการออกช้า ๆ ก่อนจะอ่านข้อความอย่างชัดถ้อยชัดคำ “สตรีนามมู่หว่านอิน เป็นผู้มีความซื่อสัตย์เปี่ยมด้วยคุณธรรม เป็นที่ต้องพระทัยของไทเฮา จึงโปรดรับเป็นองค์หญิงบุญธรรมแห่งไทเฮา มีศักดิ์และสิทธิ์ในราชวงศ์ต้าเซี่ยทุกประการ และขอพระราชทานสมรสให้ชินอ๋อง อภิเษกสมรสกับองค์หญิงบุญธรรม กำหนดวันอภิเษกสมรสในอีกเจ็ดว







