تسجيل الدخولในขณะที่กำลังเดินทางไปยังเรือนรับรองเพื่อพบเจอกับเซียวเหวินอวี่ ซูจินหลิงก็พยายามนึกทบทวนถึงชีวิตในชาติก่อนของตนเอง
นางกับเซียวเหวินอวี่มีพันธะหมั้นหมายกันมาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ เนื่องด้วยบิดาของนางกับเขาเป็นสหายสนิทกัน แต่เป็นเพราะนางในยามนั้นหลงรักกงจวินจนหัวปักหัวปำและไม่อยากไปลำบากที่ชายแดนหากแต่งงานกับเขา นางจึงได้ปฏิเสธการหมั้นหมายกับเขาไปเมื่อครึ่งปีก่อน และพยายามหาทางหมั้นหมายกับกงจวินแทน ที่สำคัญนางยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของเซียวเหวินอวี่มาก่อน เพราะนางบ่ายเบี่ยงไม่ยอมพบเจอเขามาโดยตลอด และคิดว่าเขาคงเป็นพวกป่าเถื่อนชอบใช้กำลัง ไม่เหมือนกับกงจวินที่เป็นบัณฑิตดูมีความรู้ อีกทั้งยังมีฐานะสูงส่งเป็นถึงบุตรชายของท่านกั๋วกง ความคิดของนางในชาติก่อน ไม่ว่าอย่างไรเซียวเหวินอวี่ก็ไม่มีทางเทียบกับกงจวินได้อย่างแน่นอน แต่เมื่อนางเดินทางมาถึงเรือนรับรอง และได้พบกับบุรุษที่กำลังนั่งสนทนาอยู่กับบิดา ความคิดในตอนนั้นของนางช่างดูโง่เขลายิ่งนัก “หลิงเอ๋อร์ เจ้ามาแล้วหรือ” ซูจินหลิงไม่ได้สนใจคำถามของบิดาเลยสักนิดเดียว เพราะสายตาของนางมัวแต่จับจ้องอยู่ที่ร่างของบุรุษผู้หนึ่งซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเซียวเหวินอวี่ อดีตคู่หมั้นของนาง “ท่านคือ…” ซูจินหลิงหลงลืมมารยาทไปชั่วขณะ กระทั่งเดินเข้าไปใกล้กับเซียวเหวินอวี่ แล้วจับจ้องดวงหน้าของเขาไม่วางตา เพราะนอกจากเซียวเหวินอวี่จะมิใช่คนที่ดูป่าเถื่อน หากแต่เขายังเป็นชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง ร่างกายของเขาดูสูงใหญ่กำยำ ประกายตามุ่งมั่นบดบังความห้าวหาญไว้ไม่มิด แม้ใบหน้าจะคร้ามแดดไปสักหน่อย แต่ก็ไม่ทำให้รัศมีของความหล่อเหลาลดน้อยลง ไหนจะสันกรามคมชัด คิ้วทรงกระบี่องอาจผึ่งผาย ดวงตาทั้งสองข้างหยักโค้งเล็กน้อยแลดูสง่างามทรงภูมิ ไม่ว่าจะมองอย่างไรเซียวเหวินอวี่ก็คือเทพบุตรชัดๆ ซูจินหลิงรู้สึกว่าตนเองโง่เขลามากที่ชาติก่อนไปคว้าเอาเศษสวะอย่างกงจวินมาเป็นคู่หมั้นแทน “อาการของเจ้าดีขึ้นแล้วหรือ” เซียวเหวินอวี่ทำตัวไม่ถูกอยู่เล็กน้อย เมื่อซูจินหลิงเอาแต่จับจ้องมองเขาไม่วางตา เขาจึงได้เอ่ยถามว่านางเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อไม่ให้สถานการณ์ในตอนนี้ดูน่ากระอักกระอ่วนจนเกินไป ยามที่ซูจินหลิงได้ยินคำถามที่ดูราวกับห่วงใยของบุรุษตรงหน้า หัวใจของนางพลันเต้นสั่นไหวรุนแรงไม่เป็นจังหวะ ในตอนนั้น นางก็ตั้งมั่นเอาไว้ในใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ชาตินี้นางจะแต่งเป็นภรรยาของเซียวเหวินอวี่ให้ได้ แม้ว่านางจะถอนหมั้นกับเขาไปแล้วก็ตาม... “อาการของข้าดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ เพราะได้ท่านพี่เซียวช่วยเอาไว้แท้ๆ” แม้จะเพิ่งเคยพบหน้ากันครั้งแรก ทว่าซูจินหลิงกลับเอ่ยเรียกอีกฝ่ายได้อย่างสนิทสนม อีกทั้งยังส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มไปให้ กระทั่งคนตาบอดก็ยังมองออกว่านางพึงใจในตัวเขา ทว่าเซียวเหวินอวี่ในตอนนี้ยังรู้สึกขุ่นเคืองใจไม่หายที่นางส่งหนังสือถอนหมั้นไปให้กับเขาเมื่อครึ่งปีก่อน ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะรับไมตรีที่นางกำลังหยิบยื่นมาให้ “ข้าเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะช่วยเจ้าหรอก แต่เป็นเพราะตอนนั้นดื่มสุราหนักเกินไปหน่อยเลยเมาตกน้ำ” มะ…เมาตกน้ำ! ซูจินหลิงได้ยินเซียวเหวินอวี่เอ่ยบอกเช่นนั้นก็ถึงกับหน้าเหวอ เพราะนางคิดว่าที่เขากระโดดลงไปช่วยนางเพราะเขายังมีใจให้นาง แต่เป็นเพราะเขาเมาตกน้ำถึงได้ลากนางขึ้นมาด้วยอย่างนั้นหรือ! แต่ไม่ว่าเขาจะช่วยนางเพราะสาเหตุอันใด อย่างไรนางกับเขาก็สัมผัสเนื้อตัวกันมาก่อนแล้ว จะให้นางปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ ได้อย่างไร นางต้องนำมาใช้ประโยชน์สิ... “แต่อย่างไรท่านพี่เซียวก็ช่วยข้าเอาไว้แล้ว อีกทั้งพวกเรายัง...” “ท่านลุง ข้าขอตัวกลับก่อนนะขอรับ ประเดี๋ยวจะเดินทางกลับชายแดนไม่ทัน” เซียวเหวินอวี่เอ่ยจบ เขาก็เร่งรุดออกไปทันที ซูจินหลิงที่คิดจะเจรจาเรื่องการหมั้นหมายกับเขาใหม่อีกครั้ง ก็ได้แต่ทำแก้มป่องด้วยความไม่พอใจ แต่กระนั้นก็ยังวิ่งไล่ตามเขาออกไปอยู่ดีราวกับว่าคำขอนั้นของเซียวเหวินอวี่จะได้รับความยินยอมจากสวรรค์ เพราะหลังจากที่เขาสิ้นใจตายกลางสนามรบ เขาก็ย้อนเวลากลับมาก่อนซูจินหลิงหนึ่งเดือน“ท่านแม่ทัพ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ” เมื่อได้ยินเสียงของท่านหมอเว่ยดังขึ้นด้านข้าง เซียวเหวินอวี่จึงค่อยๆ ลืมตาตื่น ก่อนจะมองสำรวจรอบๆ ว่าเขาไม่ได้ตาฝาดไป มิใช่ว่าเขาสิ้นใจตายเพราะพลาดท่าให้พวกชนเผ่าหูแล้วหรอกหรือ เหตุใดเขาถึงยังตื่นขึ้นมาในค่ายทหารแห่งนี้ได้?“เกิดอะไรขึ้นกับข้าอย่างนั้นหรือท่านหมอเว่ย?”“ท่านแม่ทัพหมดสติไปเพราะไข้ป่าขอรับ”เซียวเหวินอวี่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกมึนงงยิ่งนัก เขาจะเป็นไข้ป่าไปได้อย่างไร ในเมื่อความทรงจำสุดท้ายของเขาคือกำลังยกทัพไปต่อสู้กับพวกชนเผ่าหูแล้วพลาดท่าถูกพวกนั้นทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บปางตาย“เหตุใดท่านหมอเว่ยถึงบอกว่าข้าเป็นไข้ป่า มิใช่ว่าข้าได้รับบาดเจ็บเพราะกำลังทำศึกสงครามกับพวกเผ่าหูอยู่หรอกหรือ”“สงครามอันใดกันท่านแม่ทัพ” คราวนี้เป็นโจวหมิงหยางที่เอ่ยขึ้น หลังจากได้รับแจ้งว่าท่านแม่ทัพเซียวฟื้นจากพิษไข้แล้ว เขาจึงตรงมาดูอาการของอีกฝ่ายทันที“ตอนนี้พวกเรากำลังทำสงครามกับพวกชนเผ่าหูอยู่ ข้าจำได้ว่
ในชีวิตก่อน ย้อนกลับไปตอนที่ซูจินหลิงยังไม่เคยได้พบกับกงจวิน วันนั้นนางจดจำได้ว่านางกำลังเดินทางไปเยี่ยมท่านยายที่ต่างเมือง เพราะท่านยายบ่นว่าคิดถึงนาง ท่านแม่จึงให้นางนำของฝากไปเยี่ยมท่านยาย เพื่อให้ท่านยายได้คลายความคิดถึงลงบ้างแม้จะไม่เต็มใจไปสักเท่าใด เพราะนางขี้เกียจเดินทาง อีกทั้งบ้านของท่านยายยังอยู่นอกเมืองหลวง ไม่ค่อยมีความเจริญรุ่งเรืองให้ได้เห็นเท่าใดนัก ทว่าซูจินหลิงก็ไม่กล้าหักหาญน้ำใจของท่านแม่ นางจึงได้เดินทางไปหาท่านยายตามคำสั่งของท่านแม่ด้วยความไม่เต็มใจยังไม่ทันจะได้เดินทางไปถึงจุดหมาย รถม้าของนางก็เกิดอาการแปลกๆ คนขับรถม้าไม่สามารถบังคับทิศทางรถม้าให้วิ่งไปตามเส้นทางปกติได้ สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ซูจินหลิงที่นั่งอยู่ภายในรถม้าเป็นอย่างยิ่ง“มี่เอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้นกับรถม้าของพวกเรา!” ซูจินหลิงหันไปถามสาวใช้ข้างกายด้วยความตื่นตระหนก ภายในใจคิดว่านางจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ไม่ได้เด็ดขาดมี่เอ๋อร์ชะโงกหน้าออกไปถามคนขับรถม้า ก่อนจะได้ความมาบอกคุณหนูของตน“คุณหนู คนขับรถม้าบอกว่า จู่ๆ ม้าก็เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขากำลังพยายามบังคับม้าอยู่เจ้าค่
เซียวเหวินอวี่โน้มตัวลงไปประกบริมฝีปากแดงระเรื่อของซูจินหลิงอีกครั้ง ความหอมหวานภายในโพลงปากของนางทำให้เขาต้องสอดปลายลิ้นร้อนเข้าไปกวาดชิมด้วยความหื่นกระหายจนนางหอบหายใจแทบไม่ทัน“พะ…พอก่อนเจ้าค่ะ ข้าหายใจไม่ออก” ซูจินหลิงใช้มือยั้งอกแกร่งของสามีเอาไว้ ก่อนที่นางจะสิ้นใจตายเพราะจุมพิตที่เขามอบให้ช่างเร่าร้อนและหนักหน่วงเสียเหลือเกินเซียวเหวินอวี่ที่กำลังเคลิบเคลิ้มกับรสจูบของซูจินหลิงจำต้องผละริมฝีปากออกมาตามคำร้องขอของนางอย่างอ้อยอิ่ง แต่กระนั้นก็ยังโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงไปซุกไซ้ต้นคอขาวเนียนของภรรยา ยิ่งเขาได้สัมผัสเรือนร่างของนางมากเท่าใด อารมณ์กำหนัดก็ยิ่งหนักหน่วงมากขึ้นเท่านั้น หากจะให้เขาหยุดตอนนี้เกรงว่าจะไม่ทันเสียแล้ว“จินหลิง อะ…อื้ม”ไม่เพียงซุกไซ้แค่ลำคอขาวเนียนเท่านั้น ทว่ายามนี้เขากลับไล่เลียปลายลิ้นต่ำลงมาเรื่อยๆ กระทั่งมาหยุดอยู่ที่ปลายยอดประทุมถันที่กำลังตั้งชูชันด้วยความเสียวซ่านของภรรยา และอดไม่ได้ที่จะใช้ริมฝีปากขบเม้มเม็ดบัวสีชมพูที่กำลังล่อตาล่อใจ จนนางเผลอร้องครางออกมาด้วยความเสียวกระสัน“อ๊ะ…ท่านพี่เซียว”ซูจินหลิงแอ่นหน้าอกขึ้นเพราะรู้สึกเสียวซ่านเหลือเก
ในที่สุดวันแต่งงานของซูจินหลิงกับเซียวเหวินอวี่ก็มาถึง หน้าจวนสกุลซูถูกประดับประดาไปด้วยผ้าแดงมงคล เจ้ากรมซู ซูฮูหยินและฮูหยินผู้เฒ่าซูต่างมีสีหน้าชื่นบานเพราะวันนี้บุตรสาวและหลานสาวคนโตของพวกเขาจะออกเรือนแล้วซูจินหลิงสวมใส่ชุดเจ้าสาวสีแดงสด ด้านข้างยังมีซูจินเหยากับมี่เอ๋อร์คอยประคองอยู่ไม่ห่าง หลังจากที่เหตุการณ์ในวันงานเลี้ยงฉลองชัยชนะได้ผ่านพ้นไป กงจวินได้ขอร้องบิดาของเขามาหมั้นหมายซูจินเหยาให้กับตน ตอนนี้พวกเขาทั้งสองจึงไม่ต้องหลบซ่อนเพื่อไปพบกันอีกแล้ว อีกทั้งซูจินหลิงยังยินดีกับน้องสาวที่อีกไม่นานจะได้แต่งงานกับกงจวิน ความเกลียดชังในชาติก่อนที่ซูจินหลิงเคยมีต่อซูจินเหยา และความรักที่เคยมีให้กับกงจวิน บัดเดี๋ยวนี้นางไม่มีความรู้สึกเหล่านั้นหลงเหลืออีกแล้ว นอกจากความห่วงใยที่นางมีให้กับพวกเขาทั้งสองคนยามนี้เซียวเหวินอวี่ขี่ม้ามารอรับซูจินหลิงที่หน้าประตูจวนแล้ว ข้างกายของเขายังมีรองแม่ทัพโจวกับท่านหมอเว่ยที่ติดตามมารอรับเจ้าสาวด้วยเจ้ากรมซูตื้นตันใจจนน้ำตาแทบไหลริน จากนั้นจึงหันไปฝากฝังเซียวเหวินอวี่ให้ดูแลบุตรสาวของตน“เหวินอวี่ จากนี้ไปลุงฝากหลิงเอ๋อร์กับเจ้าด้วยนะ”“
ซูจินหลิงนั่งอยู่ในศาลากลางสระบัวของจวนสกุลซู หลังจากที่รู้ข่าวการตายของเซวียเยว่อิง นางก็อดรู้สึกเวทนาอีกฝ่ายมิได้ เพราะจุดจบของเซวียเยว่อิงคือตายเพราะความรักเหมือนกับนางในชาติที่แล้วหากไม่ได้ย้อนอดีตกลับมา นางเองก็คงจะหลงมัวเมากับบุรุุษที่ไม่เคยรักนาง และคงจะเจ็บปวดจากความรักไม่มีสิ้นสุด แต่ในเมื่อสวรรค์เมตตา นางจะรักษาความรักที่เซียวเหวินอวี่มอบให้เป็นอย่างดี ตลอดชีวิตนี้จะไม่ทำให้เขาต้องเสียใจเพราะนางเด็ดขาด“คิดอะไรอยู่หรือ” เซียวเหวินอวี่โอบกอดร่างของซูจินหลิงจากทางด้านหลัง อีกไม่กี่วัน งานแต่งงานของพวกเขาก็จะถูกจัดขึ้นแล้ว ดังนั้นเซียวเหวินอวี่จึงมาที่จวนสกุลซูเพื่อปรึกษาเรื่องการแต่งงานเกือบทุกวันทว่าความเป็นจริง เขาคิดถึงซูจินหลิงจนทนไม่ไหวจึงได้หาข้ออ้างมาพบนางต่างหากซูจินหลิงหันกลับไปมองเซียวเหวินอวี่ ก่อนจะส่งรอยยิ้มหวานให้เขาแล้วเอ่ยว่า “ข้ากำลังคิดว่าวันนี้จะทำอะไรให้ท่านพี่เซียวทานดี มาหาข้าแต่เช้าตรู่ขนาดนี้คงจะยังไม่ได้ทานอะไรมาแน่ๆ” “เอ่อ…ข้าทานอาหารมาจากจวนแล้ว เจ้าคิดเรื่องอื่นดีกว่า อย่างเช่นวันแต่งงานของพวกเรา เจ้าอยากให้ข้าทำอะไรให้เป็นพิเศษหรือไม่”ซู
เพียงชั่วข้ามคืน ข่าวอื้อฉาวของเซวียเยว่อิงกับองค์ชายรองก็โด่งดังไปทั่วทั้งเมืองหลวง ไม่เพียงเซวียเยว่อิงที่เสียใจจนแทบคลั่ง ทว่าหนานจื่อซวินเองก็มีอาการไม่ต่างกัน เหตุใดสตรีที่เขาสุขสมด้วยทั้งคืนและคิดว่าเป็นซูจินหลิงถึงกลับกลายเป็นญาติผู้น้องของเขาไปได้มีอะไรผิดพลาดอย่างนั้นหรือ?“งามหน้า งามหน้านัก!” เซวียกุ้ยเฟยที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาจากอาการสลบเริ่มขว้างปาข้าวของในตำหนักใส่บุตรชายเพียงคนเดียวด้วยความไม่พอใจ หนานจื่อซวินเห็นมารดาเป็นเช่นนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา เมื่อคืนเพราะเมามายจนขาดสติ เขาถึงได้สายตาพร่าเลือนมองเห็นเซวียเยว่อิงเป็นซูจินหลิง ยามนี้เขาจึงไม่มีคำพูดใดอธิบายให้มารดาฟัง นอกจากต้องอดทนให้นางระบายโทสะใส่จนกว่าจะพอใจ“เจ้าไม่รู้เลยหรือว่านั่นคือน้องสาวของเจ้า!”หากรู้เขาจะยอมมีอะไรกับนางหรือ…“เงียบทำไม ตอบข้ามา เหตุใดเจ้าถึงไปอยู่ที่นั่นได้”เมื่อเห็นว่าบุตรชายนั่งเงียบไม่ยอมตอบอะไร โทสะของเซวียกุ้ยเฟยก็ยิ่งพุ่งกระฉูด“ก็ข้า…” หนานจื่อซวินไม่กล้าบอกมารดาว่าเขาอยากได้ซูจินหลิงมาเป็นชายา เขาถึงได้ไปที่นั่นและกระทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้ทว่ายังไม่ทันที่เซวียกุ้ยเฟย
ยามที่เห็นว่าซูจินหลิงนิ่งเงียบไปราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เซียวเหวินอวี่จึงคิดว่าคำพูดเมื่อครู่ที่เขาเอื้อนเอ่ยออกมารุนแรงไปหรือไม่ เขาแค่อยากเตือนสตินางเท่านั้น ว่าการกระทำของนางนั้นเป็นวิธีการที่โง่เขลายิ่งนัก และอาจทำให้ชีวิตของนางเดินทางไปพบกับจุดจบอันน่าสมเพชแต่เขาไม่รู้ว่าควรจะเอ่ย
“ท่านพี่เซียวหยุดก่อนเจ้าค่ะ...”ซูจินหลิงเอ่ยรั้งชายหนุ่มเอาไว้ นางเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ว่าเป็นเพราะเหตุใดเซียวเหวินอวี่ถึงได้ทำตัวเย็นชากับนางถึงขนาดนี้ ในชาติก่อน นางยังจดจำได้ว่าตอนที่พวกนางยังเป็นคู่หมั้นกัน เขามักจะส่งจดหมายจากชายแดนมาให้นางอยู่เสมอ นั่นจึงเป็นเครื่องยืนยันว่าเขารักและใส่ใจ
เช้าวันถัดมาซูจินหลิงตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนของตนเอง นางกระพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับสายตาให้รับกับแสงแดดในยามเช้า จากนั้นจึงเห็นว่ามี่เอ๋อร์กำลังเดินเข้ามาพร้อมกับอ่างล้างหน้าในมือ“คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” หลังจากที่ตื่นเต็มตา ความทรงจำของซูจินหลิงก็ปะเดปะดังเข้ามาไม่ขาดสาย และเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที
“คุณหนู ท่านฟังข้าอยู่หรือเปล่า?” เสียงคุ้นเคยที่ดังขึ้นอยู่ข้างหู ทำให้ซูจินหลิงเริ่มได้สติ และเมื่อปรือตาขึ้นมองก็พบว่าสาวใช้คนสนิทกำลังจ้องมองนางด้วยสีหน้างุนงง “มี่เอ๋อร์ ข้ายังไม่ตายหรือ” “ใครตายกันเจ้าคะคุณหนู เหตุใดถึงได้พูดจาเป็นอัปมงคลเช่นนี้” “ก็เมื่อครู่...” “ช่างเถิดเจ้าค่ะ ตอนน







