“เห็นชาวบ้านพูดกันว่าหนูรุ่ยหลินรู้สึกไม่สบาย คนบ้านเซี่ยคงให้เธอนอนพักอยู่ที่บ้านก็ได้ ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก แม่เชื่อว่าคนดีๆ อย่างเธอจะต้องไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น”
เมื่อเห็นลูกสะใภ้ของตัวเองกำลังเป็นกังวล โจวเหมี่ยวอี๋ก็ตบลงบนหลังมือที่กำลังเกาะแขนเธอเบาๆ อย่างปลอบโยน น่าเสียดายที่ช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย อีกฝ่ายได้หมั้นหมายกับลูกชายของเธอเอาไว้ก่อนแล้ว ฉู่เถิงเยว่จึงได้เลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยในมณฑลเจียงซู ไม่อย่างนั้นด้วยความสามารถของลูกสะใภ้เธอ อีกฝ่ายคงสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองหลวงได้อย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ โจวเหมี่ยวอี๋และคนบ้านกงต่างก็รู้สึกติดค้างฉู่เถิ่งเยว่ และซาบซึ้งกับความเสียสละที่อีกฝ่ายยอมละทิ้งความสะดวกสบายเพื่อมาแต่งงานกับคนชนบทอย่างลูกชายของเธอ ดังนั้นโจวเหมี่ยวอี๋จึงรักใคร่เอ็นดูลูกสะใภ้คนนี้เป็นอย่างมาก แม้จะถูกชาวบ้านนินทาเรื่องที่เธอไม่ยอมให้ลูกสะใภ้ลงแปลงนาช่วยบ้านกงทำงานก็ตาม
“ค่ะ แม่”
ใบหน้าของไป๋อี้หนิงซีดลงกว่าเดิม เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเดินตรงมายังบริเวณที่เธอและชาวบ้านคนอื่นๆ ยืนอยู่ นอกจากสายตาของไป๋อี้หนิงจับจ้องไปที่บางสิ่งบางอย่างซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเหล่านั้นช่วยกันยกมาด้วยท่าทางเคร่งเครียด เธอรู้สึกหวาดกลัวว่าเมื่อเปิดผ้าคลุมสีดำนั้นออกมา สิ่งที่อยู่ภายใต้จะเป็นร่างของเหรินรุ่ยหลินที่ถูกเธอลงมือฆ่าตาย
‘เหรินรุ่ยหลิน ฉันจะไม่ยอมให้ชาวบ้านคนไหนไปพบร่างของแกแน่ แกจะต้องเน่าตายอย่างโดดเดี่ยว เป็นเพียงวิญญาณไร้ญาติบนภูเขาตลอดไป’
เมื่อเซี่ยเหว่ยกวงสังเกตเห็นความกังวลของไป๋อี้หนิง เขาทำได้เพียงแตะไปที่แขนของเธอชั่วครู่ ก่อนที่เซี่ยเหว่ยกวงจะรีบดึงมือกลับคืนมา เพื่อไม่ให้ชาวบ้านที่ยืนอยู่รอบข้างรู้สึกผิดสังเกต
“ไม่ต้องกลัวไป ทุกอย่างจะต้องผ่านไปได้ด้วยดี”
เมื่อเซี่ยเหว่ยกวงเห็นว่าไป๋อี้หนิงยังคงมีใบหน้าซีดเซียว เขาจึงคิดที่จะพาอีกฝ่ายกลับไปพักผ่อนที่บ้านเซี่ยเสียก่อน ถึงอย่างไรที่นี่ก็ยังมีครอบครัวของเขาอยู่ อีกทั้งการที่เหรินรุ่ยหลินหายไปทั้งคน ก็ยังไม่มีชาวบ้านหรือแม้กระทั่งหัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยปากถามถึงเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเซี่ยเหว่ยกวงจึงคิดว่าการเรียกรวมพลในครั้งนี้ อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตายของเหรินรุ่ยหลินก็เป็นได้
“แม่ครับ ผมขอพาอี้หนิงกลับไปพักผ่อนที่บ้านก่อนนะ ดูเหมือนเธอจะรู้สึกไม่สบาย”
เถียนหว่านซีหันไปมองไป๋อี้หนิงเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่าใบหน้าของอีกฝ่ายไม่ได้ซีดเซียวมากมายนัก เธอจึงไม่ค่อยอยากปล่อยให้ไป๋อี้หนิงกลับไปพักผ่อนที่บ้านเซี่ย แน่นอนว่าสิ่งที่เถียนหว่านซีต้องการในตอนนี้ คือการแสดงให้ชาวบ้านเห็นว่าลูกชายของเธอสนิทสนมกับไป๋อี้หนิงมากกว่าเหรินรุ่ยหลินนั่นเอง เพราะเถียนเหว่านซีรู้สึกชื่นชอบไป๋อี้หนิงมากกว่า และคาดหวังว่าลูกชายของเธอจะได้แต่งงานกับผู้หญิงคนนี้
แต่เมื่อเถียนหว่านซีนึกถึงเหรินรุ่ยหลินขึ้นมา เธอก็ต้องกวาดสายตามองไปบริเวณรอบๆ อีกครั้ง เมื่อไม่เห็นเหรินรุ่ยหลินอยู่ในกลุ่มชาวบ้าน เถียนหว่านซีจึงหันกลับมาหาลูกชายของตัวเอง
“แล้วนี้เหรินรุ่ยหลินหายไปไหน ยัยนั่นไม่ได้ยินเสียงสัญญาณที่หัวหน้าหมู่บ้านประกาศเรียกหรือไง”
เซี่ยเหว่ยกวงพยักหน้าให้กับแม่ของตัวเองเล็กน้อย “ได้ยินครับ แต่เธอยังรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผมเลยให้เธอนอนพักอยู่ที่บ้านไปก่อน อีกอย่างพวกเราก็มาที่นี่กันหมดแล้ว ต่อให้รุ่ยหลินไม่ได้มาด้วยก็คงไม่เป็นไรหรอกครับ เดี๋ยวพอกลับบ้านไป ผมกับอี้หนิงค่อยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เธอฟังก็ได้”
“เพียงแต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าอี้หนิงติดไข้มาจากเหรินรุ่ยหลินหรือเปล่า เพราะเธอดูจะไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ ผมเลยอยากพาอี้หนิงกลับไปพักก่อน แล้วเดี๋ยวผมค่อยกลับมาฟังทางนี้อีกครั้งครับ”
เถียนหว่านซีหันไปมองไป๋อี้หนิง “หนูยังไหวหรือเปล่าอี้หนิง ต้องการกลับไปพักผ่อนที่บ้านเซี่ยของเราก่อนไหม”
ถึงแม้ว่าเถียนหว่านซีจะเอ่ยถามออกไปเหมือนเป็นห่วง แต่ในใจลึกๆ เธอกลับคาดหวังให้อีกฝ่ายปฏิเสธและรั้งตัวอยู่ที่นี่ต่อไป เพราะหลังจากที่จบเรื่องประกาศของกงหมิงเหยี่ยนแล้ว เถียนหว่านซีคาดหวังว่าชาวบ้านจะเห็นถึงความสนิทสนมของไป๋อี้หนิงและลูกชายของเธอ
นอกจากนี้ เธอย่อมต้องการใช้โอกาสนี้บีบให้เหรินรุ่ยหลินยอมปล่อยมือจากลูกชายของเธอ เพียงแค่ใช้ประโยชน์จากชาวบ้านไปนินทาให้เหรินรุ่ยหลินฟัง เพียงเท่านี้อีกฝ่ายก็คงจะรู้ตัวเสียทีว่าควรต้องทำตัวอย่างไรต่อไป
“ฉันยังไหวค่ะ ป้าหว่านซี”
แม้ไป๋อี้หนิงจะต้องการเดินออกไปจากที่นี่เต็มทน แต่เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของเถียนหว่านซี เธอก็ไม่อยากทำให้แม่ของเซี่ยเหว่ยกวงต้องผิดหวัง อีกทั้งไป๋อี้หนิงยังเกรงว่าจะมีชาวบ้านบางคนนำเรื่องนี้ไปพูดจาใส่ร้ายเธอกับบ้านเซี่ยอีกด้วย
เถียนหว่านซีพยักหน้าอย่างยินดีและรู้สึกปลาบปลื้มใจกับคำพูดของไป๋อี้หนิง ในใจอดไม่ได้ที่จะนำไปเปรียบเทียบกับเหรินรุ่ยหลิน หญิงสาวสองคนมาจากสถานที่เดียวกันแท้ๆ แต่ความอดทนกลับต่างกันราวฟ้ากับเหว คนหนึ่งแม้จะรู้สึกไม่สบายก็ยังยอมอดทน เพื่อไม่ให้ชาวบ้านคนอื่นนินทาว่าร้ายได้ แต่ผู้หญิงอีกคนกลับใช้ความอ่อนแอของตัวเองมาเป็นข้ออ้าง เพื่อหาความสะดวกสบายให้กับตัวเอง
“ถ้ารู้สึกไม่ไหวก็บอกป้านะ เดี๋ยวป้าจะพาเรากลับไปพักผ่อนที่บ้านเอง”
ไป๋อี้หนิงกำมือของตัวเองเอาไว้แน่นเพื่อข่มความกังวลในใจ ก่อนจะส่งยิ้มหวานให้แม่ของเซี่ยเหว่ยกวง
“ค่ะ ป้าหว่านซี”
โจวหยางเฉิงกวาดสายตามองกลุ่มชาวบ้านที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเล็กน้อย ก่อนที่สายตาเขาจะปะทะเข้ากับชายหญิงสองคนที่ลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้านเรียกให้ดู แน่นอนว่าโจวหยางเฉิงไม่ได้จ้องมองไปที่คนทั้งคู่อย่างโจ่งแจ้ง เพราะเขายังไม่ต้องการให้เป้าหมายไหวตัวทันแล้วหลบหนีไปเสียก่อน ในระหว่างที่โจวหยางเฉิงก้าวขึ้นมาบนเวทีเพื่อเตรียมตัวพูดคุยกับชาวบ้าน เขาก็ได้ส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสามคนไปดักรออยู่บริเวณที่ชายหญิงคู่นั้นยืนอยู่
แน่นอนว่าจุดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนอยู่นั้น เป็นมุมอับสายตาที่มีต้นไม้ใหญ่บดบัง จึงไม่มีชาวบ้านคนไหนสังเกตเห็น และแน่นอนว่าพวกเขาทั้งสามคนต่างเตรียมพร้อมที่จะเข้าไปจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนในทันที ถ้าหากได้รับสัญญาณจากหัวหน้าของตัวเอง
“ผมโจวหยางเฉิง เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในตำบลหูเฉิงแห่งนี้”
“ที่ผมมาพบกับทุกคนในวันนี้ ก็เพราะมีเรื่องด่วนจะแจ้งให้ทุกคนทราบและต้องการสอบถามข้อมูลบางอย่างเพิ่มเติม เมื่อครู่นี้ผมได้คุยกับสหายกงแล้ว ซึ่งเขาและชาวบ้านบางส่วนได้ไปพบศพของสหายหญิงคนหนึ่งบนภูเขาด้านหลังหมู่บ้าน”
ทันทีที่โจวหยางเฉิงพูดจบ เสียงฮือฮาของชาวบ้านก็ดังระงมขึ้นมาในทันที ชาวบ้านหลายคนต่างก็มีสีหน้าหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เพราะหลังจากกลุ่มโจรบนภูเขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองทัพทหารกวาดล้างไปจนหมดแล้ว พวกเขาก็ไม่เคยพบเจอเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้อีกเลย ดังนั้นเมื่อได้ยินว่ามีคนตายบนภูเขา ชาวบ้านจึงอดไม่ได้ที่จหวาดผวา อีกทั้งยังรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย เพราะถึงยังไงภูเขาลูกนั้นก็เป็นสถานที่ที่พวกเขาต้องเข้าไปหาของป่าและล่าสัตว์อยู่เป็นประจำ
“แล้วสหายหญิงคนนั้นเป็นคนของหมู่บ้านเราหรือเปล่าคะ”
ตงลี่หลินตะโกนถามออกไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคำถามที่ตรงใจชาวบ้านคนอื่นๆ เช่นเดียวกัน
“ใช่แล้ว สหายหญิงคนนั้นเป็นใครกัน แล้วทำไมเธอถึงกลายเป็นศพอยู่บนภูเขาในเขตหมู่บ้านของพวกเราได้ล่ะ แบบนี้ชาวบ้านอย่างพวกเราจะยังปลอดภัยอยู่ไหมคะ”
แม้เถียนหว่านซีจะอยากรู้อยากเห็นไม่แพ้คนอื่น แต่ถึงยังไงความปลอดภัยของตัวเองและคนบ้านเซี่ยก็สำคัญกว่าสิ่งใด ดังนั้นเถียนหว่านซีจึงเอ่ยคาดคั้นเพื่อต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรับรองความปลอดภัยของตัวเธอและครอบครัว
โดยที่เถียนหว่านซีไม่ได้รับรู้เลยว่าตอนนี้ใบหน้าของไป๋อี้หนิงและเซี่ยเหว่ยกวงซีดเผือกไปไหนต่อไหนแล้ว เพราะทั้งสองคนไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะมีคนไปพบศพของเหรินรุ่ยหลินรวดเร็วถึงขนาดนี้ ซ้ำร้ายพวกเขายังไม่แน่ใจว่าคนเหล่านั้นไปเจอศพของเหรินรุ่ยหลินหลังจากที่เขาและไป๋อี้หนิงเดินจากมาแล้ว หรือแอบเห็นเหตุการณ์ขณะที่พวกเขาสองคนกำลังลงมือฆ่าเหรินรุ่ยหลินกันแน่
“พี่เหว่ยกวง... พวกเขาจะไม่รู้ใช่ไหมว่าเป็นฝีมือของพวกเรา” ไป๋อี้หนิงเอนตัวเข้าหาเซี่ยเหว่ยกวงยืนเล็กน้อย พร้อมกระซิบถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ด้วยกลัวว่าจะมีใครบังเอิญได้ยินคำพูดนี้ของเธอ
เซี่ยเหว่ยกวงเอื้อมมือไปกุมมือบางที่เย็นเฉียบของไป๋อี้หนิงไว้ชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะรีบดึงมือกลับ เพื่อไม่ให้ชาวบ้านคนอื่นเห็นท่าทางใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างเขาและไป๋อี้หนิง
“ไม่ต้องกังวลไป ผมเชื่อว่าพวกเขาไม่มีทางรู้แน่ว่าเป็นฝีมือพวกเรา อีกอย่าง... พรุ่งนี้พวกเราก็จะเดินทางกลับปักกิ่งกันแล้ว ดังนั้นเรื่องของเหรินรุ่ยหลินจะเป็นเพียงอดีตที่ไม่น่าจดจำสำหรับพวกเราเท่านั้น”
เมื่อได้รับคำปลอบโยนจากชายคนรัก ไป๋อี้หนิงก็รู้สึกเบาใจขึ้นมากกว่าเดิม นอกจากนี้เธอยังตระหนักได้ว่า ยิ่งเธอแสดงท่าทีลุกลี้ลุกลนออกไป คนอื่นจะต้องเกิดความสงสัยอย่างแน่นอน ดังนั้นไป๋อี้หนิงจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามปรับอารมณ์และสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
โจวหยางเฉิงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงและท่าทีมีพิรุธของไป๋อี้หนิงกับเซี่ยเหว่ย แต่เขาก็ยังคงแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ และปล่อยให้อีกฝ่ายร้อนรนต่อไปอีกสักพัก ก่อนที่โจวหยางเฉิงจะเบนสายตากลับมาให้ความสนใจกับชาวบ้านที่กำลังตื่นตระหนก ก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย เพราะรู้ดีว่าหากเรื่องราวเหล่านี้แพร่กระจายออกไป ชาวบ้านจะต้องอยู่อย่างอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน และก็ไม่ผิดไปจากที่เขาคาดการณ์ไว้เลยแม้แต่น้อย
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++