LOGINเยว่หลิงไม่เสียเวลากับเรื่องนั้นต่อ นางหันไปหาผู้คุม
“ข้าต้องการน้ำต้มสุก ผ้าสะอาด และภาชน
ชื่อที่สองถูกจดลงไป เยว่หลิงมองเซียวจื่อเหิง คดีเริ่มแตกแขนงอย่างรวดเร็ว แต่ทุกชื่อที่ออกมาล้วนอยู่ในตำแหน่งระดับกลางถึงสูง ไม่ใช่คนที่สามารถสั่งการทั้งหมดได้ เหมือนบันไดที่ทอดขึ้นไปทีละขั้น แต่ยอดบันไดยังถูกซ่อนอยู่หลังม่านหลังการสอบสวน เซียวจื่อเหิงออกคำสั่งให้จับหานกั๋วซานและโจวเหยียนทันที ข่าวถูกปิดเงียบ ไม่ใช้หมายเรียกตามปกติ เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุซ้ำแบบจ้าวเหวินฉาง แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อองครักษ์ไปถึงจวนหานกั๋วซาน คนก็หายไปแล้วภายในห้องทำงานมีเตาเผาเอกสารที่ยังอุ่น กระดาษส่วนใหญ่ถูกเผาจนเหลือเพียงเถ้า คนในจวนบอกว่าเขาออกไปตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง โดยอ้างว่ามีภารกิจด่วนจากราชสำนัก ไม่มีใครรู้ว่าไปไหน โจวเหยียนกลับถูกจับได้ก่อนออกจากเมือง เขาพยายามอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดีตระกูลเสิ่น เพียงเข้าตรวจสำนวนตามหน้าที่ แต่เมื่อค้นรถม้ากลับพบเงินจำนวนหนึ่งที่ไม่มีที่มา พร้อมจดหมายสั้นซึ่งถูกฉีกไปครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือมีเพียงประโยคว่า“เรื่องของเสิ่นต้องจบก่อนฝ่าบาทฟื้น”ประโยคเดียวทำให้บรรยากาศในวังเปลี่ยนทันที เมื่อฮ่องเต้เห็นจดหมาย พระหัตถ์ที่ถือกระ
“ใครสั่งเจ้า”เฉินเหวินซูส่ายหน้าอย่างตื่นกลัว “กระหม่อม…กระหม่อมไม่กล้า”“เจ้ากล้าปลอมทะเบียนคดีกบฏ แต่ไม่กล้าพูดชื่อคนสั่ง?”“พวกเขารู้ว่าลูกชายกระหม่อมเรียนที่ใด รู้ว่ามารดากระหม่อมพักอยู่ที่ไหน”เสียงเขาเริ่มแตก “พวกเขาบอกว่าถ้ากระหม่อมไม่ทำ ทั้งครอบครัวจะหายไปก่อนรุ่งเช้า”ฮ่องเต้ตรัส “เอกสารถูกนำมาให้เจ้าหลังจากเสนาบดีเสิ่นถูกจับแล้วใช่หรือไม่”เฉินเหวินซูหลับตา ก่อนพยักหน้าช้า ๆ เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที“ใช่พ่ะย่ะค่ะ”เซียวจื่อเหิงถาม “ใครเป็นคนนำมา”ชายคนนั้นเงียบอีกครั้ง คราวนี้ฮ่องเต้ตรัสชัด“ครอบครัวเจ้าจะอยู่ภายใต้การคุ้มครองของเรา ตั้งแต่นาทีนี้ไม่มีผู้ใดแตะต้องพวกเขาได้”เฉินเหวินซูเงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอ เขามองรอบห้อง เหมือนยังกลัวว่าเงาของคนที่บังคับตนจะอยู่ตรงไหนสักแห่ง สุดท้ายเขาก็โขกศีรษะลงอีกครั้ง“กระหม่อมยอมพูดทุกอย่างพ่ะย่ะค่ะ”เสียงของเขาสั่นจนแทบฟัง
จากนั้นหยดน้ำอุ่น เอกสารจริงแทบไม่ให้กลิ่นผิดปกติ แต่เศษจากเอกสารต้องสงสัยมีกลิ่นควันบาง ๆ ชัดขึ้นเมื่อถูกน้ำอุ่น อาลักษณ์สูดกลิ่นแล้วขมวดคิ้ว“เหมือนควันไม้”เยว่หลิงพยักหน้า “หากเอกสารถูกเก็บในช่องลับตามที่กล่าวตั้งแต่เขียนเสร็จ เหตุใดกระดาษจึงมีร่องรอยควันมากกว่ากระดาษในห้องทำงานฉบับอื่น”ขุนนางกรมอาญารีบตอบ “อาจเคยอยู่ใกล้เตาไฟก่อนนำไปเก็บ”“เป็นไปได้” เยว่หลิงกล่าวอีกครั้ง “แต่เมื่อรวมกับสีคล้ำที่ไม่เป็นธรรมชาติ การโก่งของเส้นใย และหมึกที่ดูถูกเขียนหลังจากกระดาษผ่านความร้อนแล้ว ความเป็นไปได้นั้นลดลง”ฮ่องเต้มองเอกสาร “เจ้าหมายความว่า คนทำใช้กระดาษเก่าจริง แล้วทำให้มันดูเก่ากว่าเดิมก่อนเขียนข้อความปลอม?”“หม่อมฉันคิดเช่นนั้นเพคะ”“แล้วตราของเสนาบดีเสิ่น?”เยว่หลิงตอบ “อาจใช้ตราจริงประทับภายหลัง”คำพูดเดียวทำให้ขุนนางหลายคนเงียบ นั่นหมายความว่าคนทำต้องเข้าถึงตราของเสนาบดีเสิ่นจริง คดีไม่ได้เบาลง กลับอันตรา
“ข้าขอน้ำสะอาดสามถ้วย น้ำเปรี้ยวอ่อนหนึ่งถ้วย น้ำด่างอ่อนจากเถ้าไม้หนึ่งถ้วย และผ้าขาวละเอียด”หมอเฉินมองนาง “จะทำเหมือนตอนตรวจพระโอสถหรือ”“คล้ายกัน แต่คราวนี้ไม่ได้มองหาพิษ”นางขอให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้เตรียมทุกอย่างต่อหน้าพยาน จากนั้นขอเอกสารตัวอย่างที่ไม่สำคัญซึ่งเขียนด้วยหมึกหลวงในวันต่าง ๆ กัน เยว่หลิงไม่ได้แตะเอกสารหลักก่อน นางทดลองกับตัวอย่างก่อนเสมอ“หมึกเมื่อเขียนใหม่ กาวที่ผสมอยู่ยังมีสภาพแตกต่างจากหมึกที่แห้งและผ่านเวลาเป็นเดือน”อาลักษณ์ถาม “ต่างอย่างไร”“ข้าไม่อาจบอกว่าเปลี่ยนไปเท่ากันทุกชนิด แต่การยึดเกาะ การซึม และการตอบสนองต่อน้ำอาจไม่เหมือนกัน”นางตัดกระดาษตัวอย่างส่วนที่อนุญาตให้ตัดเป็นชิ้นเล็กมาก แล้วแตะน้ำปริมาณเท่ากันบนแนวหมึก หมึกใหม่กว่าบางฉบับมีสีดำจางออกมาบนผ้าเร็วกว่า เอกสารเก่าที่ผ่านเวลานาน สีซึมออกมาน้อยกว่า แต่ไม่ใช่ทุกฉบับ เยว่หลิงจึงเตือนทันที“อย่าเพิ่งสรุปจากการทดลองนี้เพียงอย่างเดียว หมึกต่างรุ่นอาจให้ผลต่างกัน”
“เห็นอะไร”เยว่หลิงตอบ“ตอนนี้ยังไม่พอจะบอก”เจ้ากรมอาญาหัวเราะเย็น“ของอยู่ตรงหน้า ตราเป็นของเสนาบดีเสิ่น ยังต้องบอกอะไรอีก”เยว่หลิงเงยหน้ามอง“ตราจริงไม่ได้แปลว่าเจ้าของตราเป็นคนประทับ”“จะมีใครขโมยตราจากตู้เหล็กได้ง่ายเพียงนั้นหรือ”“นั่นคือสิ่งที่ต้องสอบ”“หรือคุณหนูเสิ่นจะบอกว่าทุกอย่างปลอมหมด”“ถ้าปลอม ก็คือปลอม ถ้าจริง ข้าก็จะยอมรับว่าจริง”น้ำเสียงนางไม่เปลี่ยน “แต่ข้าจะไม่เรียกหลักฐานชิ้นหนึ่งว่าจริงเพียงเพราะมันถูกทำให้ดูสมบูรณ์”ประโยคนี้ทำให้ห้องเงียบลง เซียวจื่อเหิงมองนางครู่หนึ่งก่อนสั่ง“เอกสารฉบับนี้แยกเก็บ ห้ามใครแตะต้องโดยลำพัง”เขาหันไปทางเจ้าหน้าที่“ตรวจประวัติการใช้ตราของเสนาบดีเสิ่นย้อนหลังสามเดือนก่อนถูกจับ ตรวจคนที่เข้าห้องทำงาน ตรวจกุญแจสำรอง ตรวจพ่อบ้าน ตรวจคนในจวนที่มีสิทธิ์เข้าใกล้ตู้เหล็ก”จากนั้นมองเยว่หลิง &ldq
เซียวจื่อเหิงสีหน้าเย็นลง“คดีระดับกบฏ แต่ครั้งแรกกลับตัดสินโดยที่ยังรวบรวมบัญชีไม่ครบ?”เจ้ากรมอาญารีบพูด “ตอนนั้นมีเอกสารอื่นประกอบ และสถานการณ์เร่งด่วน…”“เร่งด่วนเพราะอะไร”ไม่มีใครตอบได้ชัด เยว่หลิงเห็นบางคนเริ่มไม่กล้าสบตากัน จุดอ่อนของคดีเดิมกำลังปรากฏทีละส่วน แต่ความรู้สึกนางยังไม่ดีขึ้น ง่ายเกินไป...ถ้าฝ่ายที่วางแผนทำได้ถึงขั้นสร้างราชโองการและกำจัดพยาน พวกเขาไม่น่าปล่อยให้หลักฐานทั้งหมดอ่อนขนาดนี้ต้องมีบางอย่างที่แข็งกว่านี้ และไม่นาน สิ่งนั้นก็มาถึง กล่องที่สามถูกเปิด ข้างในมีเอกสารเพียงสองฉบับ เจ้าหน้าที่หยิบฉบับแรกขึ้นมา เป็นคำสั่งเคลื่อนย้ายเสบียง เนื้อหาระบุให้แบ่งเสบียงส่วนหนึ่งจากคลังหลวงไปส่งยังจุดพักสินค้านอกเส้นทางปกติ โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการเตรียมสำรองสำหรับภาวะฉุกเฉินชายแดน ด้านล่างมีลายมือชื่อเจ้าหน้าที่หลายคน รวมถึงชื่อเสนาบดีเสิ่น แต่เขามองเพียงครั้งเดียวแล้วพูด“ข้าไม่เคยเห็นเอกสารนี้”เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจการตอบ “มีลายเซ็นของท่าน”&ldqu







