LOGIN“เห็นอะไร”
เยว่หลิงตอบ
“ตอนนี้ยังไม่พอจะบอก”
เจ้ากรม
“ข้าขอน้ำสะอาดสามถ้วย น้ำเปรี้ยวอ่อนหนึ่งถ้วย น้ำด่างอ่อนจากเถ้าไม้หนึ่งถ้วย และผ้าขาวละเอียด”หมอเฉินมองนาง “จะทำเหมือนตอนตรวจพระโอสถหรือ”“คล้ายกัน แต่คราวนี้ไม่ได้มองหาพิษ”นางขอให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้เตรียมทุกอย่างต่อหน้าพยาน จากนั้นขอเอกสารตัวอย่างที่ไม่สำคัญซึ่งเขียนด้วยหมึกหลวงในวันต่าง ๆ กัน เยว่หลิงไม่ได้แตะเอกสารหลักก่อน นางทดลองกับตัวอย่างก่อนเสมอ“หมึกเมื่อเขียนใหม่ กาวที่ผสมอยู่ยังมีสภาพแตกต่างจากหมึกที่แห้งและผ่านเวลาเป็นเดือน”อาลักษณ์ถาม “ต่างอย่างไร”“ข้าไม่อาจบอกว่าเปลี่ยนไปเท่ากันทุกชนิด แต่การยึดเกาะ การซึม และการตอบสนองต่อน้ำอาจไม่เหมือนกัน”นางตัดกระดาษตัวอย่างส่วนที่อนุญาตให้ตัดเป็นชิ้นเล็กมาก แล้วแตะน้ำปริมาณเท่ากันบนแนวหมึก หมึกใหม่กว่าบางฉบับมีสีดำจางออกมาบนผ้าเร็วกว่า เอกสารเก่าที่ผ่านเวลานาน สีซึมออกมาน้อยกว่า แต่ไม่ใช่ทุกฉบับ เยว่หลิงจึงเตือนทันที“อย่าเพิ่งสรุปจากการทดลองนี้เพียงอย่างเดียว หมึกต่างรุ่นอาจให้ผลต่างกัน”
“เห็นอะไร”เยว่หลิงตอบ“ตอนนี้ยังไม่พอจะบอก”เจ้ากรมอาญาหัวเราะเย็น“ของอยู่ตรงหน้า ตราเป็นของเสนาบดีเสิ่น ยังต้องบอกอะไรอีก”เยว่หลิงเงยหน้ามอง“ตราจริงไม่ได้แปลว่าเจ้าของตราเป็นคนประทับ”“จะมีใครขโมยตราจากตู้เหล็กได้ง่ายเพียงนั้นหรือ”“นั่นคือสิ่งที่ต้องสอบ”“หรือคุณหนูเสิ่นจะบอกว่าทุกอย่างปลอมหมด”“ถ้าปลอม ก็คือปลอม ถ้าจริง ข้าก็จะยอมรับว่าจริง”น้ำเสียงนางไม่เปลี่ยน “แต่ข้าจะไม่เรียกหลักฐานชิ้นหนึ่งว่าจริงเพียงเพราะมันถูกทำให้ดูสมบูรณ์”ประโยคนี้ทำให้ห้องเงียบลง เซียวจื่อเหิงมองนางครู่หนึ่งก่อนสั่ง“เอกสารฉบับนี้แยกเก็บ ห้ามใครแตะต้องโดยลำพัง”เขาหันไปทางเจ้าหน้าที่“ตรวจประวัติการใช้ตราของเสนาบดีเสิ่นย้อนหลังสามเดือนก่อนถูกจับ ตรวจคนที่เข้าห้องทำงาน ตรวจกุญแจสำรอง ตรวจพ่อบ้าน ตรวจคนในจวนที่มีสิทธิ์เข้าใกล้ตู้เหล็ก”จากนั้นมองเยว่หลิง &ldq
เซียวจื่อเหิงสีหน้าเย็นลง“คดีระดับกบฏ แต่ครั้งแรกกลับตัดสินโดยที่ยังรวบรวมบัญชีไม่ครบ?”เจ้ากรมอาญารีบพูด “ตอนนั้นมีเอกสารอื่นประกอบ และสถานการณ์เร่งด่วน…”“เร่งด่วนเพราะอะไร”ไม่มีใครตอบได้ชัด เยว่หลิงเห็นบางคนเริ่มไม่กล้าสบตากัน จุดอ่อนของคดีเดิมกำลังปรากฏทีละส่วน แต่ความรู้สึกนางยังไม่ดีขึ้น ง่ายเกินไป...ถ้าฝ่ายที่วางแผนทำได้ถึงขั้นสร้างราชโองการและกำจัดพยาน พวกเขาไม่น่าปล่อยให้หลักฐานทั้งหมดอ่อนขนาดนี้ต้องมีบางอย่างที่แข็งกว่านี้ และไม่นาน สิ่งนั้นก็มาถึง กล่องที่สามถูกเปิด ข้างในมีเอกสารเพียงสองฉบับ เจ้าหน้าที่หยิบฉบับแรกขึ้นมา เป็นคำสั่งเคลื่อนย้ายเสบียง เนื้อหาระบุให้แบ่งเสบียงส่วนหนึ่งจากคลังหลวงไปส่งยังจุดพักสินค้านอกเส้นทางปกติ โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการเตรียมสำรองสำหรับภาวะฉุกเฉินชายแดน ด้านล่างมีลายมือชื่อเจ้าหน้าที่หลายคน รวมถึงชื่อเสนาบดีเสิ่น แต่เขามองเพียงครั้งเดียวแล้วพูด“ข้าไม่เคยเห็นเอกสารนี้”เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจการตอบ “มีลายเซ็นของท่าน”&ldqu
คดีเสนาบดีเสิ่นเปิดใหม่หลังจากฮ่องเต้มีรับสั่งให้รื้อคดีตระกูลเสิ่นทั้งหมดขึ้นมาสอบใหม่ ราชสำนักก็ไม่อาจทำเป็นมองไม่เห็นได้อีกเช้าวันนั้น ท้องพระโรงด้านในถูกใช้เป็นสถานที่ไต่สวนชั่วคราว ขุนนางจากสามฝ่ายถูกเรียกเข้าร่วม ได้แก่กรมอาญา สำนักตรวจการ และฝ่ายพระคลังที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางเสบียงทหาร นอกจากนี้ยังมีเสนาบดีอาวุโสอีกสองคนซึ่งไม่ได้อยู่ฝ่ายใดอย่างชัดเจน เพื่อให้การสอบสวนดูโปร่งใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ฮ่องเต้ยังไม่แข็งแรงพอจะประทับฟังตลอดทั้งวัน จึงมีรับสั่งให้เซียวจื่อเหิงเป็นผู้ควบคุมการไต่สวนในนามของพระองค์ และให้รายงานทุกขั้นตอนกลับไปเพียงคำสั่งนี้ก็ทำให้ขุนนางหลายคนเงียบลงทุกคนรู้ดีว่าคดีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของเสนาบดีเสิ่นอีกแล้วมันเกี่ยวข้องกับราชโองการที่ฮ่องเต้ไม่ทรงจำได้ เกี่ยวข้องกับขุนนางที่ถูกกวาดออกจากราชสำนักในช่วงที่พระองค์ประชวร และยิ่งไปกว่านั้น ยังเกี่ยวพันถึงเส้นทางเสบียงทหารที่เริ่มพบความผิดปกติเยว่หลิงได้รับอนุญาตให้อยู่ฟังในฐานะบุตรีของผู้ต้องหาและผู้ส่งมอบหลักฐานใหม่บางส่วน แต่ไม่สามารถ
เซียวเฉิงเยี่ยเริ่มหงุดหงิด“เยว่หรง เจ้ามาวันนี้เพื่อพูดเรื่องงานเลี้ยงหรือมาสอบสวนข้า”“ข้าเพียงอยากรู้ว่าเหตุใดพระองค์ถึงเปลี่ยนไปเพราะผู้หญิงที่พระองค์เคยทิ้ง”คำว่า “ทิ้ง” ทำให้สีหน้าเขาเปลี่ยนทันที จางเยว่หรงเห็นก็ยิ่งพูดต่อ“ตอนตระกูลเสิ่นถูกกล่าวหากบฏ พระองค์เองเป็นคนถอนหมั้น ตอนนั้นพระองค์ไม่ได้เสียดายนางเลย”“พอได้แล้ว”“ทำไมเพคะ เพราะข้าพูดความจริง?”“ข้าบอกให้พอ”น้ำเสียงเย็นลง จางเยว่หรงจึงต้องหยุด แต่ภายในกลับเดือดพล่าน นางไม่เข้าใจ เสิ่นเยว่หลิงมีอะไรดีขึ้นมามากมาย เพียงเพราะกล้าพูดมากขึ้นหรือ เพียงเพราะรักษาฮ่องเต้ได้หรือ เพียงเพราะเอาชนะนางในงานเลี้ยง?เซียวเฉิงเยี่ยมองหญิงสาวตรงหน้า แล้วเกิดการเปรียบเทียบขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อก่อนเขาชอบความมั่นใจของจางเยว่หรง แต่มาวันนี้ ความมั่นใจนั้นกลับเริ่มดูเหมือนความเอาแต่ใจ นางกล้าพูดก็จริง แต่เมื่อถูกโต้กลับมักใช้อารมณ์นางมีฐานะดี แต่เคยชินกับการให้คนตามใจ นางไม่ยอมแพ้
“ไม่พ่ะย่ะค่ะ”“ซูกุ้ยเฟยส่งคนไป?”“ไม่มี”“แล้วนางจัดการเองทั้งหมด?”“พ่ะย่ะค่ะ”เซียวเฉิงเยี่ยนิ่งไป ภาพเยว่หลิงเมื่อครั้งก่อนผุดขึ้นในความคิด นางเคยเป็นหญิงสาวที่แม้ถูกคนพูดแรงใส่ก็ไม่กล้าตอบ เขาเคยพบว่านางหลบอยู่หลังสาวใช้เพราะถูกสตรีในงานเลี้ยงหัวเราะเรื่องเสื้อผ้า ตอนนั้นเขาเพียงรู้สึกว่านางอ่อนแอเกินไป ไม่เหมาะจะยืนเคียงข้างองค์ชายที่ต้องต่อสู้ในราชสำนัก และเพราะคิดเช่นนั้น เขาจึงไม่เคยเสียดายมากนักตอนถอนหมั้นแต่ตอนนี้ เขากลับพบว่าหญิงสาวคนเดียวกันไม่เพียงสามารถยืนด้วยตัวเอง ยังทำให้คนที่พยายามเหยียบย่ำนางต้องเป็นฝ่ายถอย มันทำให้เขาอยากเห็นมากขึ้น อยากรู้ว่านางยังมีอะไรที่เขาไม่เคยเห็น ความรู้สึกนี้ทำให้เซียวเฉิงเยี่ยไม่สบายใจเล็กน้อย เพราะยิ่งสนใจ ก็ยิ่งเหมือนยอมรับว่าตนเคยมองผิด องครักษ์ถามอย่างระมัดระวัง“องค์ชายจะให้คนตรวจเรื่องสาวใช้ของจวนจางหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”เซียวเฉิงเยี่ยเงยหน้า “เหตุใดต้องตรวจ”“กระหม่อมคิดว่า หากคุณ







