Masukตงฟางเย่ไม่ได้หลับ! เขายืนพิงเสาเตียงอยู่ในความมืด ดวงตาของเขาจ้องมองนางราวกับจะทะลุไปถึงวิญญาณ
มู่หรงเสวี่ยใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่นางรวบรวมความกล้า ไม่หลบสายตา แล้วตัดสินใจเดินเข้าไปหาเขาแทนที่จะหนี นางคุกเข่าลงต่อหน้าเขาแต่ยังคงจ้องตา
"หม่อมฉันกำลังหา 'ความจริง' เพคะ... ความจริงที่ฝ่าบาททรงแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น เพื่อที่จะได้มีเหตุผลเกลียดชังหม่อมฉันได้อย่างเต็มหัวใจ!"
ตงฟางเย่ขบกรามแน่น "ความจริงหรือ? ความจริงคือพ่อเจ้าเป็นกบฏ!"
"หากเขาเป็นกบฏ ทำไมเขาถึงทิ้งกลไกป้องกันราชวงศ์ไว้ให้ฝ่าบาทในกล่องใบนั้นล่ะเพคะ!" นางชี้ไปที่กล่องไม้ "ฝ่าบาททรงเปิดมันออกดูเถิด หากข้างในมีหลักฐานว่าพ่อของหม่อมฉันทรยศ หม่อมฉันจะยอมให้ฝ่าบาทบั่นคอด้วยมือของพระองค์เองทันที!"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทรงงาน มีเพียงเสียงฝนที่เริ่มตกลงมาหนักขึ้น ตงฟางเย่มองสลับระหว่างกล่องไม้กับดวงตาที่แน่วแน่ของหญิงสาวที่เขาทั้งรักทั้งแค้น...
บรรยากาศในห้องทรงงานทวีความตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าก่อนที่ตงฟางเย่จะทันได้เอื้อมมือไปหยิบกล่องไม้ปริศนา เสียงประตูก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบ
"ฝ่าบาท! แย่แล้วเพคะ!"
‘พระสนมจางกุ้ยเฟย’ ผู้งามสง่าในชุดสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาพร้อมกับทหารองครักษ์กลุ่มหนึ่ง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความตระหนกที่ดูแนบเนียนยิ่งนัก สายตาคมกริบของนางตวัดมองมู่หรงเสวี่ยที่คุกเข่าอยู่ข้างชั้นวางฎีกาด้วยความสะใจที่ซ่อนลึก
"กุ้ยเฟย? เจ้าเข้ามาทำไมยามวิกาลเช่นนี้" ตงฟางเย่ขมวดคิ้ว น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจ
"หม่อมฉันได้รับรายงานว่ามีหนอนบ่อนไส้ลอบเข้าห้องทรงงานเพื่อขโมยแผนที่ยุทธศาสตร์ชายแดนเพคะ!" หลินกุ้ยเฟยชี้ไปที่มือของมู่หรงเสวี่ยที่ยังอยู่ใกล้กล่องไม้ "นั่นอย่างไรเล่า! หลักฐานคามือ นางสุนัขจิ้งจอกนี่กำลังจะสานต่อแผนชั่วของพ่อมัน!"
"ไม่จริงเพคะฝ่าบาท! หม่อมฉันเพียงแต่..."
"หุบปาก!" จางกุ้ยเฟยตวาด "ฝ่าบาททรงดูเถิด ในมือของนางมีเข็มทิศขนาดเล็กสำหรับพกพาในป่า นี่มิใช่เตรียมจะส่งข่าวให้พวกกบฏที่เหลือหรอกหรือ!"
มู่หรงเสวี่ยก้มมองมือตัวเอง นางเพิ่งหยิบมันออกมาจากซอกกล่องไม้เพื่อจะเปิดกลไก แต่มันกลับกลายเป็นหลักฐานมัดตัวชั้นดีในสายตาคนนอก ตงฟางเย่มองดูเข็มทิศนั้นด้วยแววตาที่วูบไหวและเย็นชาลงอย่างน่าใจหาย
"เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่ มู่หรงเสวี่ย?"
มู่หรงเสวี่ยสบตาเขา นางเห็นความลังเลในดวงตาคู่นั้นเพียงครู่เดียวก่อนที่มันจะถูกฉาบด้วยความโหดเหี้ยม นางเข้าใจทันที... หากเขาเข้าข้างนางในตอนนี้ หลินกุ้ยเฟยและขุนนางฝ่ายพ่อของนางต้องรุมทึ้งเขาแน่
"หม่อมฉัน... ไม่มีคำจะกล่าวเพคะ" นางก้มหน้าต่ำ ยอมรับชะตากรรม
"ดี! ในเมื่อเจ้ากล้าทรยศความไว้ใจของข้าซ้ำสอง..." ตงฟางเย่ประกาศเสียงดังลั่นจนองครักษ์พากันสะดุ้ง "ทหาร! คุมตัวนางไปขังไว้ในคุกหลวง ห้ามใครเข้าเยี่ยมเด็ดขาดจนกว่าข้าจะสอบสวนด้วยตัวเอง!"
"ฝ่าบาท! แต่นางควรจะถูกประหาร..." จางกุ้ยเฟยพยายามค้าน
"ข้าบอกว่าข้าจะสอบสวนเอง!" ตงฟางเย่หันไปตวาดใส่พระสนมเอกจนนางหน้าซีด "หรือเจ้าจะขัดราชโองการ?"
“มะ...ไม่เพคะ แล้วแต่พระองค์จะทรงโปรดเถิดเพคะ”
จางกุ้ยเฟยเสียงสั่นแต่แอบซ่อนความสะใจเอาไว้ ช่างเถิด...ถึงฮ่องเต้จะทำเช่นไร บัดนี้มู่หรงเสวี่ยก็ถูกบีบจนถึงทางตันอยู่ดี
ภายในคุกหลวงที่มืดมิด
มู่หรงเสวี่ยถูกผลักเข้าไปในห้องขังที่ชื้นแฉะและหนาวเหน็บ โซ่ตรวนที่ข้อมือเย็นเยียบพอๆ กับหัวใจของนาง แต่นางกลับไม่ร้องไห้ นางกำลังทบทวนสายตาสุดท้ายของตงฟางเย่ก่อนที่ประตูจะปิดลง... มันไม่ใช่สายตาของคนอาฆาต แต่มันคือสายตาที่บอกให้ 'รอ'
กลางดึกที่เงียบสงัด เสียงฝีเท้าเบาหวิวหยุดลงหน้าห้องขัง มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทพรางใบหน้า
"ฝ่าบาท..." นางกระซิบ
มังกรประจัญหน้าหงส์กลับมาที่งานเลี้ยงในวังหลวง บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเมื่อองครักษ์คนสนิทของอ๋องเจ็ดวิ่งเข้ามาซุบซิบข้างหูเขาด้วยใบหน้าซีดเผือด อ๋องเจ็ดถึงกับทำจอกเหล้าหลุดมือตกลงพื้นแตกกระจาย"มีอะไรหรืออาเจ็ด?" ตงฟางเย่ถามด้วยความแปลกใจอ๋องเจ็ดพยายามรักษาสีหน้า "มะ... ไม่มีอะไรพะย่ะค่ะฝ่าบาท เพียงแต่กระหม่อมรู้สึกมึนหัวเล็กน้อย"มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่ามกลางสายตาขุนนางทั้งปวง นางก้าวออกมากลางโถงแล้วก้มหัวถวายบังคมตงฟางเย่ "ทูลฝ่าบาท... งานเลี้ยงชมบุปผานี้ช่างรื่นรมย์นัก ทว่าในยามที่พระองค์กำลังเพลิดเพลินกับความงามของสนมใหม่ ที่ท่าเรือทิศใต้กลับมีการ 'ขนถ่ายอาวุธศัตรู' เข้ามาภายใต้ตราประทับของราชวงศ์เพคะ"เสียงฮือฮาดังไปทั่วโถง ซูไท่เฮาผุดลุกขึ้นด้วยโทสะ "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าพูดจาเหลวไหล! งานมงคลเช่นนี้เจ้ากล้าใส่ร้ายข้าและอาเจ็ดงั้นหรือ!""หม่อมฉันมิได้ใส่ร้ายเพคะพระพันปี" มู่หรงเสวี่ยจ้องตาแม่สามีอย่างไม่ลดละ "หลักฐานทั้งหมด รวมถึงรายชื่อขุนนางที่สมรู้ร่วมคิด... กำลังเดินทางมาถึงประตูวังในอีกไม่กี่ชั่วยาม ฝ่าบาทเพคะ!
ราตรีที่จันทร์เต็มดวงสาดแสงอาบไล้หลังคาสีทองของพระราชวังหลวง ดูเผินๆ ช่างเป็นคืนที่สงบและรื่นรมย์ ทว่าลึกลงไปใต้เปลือกนอกที่สวยงาม กลับมีคลื่นใต้น้ำสองสายที่กำลังจะเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ซูไท่เฮา พระพันปีหลวง ทรงเลือกคืนนี้ในการจัดงานเลี้ยงน้ำชาและชมบุปผาเพื่อเปิดตัวเหล่าสนมใหม่ที่คัดเลือกมาอย่างดี โดยมีจุดประสงค์แอบแฝงคือการประกาศให้ทั้งราชสำนักเห็นว่า บัดนี้อำนาจในวังหลังไม่ได้อยู่ที่ตำหนักคุณหนิงอีกต่อไปโถงจัดเลี้ยงกลางอุทยานหลวงถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีมงคล กลิ่นดอกกุ้ยฮวาหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เหล่าขุนนางและฮูหยินชั้นสูงต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง สายตาหลายคู่คอยจับจ้องไปที่ มู่หรงเสวี่ย ที่บัดนี้ประทับนั่งเยื้องเบื้องหลังตงฟางเย่อย่างเงียบสงบ ผิดกับซูไท่เฮาที่ประทับเคียงข้างฮ่องเต้ในฐานะผู้กุมระเบียบวินัยหมากในคราบสนม"ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ" อ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้ ก้าวออกมากลางโถงด้วยชุดคลุมผ้าไหมสีม่วงอ่อนดูนุ่มนวล "คืนนี้อากาศเป็นใจ กระหม่อมและเสด็จแม่จึงได้คัดเลือกกิ่งหลิวอันงดง
คมดาบที่ซ่อนไว้ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าแผ่วเบาจากภายนอกทำให้หลิวซิงเร้นกายกลับเข้าสู่เงามืดอย่างรวดเร็ว อาซวง นางกำนัลสายลับเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำแกงรังนก ใบหน้าของนางยังคงความนอบน้อมที่ดูเสแสร้ง"ฮองเฮาเพคะ พระพันปีทรงเห็นว่าช่วงนี้พระนางทรงงานหนักและดูไม่สบายพระทัย จึงสั่งให้หม่อมฉันนำน้ำแกงรังนกตุ๋นยาสมุนไพรมาถวายเพื่อช่วยให้บรรทมหลับสบายเพคะ" อาซวงเอ่ยพลางวางชามน้ำแกงลงอย่างนุ่มนวลมู่หรงเสวี่ยเหลือบมองน้ำแกงนั้น แววตาของนางนิ่งสงบจนอาซวงเริ่มรู้สึกอึดอัด "พระพันปีช่างเมตตาข้านัก... อาซวง เจ้าอยู่ตำหนักพระพันปีมานาน ทรงเคยเปรยถึงแคว้นเป่ยหรงบ้างหรือไม่? ข้าได้ยินว่าที่นั่นอากาศหนาวเย็นนัก ของป่าและยาสมุนไพรย่อมมีความแปลกใหม่กว่าบ้านเรา"อาซวงชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มแข็งค้าง "หม่อมฉันมิเคยได้ยินพะย่ะค่ะ พระพันปีทรงเกลียดชังพวกนอกด่านเหล่านั้นนัก จะทรงเอ่ยถึงให้ระคายพระกรรณได้อย่างไรเพคะ?""งั้นหรือ..." มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน ก้าวเข้าไปหาอาซวงช้าๆ "แต่ข้ากลับได้กลิ่น 'เครื่องเทศ' ของพวกเป่ยหรงลอยฟุ้งมาจากน้ำแกงชามนี
มังกรผู้ปิดหูปิดตาคืนนั้น มู่หรงเสวี่ยเข้าเฝ้าตงฟางเย่เพื่อทูลเรื่องความผิดปกติของเงินกองทุน ทว่านางกลับพบกับกำแพงน้ำแข็งที่หนากว่าเดิม"เสวี่ยเอ๋อร์ ข้าไม่อยากฟังเรื่องนี้อีกแล้ว!" ตงฟางเย่ตวาดเบาๆ ด้วยความรำคาญใจ "อาเจ็ดช่วยข้าแก้ปัญหาที่เจ้าก่อไว้จนเกือบจะเกิดกบฏขุนนาง เจ้ายังจะตามไปจับผิดเขาอีกหรือ? เจ้าเห็นความดีของผู้อื่นไม่เป็นเลยหรืออย่างไร?"มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งประดุจถูกตบหน้า "ฝ่าบาท... หม่อมฉันไม่ได้จับผิด แต่หม่อมฉันเห็นหลุมพรางที่เขากำลังขุด เงินเหล่านั้นถูกนำไปซ่องสุม...""พอเสียที!" ตงฟางเย่ลุกขึ้นก้าวมาหานาง แววตาฉายความห่างเหิน "อาเจ็ดบอกข้าว่าเจ้าเป็นคนระแวงจัดเพราะเติบโตมาในค่ายทหาร ข้าไม่เคยเชื่อ... จนกระทั่งวันนี้ เสวี่ยเอ๋อร์ ถ้าเจ้ายังไม่เลิกทำตัวเป็น 'แม่ทัพ' ในห้องบรรทม ข้าเห็นว่าเราควรจะอยู่ห่างกันสักพักเพื่อให้เจ้าได้ทบทวนตัวเอง"มู่หรงเสวี่ยจ้องมองชายที่รัก แววตาของนางสั่นระริกทว่านางไม่ยอมให้หยาดน้ำตาไหลออกมา "หากพระองค์ทรงเห็นว่า 'ความสอพลอ' คือความหวังดี และ 'ความจริง' คือการจับผิด... เช่นนั้นหม่อมฉัน
ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักพักของอ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้กำลังดื่มฉลองกับเสนาบดีหวัง"ท่านอ๋องพะย่ะค่ะ ฮองเฮาหน้าซีดเผือดตอนที่ฝ่าบาททรงเห็นชอบกับพระองค์ ช่างสะใจยิ่งนัก!" เสนาบดีหวังหัวเราะร่าตงฟางอวี้ควงจอกเหล้าในมือ แววตาฉายประกายอำมหิต "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเสนาบดีหวัง... เมื่อมังกรเริ่มรำคาญเสียงหงส์ที่คอยจิกตี และเริ่มโหยหาที่พักใจที่นุ่มนวลกว่า เมื่อนั้นกรงขังมู่หรงเสวี่ยจะถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ ข้าจะแสดงให้เห็นว่า 'ความหวังดี' ที่ข้ามีต่อฮ่องเต้นั้น มันจะค่อยๆ กลายเป็นยาพิษที่ปลิดชีพพระองค์และนางไปพร้อมๆ กัน"เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ไปยังตำหนักคุณหนิงที่ยังเปิดไฟสลัว"มู่หรงเสวี่ย... ความเด็ดขาดของเจ้านั่นแหละ คือสิ่งที่จะทำลายเจ้าเอง"ยามเช้าในเขตพระราชฐานชั้นในวันนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาที่บานสะพรั่ง ทว่าในห้องทรงอักษรของ ตงฟางเย่ บรรยากาศกลับยังคงอึมครึมด้วยไอระอุจากความขัดแย้งในวันก่อน ฮ่องเต้หนุ่มประทับนั่งจ้องมองฎีกาคัดค้านการปฏิรูปที่ยังคงกองอยู่เบื้องหน้า แม้จ
กับดักกลางคำสรรเสริญการประชุมขุนนางในสายวันนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสงครามเย็น เสนาบดีหวังและกลุ่มขุนนางอาวุโสยืนเรียงแถวด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม โดยมีอ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้ ประทับนั่งในตำแหน่งปรึกษาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมีเมตตา"ทูลฝ่าบาท" เสนาบดีหวังเริ่มกราบทูล "แผนปฏิรูปภาษีของฮองเฮานั้น แม้เจตนาจะดีเพื่อราษฎร ทว่าในจารีตของต้าตงเรา ขุนนางคือเสาหลักที่ค้ำจุนบัลลังก์ หากเสาหลักสั่นคลอน มังกรจะประทับอยู่อย่างมั่นคงได้อย่างไรพะย่ะค่ะ? กระหม่อมเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านอ๋องเจ็ด ที่ให้ใช้หลักความกตัญญูและสมัครใจในการช่วยเหลือราชสำนักแทน"อ๋องเจ็ดก้าวออกมาเบื้องหน้า ยอบกายลงอย่างสง่างาม "ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ ฮองเฮาทรงเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ แต่นางอาจจะยังมิเข้าใจ 'ศิลปะแห่งการครองใจคน' ขุนนางเหล่านี้รับใช้ราชวงศ์มานาน หากเราบีบบังคับด้วยกฎหมายที่เข้มงวดเกินไป จะเป็นการสร้างรอยร้าวที่ยากจะประสาน กระหม่อมยินดีที่จะเป็นตัวกลางรวบรวมเงินบริจาคจากตระกูลต่างๆ เพื่อเข้าสู่กองทุนช่วยเหลือราษฎร โดยมิให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษีให้เป็นที่ขัดเคืองพะย่ะค่ะ"ขุนนา




![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [นางร้าย]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


