เข้าสู่ระบบตงฟางเย่ไม่ได้ขานรับ เขาเพียงแต่ยื่นจดหมายเล็กๆ ผ่านลูกกรงเข้ามา พร้อมกับยาขี้ผึ้งทาแผล "ที่นั่นอันตรายเกินไปสำหรับเจ้า การอยู่ในคุกนี้อาจจะดูโหดร้าย แต่เป็นที่เดียวที่คนของหลินกุ้ยเฟยจะเข้าถึงตัวเจ้าได้ยากที่สุด"
เขาลดเสียงลงจนเป็นเสียงกระซิบ "ข้าเปิดกล่องไม้ได้แล้ว... เสวี่ยเอ๋อร์ สิ่งที่พ่อเจ้าทิ้งไว้ไม่ใช่แค่ความจริงเรื่องกบฏ แต่มันคือรายชื่อของคนในวังที่รับสินบนจากแคว้นศัตรู และชื่อแรกในนั้นคือ... พ่อของหลินกุ้ยเฟย"
มู่หรงเสวี่ยเบิกตากว้าง "แล้วทำไมพระองค์ไม่..."
"ข้ายังต้องการหลักฐานมัดตัวที่ดิ้นไม่หลุด" ตงฟางเย่เอื้อมมือลอดลูกกรงมาลูบแก้มที่ซูบผอมของนางอย่างแผ่วเบา ความอ่อนโยนที่นางโหยหาพรั่งพรูออกมาในสัมผัสเดียว "อดทนเพื่อข้าอีกนิดได้หรือไม่? ข้าจะเปลี่ยนคุกแห่งนี้ให้กลายเป็นที่ล้างมลทินของตระกูลเจ้าเอง"
ค่ำคืนในคุกหลวงเงียบสงัดจนน่าขนลุก มีเพียงเสียงหยดน้ำที่กระทบพื้นหิน มู่หรงเสวี่ย นั่งกอดเข่าพิงผนังที่เย็นเยียบ นางรับรู้ได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่ทำให้สันหลังวูบวาบ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของผู้คุมที่ควรจะเดินตรวจตรากลับเงียบหายไป แทนที่ด้วยเสียงโลหะเสียดสีกันเบาๆ ชายชุดดำสามคนลอบเข้ามาในเงามืด ประกายดาบสะท้อนแสงจันทร์รำไรที่ลอดผ่านช่องลม
"พระสนมจางสั่งมา... ให้เจ้าไปพบกับพ่อของเจ้าในปรโลก!"
ดาบคมกริบตวัดฟาดลงมา มู่หรงเสวี่ยหลับตาแน่นเตรียมรับความตาย แต่นางกลับได้ยินเสียง เคร้ง! ของโลหะปะทะกันอย่างรุนแรงแทน
"ใครกล้าแตะต้องนาง... มันผู้นั้นต้องตาย!"
น้ำเสียงทรงอำนาจที่คุ้นเคยดังขึ้น ตงฟางเย่ ในชุดเกราะเบาสีดำสนิทก้าวออกมาจากมุมมืด เขาตวัดกระบี่เพียงไม่กี่ครั้ง มือสังหารทั้งสามก็ล้มลงไปกองกับพื้นด้วยความรวดเร็ว ฮ่องเต้หนุ่มไม่รอช้า เขารีบใช้กระบี่ฟันโซ่ตรวนที่ประตูกลจนขาดสะบั้นแล้วโผเข้าหาหญิงสาว
"เสวี่ยเอ๋อ! เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?" เขาประคองร่างนางขึ้นมาด้วยวงแขนที่สั่นเทา ความเยือกเย็นที่เคยมีพังทลายลงสิ้นเหลือเพียงความห่วงใยที่ท่วมท้น
"ฝ่าบาท... ทรงมาที่นี่ได้อย่างไรเพคะ?"
"ข้ารู้ว่านางต้องลงมือ" ตงฟางเย่กบฏกรามแน่น "และข้าจะไม่ยอมให้สิ่งใดพรากเจ้าไปจากข้าเป็นครั้งที่สอง!"
ตงฟางเย่จูงมือมู่หรงเสวี่ยเดินออกจากคุกหลวงมุ่งตรงไปยังท้องพระโรงที่ซึ่งเหล่าขุนนางและ จางกุ้ยเฟย กำลังรอฟังข่าวการ 'ตาย' ของนางกำนัลกบฏอย่างใจจดใจจ่อ
เมื่อประตูใหญ่ถูกผลักเปิดออก แสงไฟจากคบเพลิงสว่างไสวเผยให้เห็นฮ่องเต้ที่เดินเคียงคู่มากับนักโทษหญิงในสภาพมอมแมมแต่แววตากลับแน่วแน่ หลินกุ้ยเฟยหน้าซีดเผือดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ
"ฝ่าบาท! เหตุใดทรงพานางกบฏนี่มาที่นี่เพคะ? นางควรจะ..."
"นางควรจะถูกฆ่าปิดปากตามคำสั่งของเจ้าใช่หรือไม่! กุ้ยเฟย!" ตงฟางเย่ตวาดเสียงดังกึกก้องจนขุนนางทั้งแผ่นดินต้องก้มกราบ
เขาสะบัดมือขว้างม้วนฎีกาสีเลือดและตราประทับที่ค้นพบจากกล่องลับลงบนพื้นต่อหน้าทุกคน
"นี่คือหลักฐานที่มู่หรงเสวี่ยหามาได้! จดหมายเหล่านี้พิสูจน์ว่าเสนาบดีหลิน พ่อของเจ้า ร่วมมือกับแคว้นศัตรูเพื่อใส่ร้ายแม่ทัพมู่หรง และเจ้า... หลินกุ้ยเฟย เจ้าคือผู้ที่สลับจดหมายในหอจดหมายหลวง!"
"ไม่จริง! หม่อมฉันถูกใส่ร้าย!" จางกุ้ยเฟยกรีดร้อง เสียงสั่นเครือ
"ข้าให้โอกาสเจ้าพูดความจริงเพียงครั้งเดียว... เพราะมือสังหารที่ข้าจับได้ในคุกเมื่อครู่ สารภาพหมดแล้วว่าใครเป็นผู้จ้างวาน!" ตงฟางเย่ก้าวเข้าไปหานาง สายตาคมดุจมัจจุราช "สามปีที่ข้าต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความเกลียดชังหญิงที่ข้ารักที่สุด... เจ้าต้องชดใช้ด้วยชีวิต!"
จางกุ้ยเฟยทรุดตัวลงกับพื้น ร่ำไห้อย่างหมดท่า ทหารองครักษ์เข้าควบคุมตัวนางและคนตระกูลจางทันที ท่ามกลางเสียงฮือฮาของขุนนางที่เคยรุมประณามตระกูลมู่หรง แท้จริงเป็นแผนร้ายของพระสนมในวังหลวงที่เต็มไปด้วยความริษยาและต้องการเข้าแทนที่อำนาจฮองเฮา
แสงจันทร์นวลตาเริ่มอาบย้อมผืนฟ้าที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม ดวงดาวพร่างพรายที่เคยส่องแสงล้อเลียนความอ้างว้างของนางมาตลอดสามปี บัดนี้กลับดูคล้ายพยานแห่งเกียรติยศที่กำลังจะอุบัติขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของลานหลวงที่มีเหล่านางกำนัลและทหารองครักษ์นับร้อยยืนก้มหน้าสงบนิ่ง ตงฟางเย่ โอรสสวรรค์ผู้เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งในเหมันตฤดู กลับหันกายมาหาหญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่ยืนเคียงข้าง
มังกรประจัญหน้าหงส์กลับมาที่งานเลี้ยงในวังหลวง บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเมื่อองครักษ์คนสนิทของอ๋องเจ็ดวิ่งเข้ามาซุบซิบข้างหูเขาด้วยใบหน้าซีดเผือด อ๋องเจ็ดถึงกับทำจอกเหล้าหลุดมือตกลงพื้นแตกกระจาย"มีอะไรหรืออาเจ็ด?" ตงฟางเย่ถามด้วยความแปลกใจอ๋องเจ็ดพยายามรักษาสีหน้า "มะ... ไม่มีอะไรพะย่ะค่ะฝ่าบาท เพียงแต่กระหม่อมรู้สึกมึนหัวเล็กน้อย"มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่ามกลางสายตาขุนนางทั้งปวง นางก้าวออกมากลางโถงแล้วก้มหัวถวายบังคมตงฟางเย่ "ทูลฝ่าบาท... งานเลี้ยงชมบุปผานี้ช่างรื่นรมย์นัก ทว่าในยามที่พระองค์กำลังเพลิดเพลินกับความงามของสนมใหม่ ที่ท่าเรือทิศใต้กลับมีการ 'ขนถ่ายอาวุธศัตรู' เข้ามาภายใต้ตราประทับของราชวงศ์เพคะ"เสียงฮือฮาดังไปทั่วโถง ซูไท่เฮาผุดลุกขึ้นด้วยโทสะ "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าพูดจาเหลวไหล! งานมงคลเช่นนี้เจ้ากล้าใส่ร้ายข้าและอาเจ็ดงั้นหรือ!""หม่อมฉันมิได้ใส่ร้ายเพคะพระพันปี" มู่หรงเสวี่ยจ้องตาแม่สามีอย่างไม่ลดละ "หลักฐานทั้งหมด รวมถึงรายชื่อขุนนางที่สมรู้ร่วมคิด... กำลังเดินทางมาถึงประตูวังในอีกไม่กี่ชั่วยาม ฝ่าบาทเพคะ!
ราตรีที่จันทร์เต็มดวงสาดแสงอาบไล้หลังคาสีทองของพระราชวังหลวง ดูเผินๆ ช่างเป็นคืนที่สงบและรื่นรมย์ ทว่าลึกลงไปใต้เปลือกนอกที่สวยงาม กลับมีคลื่นใต้น้ำสองสายที่กำลังจะเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ซูไท่เฮา พระพันปีหลวง ทรงเลือกคืนนี้ในการจัดงานเลี้ยงน้ำชาและชมบุปผาเพื่อเปิดตัวเหล่าสนมใหม่ที่คัดเลือกมาอย่างดี โดยมีจุดประสงค์แอบแฝงคือการประกาศให้ทั้งราชสำนักเห็นว่า บัดนี้อำนาจในวังหลังไม่ได้อยู่ที่ตำหนักคุณหนิงอีกต่อไปโถงจัดเลี้ยงกลางอุทยานหลวงถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีมงคล กลิ่นดอกกุ้ยฮวาหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เหล่าขุนนางและฮูหยินชั้นสูงต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง สายตาหลายคู่คอยจับจ้องไปที่ มู่หรงเสวี่ย ที่บัดนี้ประทับนั่งเยื้องเบื้องหลังตงฟางเย่อย่างเงียบสงบ ผิดกับซูไท่เฮาที่ประทับเคียงข้างฮ่องเต้ในฐานะผู้กุมระเบียบวินัยหมากในคราบสนม"ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ" อ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้ ก้าวออกมากลางโถงด้วยชุดคลุมผ้าไหมสีม่วงอ่อนดูนุ่มนวล "คืนนี้อากาศเป็นใจ กระหม่อมและเสด็จแม่จึงได้คัดเลือกกิ่งหลิวอันงดง
คมดาบที่ซ่อนไว้ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าแผ่วเบาจากภายนอกทำให้หลิวซิงเร้นกายกลับเข้าสู่เงามืดอย่างรวดเร็ว อาซวง นางกำนัลสายลับเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำแกงรังนก ใบหน้าของนางยังคงความนอบน้อมที่ดูเสแสร้ง"ฮองเฮาเพคะ พระพันปีทรงเห็นว่าช่วงนี้พระนางทรงงานหนักและดูไม่สบายพระทัย จึงสั่งให้หม่อมฉันนำน้ำแกงรังนกตุ๋นยาสมุนไพรมาถวายเพื่อช่วยให้บรรทมหลับสบายเพคะ" อาซวงเอ่ยพลางวางชามน้ำแกงลงอย่างนุ่มนวลมู่หรงเสวี่ยเหลือบมองน้ำแกงนั้น แววตาของนางนิ่งสงบจนอาซวงเริ่มรู้สึกอึดอัด "พระพันปีช่างเมตตาข้านัก... อาซวง เจ้าอยู่ตำหนักพระพันปีมานาน ทรงเคยเปรยถึงแคว้นเป่ยหรงบ้างหรือไม่? ข้าได้ยินว่าที่นั่นอากาศหนาวเย็นนัก ของป่าและยาสมุนไพรย่อมมีความแปลกใหม่กว่าบ้านเรา"อาซวงชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มแข็งค้าง "หม่อมฉันมิเคยได้ยินพะย่ะค่ะ พระพันปีทรงเกลียดชังพวกนอกด่านเหล่านั้นนัก จะทรงเอ่ยถึงให้ระคายพระกรรณได้อย่างไรเพคะ?""งั้นหรือ..." มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน ก้าวเข้าไปหาอาซวงช้าๆ "แต่ข้ากลับได้กลิ่น 'เครื่องเทศ' ของพวกเป่ยหรงลอยฟุ้งมาจากน้ำแกงชามนี
มังกรผู้ปิดหูปิดตาคืนนั้น มู่หรงเสวี่ยเข้าเฝ้าตงฟางเย่เพื่อทูลเรื่องความผิดปกติของเงินกองทุน ทว่านางกลับพบกับกำแพงน้ำแข็งที่หนากว่าเดิม"เสวี่ยเอ๋อร์ ข้าไม่อยากฟังเรื่องนี้อีกแล้ว!" ตงฟางเย่ตวาดเบาๆ ด้วยความรำคาญใจ "อาเจ็ดช่วยข้าแก้ปัญหาที่เจ้าก่อไว้จนเกือบจะเกิดกบฏขุนนาง เจ้ายังจะตามไปจับผิดเขาอีกหรือ? เจ้าเห็นความดีของผู้อื่นไม่เป็นเลยหรืออย่างไร?"มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งประดุจถูกตบหน้า "ฝ่าบาท... หม่อมฉันไม่ได้จับผิด แต่หม่อมฉันเห็นหลุมพรางที่เขากำลังขุด เงินเหล่านั้นถูกนำไปซ่องสุม...""พอเสียที!" ตงฟางเย่ลุกขึ้นก้าวมาหานาง แววตาฉายความห่างเหิน "อาเจ็ดบอกข้าว่าเจ้าเป็นคนระแวงจัดเพราะเติบโตมาในค่ายทหาร ข้าไม่เคยเชื่อ... จนกระทั่งวันนี้ เสวี่ยเอ๋อร์ ถ้าเจ้ายังไม่เลิกทำตัวเป็น 'แม่ทัพ' ในห้องบรรทม ข้าเห็นว่าเราควรจะอยู่ห่างกันสักพักเพื่อให้เจ้าได้ทบทวนตัวเอง"มู่หรงเสวี่ยจ้องมองชายที่รัก แววตาของนางสั่นระริกทว่านางไม่ยอมให้หยาดน้ำตาไหลออกมา "หากพระองค์ทรงเห็นว่า 'ความสอพลอ' คือความหวังดี และ 'ความจริง' คือการจับผิด... เช่นนั้นหม่อมฉัน
ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักพักของอ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้กำลังดื่มฉลองกับเสนาบดีหวัง"ท่านอ๋องพะย่ะค่ะ ฮองเฮาหน้าซีดเผือดตอนที่ฝ่าบาททรงเห็นชอบกับพระองค์ ช่างสะใจยิ่งนัก!" เสนาบดีหวังหัวเราะร่าตงฟางอวี้ควงจอกเหล้าในมือ แววตาฉายประกายอำมหิต "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเสนาบดีหวัง... เมื่อมังกรเริ่มรำคาญเสียงหงส์ที่คอยจิกตี และเริ่มโหยหาที่พักใจที่นุ่มนวลกว่า เมื่อนั้นกรงขังมู่หรงเสวี่ยจะถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ ข้าจะแสดงให้เห็นว่า 'ความหวังดี' ที่ข้ามีต่อฮ่องเต้นั้น มันจะค่อยๆ กลายเป็นยาพิษที่ปลิดชีพพระองค์และนางไปพร้อมๆ กัน"เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ไปยังตำหนักคุณหนิงที่ยังเปิดไฟสลัว"มู่หรงเสวี่ย... ความเด็ดขาดของเจ้านั่นแหละ คือสิ่งที่จะทำลายเจ้าเอง"ยามเช้าในเขตพระราชฐานชั้นในวันนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาที่บานสะพรั่ง ทว่าในห้องทรงอักษรของ ตงฟางเย่ บรรยากาศกลับยังคงอึมครึมด้วยไอระอุจากความขัดแย้งในวันก่อน ฮ่องเต้หนุ่มประทับนั่งจ้องมองฎีกาคัดค้านการปฏิรูปที่ยังคงกองอยู่เบื้องหน้า แม้จ
กับดักกลางคำสรรเสริญการประชุมขุนนางในสายวันนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสงครามเย็น เสนาบดีหวังและกลุ่มขุนนางอาวุโสยืนเรียงแถวด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม โดยมีอ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้ ประทับนั่งในตำแหน่งปรึกษาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมีเมตตา"ทูลฝ่าบาท" เสนาบดีหวังเริ่มกราบทูล "แผนปฏิรูปภาษีของฮองเฮานั้น แม้เจตนาจะดีเพื่อราษฎร ทว่าในจารีตของต้าตงเรา ขุนนางคือเสาหลักที่ค้ำจุนบัลลังก์ หากเสาหลักสั่นคลอน มังกรจะประทับอยู่อย่างมั่นคงได้อย่างไรพะย่ะค่ะ? กระหม่อมเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านอ๋องเจ็ด ที่ให้ใช้หลักความกตัญญูและสมัครใจในการช่วยเหลือราชสำนักแทน"อ๋องเจ็ดก้าวออกมาเบื้องหน้า ยอบกายลงอย่างสง่างาม "ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ ฮองเฮาทรงเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ แต่นางอาจจะยังมิเข้าใจ 'ศิลปะแห่งการครองใจคน' ขุนนางเหล่านี้รับใช้ราชวงศ์มานาน หากเราบีบบังคับด้วยกฎหมายที่เข้มงวดเกินไป จะเป็นการสร้างรอยร้าวที่ยากจะประสาน กระหม่อมยินดีที่จะเป็นตัวกลางรวบรวมเงินบริจาคจากตระกูลต่างๆ เพื่อเข้าสู่กองทุนช่วยเหลือราษฎร โดยมิให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษีให้เป็นที่ขัดเคืองพะย่ะค่ะ"ขุนนา







