LOGINเมื่อความเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นพลัง มู่หรงเสวี่ย จึงเลือกที่จะไม่ร้องไห้อ้อนวอนขอความเมตตาอีกต่อไป นางรู้ดีว่าการจะล้างมลทินให้ตระกูลมู่หรงที่มีความผิดฐานกบฏค้ำคออยู่นั้น นางต้องเข้าใกล้ "หัวใจ" ของผู้ที่ถืออำนาจสูงสุดให้ได้มากที่สุด แม้ว่าหัวใจดวงนั้นจะกลายเป็นก้อนหินไปแล้วก็ตาม
ค่ำคืนนั้นที่ตำหนักจิ้งซิน บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงฟืนปะทุในเตาผิง กลิ่นกำยานหอมกรุ่นอวลไปทั่วห้องโถงกว้าง ทว่ากลับเป็นกลิ่นหอมที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดดุจม่านหมอกก่อนพายุจะพัดโหม มู่หรงเสวี่ย ในชุดผ้าไหมบางเบาสีขาวนวลที่ถูกจัดเตรียมไว้ ก้าวเท้าที่สั่นระริกเล็กน้อยเข้าไปด้านใน ความเย็นของพื้นหินอ่อนสัมผัสฝ่าเท้าป่าวเปลือยของนาง ยิ่งย้ำเตือนถึงสถานะที่ไร้ที่พึ่งในยามนี้
ตงฟางเย่ ประทับนั่งอยู่หลังโต๊ะทรงงานมังกร พระพักตร์ครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ในเงามืด เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแม้เพียงนิด ทว่ารังสีความกดดันและกลิ่นอายแห่งโทสะที่พยายามสะกดกลั้นไว้กลับแผ่ซ่านออกมาจนนางรู้สึกหายใจลำบาก
"มานี่!"
คำสั่งสั้นห้วนและทรงอำนาจนั้นทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ เสวี่ยเอ๋อเดินเข้าไปใกล้ช้า ๆ แทนที่จะก้มหน้าหลบตาอย่างสาวใช้ผู้หวาดกลัว นางกลับใช้ความนิ่งสงบข่มความหวั่นใจ นางค่อย ๆ ยื่นมือที่เริ่มนุ่มนวลขึ้นจากการแอบชโลมน้ำมันดอกไม้ป่า สัมผัสเดียวที่เหลืออยู่จากโรงซักล้างที่นางค่อย ๆ รินสุราลงในจอกทองคำอย่างแผ่วเบาจนเกิดเสียงน้ำไหลรินอย่างสม่ำเสมอ
"ฝ่าบาท... ทรงงานหนักปานนี้ ดื่มสุราอุ่น ๆ สักนิดเพื่อคลายพระทัยเถิดเพคะ"
ตงฟางเย่ชะงักพู่กันในหัตถ์ หมึกสีดำหยดลงบนกระดาษเป็นวงกว้างดุจรอยแผล เขาเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นยอดดวงใจ สายตาของนางในวันนี้ต่างไปจากตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง มันมีความเศร้าที่ลึกล้ำปานมหาสมุทร แต่กลับแฝงไปด้วยความเย้ายวนอย่างที่เขาไม่เคยเห็น... ความเย้ายวนของสตรีที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อปกป้องสิ่งที่นางรัก
"เจ้ากำลังพยายามจะทำอะไร? ยั่วยวนข้าเพื่อขอชีวิตให้ชู้รักหรือเพื่อรักษาหัวบนบ่าของตัวเองกันแน่?" เขาแค่นยิ้มเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยความเหยียดหยามที่เจ็บปวด
มือหนาคว้าหมับเข้าที่เอวบางอย่างแรงจนนางอุทานเบา ๆ ก่อนจะกระชากร่างนางให้ล้มลงมานั่งบนตักกว้าง มู่หรงเสวี่ยไม่ได้ขัดขืน นางปล่อยให้ร่างกายแนบชิดกับฉลองพระองค์ไหมปักดิ้นทอง
"หม่อมฉันเพียงอยากรับใช้... ในฐานะที่คนบาปคนหนึ่งจะพึงกระทำได้" นางกระซิบชิดริมพระกรรณ ลมหายใจอุ่น ๆ ของนางที่เป่ารดผิวพระศอทำให้หัวใจของฮ่องเต้หนุ่มกระตุกวูบ ความระแวงที่มีกลับปะทะเข้ากับสิเน่หาที่ตัดไม่ขาด
เขารัดอ้อมกอดแน่นขึ้นจนนางต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ "คนบาปอย่างเจ้าน่ะหรือ? หากเจ้าอยากรับใช้นัก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้! ข้าจะดูว่าความภักดีของเจ้านั้นออกมาจากใจ หรือเป็นเพียงงิ้วฉากหนึ่งที่เจ้าแสดงเพื่อตบตาข้า!"
ในค่ำคืนที่แสนรวดร้าวและบีบคั้นใจ มู่หรงเสวี่ยกลับใช้ความอ่อนโยนสยบความเกรี้ยวกราด ทุกสัมผัสที่นางมอบให้กลับคืนไปนั้นไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การปรนนิบัติตามหน้าที่ แต่นางกำลังใช้ร่างกายและดวงตาคู่นั้นย้ำเตือนให้เขาจำได้ถึง "ความทรงจำ" เก่า ๆ... วันที่พวกเขาเคยพิงซบกันใต้ต้นท้อ วันที่เขาสัญญาว่าจะเชื่อใจนางเหนือสิ่งอื่นใด
นางปล่อยให้น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้มลงบนพระหัตถ์ของเขา น้ำตาที่ไร้เสียงแต่กลับกรีดลึกเข้าไปในกำแพงความระแวงของตงฟางเย่ ราวกับจะถามเขาโดยไม่ต้องใช้คำพูดว่า 'พระองค์ทรงลืมผู้หญิงคนนี้ไปแล้วจริงๆ หรือ?'
แผนการในเงามืด
เมื่อตงฟางเย่เข้าสู่ห้วงนิทราเพราะความเหนื่อยล้า มู่หรงเสวี่ยค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงอย่างเงียบเชียบ นางไม่ได้หนีไปไหน แต่นางกำลังค้นหาบางอย่าง... 'ตราประทับลับ' หรือ 'ฎีกา' ที่เกี่ยวข้องกับการประหารตระกูลมู่หรงเมื่อสามปีก่อน
นางรู้ว่าพ่อของนางถูกใส่ร้ายเรื่องการลักลอบส่งจดหมายลับให้แคว้นศัตรู และหลักฐานชิ้นนั้นต้องถูกเก็บไว้ที่ไหนสักแห่งในห้องทรงงานนี้
"ต้องมีใครสักคนสลับจดหมาย... พ่อไม่มีทางทรยศแผ่นดิน" นางพึมพำกับตัวเองขณะรื้อค้นชั้นวางฎีกาอย่างรวดเร็วและเบามือที่สุด
ทันใดนั้นเอง! นางเหลือบไปเห็นกล่องไม้แกะสลักลวดลายแปลกตาที่ซ่อนอยู่หลังชั้นหนังสือ มันถูกล็อกด้วยกุญแจกลไกที่นางเคยเห็นพ่อทำขึ้นสมัยยังเด็ก
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าด้านนอกทำให้มู่หรงเสวี่ยสะดุ้ง และเป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง
"เจ้ากำลังหาอะไรอยู่... เสวี่ยเอ๋อ?"
มังกรในพันธนาการ... เล่ห์สุดท้ายของนางมารเพลิงไหม้ยังคงลุกโชนอยู่ตามมุมต่างๆ ของพระราชวัง แสงเพลิงสะท้อนกับพระจันทร์สีเลือดทำให้ท้องฟ้าดูน่าสยดสยองประดุจขุมนรกบนดิน ในจังหวะที่มู่หรงเสวี่ยกำลังกวาดล้างหน่วยเดนตายที่เชิงเทิน เสียงระเบิดดังกึกก้องมาจากทาง ตำหนักเฉียนชิง ทิศทางที่ตงฟางเย่เพิ่งเสด็จไป"ฝ่าบาท!" มู่หรงเสวี่ยอุทานด้วยความตกใจ นางรีบทะยานร่างลงจากกำแพงเมืองมุ่งหน้าไปยังตำหนักหลวงทันทีทว่าภาพที่นางเห็นเมื่อไปถึงกลับทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น ตงฟางเย่ ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่เคลือบยาพิษสลายกำลัง พระองค์ประทับคุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรงที่รายล้อมด้วยนักฆ่า "เงาสีคราม" ที่เหลืออยู่ โดยมี อวี้หลัน ยืนถือกริชจ่ออยู่ที่ลำคอของพระองค์อวี้หลันในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงและมีแผลจากการปะทะ แต่ดวงตาของนางกลับฉายแววบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม นางบังคับให้ตงฟางเย่นั่งอยู่หน้าโต๊ะทรงอักษร ซึ่งมีม้วนผ้าไหมเหลืองทองและแท่นหมึกสีชาดวางรออยู่"หยุดอยู่ตรงนั้น! มู่หรงเสวี่ย!" อวี้หลันตวาดก้อง เสีย
พยัคฆ์ในเงามืด... การตลบหลังที่ไร้ความปรานี"เจ้าหญิงอวี้หลัน... เจ้าช่างชอบสีแดงนักนะ"น้ำเสียงเย็นเยียบดังกังวานมาจากมุมมืดของกำแพงเมือง อวี้หลันชะงักฝีเท้า พลันปรากฏร่างของ มู่หรงเสวี่ย ในชุดเกราะเงินวาววับสะท้อนแสงจันทร์สีเลือด นางก้าวออกมาพร้อมกับ หลิวซิง และกองกำลังพยัคฆ์ขาวที่ดูเหมือนจะ "หายตัวไป" ก่อนหน้านี้ แต่แท้จริงแล้วพวกเขาซุ่มรอเวลานี้อยู่ในอุโมงค์ลับใต้กำแพงเมือง"มู่หรงเสวี่ย! เจ้ายังไม่ตาย!" อวี้หลันกัดฟันกรอด "แต่ต่อให้เจ้าฟื้นขึ้นมา ยามนี้กองทัพข้าเข้าเมืองมาแล้ว ตราพยัคฆ์ขาวอยู่ในมือข้า ทหารของเจ้าต้องฟังข้า!"มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช "ลองดูสิอวี้หลัน... ลองสั่งทหารที่ยืนอยู่เบื้องหลังข้าดูสิ ว่าพวกเขาจะทำตาม 'ก้อนหิน' ในมือเจ้า หรือจะทำตาม 'จิตวิญญาณ' ของแม่ทัพที่สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขามานับสิบปี"อวี้หลันชูตราหยกขึ้นสูง "ทหารพยัคฆ์ขาว! ข้ากุมอาญาสิทธิ์! จงสังหารนางกบฏมู่หรงเสวี่ยเดี๋ยวนี้!"ความเงียบที่น่าขนลุกปกคลุมไปชั่วขณะ ทหารพยัคฆ์ขาวนั
ท่ามกลางวงล้อม เล่ห์เหลี่ยมที่ล่มสลายหัวหน้าทัพซีหานชะงักม้า "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าเสียอำนาจไปแล้ว! อำมาตย์กงบอกเราว่าเจ้าถูกกักบริเวณ!""อำมาตย์กงงั้นหรือ?" มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้มเย็น "ป่านนี้เขาคงกำลังสนุกกับการดู 'ปืนใหญ่' ของอวี้หลันที่เขาสะสมไว้... ระเบิดคฤหาสน์ของตัวเองอยู่กระมัง"ในวินาทีนั้นเอง เสียงระเบิดดังกัมปนาทมาจากทิศทิศใต้ของเมืองหลวง เปลวเพลิงสีส้มพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า มันคือคฤหาสน์ของอำมาตย์กงที่ถูกแรงระเบิดจากปืนใหญ่ที่อวี้หลันแอบวางกลไก "ทำลายตัวเอง" ไว้เพื่อฆ่าปิดปากขุนนางเฒ่า แต่หลิวซิงได้ชิงจุดชนวนก่อนเวลาเพื่อให้มันกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยให้แก่ราษฎร"พวกเจ้าถูกหลอกมาตายเพื่อความฝันของสตรีวิปลาสเพียงคนเดียว" มู่หรงเสวี่ยชี้ดาบลงมาเบื้องล่าง "ทหารพยัคฆ์ขาว! จัดการกบฏให้สิ้นซาก อย่าให้พวกมันรอดไปถึงเขตพระราชฐานชั้นใน!"ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!ลูกศรเพลิงนับพันถูกระดมยิงลงมาจากกำแพงเมือง กองทัพซีหานที่เคยฮึกเหิมกลับกลายเป็นเป้านิ่งในค่ายกลที่มู่หรงเสวี่ยวางไว้การเผชิญหน้าบนหอคอย
"ฮองเฮาทรงพระปรีชายิ่งนัก!" อำมาตย์กงรีบตัดบทก่อนที่ฮ่องเต้จะใจอ่อน "ในเมื่อส่งคืนตราแล้ว หม่อมฉันขอเสนอให้ส่งมอบการบังคับบัญชาชั่วคราวให้แก่อำมาตย์กรมกลาโหม เพื่อตรวจสอบรายชื่อทหารที่อาจจะเป็นไส้ศึกพะย่ะค่ะ!"มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน นางมองไปที่อวี้หลันที่กำลังแอบยิ้มเยาะเย้ยอยู่ที่มุมปาก นางจึงเดินเข้าไปใกล้และกระซิบเพียงเบาๆ ให้ได้ยินกันเพียงสองคน"เจ้าได้ตราไปแล้วอวี้หลัน... แต่นักรบพยัคฆ์ขาวมิได้จงรักภักดีต่อ 'ก้อนหิน' พวกเขาจงรักภักดีต่อ 'จิตวิญญาณ' ข้าจะดูซิว่า... ก้อนหินไร้ชีวิตในมือเจ้า จะต้านทานกองทัพเงาของเจ้าได้จริงหรือเปล่า"อวี้หลันหน้าถอดสีครู่หนึ่ง แต่ความทะเยอทะยานบดบังทุกสิ่ง นางรีบประคองตงฟางเย่ให้เสด็จกลับตำหนัก ทิ้งให้มู่หรงเสวี่ยยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางท้องพระโรงที่ว่างเปล่าหลิวซิงก้าวออกมาจากหลังเสา ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา "คุณหนู... เหตุใดถึงยอมถึงเพียงนี้? หากไม่มีตรานั่น เราจะสั่งการทหารอย่างไรพะย่ะค่ะ?"มู่หรงเสวี่ยเชิด
คมดาบที่คอหอย... ข้อกล่าวหาอันร้ายกาจบรรยากาศภายในท้องพระโรงยามเช้าตรู่มิได้อบอุ่นไปตามแสงตะวัน ทว่ากลับหนาวเหน็บด้วยบรรยากาศแห่งการพิพากษา ตงฟางเย่ ประทับบนบัลลังก์มังกรด้วยพระพักตร์ที่เคร่งเครียดประดุจรูปสลักหิน แววตาที่เคยเปี่ยมด้วยความรักบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความสับสนและระแวงตามแผนการของมนตราที่ยังหลงเหลือและคำยุยงที่รุนแรงขึ้นทุกวันเบื้องล่างคือขุนนางนับร้อยที่นำโดย อำมาตย์กง ซึ่งถือฎีกาปึกใหญ่ที่มีรายชื่อขุนนางเกือบครึ่งราชสำนักร่วมลงนาม"ฝ่าบาท! หากมิจัดการในวันนี้ แผ่นดินต้าตงจะมิใช่ของตระกูลตงฟางอีกต่อไปพะย่ะค่ะ!" อำมาตย์กงกราบทูลด้วยเสียงอันดัง "เหตุการณ์ลอบสังหารนายกองในวังหลวงที่เกิดขึ้น รายชื่อผู้ตายล้วนแต่เป็นคนของฮองเฮา แต่น่าแปลกที่นางมิได้เร่งสืบหาคนร้าย ทว่ากลับสั่งเคลื่อนพลพยัคฆ์ขาวเข้าประชิดกำแพงเมืองชั้นในโดยมิได้รับอนุญาต นี่มิใช่การเตรียมการกบฏเพื่อบีบให้ฝ่าบาทสละราชสมบัติหรอกหรือพะย่ะค่ะ?""ไม่จริงพะย่ะค่ะ!" แม่ทัพฉิน พยายามท้วงติง "การเคลื่อนพลเป็นไปเพื่อการคุ้มก
คมดาบใต้เงาจันทร์... ปฏิบัติการ "เงาสีคราม"กลางดึกที่มืดมิดที่สุดของเดือน ความเงียบงันปกคลุมค่ายพักทหารพยัคฆ์ขาวนอกเขตพระราชฐานชั้นใน นายกองหาน หนึ่งในขุนพลคู่ใจของมู่หรงเสวี่ยที่ดูแลการลำเลียงเสบียง กำลังตรวจตราคลังอาวุธเป็นรอบสุดท้าย ทว่าในจังหวะที่เขาเดินผ่านซอกกำแพงหิน ความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นผ่านลำคอไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า ไร้ซึ่งกลิ่นอายสังหาร ร่างในชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้มประดุจสีของท้องฟ้ายามราตรีปรากฏขึ้นดุจวิญญาณ นี่คือ "เงาสีคราม" หน่วยสังหารที่ขึ้นชื่อว่าอำมหิตที่สุดของซีหาน พวกเขาไม่ได้ใช้ดาบยาวที่ส่งเสียงดัง แต่ใช้ "ลวดสังหาร" และ "เข็มพิษสั้น" ที่ปลิดชีพเหยื่อได้ในพริบตาฉับ!ลวดเหล็กกล้าเส้นบางเฉียบรัดเข้าที่ลำคอของนายกองหาน เขาพยายามจะเปล่งเสียงร้องแต่กลับมีเพียงเลือดที่พุ่งกระฉูดออกมา ร่างของเขาถูกลากหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็วและแนบเนียนในเวลาเดียวกัน ทั่วทั้งเมืองหลวง นายกองระดับหัวกะทิของมู่หรงเสวี่ยอีกสามนายถูกลอบสังหารในลักษณะเดียวกัน บ้างถูกพบเป็นศพในตรอกเ
เดิมพันด้วยลมหายใจ"หมอหลวงจาง..." มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงเรียบ แววตาคมกริบดุจกระบี่ที่เพิ่งลับมาใหม่ "เจ้าจงหาสมุนไพรที่มีรูปลักษณ์เหมือนโสมนี้ แต่มีฤทธิ์ในการ 'ขับพิษ' และ 'บำรุงหัวใจ' มาสลับเปลี่ยนเสีย อย่าให้ผู้ใดในตำหนักเครื่องยาหลวงล่วงรู้เป็นอันขาด"หมอหลวงจางช
หลังจากเหตุการณ์คืนสีเลือด ตงฟางเย่สั่งยุบระบบสนมเอกทั้งหมด และประกาศต่อแผ่นดินว่าจะไม่มีสตรีใดเข้าวังหลังอีกต่อไป มู่หรงเสวี่ยไม่ได้เป็นเพียงฮองเฮา แต่คือ 'แม่ทัพฝ่ายใน' ที่ช่วยฮ่องเต้บริหารบ้านเมืองอย่างเป็นทางการใต้แสงเดือนที่กลับมาสงบสุขอีกครั้ง ตงฟางเย่กุมมือมู่หรงเส
พายุในใจมังกรตงฟางเย่นิ่งเงียบไปนานแสนนาน ภายในห้องทรงงานที่เงียบสงัดมีเพียงเสียงหัวใจของเขาที่เต้นรัวแรง ภาพของมู่หรงเสวี่ยที่ยืนเคียงข้างหลิวซิงในสนามรบ ภาพที่ทั้งคู่ปรึกษากันเรื่องกลยุทธ์ด้วยความสนิทสนม และภาพขององค์ชายหมิงที่จับธนูด้วยท่วงท่าที่องอาจ... ทุกอย่างเริ่มถูกบิดเบือนด้วยม่า
ปาฏิหาริย์กลางเพลิงพิธีก่อนเริ่มพิธี ราชครูเฉิงได้ส่งนางกำนัลให้นำ "น้ำชาถวายพระพร" ที่ปรุงด้วยผง 'นิทราสลายจิต' ไปให้มู่หรงเสวี่ย ยานี้จะไม่ออกฤทธิ์ทันที แต่จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและสายตาพร่ามัวในช่วงเวลาที่ต้องออกแรงร่ายรำ หากนางล้มลงกลางพิธีศักดิ์สิทธิ์ต่อหน้าปวงชน ย







