Beranda / รักโบราณ / นางหงส์เหนือบัลลังก์ / บทที่ 2 แสงเทียนแห่งรัก

Share

บทที่ 2 แสงเทียนแห่งรัก

last update Terakhir Diperbarui: 2026-01-23 13:02:45

คำดุดันแต่แฝงความห่วงใยนั้นทำให้ตงฟางเย่ฮึดสู้ พระองค์ทรงรักในความเด็ดเดี่ยวของนาง ความดุดันในสนามฝึกมิได้ทำให้ความรักจืดจาง แต่กลับทำให้ทั้งคู่เชื่อมั่นว่าหากต้องเผชิญหน้ากับกองทัพนับหมื่น แผ่นหลังของกันและกันจะเป็นกำแพงที่ไม่มีวันพังทลาย

 ความสงบเยือกเย็นในห้องอักษร

ทว่ายามราตรีมาเยือน เมื่อเสียงดาบเงียบลงและแสงตะเกียงน้ำมันในห้องอักษรถูกจุดขึ้น ความดุดันในสนามฝึกก็มลายหายไป เหลือเพียงความอ่อนโยนที่อบอวลไปพร้อมกับกลิ่นหอมของไม้จันทน์และน้ำหมึก

มู่หรงเสวี่ยจะเปลี่ยนมาสวมอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดี นั่งฝนแท่งหมึกอย่างใจเย็นอยู่ข้างกายตงฟางเย่ที่กำลังตรากตรำอ่านตำราพิชัยสงครามและฎีกาบ้านเมือง นางมิได้เป็นเพียงแจกันประดับห้อง แต่นางคือ 'ที่ปรึกษา' ผู้ชาญฉลาด นิ้วเรียวบางของนางจะคอยชี้ไปที่อักษรแต่ละตัว พลางวิเคราะห์เล่ห์เหลี่ยมของเหล่าขุนนางจอมปลอมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเฉียบคม

"แผนการนี้ดูเหมือนหวังดี แต่แท้จริงแล้วคือการขุดหลุมล่อให้พระองค์ก้าวพลาด หม่อมฉันว่าเราควรซ้อนกลเช่นนี้..."

ตงฟางเย่มักจะละสายตาจากตำราเพื่อจ้องมองใบหน้าอันนวลเนียนยามที่นางใช้ความคิด พระองค์ทรงรู้สึกว่ามู่หรงเสวี่ยมิมิใช่เพียงสตรีที่งามล่มเมือง แต่นางคือสติปัญญาและจิตวิญญาณส่วนที่ขาดหายไปของพระองค์ ความเงียบเยือกเย็นในห้องอักษรช่างหอมหวานเสียจนตงฟางเย่เคยเผลอกุมมือนางไว้ท่ามกลางกองม้วนกระดาษ แล้วเอ่ยคำสัญญาที่นางไม่มีวันลืม

"เสวี่ยเอ๋อร์... หากแผ่นดินนี้คือร่างกายข้า เจ้าก็คือหัวใจ หากวันใดข้าไร้ซึ่งเจ้า ข้าก็มิอาจเป็นมังกรที่สมบูรณ์ได้เลย"

ในเวลานั้น ทั้งสองต่างเชื่อมั่นว่าความรักที่หล่อหลอมขึ้นจากทั้ง 'ศาสตร์และศิลป์' นี้จะไม่มีวันสั่นคลอน พวกเขาหลงระเริงอยู่ในภาพฝันที่สวยงามเสียจนไม่ได้เตรียมใจรับมือกับ 'ความระแวง' ซึ่งเป็นยาพิษร้ายแรงที่สุดที่มักจะซ่อนอยู่ใต้ฐานของบัลลังก์มังกร

คู่คิดคู่บัลลังก์: สองใจเป็นหนึ่งเดียว

ภาพความทรงจำในอดีตนั้นแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ในยุคสมัยที่ความรักยังมิต้องอาบด้วยหยาดเลือดและน้ำตา มู่หรงเสวี่ย และ ตงฟางเย่ ใช้เวลาทุกพริบตาเพื่อหล่อหลอมความผูกพันให้กลายเป็นพันธนาการที่ไม่อาจตัดขาด ทั้งในสนามรบจำลองและท่ามกลางหมู่มวลอักษร

ท่ามกลางแสงสุริยัน: ยอดขุนพลหญิงเคียงข้างมังกร

ในยามที่ดวงตะวันขึ้นสูงจนหยาดเหงื่อโซมกาย ณ ลานฝึกยุทธส่วนพระองค์ที่ปกคลุมด้วยฝุ่นดิน มู่หรงเสวี่ยมิได้สวมอาภรณ์กรุยกรายอย่างขัตติยนารี แต่นางกลับอยู่ในชุดรัดกุมสีเข้มขลิบเงิน เส้นผมรวบตึงเป็นหางม้าเผยให้เห็นใบหน้าที่ดูจดจ่อและองอาจ

นางยืนเคียงข้างตงฟางเย่ ไม่ใช่ในฐานะสตรีผู้อ่อนแอที่รอการปกป้อง แต่นางคือ 'ครูฝึกและคู่คิด' ในคนเดียวกัน ทุกครั้งที่ตงฟางเย่วาดกระบี่ มู่หรงเสวี่ยจะใช้ดวงตาคมปลาบจับจ้องทุกท่วงท่า นางช่วยเขาขัดเกลาเพลงดาบประจำราชวงศ์ให้เข้ากับกลยุทธ์การศึกพลิกแพลงที่นางได้รับสืบทอดมาจากบิดาผู้เป็นแม่ทัพใหญ่

"ฝ่าบาท... กระบวนท่านี้มั่นคงทว่าเชื่องช้าเกินไป หากศัตรูใช้หน่วยม้าเร็วโอบล้อม พระองค์ต้องสละการป้องกันแล้วพุ่งจุดตายเยี่ยงนี้" นางกล่าวพลางวาดกระบี่ไม้ในมือแสดงท่วงท่าที่ทั้งเฉียบคมและรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ ท่วงท่าของนางสง่างามราวกับหงส์ร่อน แต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวปานพยัคฆ์ จนตงฟางเย่ต้องหยุดชะงักและทอดพระเนตรมองด้วยความทึ่งในหัวใจ พระองค์ทรงรู้สึกว่าสตรีนางนี้มิใช่เพียงดอกไม้ประดับแจกัน แต่คือดาบกล้าที่จะกวัดแกว่งไปพร้อมกับพระองค์ในทุกสมรภูมิ

ภายใต้แสงตะเกียงคือ มันสมองหลังบัลลังก์มังกร

ทว่าเมื่อรัตติกาลมาเยือน บรรยากาศในสนามฝึกที่ดุดันกลับเปลี่ยนเป็นความสงบเยือกเย็นภายในห้องอักษรที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของไม้จันทน์ มู่หรงเสวี่ยจะเปลี่ยนหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้เงียบเชียบทว่าชาญฉลาด

แสงจากตะเกียงน้ำมันวูบไหวฉาบไล้ใบหน้านวลเนียนยามนางโน้มตัวลงวิเคราะห์ฎีกาและรายงานลับที่เต็มไปด้วยแผนการลวงของเหล่าองค์ชายอื่นที่จ้องจะเลื่อยขาบัลลังก์ นิ้วเรียวบางขาวนวลประดุจลำเทียนคอยฝนแท่งหมึกกับจานหินอย่างนุ่มนวลสม่ำเสมอ กลิ่นน้ำหมึกที่หอมฟุ้งเข้าคู่กับเสียงพลิกกระดาษอย่างแผ่วเบา

"องค์ชายใหญ่ส่งฎีกาเรื่องน้ำท่วมทางใต้มาก็เพื่อดึงกองกำลังของพระองค์ออกจากเมืองหลวงเพคะ... นี่คือกับดัก หากเราซ้อนแผนด้วยการส่งขุนนางในอาณัติของเราไปแทน แล้วดึงงบประมาณส่วนนี้มาเสริมกำแพงเมืองด้านตะวันออก จะเป็นการยิงเกาทัณฑ์ดอกเดียวได้นกสองตัว"

คำแนะนำที่เฉียบแหลมและมองเห็นกาลไกลนั้น ทำให้ตงฟางเย่ถึงกับต้องวางพู่กันลง ทรงกุมมือนางไว้แล้วเอ่ยชมจากใจจริง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 108 หน้ากากและเงา ความลับในตำหนักรับรอง

    คมดาบที่ปะทะกับหยาดน้ำตามู่หรงเสวี่ยจ้องมองหยางลู่เอ๋อร์ด้วยแววตาที่เย็นเยียบ นางรู้ทันทีว่านี่คือ "หมากตาย" ที่อ๋องเจ็ดเตรียมไว้พังทลายสติของตงฟางเย่"ท่านอ๋อง... ท่านช่างสรรหา 'ของเลียนแบบ' มาได้ถูกที่ถูกเวลาจริงเพคะ" มู่หรงเสวี่ยก้าวเข้าไปหาหยางลู่เอ๋อร์ที่สั่นเทาอยู่บนพื้น "เจ้าบอกว่าเจ้ามิรู้เรื่องการค้าอาวุธ เช่นนั้นเจ้าอธิบายได้ไหมว่าเหตุใดตราประทับของบิดาเจ้า จึงไปปรากฏอยู่บนสัญญาลับของเป่ยหรงที่ข้าเพิ่งยึดมาได้?"หยางลู่เอ๋อร์ร้องไห้โฮ หมอบลงแทบพระบาทตงฟางเย่ "ฝ่าบาท! หม่อมฉันมิรู้จริงๆ เพคะ ตรานั้นอาจถูกคนชั่วขโมยไปป้ายสีบิดาผู้ล่วงลับของหม่อมฉัน... ฮองเฮาทรงเกลียดชังหม่อมฉันนัก เพราะหม่อมฉันมีใบหน้าคล้ายพระนางในยามที่ยังได้รับความรักจากพระองค์!""มู่หรงเสวี่ย! พอได้แล้ว!" ตงฟางเย่ตวาดลั่น "เจ้าเห็นไหมว่านางหวาดกลัวเพียงใด? หลักฐานที่เจ้าได้มา อาจเป็นแผนซ้อนแผนของพวกเป่ยหรงที่ต้องการให้เราพี่น้องแตกคอกันก็ได้!"มู่หรงเสวี่ยนิ่งอึ้ง "ฝ่าบาท... พระองค์ทรงเห็นภาพลวงตาตรงหน้านี้สำคัญกว่าความปลอดภัยของแผ่นดินงั้นหรือเพคะ? หลั

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 107 เงาอดีตที่กลับมาทวงคืน

    มังกรประจัญหน้าหงส์กลับมาที่งานเลี้ยงในวังหลวง บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเมื่อองครักษ์คนสนิทของอ๋องเจ็ดวิ่งเข้ามาซุบซิบข้างหูเขาด้วยใบหน้าซีดเผือด อ๋องเจ็ดถึงกับทำจอกเหล้าหลุดมือตกลงพื้นแตกกระจาย"มีอะไรหรืออาเจ็ด?" ตงฟางเย่ถามด้วยความแปลกใจอ๋องเจ็ดพยายามรักษาสีหน้า "มะ... ไม่มีอะไรพะย่ะค่ะฝ่าบาท เพียงแต่กระหม่อมรู้สึกมึนหัวเล็กน้อย"มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่ามกลางสายตาขุนนางทั้งปวง นางก้าวออกมากลางโถงแล้วก้มหัวถวายบังคมตงฟางเย่ "ทูลฝ่าบาท... งานเลี้ยงชมบุปผานี้ช่างรื่นรมย์นัก ทว่าในยามที่พระองค์กำลังเพลิดเพลินกับความงามของสนมใหม่ ที่ท่าเรือทิศใต้กลับมีการ 'ขนถ่ายอาวุธศัตรู' เข้ามาภายใต้ตราประทับของราชวงศ์เพคะ"เสียงฮือฮาดังไปทั่วโถง ซูไท่เฮาผุดลุกขึ้นด้วยโทสะ "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าพูดจาเหลวไหล! งานมงคลเช่นนี้เจ้ากล้าใส่ร้ายข้าและอาเจ็ดงั้นหรือ!""หม่อมฉันมิได้ใส่ร้ายเพคะพระพันปี" มู่หรงเสวี่ยจ้องตาแม่สามีอย่างไม่ลดละ "หลักฐานทั้งหมด รวมถึงรายชื่อขุนนางที่สมรู้ร่วมคิด... กำลังเดินทางมาถึงประตูวังในอีกไม่กี่ชั่วยาม ฝ่าบาทเพคะ!

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 106 หมากในคราบสนม

    ราตรีที่จันทร์เต็มดวงสาดแสงอาบไล้หลังคาสีทองของพระราชวังหลวง ดูเผินๆ ช่างเป็นคืนที่สงบและรื่นรมย์ ทว่าลึกลงไปใต้เปลือกนอกที่สวยงาม กลับมีคลื่นใต้น้ำสองสายที่กำลังจะเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ซูไท่เฮา พระพันปีหลวง ทรงเลือกคืนนี้ในการจัดงานเลี้ยงน้ำชาและชมบุปผาเพื่อเปิดตัวเหล่าสนมใหม่ที่คัดเลือกมาอย่างดี โดยมีจุดประสงค์แอบแฝงคือการประกาศให้ทั้งราชสำนักเห็นว่า บัดนี้อำนาจในวังหลังไม่ได้อยู่ที่ตำหนักคุณหนิงอีกต่อไปโถงจัดเลี้ยงกลางอุทยานหลวงถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีมงคล กลิ่นดอกกุ้ยฮวาหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เหล่าขุนนางและฮูหยินชั้นสูงต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง สายตาหลายคู่คอยจับจ้องไปที่ มู่หรงเสวี่ย ที่บัดนี้ประทับนั่งเยื้องเบื้องหลังตงฟางเย่อย่างเงียบสงบ ผิดกับซูไท่เฮาที่ประทับเคียงข้างฮ่องเต้ในฐานะผู้กุมระเบียบวินัยหมากในคราบสนม"ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ" อ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้ ก้าวออกมากลางโถงด้วยชุดคลุมผ้าไหมสีม่วงอ่อนดูนุ่มนวล "คืนนี้อากาศเป็นใจ กระหม่อมและเสด็จแม่จึงได้คัดเลือกกิ่งหลิวอันงดง

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 105 สงครามเย็นในวังหลัง

    คมดาบที่ซ่อนไว้ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าแผ่วเบาจากภายนอกทำให้หลิวซิงเร้นกายกลับเข้าสู่เงามืดอย่างรวดเร็ว อาซวง นางกำนัลสายลับเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำแกงรังนก ใบหน้าของนางยังคงความนอบน้อมที่ดูเสแสร้ง"ฮองเฮาเพคะ พระพันปีทรงเห็นว่าช่วงนี้พระนางทรงงานหนักและดูไม่สบายพระทัย จึงสั่งให้หม่อมฉันนำน้ำแกงรังนกตุ๋นยาสมุนไพรมาถวายเพื่อช่วยให้บรรทมหลับสบายเพคะ" อาซวงเอ่ยพลางวางชามน้ำแกงลงอย่างนุ่มนวลมู่หรงเสวี่ยเหลือบมองน้ำแกงนั้น แววตาของนางนิ่งสงบจนอาซวงเริ่มรู้สึกอึดอัด "พระพันปีช่างเมตตาข้านัก... อาซวง เจ้าอยู่ตำหนักพระพันปีมานาน ทรงเคยเปรยถึงแคว้นเป่ยหรงบ้างหรือไม่? ข้าได้ยินว่าที่นั่นอากาศหนาวเย็นนัก ของป่าและยาสมุนไพรย่อมมีความแปลกใหม่กว่าบ้านเรา"อาซวงชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มแข็งค้าง "หม่อมฉันมิเคยได้ยินพะย่ะค่ะ พระพันปีทรงเกลียดชังพวกนอกด่านเหล่านั้นนัก จะทรงเอ่ยถึงให้ระคายพระกรรณได้อย่างไรเพคะ?""งั้นหรือ..." มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน ก้าวเข้าไปหาอาซวงช้าๆ "แต่ข้ากลับได้กลิ่น 'เครื่องเทศ' ของพวกเป่ยหรงลอยฟุ้งมาจากน้ำแกงชามนี

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 104 สัญญาสีเลือด

    มังกรผู้ปิดหูปิดตาคืนนั้น มู่หรงเสวี่ยเข้าเฝ้าตงฟางเย่เพื่อทูลเรื่องความผิดปกติของเงินกองทุน ทว่านางกลับพบกับกำแพงน้ำแข็งที่หนากว่าเดิม"เสวี่ยเอ๋อร์ ข้าไม่อยากฟังเรื่องนี้อีกแล้ว!" ตงฟางเย่ตวาดเบาๆ ด้วยความรำคาญใจ "อาเจ็ดช่วยข้าแก้ปัญหาที่เจ้าก่อไว้จนเกือบจะเกิดกบฏขุนนาง เจ้ายังจะตามไปจับผิดเขาอีกหรือ? เจ้าเห็นความดีของผู้อื่นไม่เป็นเลยหรืออย่างไร?"มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งประดุจถูกตบหน้า "ฝ่าบาท... หม่อมฉันไม่ได้จับผิด แต่หม่อมฉันเห็นหลุมพรางที่เขากำลังขุด เงินเหล่านั้นถูกนำไปซ่องสุม...""พอเสียที!" ตงฟางเย่ลุกขึ้นก้าวมาหานาง แววตาฉายความห่างเหิน "อาเจ็ดบอกข้าว่าเจ้าเป็นคนระแวงจัดเพราะเติบโตมาในค่ายทหาร ข้าไม่เคยเชื่อ... จนกระทั่งวันนี้ เสวี่ยเอ๋อร์ ถ้าเจ้ายังไม่เลิกทำตัวเป็น 'แม่ทัพ' ในห้องบรรทม ข้าเห็นว่าเราควรจะอยู่ห่างกันสักพักเพื่อให้เจ้าได้ทบทวนตัวเอง"มู่หรงเสวี่ยจ้องมองชายที่รัก แววตาของนางสั่นระริกทว่านางไม่ยอมให้หยาดน้ำตาไหลออกมา "หากพระองค์ทรงเห็นว่า 'ความสอพลอ' คือความหวังดี และ 'ความจริง' คือการจับผิด... เช่นนั้นหม่อมฉัน

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 103 เมตตาธรรมลวงใจ

    ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักพักของอ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้กำลังดื่มฉลองกับเสนาบดีหวัง"ท่านอ๋องพะย่ะค่ะ ฮองเฮาหน้าซีดเผือดตอนที่ฝ่าบาททรงเห็นชอบกับพระองค์ ช่างสะใจยิ่งนัก!" เสนาบดีหวังหัวเราะร่าตงฟางอวี้ควงจอกเหล้าในมือ แววตาฉายประกายอำมหิต "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเสนาบดีหวัง... เมื่อมังกรเริ่มรำคาญเสียงหงส์ที่คอยจิกตี และเริ่มโหยหาที่พักใจที่นุ่มนวลกว่า เมื่อนั้นกรงขังมู่หรงเสวี่ยจะถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ ข้าจะแสดงให้เห็นว่า 'ความหวังดี' ที่ข้ามีต่อฮ่องเต้นั้น มันจะค่อยๆ กลายเป็นยาพิษที่ปลิดชีพพระองค์และนางไปพร้อมๆ กัน"เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ไปยังตำหนักคุณหนิงที่ยังเปิดไฟสลัว"มู่หรงเสวี่ย... ความเด็ดขาดของเจ้านั่นแหละ คือสิ่งที่จะทำลายเจ้าเอง"ยามเช้าในเขตพระราชฐานชั้นในวันนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาที่บานสะพรั่ง ทว่าในห้องทรงอักษรของ ตงฟางเย่ บรรยากาศกลับยังคงอึมครึมด้วยไอระอุจากความขัดแย้งในวันก่อน ฮ่องเต้หนุ่มประทับนั่งจ้องมองฎีกาคัดค้านการปฏิรูปที่ยังคงกองอยู่เบื้องหน้า แม้จ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status