เข้าสู่ระบบคำดุดันแต่แฝงความห่วงใยนั้นทำให้ตงฟางเย่ฮึดสู้ พระองค์ทรงรักในความเด็ดเดี่ยวของนาง ความดุดันในสนามฝึกมิได้ทำให้ความรักจืดจาง แต่กลับทำให้ทั้งคู่เชื่อมั่นว่าหากต้องเผชิญหน้ากับกองทัพนับหมื่น แผ่นหลังของกันและกันจะเป็นกำแพงที่ไม่มีวันพังทลาย
ความสงบเยือกเย็นในห้องอักษร
ทว่ายามราตรีมาเยือน เมื่อเสียงดาบเงียบลงและแสงตะเกียงน้ำมันในห้องอักษรถูกจุดขึ้น ความดุดันในสนามฝึกก็มลายหายไป เหลือเพียงความอ่อนโยนที่อบอวลไปพร้อมกับกลิ่นหอมของไม้จันทน์และน้ำหมึก
มู่หรงเสวี่ยจะเปลี่ยนมาสวมอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดี นั่งฝนแท่งหมึกอย่างใจเย็นอยู่ข้างกายตงฟางเย่ที่กำลังตรากตรำอ่านตำราพิชัยสงครามและฎีกาบ้านเมือง นางมิได้เป็นเพียงแจกันประดับห้อง แต่นางคือ 'ที่ปรึกษา' ผู้ชาญฉลาด นิ้วเรียวบางของนางจะคอยชี้ไปที่อักษรแต่ละตัว พลางวิเคราะห์เล่ห์เหลี่ยมของเหล่าขุนนางจอมปลอมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเฉียบคม
"แผนการนี้ดูเหมือนหวังดี แต่แท้จริงแล้วคือการขุดหลุมล่อให้พระองค์ก้าวพลาด หม่อมฉันว่าเราควรซ้อนกลเช่นนี้..."
ตงฟางเย่มักจะละสายตาจากตำราเพื่อจ้องมองใบหน้าอันนวลเนียนยามที่นางใช้ความคิด พระองค์ทรงรู้สึกว่ามู่หรงเสวี่ยมิมิใช่เพียงสตรีที่งามล่มเมือง แต่นางคือสติปัญญาและจิตวิญญาณส่วนที่ขาดหายไปของพระองค์ ความเงียบเยือกเย็นในห้องอักษรช่างหอมหวานเสียจนตงฟางเย่เคยเผลอกุมมือนางไว้ท่ามกลางกองม้วนกระดาษ แล้วเอ่ยคำสัญญาที่นางไม่มีวันลืม
"เสวี่ยเอ๋อร์... หากแผ่นดินนี้คือร่างกายข้า เจ้าก็คือหัวใจ หากวันใดข้าไร้ซึ่งเจ้า ข้าก็มิอาจเป็นมังกรที่สมบูรณ์ได้เลย"
ในเวลานั้น ทั้งสองต่างเชื่อมั่นว่าความรักที่หล่อหลอมขึ้นจากทั้ง 'ศาสตร์และศิลป์' นี้จะไม่มีวันสั่นคลอน พวกเขาหลงระเริงอยู่ในภาพฝันที่สวยงามเสียจนไม่ได้เตรียมใจรับมือกับ 'ความระแวง' ซึ่งเป็นยาพิษร้ายแรงที่สุดที่มักจะซ่อนอยู่ใต้ฐานของบัลลังก์มังกร
คู่คิดคู่บัลลังก์: สองใจเป็นหนึ่งเดียว
ภาพความทรงจำในอดีตนั้นแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ในยุคสมัยที่ความรักยังมิต้องอาบด้วยหยาดเลือดและน้ำตา มู่หรงเสวี่ย และ ตงฟางเย่ ใช้เวลาทุกพริบตาเพื่อหล่อหลอมความผูกพันให้กลายเป็นพันธนาการที่ไม่อาจตัดขาด ทั้งในสนามรบจำลองและท่ามกลางหมู่มวลอักษร
ท่ามกลางแสงสุริยัน: ยอดขุนพลหญิงเคียงข้างมังกร
ในยามที่ดวงตะวันขึ้นสูงจนหยาดเหงื่อโซมกาย ณ ลานฝึกยุทธส่วนพระองค์ที่ปกคลุมด้วยฝุ่นดิน มู่หรงเสวี่ยมิได้สวมอาภรณ์กรุยกรายอย่างขัตติยนารี แต่นางกลับอยู่ในชุดรัดกุมสีเข้มขลิบเงิน เส้นผมรวบตึงเป็นหางม้าเผยให้เห็นใบหน้าที่ดูจดจ่อและองอาจ
นางยืนเคียงข้างตงฟางเย่ ไม่ใช่ในฐานะสตรีผู้อ่อนแอที่รอการปกป้อง แต่นางคือ 'ครูฝึกและคู่คิด' ในคนเดียวกัน ทุกครั้งที่ตงฟางเย่วาดกระบี่ มู่หรงเสวี่ยจะใช้ดวงตาคมปลาบจับจ้องทุกท่วงท่า นางช่วยเขาขัดเกลาเพลงดาบประจำราชวงศ์ให้เข้ากับกลยุทธ์การศึกพลิกแพลงที่นางได้รับสืบทอดมาจากบิดาผู้เป็นแม่ทัพใหญ่
"ฝ่าบาท... กระบวนท่านี้มั่นคงทว่าเชื่องช้าเกินไป หากศัตรูใช้หน่วยม้าเร็วโอบล้อม พระองค์ต้องสละการป้องกันแล้วพุ่งจุดตายเยี่ยงนี้" นางกล่าวพลางวาดกระบี่ไม้ในมือแสดงท่วงท่าที่ทั้งเฉียบคมและรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ ท่วงท่าของนางสง่างามราวกับหงส์ร่อน แต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวปานพยัคฆ์ จนตงฟางเย่ต้องหยุดชะงักและทอดพระเนตรมองด้วยความทึ่งในหัวใจ พระองค์ทรงรู้สึกว่าสตรีนางนี้มิใช่เพียงดอกไม้ประดับแจกัน แต่คือดาบกล้าที่จะกวัดแกว่งไปพร้อมกับพระองค์ในทุกสมรภูมิ
ภายใต้แสงตะเกียงคือ มันสมองหลังบัลลังก์มังกร
ทว่าเมื่อรัตติกาลมาเยือน บรรยากาศในสนามฝึกที่ดุดันกลับเปลี่ยนเป็นความสงบเยือกเย็นภายในห้องอักษรที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของไม้จันทน์ มู่หรงเสวี่ยจะเปลี่ยนหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้เงียบเชียบทว่าชาญฉลาด
แสงจากตะเกียงน้ำมันวูบไหวฉาบไล้ใบหน้านวลเนียนยามนางโน้มตัวลงวิเคราะห์ฎีกาและรายงานลับที่เต็มไปด้วยแผนการลวงของเหล่าองค์ชายอื่นที่จ้องจะเลื่อยขาบัลลังก์ นิ้วเรียวบางขาวนวลประดุจลำเทียนคอยฝนแท่งหมึกกับจานหินอย่างนุ่มนวลสม่ำเสมอ กลิ่นน้ำหมึกที่หอมฟุ้งเข้าคู่กับเสียงพลิกกระดาษอย่างแผ่วเบา
"องค์ชายใหญ่ส่งฎีกาเรื่องน้ำท่วมทางใต้มาก็เพื่อดึงกองกำลังของพระองค์ออกจากเมืองหลวงเพคะ... นี่คือกับดัก หากเราซ้อนแผนด้วยการส่งขุนนางในอาณัติของเราไปแทน แล้วดึงงบประมาณส่วนนี้มาเสริมกำแพงเมืองด้านตะวันออก จะเป็นการยิงเกาทัณฑ์ดอกเดียวได้นกสองตัว"
คำแนะนำที่เฉียบแหลมและมองเห็นกาลไกลนั้น ทำให้ตงฟางเย่ถึงกับต้องวางพู่กันลง ทรงกุมมือนางไว้แล้วเอ่ยชมจากใจจริง
ตงฟางเย่ก้าวออกมายังขอบบันได สายตาที่เคยมองนางด้วยความรักละมุนบัดนี้กลับแข็งกร้าวและเย็นชาดุจศิลาในฤดูเหมันต์ พระองค์ชูม้วนราชโองการสีดำในหัตถ์ขึ้น"มู่หรงเสวี่ย... เจ้ายังกล้าถามข้าอีกหรือ?" เสียงของพระองค์ทุ้มต่ำทว่าทรงพลัง บาดลึกเข้าไปในใจคนฟังยิ่งกว่าคมดาบ "หลักฐานการติดต่อกับแคว้นเป่ยหรง จดหมายลับที่มีตราประทับของพ่อเจ้า แผนการล้อมวังเพื่อสังหารข้าในคืนนี้... ทุกอย่างวางอยู่บนโต๊ะทรงงานของข้า!""ไม่จริง! นั่นต้องเป็นแผนใส่ร้าย!" มู่หรงเสวี่ยทรุดเข่าลงกับพื้นหินที่หนาวเหน็บ "ท่านพ่อภักดีต่อราชวงศ์มาสามชั่วอายุคน พระองค์ทรงทราบดีที่สุด!""ข้าเคยคิดว่าข้าทราบ!" ตงฟางเย่ตะคอกกลับ พลางโยนหยกพยัคฆ์ขาวที่นางเคยสวมติดกายลงมา หยกชิ้นนั้นกระทบพื้นหินแตกกระจายต่อหน้านาง "ข้าเคยมอบหัวใจให้สตรีที่เป็นลูกสาวกบฏ! เจ้าใช้ความรักของข้าเป็นเครื่องมือปิดบังความชั่วช้าของตระกูลเจ้ามานานเท่าใดแล้ว!"คำพิพากษาที่ไร้ความปรานีมู่หรงเสวี่ยสะอื้นจนตัวโยน นางพยายามจะคลานเข้าไปหา แต่ปลายดาบของทหารองครักษ์กลับจ่อที่ลำคอของนางไว้"เย่เกอเกอ..." นางเรียกชื่อที่เคยใช้เรียกเขาในยามเป็นเพียงองค์ชายรองด้วยเสียงแห
นั่นคือ ‘ความระแวง’ ความระแวงนี้เองคือยาพิษร้ายแรงที่ไร้รูป ไร้รส และไร้กลิ่น แต่มันมีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงยิ่งกว่ากรดชนิดใดในโลก มันมิได้ทำลายร่างกายในทันที แต่มันจะค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่กมลอาสพและจิตวิญญาณของมังกรผู้เป็นใหญ่ผ่านคำกระซิบของเหล่าขุนนางจอมปลอม และผ่านเงาของอำนาจที่ทอดยาวอยู่ข้างหลังเมื่อรักกลายเป็นหนามยอกอกยาพิษที่ชื่อว่าความระแวงเริ่มแผ่ซ่าน เปลี่ยนหัวใจที่เคยอบอุ่นให้กลายเป็นน้ำแข็งที่หนาวเหน็บ พญาหงส์ผู้น่าสงสารยังคงปักผ้าด้วยรอยยิ้ม โดยหารู้ไม่ว่าด้ายสีทองเส้นสุดท้ายที่นางดึงผ่านเนื้อผ้านั้น คือเส้นเดียวกับที่จะมัดตราสังข์ความรักของนางให้ตายไปพร้อมกับความบริสุทธิ์ใจที่พระองค์ไม่เหลือให้อีกต่อไปจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมในค่ำคืนที่ลมวสันต์พัดโชยแผ่วเบา มู่หรงเสวี่ย ยังคงหลับตาพริ้มพลางซบใบหน้าลงกับอกกว้างที่นางเชื่อมั่นว่าเป็นท่าเรืออันปลอดภัยที่สุดในชีวิต นางสดับฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นของ ตงฟางเย่ โดยหารู้ไม่ว่าพายุร้ายกำลังก่อตัวขึ้นในเงามืดของอำนาจที่กำลังจะผลัดเปลี่ยนนางไม่รู้เลยว่า ความเฉลียวฉลาด อันเป็นเลิศที่นางเคยใช้เพื่อช่วยเขาชิงบัลลังก์ บัดน
คำสัตย์สาบานที่แลกด้วยวิญญาณ"หม่อมฉันขอสาบานด้วยเกียรติของตระกูลมู่หรง และด้วยดวงวิญญาณของบรรพชนขุนศึกทุกท่าน..." นางกระซิบตอบน้ำเสียงที่สั่นเครือทว่าแฝงด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างที่สุด มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตากับมังกรหนุ่ม แววตาของหงส์สาวในยามนี้ไม่มีความลังเลแม้เพียงเศษเสี้ยว "หม่อมฉันจะปกป้องพระองค์ด้วยชีวิตที่เหลืออยู่ จะใช้ทหารนับหมื่นในมือนายท่านพ่อ และสติปัญญาที่มีทั้งหมดเพื่อเป็นโล่และดาบให้พระองค์ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งแผ่นดิน ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะต้องข้ามผ่านกองเลือดของศัตรู หรือต้องเดินผ่านเปลวเพลิงที่ร้อนแรงเพียงใด... หม่อมฉันจะไม่มีวันหันหลังกลับ และจะไม่มีวันทิ้งพระองค์ไปเป็นอันขาด"ตงฟางเย่กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ราวกับคำสัตย์นั้นได้ประทับลงในส่วนลึกของหัวใจ พระองค์ทรงจุมพิตลงบนหน้าผากนวลเนียนของนางแทนคำสัญญาที่ว่าชีวิตนี้จะไม่มีสตรีนางใดมาแทนที่ได้ม่านหมอกแห่งความหวานก่อนพายุร้ายในคืนนั้น แสงเทียนภายในห้องอักษรวูบไหวเป็นจังหวะช้าๆ ล้อไปกับสายลมเหมันต์ที่พัดกรรโชกอยู่ภายนอก ลมหนาวที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างไม้แกะสลักทำให้อากาศภายในห้องเย็นเยียบ ทว่าบรรยากาศรอ
"เสวี่ยเอ๋อ... หากเจ้าเกิดเป็นชาย เจ้าคงเป็นแม่ทัพใหญ่ที่สยบหัวเมืองทั่วทิศจนแผ่นดินสั่นสะเทือนได้เป็นแน่" พระองค์ทอดพระเนตรนางด้วยความรักที่ลึกซึ้ง "แต่ในฐานะสตรี... เจ้าคือมันสมองที่ข้าขาดมิได้ ข้ามิอาจจินตนาการได้เลยว่า หากบัลลังก์นี้ไร้ซึ่งเจ้า ข้าจะก้าวเดินไปในวังวนแห่งอำนาจนี้ได้อย่างไร"มู่หรงเสวี่ยยิ้มรับด้วยความอ่อนหวานที่ฉาบไว้บนความเด็ดเดี่ยว ในใจนางสาบานว่าจะใช้สติปัญญาทั้งหมดเพื่อส่งบุรุษผู้นี้ขึ้นสู่ที่สูง โดยที่ทั้งคู่หาได้เฉลียวใจเลยว่า... ความเก่งกาจที่เกินสตรีของนางนี่เอง ที่วันหนึ่งจะกลายเป็น "หอก" ที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของตงฟางเย่ด้วยความระแวงที่ถูกยุยงท่ามกลางความเงียบงัดของรัตติกาลที่ดูจะยาวนานกว่าปกติ ลมเหมันต์ที่พัดกรรโชกอยู่นอกหน้าต่างห้องอักษรส่งเสียงหวีดหวิว ราวกับพยายามจะเตือนถึงพายุใหญ่ทางการเมืองที่กำลังจะโหมกระหน่ำในอีกไม่ช้า แสงเทียนบนเชิงเทียนทองเหลืองวูบไหวไปตามแรงลมที่เล็ดลอดผ่านช่องประตู ก่อเกิดเงาตะคุ่มที่เต้นระบำอยู่บนผนังห้องที่เต็มไปด้วยม้วนตำราตงฟางเย่ ประทับนั่งอยู่บนตั่งไม้แกะสลักลวดลายมังกรคาบแก้วที่ดูเคร่งขรึม แสงสลัวฉาบลงบนใบหน้าคมเข้
คำดุดันแต่แฝงความห่วงใยนั้นทำให้ตงฟางเย่ฮึดสู้ พระองค์ทรงรักในความเด็ดเดี่ยวของนาง ความดุดันในสนามฝึกมิได้ทำให้ความรักจืดจาง แต่กลับทำให้ทั้งคู่เชื่อมั่นว่าหากต้องเผชิญหน้ากับกองทัพนับหมื่น แผ่นหลังของกันและกันจะเป็นกำแพงที่ไม่มีวันพังทลาย ความสงบเยือกเย็นในห้องอักษรทว่ายามราตรีมาเยือน เมื่อเสียงดาบเงียบลงและแสงตะเกียงน้ำมันในห้องอักษรถูกจุดขึ้น ความดุดันในสนามฝึกก็มลายหายไป เหลือเพียงความอ่อนโยนที่อบอวลไปพร้อมกับกลิ่นหอมของไม้จันทน์และน้ำหมึกมู่หรงเสวี่ยจะเปลี่ยนมาสวมอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดี นั่งฝนแท่งหมึกอย่างใจเย็นอยู่ข้างกายตงฟางเย่ที่กำลังตรากตรำอ่านตำราพิชัยสงครามและฎีกาบ้านเมือง นางมิได้เป็นเพียงแจกันประดับห้อง แต่นางคือ 'ที่ปรึกษา' ผู้ชาญฉลาด นิ้วเรียวบางของนางจะคอยชี้ไปที่อักษรแต่ละตัว พลางวิเคราะห์เล่ห์เหลี่ยมของเหล่าขุนนางจอมปลอมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเฉียบคม"แผนการนี้ดูเหมือนหวังดี แต่แท้จริงแล้วคือการขุดหลุมล่อให้พระองค์ก้าวพลาด หม่อมฉันว่าเราควรซ้อนกลเช่นนี้..."ตงฟางเย่มักจะละสายตาจากตำราเพื่อจ้องมองใบหน้าอันนวลเนียนยามที่นางใช้ความคิด พระองค์ทรงรู้สึกว่ามู่หรงเสวี่ยมิมิ
ย้อนรอยนางหงส์ พระคู่หมั้นของฮ่องเต้ตงฟางเย่ ก่อนนางถูกส่งไปเป็นข้ารับใช้ในโรงซักล้างท่ามกลางความหลังที่ยังคงอบอวลด้วยกลิ่นอายของวสันตฤดูเมื่อสิบปีก่อน เรื่องราวความรักระหว่าง มู่หรงเสวี่ย และ ตงฟางเย่ มิได้เริ่มต้นด้วยเล่ห์กลหรืออำนาจ แต่มันคือตำนานของ ‘ยอดขุนพลหญิง’ และ ‘มังกรพลัดถิ่น’ ที่ถักทอหัวใจเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้งยามสิปปีก่อน วสันตฤดูในเมืองหลวงช่างอบอุ่นและงดงามราวกับภาพวาด ท้องฟ้าเป็นสีครามกระจ่างใส กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่านานาพรรณขจรขจายไปตามลม ในช่วงเวลานั้น ตงฟางเย่ ยังมิใช่จักรพรรดิผู้ครองบัลลังก์ด้วยความเด็ดขาดและเย็นชา หากแต่เป็นเพียงองค์ชายรองผู้มีบุคลิกสุภาพอ่อนโยน พระองค์มักถูกละเลยจากราชสำนักที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง ทรงเลือกที่จะเร้นกายอยู่ท่ามกลางตำราและสนามฝึกเงียบๆผิดกับ มู่หรงเสวี่ย บุตรีเพียงคนเดียวของแม่ทัพใหญ่ผู้กุมชะตาชัยชนะของแผ่นดิน นางคือ ‘หงส์สวรรค์’ ที่เย่อหยิ่งและสูงส่งเหนือสตรีใดในใต้หล้า ชายหนุ่มทั่วทั้งนครหลวงต่างเฝ้าฝันถึงเสี้ยวหน้าของนาง ทว่าไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ภายใต้ใบหน้าที่งามล่มเมืองและท่าทีอันสง่างามตามแบบฉบับคุณหนูตระกูลสูง หัวใจขอ







