Mag-log in"เสวี่ยเอ๋อ... หากเจ้าเกิดเป็นชาย เจ้าคงเป็นแม่ทัพใหญ่ที่สยบหัวเมืองทั่วทิศจนแผ่นดินสั่นสะเทือนได้เป็นแน่" พระองค์ทอดพระเนตรนางด้วยความรักที่ลึกซึ้ง "แต่ในฐานะสตรี... เจ้าคือมันสมองที่ข้าขาดมิได้ ข้ามิอาจจินตนาการได้เลยว่า หากบัลลังก์นี้ไร้ซึ่งเจ้า ข้าจะก้าวเดินไปในวังวนแห่งอำนาจนี้ได้อย่างไร"
มู่หรงเสวี่ยยิ้มรับด้วยความอ่อนหวานที่ฉาบไว้บนความเด็ดเดี่ยว ในใจนางสาบานว่าจะใช้สติปัญญาทั้งหมดเพื่อส่งบุรุษผู้นี้ขึ้นสู่ที่สูง โดยที่ทั้งคู่หาได้เฉลียวใจเลยว่า... ความเก่งกาจที่เกินสตรีของนางนี่เอง ที่วันหนึ่งจะกลายเป็น "หอก" ที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของตงฟางเย่ด้วยความระแวงที่ถูกยุยง
ท่ามกลางความเงียบงัดของรัตติกาลที่ดูจะยาวนานกว่าปกติ ลมเหมันต์ที่พัดกรรโชกอยู่นอกหน้าต่างห้องอักษรส่งเสียงหวีดหวิว ราวกับพยายามจะเตือนถึงพายุใหญ่ทางการเมืองที่กำลังจะโหมกระหน่ำในอีกไม่ช้า แสงเทียนบนเชิงเทียนทองเหลืองวูบไหวไปตามแรงลมที่เล็ดลอดผ่านช่องประตู ก่อเกิดเงาตะคุ่มที่เต้นระบำอยู่บนผนังห้องที่เต็มไปด้วยม้วนตำรา
ตงฟางเย่ ประทับนั่งอยู่บนตั่งไม้แกะสลักลวดลายมังกรคาบแก้วที่ดูเคร่งขรึม แสงสลัวฉาบลงบนใบหน้าคมเข้มที่บัดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความเหนื่อยล้าดุจคนไม่ได้พักผ่อนมาหลายราตรี การตระเตรียมแผนการเพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของแผ่นดินนั้นหนักอึ้งดุจแบกขุนเขาไว้บนบ่า
มู่หรงเสวี่ย ที่เฝ้ามองอยู่ใกล้ๆ รู้สึกถึงความกดดันนั้นได้ดี นางก้าวเท้าแผ่วเบาเข้าไปหา ก่อนจะโน้มตัวลงประคองพระหัตถ์ที่กำแน่นของเขาไว้อย่างปลอบประโลม สัมผัสจากมือนุ่มที่แฝงไปด้วยความอบอุ่นทำให้ตงฟางเย่ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา
ของล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวในชีวิต
ตงฟางเย่เงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรมองใบหน้าที่นวลเนียนประดุจดวงจันทร์ของนาง แววตาของพระองค์สั่นไหวด้วยความซาบซึ้งและรักใคร่ที่เปี่ยมล้น พระองค์ทรงขยับหัตถ์เข้าไปในสาบเสื้อชั้นในอย่างหวงแหน ก่อนจะถอด ‘หยกพยัคฆ์ขาว’ ออกมา
หยกชิ้นนี้มิใช่เครื่องประดับธรรมดา แต่มันคือเนื้อหยกชั้นเลิศที่ขาวละเอียดบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกฤดู สลักเป็นรูปพยัคฆ์หมอบที่ดูน่าเกรงขามทว่าสง่างาม มันเป็นของล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวที่เหลือติดตัวพระองค์มาตั้งแต่เยาว์วัย เป็นของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายจากพระมารดาผู้ล่วงลับที่กำชับไว้ว่าให้มอบแก่ "สตรีที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปจนวันตาย" เท่านั้น
พระองค์ประคองมือเรียวเล็กของนางขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ราวกับเกรงว่านางจะสลายกลายเป็นฟองอากาศ แล้ววางหยกชิ้นนั้นลงบนฝ่ามือนางอย่างบรรจง ไออุ่นจากวรกายที่ยังคงติดอยู่ที่เนื้อหยกซึมซาบเข้าสู่ผิวของมู่หรงเสวี่ย
คำสาบานที่หนักแน่นกว่าแผ่นดิน
"เสวี่ยเอ๋อ... หยกนี้คือชีวิตของข้า คือเกียรติยศทั้งหมดที่ข้ามี และเป็นสิ่งเตือนใจถึงคนเดียวที่ข้ารักที่สุด"
ตงฟางเย่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าหนักแน่นพรั่งพร้อมด้วยแรงอารมณ์ที่เอ่อล้น พระองค์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางเพื่อยืนยันคำมั่นสัญญาที่จะผูกมัดคนทั้งสองไว้ชั่วนิรันดร์
"ข้ามอบมันให้เจ้าเพื่อเป็นคำมั่นสัญญาที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปร ไม่ว่าวันข้างหน้าข้าจะอยู่ในตำแหน่งใด จะเป็นเพียงองค์ชายรองที่ไร้อำนาจและถูกผู้คนตราหน้าว่าอ่อนแอ หรือจะเป็นฮ่องเต้ผู้กุมอำนาจเหนือใต้หล้า... ฮองเฮาที่ประทับเคียงข้างข้าบนบัลลังก์มังกร จะต้องเป็นเจ้าเพียงผู้เดียว... มู่หรงเสวี่ย"
คำพูดนั้นหนักแน่นดุจราชโองการที่สลักลงบนแผ่นศิลา มู่หรงเสวี่ยรู้สึกได้ถึงน้ำหนักของความรักและความรับผิดชอบที่เขามอบให้ นางมองหยกพยัคฆ์ขาวในมือด้วยหัวใจที่พองโต โดยหารู้ไม่ว่าในอนาคตอันใกล้ หยกชิ้นนี้ที่เคยเป็นพยานรัก จะกลายเป็นเศษซากที่ตอกย้ำถึงความทรยศหักหลังในวันที่รักกลายเป็นพิษ
สัญญาใต้เงาเลือด
สัมผัสเย็นเยียบของเนื้อหยกพยัคฆ์ขาวที่สัมผัสลงบนฝ่ามือนั้นช่างขัดแย้งกับไออุ่นจางๆ จากวรกายของ ตงฟางเย่ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ มู่หรงเสวี่ยก้มลงมองของล้ำค่าชิ้นนั้นด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นจนยากจะพรรณนา นางค่อยๆ ปล่อยให้ร่างของตนเองซบลงกับแผงอกกว้างที่ทั้งอบอุ่นและมั่นคงดุจกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันพังทลาย
หยดน้ำตาแห่งความซาบซึ้งเริ่มคลอหน่วยตาและร่วงหล่นลงบนฉลองพระองค์ของเขาแผ่วเบา ในวินาทีที่ความเงียบงันปกคลุมห้องอักษร นางกลับได้ยินเสียงที่ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด นั่นคือเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจตงฟางเย่ที่หนักแน่นและสม่ำเสมอ เป็นจังหวะเดียวกับหัวใจของนาง ราวกับโชคชะตาได้หล่อหลอมจิตวิญญาณของคนทั้งสองให้กลายเป็นหนึ่งเดียวไปเสียแล้ว
คมดาบที่ปะทะกับหยาดน้ำตามู่หรงเสวี่ยจ้องมองหยางลู่เอ๋อร์ด้วยแววตาที่เย็นเยียบ นางรู้ทันทีว่านี่คือ "หมากตาย" ที่อ๋องเจ็ดเตรียมไว้พังทลายสติของตงฟางเย่"ท่านอ๋อง... ท่านช่างสรรหา 'ของเลียนแบบ' มาได้ถูกที่ถูกเวลาจริงเพคะ" มู่หรงเสวี่ยก้าวเข้าไปหาหยางลู่เอ๋อร์ที่สั่นเทาอยู่บนพื้น "เจ้าบอกว่าเจ้ามิรู้เรื่องการค้าอาวุธ เช่นนั้นเจ้าอธิบายได้ไหมว่าเหตุใดตราประทับของบิดาเจ้า จึงไปปรากฏอยู่บนสัญญาลับของเป่ยหรงที่ข้าเพิ่งยึดมาได้?"หยางลู่เอ๋อร์ร้องไห้โฮ หมอบลงแทบพระบาทตงฟางเย่ "ฝ่าบาท! หม่อมฉันมิรู้จริงๆ เพคะ ตรานั้นอาจถูกคนชั่วขโมยไปป้ายสีบิดาผู้ล่วงลับของหม่อมฉัน... ฮองเฮาทรงเกลียดชังหม่อมฉันนัก เพราะหม่อมฉันมีใบหน้าคล้ายพระนางในยามที่ยังได้รับความรักจากพระองค์!""มู่หรงเสวี่ย! พอได้แล้ว!" ตงฟางเย่ตวาดลั่น "เจ้าเห็นไหมว่านางหวาดกลัวเพียงใด? หลักฐานที่เจ้าได้มา อาจเป็นแผนซ้อนแผนของพวกเป่ยหรงที่ต้องการให้เราพี่น้องแตกคอกันก็ได้!"มู่หรงเสวี่ยนิ่งอึ้ง "ฝ่าบาท... พระองค์ทรงเห็นภาพลวงตาตรงหน้านี้สำคัญกว่าความปลอดภัยของแผ่นดินงั้นหรือเพคะ? หลั
มังกรประจัญหน้าหงส์กลับมาที่งานเลี้ยงในวังหลวง บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเมื่อองครักษ์คนสนิทของอ๋องเจ็ดวิ่งเข้ามาซุบซิบข้างหูเขาด้วยใบหน้าซีดเผือด อ๋องเจ็ดถึงกับทำจอกเหล้าหลุดมือตกลงพื้นแตกกระจาย"มีอะไรหรืออาเจ็ด?" ตงฟางเย่ถามด้วยความแปลกใจอ๋องเจ็ดพยายามรักษาสีหน้า "มะ... ไม่มีอะไรพะย่ะค่ะฝ่าบาท เพียงแต่กระหม่อมรู้สึกมึนหัวเล็กน้อย"มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่ามกลางสายตาขุนนางทั้งปวง นางก้าวออกมากลางโถงแล้วก้มหัวถวายบังคมตงฟางเย่ "ทูลฝ่าบาท... งานเลี้ยงชมบุปผานี้ช่างรื่นรมย์นัก ทว่าในยามที่พระองค์กำลังเพลิดเพลินกับความงามของสนมใหม่ ที่ท่าเรือทิศใต้กลับมีการ 'ขนถ่ายอาวุธศัตรู' เข้ามาภายใต้ตราประทับของราชวงศ์เพคะ"เสียงฮือฮาดังไปทั่วโถง ซูไท่เฮาผุดลุกขึ้นด้วยโทสะ "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าพูดจาเหลวไหล! งานมงคลเช่นนี้เจ้ากล้าใส่ร้ายข้าและอาเจ็ดงั้นหรือ!""หม่อมฉันมิได้ใส่ร้ายเพคะพระพันปี" มู่หรงเสวี่ยจ้องตาแม่สามีอย่างไม่ลดละ "หลักฐานทั้งหมด รวมถึงรายชื่อขุนนางที่สมรู้ร่วมคิด... กำลังเดินทางมาถึงประตูวังในอีกไม่กี่ชั่วยาม ฝ่าบาทเพคะ!
ราตรีที่จันทร์เต็มดวงสาดแสงอาบไล้หลังคาสีทองของพระราชวังหลวง ดูเผินๆ ช่างเป็นคืนที่สงบและรื่นรมย์ ทว่าลึกลงไปใต้เปลือกนอกที่สวยงาม กลับมีคลื่นใต้น้ำสองสายที่กำลังจะเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ซูไท่เฮา พระพันปีหลวง ทรงเลือกคืนนี้ในการจัดงานเลี้ยงน้ำชาและชมบุปผาเพื่อเปิดตัวเหล่าสนมใหม่ที่คัดเลือกมาอย่างดี โดยมีจุดประสงค์แอบแฝงคือการประกาศให้ทั้งราชสำนักเห็นว่า บัดนี้อำนาจในวังหลังไม่ได้อยู่ที่ตำหนักคุณหนิงอีกต่อไปโถงจัดเลี้ยงกลางอุทยานหลวงถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีมงคล กลิ่นดอกกุ้ยฮวาหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เหล่าขุนนางและฮูหยินชั้นสูงต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง สายตาหลายคู่คอยจับจ้องไปที่ มู่หรงเสวี่ย ที่บัดนี้ประทับนั่งเยื้องเบื้องหลังตงฟางเย่อย่างเงียบสงบ ผิดกับซูไท่เฮาที่ประทับเคียงข้างฮ่องเต้ในฐานะผู้กุมระเบียบวินัยหมากในคราบสนม"ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ" อ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้ ก้าวออกมากลางโถงด้วยชุดคลุมผ้าไหมสีม่วงอ่อนดูนุ่มนวล "คืนนี้อากาศเป็นใจ กระหม่อมและเสด็จแม่จึงได้คัดเลือกกิ่งหลิวอันงดง
คมดาบที่ซ่อนไว้ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าแผ่วเบาจากภายนอกทำให้หลิวซิงเร้นกายกลับเข้าสู่เงามืดอย่างรวดเร็ว อาซวง นางกำนัลสายลับเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำแกงรังนก ใบหน้าของนางยังคงความนอบน้อมที่ดูเสแสร้ง"ฮองเฮาเพคะ พระพันปีทรงเห็นว่าช่วงนี้พระนางทรงงานหนักและดูไม่สบายพระทัย จึงสั่งให้หม่อมฉันนำน้ำแกงรังนกตุ๋นยาสมุนไพรมาถวายเพื่อช่วยให้บรรทมหลับสบายเพคะ" อาซวงเอ่ยพลางวางชามน้ำแกงลงอย่างนุ่มนวลมู่หรงเสวี่ยเหลือบมองน้ำแกงนั้น แววตาของนางนิ่งสงบจนอาซวงเริ่มรู้สึกอึดอัด "พระพันปีช่างเมตตาข้านัก... อาซวง เจ้าอยู่ตำหนักพระพันปีมานาน ทรงเคยเปรยถึงแคว้นเป่ยหรงบ้างหรือไม่? ข้าได้ยินว่าที่นั่นอากาศหนาวเย็นนัก ของป่าและยาสมุนไพรย่อมมีความแปลกใหม่กว่าบ้านเรา"อาซวงชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มแข็งค้าง "หม่อมฉันมิเคยได้ยินพะย่ะค่ะ พระพันปีทรงเกลียดชังพวกนอกด่านเหล่านั้นนัก จะทรงเอ่ยถึงให้ระคายพระกรรณได้อย่างไรเพคะ?""งั้นหรือ..." มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน ก้าวเข้าไปหาอาซวงช้าๆ "แต่ข้ากลับได้กลิ่น 'เครื่องเทศ' ของพวกเป่ยหรงลอยฟุ้งมาจากน้ำแกงชามนี
มังกรผู้ปิดหูปิดตาคืนนั้น มู่หรงเสวี่ยเข้าเฝ้าตงฟางเย่เพื่อทูลเรื่องความผิดปกติของเงินกองทุน ทว่านางกลับพบกับกำแพงน้ำแข็งที่หนากว่าเดิม"เสวี่ยเอ๋อร์ ข้าไม่อยากฟังเรื่องนี้อีกแล้ว!" ตงฟางเย่ตวาดเบาๆ ด้วยความรำคาญใจ "อาเจ็ดช่วยข้าแก้ปัญหาที่เจ้าก่อไว้จนเกือบจะเกิดกบฏขุนนาง เจ้ายังจะตามไปจับผิดเขาอีกหรือ? เจ้าเห็นความดีของผู้อื่นไม่เป็นเลยหรืออย่างไร?"มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งประดุจถูกตบหน้า "ฝ่าบาท... หม่อมฉันไม่ได้จับผิด แต่หม่อมฉันเห็นหลุมพรางที่เขากำลังขุด เงินเหล่านั้นถูกนำไปซ่องสุม...""พอเสียที!" ตงฟางเย่ลุกขึ้นก้าวมาหานาง แววตาฉายความห่างเหิน "อาเจ็ดบอกข้าว่าเจ้าเป็นคนระแวงจัดเพราะเติบโตมาในค่ายทหาร ข้าไม่เคยเชื่อ... จนกระทั่งวันนี้ เสวี่ยเอ๋อร์ ถ้าเจ้ายังไม่เลิกทำตัวเป็น 'แม่ทัพ' ในห้องบรรทม ข้าเห็นว่าเราควรจะอยู่ห่างกันสักพักเพื่อให้เจ้าได้ทบทวนตัวเอง"มู่หรงเสวี่ยจ้องมองชายที่รัก แววตาของนางสั่นระริกทว่านางไม่ยอมให้หยาดน้ำตาไหลออกมา "หากพระองค์ทรงเห็นว่า 'ความสอพลอ' คือความหวังดี และ 'ความจริง' คือการจับผิด... เช่นนั้นหม่อมฉัน
ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักพักของอ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้กำลังดื่มฉลองกับเสนาบดีหวัง"ท่านอ๋องพะย่ะค่ะ ฮองเฮาหน้าซีดเผือดตอนที่ฝ่าบาททรงเห็นชอบกับพระองค์ ช่างสะใจยิ่งนัก!" เสนาบดีหวังหัวเราะร่าตงฟางอวี้ควงจอกเหล้าในมือ แววตาฉายประกายอำมหิต "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเสนาบดีหวัง... เมื่อมังกรเริ่มรำคาญเสียงหงส์ที่คอยจิกตี และเริ่มโหยหาที่พักใจที่นุ่มนวลกว่า เมื่อนั้นกรงขังมู่หรงเสวี่ยจะถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ ข้าจะแสดงให้เห็นว่า 'ความหวังดี' ที่ข้ามีต่อฮ่องเต้นั้น มันจะค่อยๆ กลายเป็นยาพิษที่ปลิดชีพพระองค์และนางไปพร้อมๆ กัน"เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ไปยังตำหนักคุณหนิงที่ยังเปิดไฟสลัว"มู่หรงเสวี่ย... ความเด็ดขาดของเจ้านั่นแหละ คือสิ่งที่จะทำลายเจ้าเอง"ยามเช้าในเขตพระราชฐานชั้นในวันนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาที่บานสะพรั่ง ทว่าในห้องทรงอักษรของ ตงฟางเย่ บรรยากาศกลับยังคงอึมครึมด้วยไอระอุจากความขัดแย้งในวันก่อน ฮ่องเต้หนุ่มประทับนั่งจ้องมองฎีกาคัดค้านการปฏิรูปที่ยังคงกองอยู่เบื้องหน้า แม้จ







