แชร์

นางหงส์เหนือบัลลังก์
นางหงส์เหนือบัลลังก์
ผู้แต่ง: อักษรามณี

บทที่ 1 ย้อนรอยนางหงส์

ผู้เขียน: อักษรามณี
last update วันที่เผยแพร่: 2026-01-23 13:02:03

ย้อนรอยนางหงส์ พระคู่หมั้นของฮ่องเต้ตงฟางเย่ ก่อนนางถูกส่งไปเป็นข้ารับใช้ในโรงซักล้าง

ท่ามกลางความหลังที่ยังคงอบอวลด้วยกลิ่นอายของวสันตฤดูเมื่อสิบปีก่อน เรื่องราวความรักระหว่าง มู่หรงเสวี่ย และ ตงฟางเย่ มิได้เริ่มต้นด้วยเล่ห์กลหรืออำนาจ แต่มันคือตำนานของ ‘ยอดขุนพลหญิง’ และ ‘มังกรพลัดถิ่น’ ที่ถักทอหัวใจเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง

ยามสิปปีก่อน วสันตฤดูในเมืองหลวงช่างอบอุ่นและงดงามราวกับภาพวาด ท้องฟ้าเป็นสีครามกระจ่างใส กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่านานาพรรณขจรขจายไปตามลม ในช่วงเวลานั้น ตงฟางเย่ ยังมิใช่จักรพรรดิผู้ครองบัลลังก์ด้วยความเด็ดขาดและเย็นชา หากแต่เป็นเพียงองค์ชายรองผู้มีบุคลิกสุภาพอ่อนโยน พระองค์มักถูกละเลยจากราชสำนักที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง ทรงเลือกที่จะเร้นกายอยู่ท่ามกลางตำราและสนามฝึกเงียบๆ

ผิดกับ มู่หรงเสวี่ย บุตรีเพียงคนเดียวของแม่ทัพใหญ่ผู้กุมชะตาชัยชนะของแผ่นดิน นางคือ ‘หงส์สวรรค์’ ที่เย่อหยิ่งและสูงส่งเหนือสตรีใดในใต้หล้า ชายหนุ่มทั่วทั้งนครหลวงต่างเฝ้าฝันถึงเสี้ยวหน้าของนาง ทว่าไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ภายใต้ใบหน้าที่งามล่มเมืองและท่าทีอันสง่างามตามแบบฉบับคุณหนูตระกูลสูง หัวใจของนางกลับสยบยอมให้แก่บุรุษผู้ต่ำต้อยในสายตาผู้อื่นอย่างองค์ชายรองเพียงผู้เดียว เพราะเขาคือคนเดียวที่มองทะลุหน้ากากอันสูงศักดิ์เข้าไปเห็นจิตใจที่เด็ดเดี่ยวและรักอิสระของนาง

ณ ป่าท้อท้ายวังหลวง สถานที่แห่งพยานแห่งรักแรก

ท่ามกลางกลีบดอกท้อสีชมพูอ่อนที่ร่วงหล่นราวกับสายฝนบุปผา แสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายรำไรลอดผ่านกิ่งก้านที่สานถักเป็นร่มเงา มู่หรงเสวี่ยยืนตระหง่านอย่างมั่นคงในชุดรัดกุมสีฟ้าหม่นปักลายเมฆา เส้นผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นสูงเผยให้เห็นลำคอระหง นางขยับวงแขนง้างคันศรไม้จันทน์หอมอย่างแคล่วคล่อง สายธนูถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ ปลายศรแหลมคมพุ่งเป้าไปยังหุ่นฟางที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไป

นางหันใบหน้าที่นวลเนียนราวกับหยกสลักกลับมาโปรยยิ้มซุกซนให้ตงฟางเย่ ที่ยืนทอดพระเนตรอยู่ด้านหลังด้วยแววตาชื่นชม

"หากหม่อมฉันยิงถูกเป้าในระยะร้อยก้าวนี้... พระองค์ต้องทรงรับปากนะเพคะ ว่าจะพากันไปเที่ยวงานโคมไฟคืนนี้ตามลำพัง ห้ามมีองครักษ์หรือนางกำนัลมาเดินตามให้วุ่นวายเด็ดขาด" นางเอ่ยเสียงใส แฝงไปด้วยความท้าทายที่น่ารัก

ตงฟางเย่ทรงหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยมีให้ใคร แววตาที่ทรงทอดมองนางนั้นมิใช่เพียงความรักธรรมดา แต่คือความเทิดทูนและถนอมเกรงราวกับนางคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต พระองค์ก้าวเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ จากกายของนาง

"เสวี่ยเอ๋อ... ต่อให้เจ้าจะยิงพลาด หรือต่อให้เจ้าไม่ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว ข้าก็มิอาจปฏิเสธคำขอใดๆ ของเจ้าได้อยู่แล้ว" พระองค์กระซิบเสียงนุ่ม พลางเอื้อมหัตถ์ไปจัดปอยผมที่ปรกหน้าผากนางอย่างเบามือ "สำหรับข้า... เจ้าคือดวงตะวันเพียงดวงเดียวที่ข้ามองเห็น และเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้โลกอันมืดมนและหนาวเหน็บในวังหลวงแห่งนี้ สว่างไสวและอบอุ่นขึ้นมาได้"

วินาทีนั้น ลมวสันต์พัดผ่านหอบเอาเกสรดอกไม้ลอยวนอยู่รอบกายคนทั้งสอง มู่หรงเสวี่ยหน้าร้อนผ่าว นางรีบหันกลับไปปล่อยลูกศรพุ่งทะยานออกไปปักกลางเป้าอย่างแม่นยำ ก่อนจะหันมาสบตาพระองค์ด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ในตอนนั้น... นางเชื่อมั่นจนหมดใจว่ารักนี้จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ โดยหารู้ไม่ว่าป่าท้อที่แสนหวานแห่งนี้ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะกลายเป็นพยานแห่งความทรงจำที่ขมขื่นที่สุดในชีวิตของนาง

พันธสัญญาเลือดและหยกคู่ใจ

ในห้วงคำนึงของอดีตที่ยังคงแจ่มชัด กาลเวลาในช่วงนั้นราวกับจะหยุดนิ่งเพื่อเป็นพยานให้แก่ความรักที่มั่นคงประดุจขุนเขาและลึกซึ้งปานมหาสมุทร ความสัมพันธ์ของ มู่หรงเสวี่ย และ ตงฟางเย่ มิได้เป็นเพียงการหมั้นหมายตามราชโองการ แต่มันคือการหลอมรวมจิตวิญญาณของสองหนุ่มสาวให้เป็นหนึ่งเดียว ท่ามกลางบรรยากาศที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างเสียงดาบและกลิ่นน้ำหมึก

จังหวะหัวใจในสนามฝึกยุทธ

ยามดวงตะวันทอแสงเรืองรองเหนือลานฝึกยุทธประจำจวนแม่ทัพ มู่หรงเสวี่ยในชุดรัดกุมสีน้ำเงินครามหาได้นั่งปักผ้าอยู่หลังม่านมุกอย่างสตรีอื่น แต่นางกลับยืนตระหง่านอยู่เคียงข้างตงฟางเย่ท่ามกลางฝุ่นดินและไอร้อน นางมิได้เพียงคอยซับเหงื่อหรือส่งน้ำให้เขา ทว่านางคือ 'คู่ซ้อม' ที่ทัดเทียม

เสียงกระบี่ไม้กระทบกันดัง กัง... กัง... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ตงฟางเย่ที่ในยามนั้นมักถูกเหล่าองค์ชายอื่นสบประมาทว่าอ่อนแอ กลับพบความแข็งแกร่งในแววตาของคู่หมั้นสาว ทุกครั้งที่เขาพลาดพลั้ง มู่หรงเสวี่ยจะใช้ปลายกระบี่จ่อที่อกของเขาพร้อมรอยยิ้มท้าทาย

"หากพระองค์ใจอ่อนต่อศัตรูแม้เพียงเสี้ยวพริบตา บัลลังก์ที่ใฝ่ฝันก็จะหลุดลอยไปนะเพคะ"

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 185 ศักดิ์ศรีเหนือความตาย

    มังกรในพันธนาการ... เล่ห์สุดท้ายของนางมารเพลิงไหม้ยังคงลุกโชนอยู่ตามมุมต่างๆ ของพระราชวัง แสงเพลิงสะท้อนกับพระจันทร์สีเลือดทำให้ท้องฟ้าดูน่าสยดสยองประดุจขุมนรกบนดิน ในจังหวะที่มู่หรงเสวี่ยกำลังกวาดล้างหน่วยเดนตายที่เชิงเทิน เสียงระเบิดดังกึกก้องมาจากทาง ตำหนักเฉียนชิง ทิศทางที่ตงฟางเย่เพิ่งเสด็จไป"ฝ่าบาท!" มู่หรงเสวี่ยอุทานด้วยความตกใจ นางรีบทะยานร่างลงจากกำแพงเมืองมุ่งหน้าไปยังตำหนักหลวงทันทีทว่าภาพที่นางเห็นเมื่อไปถึงกลับทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น ตงฟางเย่ ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่เคลือบยาพิษสลายกำลัง พระองค์ประทับคุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรงที่รายล้อมด้วยนักฆ่า "เงาสีคราม" ที่เหลืออยู่ โดยมี อวี้หลัน ยืนถือกริชจ่ออยู่ที่ลำคอของพระองค์อวี้หลันในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงและมีแผลจากการปะทะ แต่ดวงตาของนางกลับฉายแววบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม นางบังคับให้ตงฟางเย่นั่งอยู่หน้าโต๊ะทรงอักษร ซึ่งมีม้วนผ้าไหมเหลืองทองและแท่นหมึกสีชาดวางรออยู่"หยุดอยู่ตรงนั้น! มู่หรงเสวี่ย!" อวี้หลันตวาดก้อง เสีย

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 184 ความตายที่คืบคลาน

    พยัคฆ์ในเงามืด... การตลบหลังที่ไร้ความปรานี"เจ้าหญิงอวี้หลัน... เจ้าช่างชอบสีแดงนักนะ"น้ำเสียงเย็นเยียบดังกังวานมาจากมุมมืดของกำแพงเมือง อวี้หลันชะงักฝีเท้า พลันปรากฏร่างของ มู่หรงเสวี่ย ในชุดเกราะเงินวาววับสะท้อนแสงจันทร์สีเลือด นางก้าวออกมาพร้อมกับ หลิวซิง และกองกำลังพยัคฆ์ขาวที่ดูเหมือนจะ "หายตัวไป" ก่อนหน้านี้ แต่แท้จริงแล้วพวกเขาซุ่มรอเวลานี้อยู่ในอุโมงค์ลับใต้กำแพงเมือง"มู่หรงเสวี่ย! เจ้ายังไม่ตาย!" อวี้หลันกัดฟันกรอด "แต่ต่อให้เจ้าฟื้นขึ้นมา ยามนี้กองทัพข้าเข้าเมืองมาแล้ว ตราพยัคฆ์ขาวอยู่ในมือข้า ทหารของเจ้าต้องฟังข้า!"มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช "ลองดูสิอวี้หลัน... ลองสั่งทหารที่ยืนอยู่เบื้องหลังข้าดูสิ ว่าพวกเขาจะทำตาม 'ก้อนหิน' ในมือเจ้า หรือจะทำตาม 'จิตวิญญาณ' ของแม่ทัพที่สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขามานับสิบปี"อวี้หลันชูตราหยกขึ้นสูง "ทหารพยัคฆ์ขาว! ข้ากุมอาญาสิทธิ์! จงสังหารนางกบฏมู่หรงเสวี่ยเดี๋ยวนี้!"ความเงียบที่น่าขนลุกปกคลุมไปชั่วขณะ ทหารพยัคฆ์ขาวนั

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 183 คืนจันทร์โลหิต... ประตูเมืองที่ถูกเปิดออก

    ท่ามกลางวงล้อม เล่ห์เหลี่ยมที่ล่มสลายหัวหน้าทัพซีหานชะงักม้า "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าเสียอำนาจไปแล้ว! อำมาตย์กงบอกเราว่าเจ้าถูกกักบริเวณ!""อำมาตย์กงงั้นหรือ?" มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้มเย็น "ป่านนี้เขาคงกำลังสนุกกับการดู 'ปืนใหญ่' ของอวี้หลันที่เขาสะสมไว้... ระเบิดคฤหาสน์ของตัวเองอยู่กระมัง"ในวินาทีนั้นเอง เสียงระเบิดดังกัมปนาทมาจากทิศทิศใต้ของเมืองหลวง เปลวเพลิงสีส้มพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า มันคือคฤหาสน์ของอำมาตย์กงที่ถูกแรงระเบิดจากปืนใหญ่ที่อวี้หลันแอบวางกลไก "ทำลายตัวเอง" ไว้เพื่อฆ่าปิดปากขุนนางเฒ่า แต่หลิวซิงได้ชิงจุดชนวนก่อนเวลาเพื่อให้มันกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยให้แก่ราษฎร"พวกเจ้าถูกหลอกมาตายเพื่อความฝันของสตรีวิปลาสเพียงคนเดียว" มู่หรงเสวี่ยชี้ดาบลงมาเบื้องล่าง "ทหารพยัคฆ์ขาว! จัดการกบฏให้สิ้นซาก อย่าให้พวกมันรอดไปถึงเขตพระราชฐานชั้นใน!"ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!ลูกศรเพลิงนับพันถูกระดมยิงลงมาจากกำแพงเมือง กองทัพซีหานที่เคยฮึกเหิมกลับกลายเป็นเป้านิ่งในค่ายกลที่มู่หรงเสวี่ยวางไว้การเผชิญหน้าบนหอคอย

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 182 การประชิดเมืองหลวง... กับดักใต้เงามืด

    "ฮองเฮาทรงพระปรีชายิ่งนัก!" อำมาตย์กงรีบตัดบทก่อนที่ฮ่องเต้จะใจอ่อน "ในเมื่อส่งคืนตราแล้ว หม่อมฉันขอเสนอให้ส่งมอบการบังคับบัญชาชั่วคราวให้แก่อำมาตย์กรมกลาโหม เพื่อตรวจสอบรายชื่อทหารที่อาจจะเป็นไส้ศึกพะย่ะค่ะ!"มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน นางมองไปที่อวี้หลันที่กำลังแอบยิ้มเยาะเย้ยอยู่ที่มุมปาก นางจึงเดินเข้าไปใกล้และกระซิบเพียงเบาๆ ให้ได้ยินกันเพียงสองคน"เจ้าได้ตราไปแล้วอวี้หลัน... แต่นักรบพยัคฆ์ขาวมิได้จงรักภักดีต่อ 'ก้อนหิน' พวกเขาจงรักภักดีต่อ 'จิตวิญญาณ' ข้าจะดูซิว่า... ก้อนหินไร้ชีวิตในมือเจ้า จะต้านทานกองทัพเงาของเจ้าได้จริงหรือเปล่า"อวี้หลันหน้าถอดสีครู่หนึ่ง แต่ความทะเยอทะยานบดบังทุกสิ่ง นางรีบประคองตงฟางเย่ให้เสด็จกลับตำหนัก ทิ้งให้มู่หรงเสวี่ยยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางท้องพระโรงที่ว่างเปล่าหลิวซิงก้าวออกมาจากหลังเสา ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา "คุณหนู... เหตุใดถึงยอมถึงเพียงนี้? หากไม่มีตรานั่น เราจะสั่งการทหารอย่างไรพะย่ะค่ะ?"มู่หรงเสวี่ยเชิด

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 181 การสละมงกุฎพยัคฆ์

    คมดาบที่คอหอย... ข้อกล่าวหาอันร้ายกาจบรรยากาศภายในท้องพระโรงยามเช้าตรู่มิได้อบอุ่นไปตามแสงตะวัน ทว่ากลับหนาวเหน็บด้วยบรรยากาศแห่งการพิพากษา ตงฟางเย่ ประทับบนบัลลังก์มังกรด้วยพระพักตร์ที่เคร่งเครียดประดุจรูปสลักหิน แววตาที่เคยเปี่ยมด้วยความรักบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความสับสนและระแวงตามแผนการของมนตราที่ยังหลงเหลือและคำยุยงที่รุนแรงขึ้นทุกวันเบื้องล่างคือขุนนางนับร้อยที่นำโดย อำมาตย์กง ซึ่งถือฎีกาปึกใหญ่ที่มีรายชื่อขุนนางเกือบครึ่งราชสำนักร่วมลงนาม"ฝ่าบาท! หากมิจัดการในวันนี้ แผ่นดินต้าตงจะมิใช่ของตระกูลตงฟางอีกต่อไปพะย่ะค่ะ!" อำมาตย์กงกราบทูลด้วยเสียงอันดัง "เหตุการณ์ลอบสังหารนายกองในวังหลวงที่เกิดขึ้น รายชื่อผู้ตายล้วนแต่เป็นคนของฮองเฮา แต่น่าแปลกที่นางมิได้เร่งสืบหาคนร้าย ทว่ากลับสั่งเคลื่อนพลพยัคฆ์ขาวเข้าประชิดกำแพงเมืองชั้นในโดยมิได้รับอนุญาต นี่มิใช่การเตรียมการกบฏเพื่อบีบให้ฝ่าบาทสละราชสมบัติหรอกหรือพะย่ะค่ะ?""ไม่จริงพะย่ะค่ะ!" แม่ทัพฉิน พยายามท้วงติง "การเคลื่อนพลเป็นไปเพื่อการคุ้มก

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 180 ความตื่นตระหนกในกองทัพ

    คมดาบใต้เงาจันทร์... ปฏิบัติการ "เงาสีคราม"กลางดึกที่มืดมิดที่สุดของเดือน ความเงียบงันปกคลุมค่ายพักทหารพยัคฆ์ขาวนอกเขตพระราชฐานชั้นใน นายกองหาน หนึ่งในขุนพลคู่ใจของมู่หรงเสวี่ยที่ดูแลการลำเลียงเสบียง กำลังตรวจตราคลังอาวุธเป็นรอบสุดท้าย ทว่าในจังหวะที่เขาเดินผ่านซอกกำแพงหิน ความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นผ่านลำคอไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า ไร้ซึ่งกลิ่นอายสังหาร ร่างในชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้มประดุจสีของท้องฟ้ายามราตรีปรากฏขึ้นดุจวิญญาณ นี่คือ "เงาสีคราม" หน่วยสังหารที่ขึ้นชื่อว่าอำมหิตที่สุดของซีหาน พวกเขาไม่ได้ใช้ดาบยาวที่ส่งเสียงดัง แต่ใช้ "ลวดสังหาร" และ "เข็มพิษสั้น" ที่ปลิดชีพเหยื่อได้ในพริบตาฉับ!ลวดเหล็กกล้าเส้นบางเฉียบรัดเข้าที่ลำคอของนายกองหาน เขาพยายามจะเปล่งเสียงร้องแต่กลับมีเพียงเลือดที่พุ่งกระฉูดออกมา ร่างของเขาถูกลากหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็วและแนบเนียนในเวลาเดียวกัน ทั่วทั้งเมืองหลวง นายกองระดับหัวกะทิของมู่หรงเสวี่ยอีกสามนายถูกลอบสังหารในลักษณะเดียวกัน บ้างถูกพบเป็นศพในตรอกเ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status