เข้าสู่ระบบ“ใช่... ข้าจำได้ว่าโรงปรุงยามีทหารองครักษ์มาคุ้มกัน คอยให้ความช่วยเหลือ วันใดข้าต้มยาสมุนไพรให้เสนาบดีและบุคคลสำคัญในราชสำนัก ทหารผู้รับหน้าที่ดูแลยาจะนำไปให้นักโทษชิม ก่อนที่ผู้ดื่มยาจริงจะได้ดื่ม ระหว่างนั้นก็รอเฝ้าดูอาการว่าไม่มีสิ่งใดผิดปรกติ ไม่น้อยกว่าสิบเค่อหรือมากกว่า นักโทษบางรายยังมีการเฝ้าติดตามอาการในระยะยาว...”
กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อหลายเดือนก่อน ท่านหมอหลวงเสียหน้าไม่น้อย กว่าจะยอมให้บุตรสาวชิมสมุนไพรบำรุงได้ เขากังวลว่ามันอาจเป็นพิษอีก เขาอธิบายเรื่องนี้กับลูกสาวเพราะคิดว่านางควรรู้ กระทั่งหม้อต้มยาสุกหอมเกือบทั้งหมด ดันนึกเรื่องสำคัญที่จำต้องสั่งสอนบุตรสาว
“ลูกสาว เจ้าดูแลบ่าวรับใช้ดี ๆ อย่าใช้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจพวกเขา ทุกวันนี้ไม่มีใครไปยุ่งวุ่นวายกับเจ้าแล้ว ไม่ควรออกปากลงโทษใครโดยไร้เหตุผล”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ต่อไปนี้ข้าจะทำตัวดี ๆ ราวกับว่าไม่ใช่ลูกสาวคนเดิมของท่านพ่อทีเดียว ข้าจะเป็นเยว่ฉีคนใหม่”
“ให้มันจริงเถอะ หากข้าเป็นพวกเขา คงขอลาออกไปทำงานที่อื่น ไม่รู้อะไรทำให้พวกเขายอมดูแลคุณหนูคุ้มดีคุ้มร้ายอย่างเจ้ามานาน”
“เงินเจ้าค่ะ! เงิน ๆ ระบบทุนนิยมคงอยู่ในทุกสมัย ข้าให้พวกเขาเซ็นสัญญาทาสไปแล้วด้วย ใครไม่อยู่ก็ขายทิ้งไป”
“ระบบทุนนิยม? เซ็น...” บิดาเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย ลูกสาวกลับส่งเสียงหัวเราะร่าเริงราวไม่ใช่ตัวนาง
บิดาสงสัยนางจริง ๆ เหตุใดนิสัยนางเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แต่ก็คิดในแง่ดี...
“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าอารมณ์เข้าที่เข้าทาง จะได้คุยเรื่องสำคัญกันเสียที”
“เรื่องอะไรเจ้าคะ?”
“พี่สาวเจ้าออกเรือนไปสามปีแล้ว คุณชายหลิวคบหาดูใจกับเจ้ามาจนสมควรแก่เวลา ทั้งเรื่องฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงาน อุปนิสัยของคุณชายก็เข้ากันได้ดีกับตระกูลเรา...”
“ข้าไม่รีบร้อน เรื่องรักใคร่ระหว่างหนุ่มสาว ขอให้เป็นเรื่องอนาคต”
“อาทิตย์ก่อนเจ้าบอกข้าว่าพร้อมจะออกเรือน ให้หาฤกษ์งามยามดี ไยกลับไปกลับมาเยี่ยงนี้? ข้าจำเป็นต้องให้คำตอบผู้ใหญ่นะลูกสาว”
“ข้าเปลี่ยนใจกะทันหัน ด้วยเล็งเห็นประโยชน์ของบ้านเมืองสำคัญกว่า หากข้าออกเรือนไป ใครจะช่วยท่านพ่อปรุงยา ท่านจะเสียแรงงานสำคัญไปหนึ่ง ข้ายังไม่อยากแต่งงานเจ้าค่ะ”
ครั้นบิดาจะอ้าปากถามนางก็ขัดอย่างเสียมารยาท ด้วยนิสัยเอาแต่ใจของนาง “ลูกน้องท่านน่ะ ฝีมือสู้ข้าไม่ได้สักเสี้ยวส่วน มีข้าคนเดียวในเรือนเท่ากับมีหมอยาสักสิบ ข้ายินดีรับใช้บ้านเมือง ยินดีรับใช้ฮ่องเต้ ข้าไม่ควรออกเรือนไปรับใช้สามีตอนนี้”
“ลูกสาว... ข้าว่า...”
“บ้านเมืองย่อมสำคัญกว่า เรื่องมีทายาทสืบทอดวงศ์ตระกูลขอให้เป็นหน้าที่ของพี่ใหญ่ ท่านพ่ออย่าบังคับข้า ได้โปรดคำนึงถึงความสุขของลูกสาวเถิด”
บิดาชะงักนิ่งไป ไม่กล้าต่อความกับลูกสาวที่สรรหาถ้อยคำมาถกเถียงจนชนะเขาได้
“ท่าทางเจ้าคุ้มดีคุ้มร้ายเสียจริง ล่าสุดข้าแลเห็นว่าที่บุตรเขยในอนาคตอันใกล้ ดูรักใคร่กลมเกลียว คุณชายสามเข้ามาพูดคุยด้วยว่าจะมีข่าวดีเร็ว ๆ นี้ ทำไมลูกสาวถึงไม่ยอมแต่งงานนะ?” บิดายกมือแตะคางอย่างครุ่นคิด หรี่ตามองบุตรสาวด้วยแววตาจับพิรุธ ก่อนจะว่า “เห็นทีข้าคงต้องปรุงยาตำรับใหม่ให้เจ้าโดยเฉพาะ”
“ท่านพ่อจัดยามาได้เลย ข้าพร้อมเป็นหนูลองยา”
“หนูลองยารึ!” บิดาหน้าตาขุ่นเคือง คว้าสมุนไพรอบแห้งหยิบมือหนึ่งจากตู้ไม้แล้วกลับไปหน้าเตาต้มยา ส่วนบุตรสาวเดินหัวเราะออกไปจากโรงปรุงยา...
------------
‘คุณหนูเมายาต้มแต่หัววัน พวกเจ้าระวังตัวด้วย อย่าได้ขัดใจนางเด็ดขาด’
บ่าวรับใช้กระซิบต่อกันไป จนได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ กระแทกบนพื้นไม้ บ่าวหญิงชายห้าคนบนระเบียงเรือนสะดุ้ง ก้มหน้าเนื้อตัวสั่นเทา ไม่มีใครกล้าสบตาคุณหนู โชคดีที่นางแค่เดินผ่านไปไว ๆ
ไม่มีใครในวงสนทนาโดนระบบสุ่ม! นำตัวไปขังในห้องใต้ดิน ให้อดข้าวอดน้ำสักสามวัน โทษฐานนินทาเจ้านาย
‘เยว่ฉี’ นางเอกนิยายเรื่องนี้แสนร้ายกาจ ทว่าโดยปกติวิสัยของนาง ร้ายก็ต่อเมื่อใครขัดใจนาง ส่วนใหญ่นางใช้ชีวิตหกมุ่นอยู่กับการปรุงยาและวิชาแพทย์ นางรับใช้ราชสำนึกอย่างขยันขันแข็ง โดยเฉพาะพวกผู้ดีมีเงิน กระทั่งนางได้พบชายผู้เป็นที่รักอย่างคุณชายหลิว
คุณชายสามตระกูลจางสุขุมเยือกเย็น สติปัญญาฉลาดหลักแหลม ว่าที่บุตรเขยอันดับหนึ่งของท่านหมอหลวง อาวุโสตระกูลหยางเป็นแม่สื่อให้ทั้งสองได้พบกัน ในภายหลังคุณชายสามสอบข้าราชการ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการ บรรดาผู้ใหญ่ย่อมอยากจะให้ลูกหลานตบแต่งกันในเร็ววัน
เมื่อเช้านี้ระหว่างที่นางขลุกอยู่ในโรงปรุงยากับบิดา นางหยิบตำราจากชั้นวางตำราทำจากไม้ไผ่มานั่งอ่านทบทวน หน้าโรงปรุงยาในยามเซิน[1] บ่าวผู้จงรักภักดีวิ่งแจ้นมาแจ้งข่าวเรื่องบุตรชายเสนาบดีคนสำคัญแห่งราชสำนักต้าเหลียงเข้าเมืองมาแล้ว นางนั่งขมวดคิ้วนึกอยู่นานว่าใคร
“คุณหนูรอง ท่านผู้ตรวจการมาถึงแล้วเจ้าค่ะ ท่านหมอหลวงขอเจรจากับเขาสักประเดี๋ยว”
‘เรื่องข้าแน่ล่ะ’
เหม่ยฉีอึดอัดใจ ไม่รู้บิดาบอกเรื่องนางเปลี่ยนใจจะไม่แต่งงานกับคุณชายแล้วหรือไม่ ในเมื่อซูหนี่ว์ปลุกนางตั้งแต่รุ่งเช้าให้แต่งตัว เกล้าผมมัดแกละน่ารัก เครื่องประดับเต็มยศทั้งต่างหู แหวน ปิ่นปักผมอย่างผู้ดี แต่นางเชื่อว่าบิดาจะตามใจนาง ที่ผ่านมาบิดาไม่เคยขัดใจบุตรสาวสักเรื่อง
[1] ยามเซิน 申 15.00 – 16.59 น.
เจี้ยนหยู่ทำท่าจะอ้าปากอธิบายว่าในอดีตเขาเคยนำเงินทั้งหมดไปทุ่มเทกับอาวุธและสวัสดิการทหารจนสิ้น ร่ำสุราเมามายไม่เว้นวัน ซ้ำร้ายพวกทหารเสเพลที่มาขูดรีด เขาก็ควักให้ไปราวกับมองเห็นเงินทองเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่าด้วยความเป็นครึ่งปีศาจ ต่อให้ไม่กินไม่นอนเขาก็มีชีวิตอยู่ได้ ตัวเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเหตุใดตนต้องกังวลเรื่องปากท้องให้เสียเวล“ขะ... ข้าจะไปออกรบ หาเงินรางวัลมามอบให้ฮูหยินขอรับ จวนนี้ข้าให้นางเป็นผู้จัดการทั้งหมด”“เมื่อก่อนข้าน่ะไม่เคยใส่ใจเรื่องเงินทองนักหรอก ยิ่งตอนที่ใต้เท้าไปกินอาหารตามโรงเตี๊ยมแล้วติดหนี้ไว้ จนข้ากับลูกสาวต้องคอยไปตามชำระแทน นั่นเป็นเรื่องที่ทำให้ข้าอารมณ์ดีไปทั้งวันเชียวล่ะ รู้หรือไม่? ฮ่าๆ” ท่านหมอหลวงหัวเราะร่าเพื่อกลบเกลื่อนความอาย ใครจะคิดว่าผู้อารักขาที่แสนซื่อสัตย์ของบุตรสาวที่เขาเอ็นดูยิ่งนัก แม้เจ้าตัวจะชอบตบหน้าตัวเองจนบวมเพื่อแสร้งเป็นเศรษฐีอยู่บ่อยครั้ง จะกลายมาเป็นลูกเขยในวันนี้จริง ๆ“ก็อย่างที่ท่านย่าท่านยายของเจ้าเคยสบประมาทไว้ไม่มีผิด แม่ทัพเจี้ยนหยู่ใช้เงินมือเติบด้วยวิถีปีศาจ แต่งงานกันแล้วเจ้าคงต้องไปเป็นขอทานแน่”“ท่านพ่อก็พูดเกินไ
“ข้าไม่เคยกลัวท่านพ่อเลย ท่านก็รู้... ข้าเชื่อฟังใครที่ไหนกัน”แม้แต่พวกอาวุโสที่บังอาจมารุมรังแกสามีของนางในช่วงที่เขาอ่อนแอจนกลายเป็นเพียงงูตัวกระจ้อย เขาสูญสิ้นพลังไปเพราะการพาตัวนางกลับมาอยู่เคียงคู่กันในโลกนี้ เหม่ยฉีก็จัดการโยนคนพวกนั้นออกจากจวนแม่ทัพอย่างไม่ไยดีมาแล้ว นางไม่สนใครหน้าไหนทั้งนั้น“ข้าจะปกป้องท่านเองเจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องกลัวว่าผู้ใดจะมารังแกท่านได้อีก”“ไยเจ้าช่างออดอ้อนนัก เหม่ยฉี... แล้วข้าจะเอาหัวใจไปไว้ที่ใดได้เล่า ข้าไม่อยากห่างไกลจากต้าเหลียงก็เพราะมีเจ้าอยู่ที่นี่ รู้หรือไม่?”ไม่พูดเปล่า ว่าที่คุณพ่อยังย่อกายคุกเข่าลงเบื้องหน้าเพื่อให้ตนเองได้คุยกับเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ถนัด “ไป๋จวิน... เจ้าได้ยินที่พ่อพูดหรือไม่? วันนี้อย่าได้ซุกซนนักล่ะ ท่านแม่ของเจ้าต้องอุ้มครรภ์เจ้า น้ำหนักมิใช่น้อย ๆ หนักเสียยิ่งชุดเกราะเหล็กของข้าอีก นางเหนื่อยล้าจะแย่อยู่แล้ว”เจี้ยนหยู่เอ่ยพลางแนบแก้มสากเข้ากับหน้าท้องนูนสวย สลัดภาพแม่ทัพปีศาจผู้เหี้ยมโหดทิ้งไปจนสิ้นสองสามีภรรยามิได้เพียงพูดคุยฝั่งเดียว เมื่อเจ้าอสรพิษน้อยในครรภ์มีสัมปชัญญะรับรู้ผิดแผกจากมนุษย์ทั่วไป ไป๋จวินส่งเสียงโต
“ข้าไปดูแลความเรียบร้อยในจวนก่อนนะเจ้าคะ ท่านเองก็ควรลุกไปสะสางงานที่กระโจมแม่ทัพได้แล้ว” นางประทับจูบลงบนแก้มสากของสามี นัยน์ตาสีแดงฉานคู่นั้นสั่นไหวไปชั่วขณะ ราวกับเขายังคงหวาดผวาว่าหากกะพริบตาเพียงนิด นางจะอันตรธานหายไปเหมือนครั้งก่อนบุรุษครึ่งอสรพิษผู้นี้มิยอมปล่อยนางไปโดยง่าย เขายังคงรัดรอบเรียวขาของนางไว้แน่น โดยเว้นช่วงกลางลำตัวที่โอบอุ้มครรภ์ไว้อย่างระมัดระวังเหม่ยฉีหัวเราะออกมาเบา ๆ “ไม่ไปก็ไม่ไปเจ้าค่ะ... ท่านพี่นี่อย่างไรนะ ต้องให้ข้าคอยปลอบขวัญทุกเช้าเชียวหรือ ทีเมื่อก่อนล่ะเอาแต่ผลักไสข้าไปให้ชายอื่น” พูดจบนางก็ล้มตัวลงนอนหันหลังให้เช่นเดิมฝ่ามือหนาลูบไล้ปัดเรือนผมงามให้เรียบลงไปกับหมอน เขาก้มหน้าลงฝังจุมพิตที่ซอกคอระหงอย่างแผ่วเบา พร้อมกระชับร่างบางเข้าหาอกอุ่นมีเรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว นับตั้งแต่เยว่ฉีตัดสินใจกลืนตำราผสานจิตใจเข้าไป ดวงวิญญาณเดิมของนางก็ดับสูญและถูกแทนที่ด้วยเหม่ยฉีอย่างสมบูรณ์ผิวขาวผ่องดุจหยกงามในบางคราแปรเปลี่ยนเป็นอักขระลึกลับ ราวกับผิวกายถูกแต่งแต้มด้วยอักษรจากตำราไปทั่วร่าง กระทั่งในดวงตาสว่างใสคู่นั้นยังปรากฏอักขระสีดำสนิท รอบกายนา
การหลับใหลอยู่ภายใต้อ้อมแขนที่ให้สัมผัสแปลกประหลาดทว่ามั่นคงยิ่งนัก... เกล็ดสีเงินอันสะอาดขดรัดรอบเรียวขาอย่างแน่นแฟ้น ปลายหางมนเกี่ยวพันรัดรึงไปจนถึงข้อเท้าเล็ก ๆ บ่งบอกถึงความรักใคร่หวงแหนในเรือนร่างหอมละมุนนี้ทุกอณูกายนัยน์ตาสีชาดดุจโลหิตยังคงจ้องมองใบหน้างามของภรรยายามพริ้มตาหลับใหลในนิทราหวาน เขาโอบกอดนางจากทางด้านหลัง ใช้มือลูบไล้หน้าท้องนูนเด่นซึ่งโอบอุ้มครรภ์วัยเจ็ดเดือนไว้ด้วยความอ่อนโยนเหม่ยฉีขยับกายเพียงน้อย ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้นในช่วงสาย นางเอี้ยวหน้าหันกลับไปมองแสงตะวันที่ลอดผ่านม่านผืนบางลงมา ตกกระทบกับเกล็ดเงินบนพวงแก้ม ทอประกายเป็นสีรุ้งงดงาม“ตื่นแล้วหรือ? หลับสบายหรือไม่... ฮูหยิน”“ข้านอนหลับสบายดีเจ้าค่ะ... สามี ท่านเล่า ไม่พักผ่อนบ้างเลยหรือเจ้าคะ?”“ข้าชอบนอนเหมือนเจ้าเสียเมื่อไร” น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความอาทรดังขึ้นชิดใบหู ก่อนที่เขาจะเริ่มคลอเคลียนางด้วยอารมณ์แสนรักใคร่หวงแหนแท้จริงแล้ว ‘เหม่ยฉี’ มิใช่คนของโลกนี้ นางสวมร่างของ ‘เยว่ฉี’ บุตรีท่านหมอหลวงไท่ซือจิ่ว นางเอกตัวร้ายในนิยายเรื่อง ‘สตรีผู้ถือตำราลับสกุลหยาง’เดิมทีนางควรจะหลงใหลในตัวของผู้ตรวจการหนุ่มสกุลจ
คุณหนูเล็กแก้แค้นอย่างสาแก่ใจนางแล้ว เข้าห้องไปดูแลสามีที่นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ บนฟูกแม่ทัพเจี้ยนหยู่ไม่ออกไปกระโจมร่วมอาทิตย์ เขานอนพักฟื้นโดยมีหมอหลวงเข้ามาดูอาการ เมื่อไรที่เขาตื่นจากการหมดสติไปเพราะฤทธิ์ยา บ่าวรับใช้จะรีบไปตามฮูหยินเพราะเขาเอาแต่เรียกนาง จะให้ป้อนยาลูกเดียวเหมือนคนพิการไร้มือเท้า กระทั่งฮ่องเต้เสด็จมาเยี่ยมเจี้ยนหยู่ตัดสินใจเล่าเรื่องการหลับไปของเหม่ยฉีว่านางตั้งครรภ์ปีศาจจึงสูญเสียพลัง นางกลับไปยังโลกของนาง หลังจากที่ปรึกษากับนางแล้วเผื่อวันใดสามีไปออกรบ ที่พึ่งจวนแม่ทัพย่อมเป็นองค์ฮ่องเต้คอยคุ้มกะลาหัว นางเองก็ไม่อยากปิดบังสหายคนสำคัญ ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน หากไม่มีนาง องค์ชายสิบสามไม่มีวันได้เป็นฮ่องเต้ บัดนี้พระองค์มีอำนาจล้นฟ้า ทรงปกป้องตระกูลแม่ทัพไป๋ ไม่มีใครกล้ารังแก“ข้าก็ว่าแล้ว สงสัยนางอยู่ตั้งนาน ไยนางกลับไปกลับมาราวกับว่าเป็นคนละคน”ใช่ครั้งแรกเสียเมื่อไรที่ฝ่าบาททรงข้องพระทัย พระองค์ไม่ถือสา ทรงเรียกขันทีที่ติดตามมามอบยารักษาโรคราคาแพง โสมป่า สมุนไพรล้ำค่าที่มีเพียงสองชิ้นในต้าเหลียง ก่อนตรัสลาสองสามีภรรยาบนฟูกนอน “ข้ากลับวังดีกว่า ไม่รบกวนพวกเจ้า ดูแ
วันต่อมากลุ่มผู้บุกรุกที่มีทั้งอาวุโสตระกูลหยางตระกูลจาง เสนาบดีตระกูลเจา ทยอยกันมาขอขมาท่านแม่ทัพ เสนาบดีกรมอาญานำสัญญาเก่ามามอบให้ฮูหยินแต่โดยดี โดยไม่รอให้ถึงพระกรรณฝ่าบาท“แม่ทัพเจี้ยนหยู่ไม่มีความคิดที่จะทำร้ายชาวเมืองต้าเหลียง เขาไม่เคยระรานใคร แม้แต่ผู้ใหญ่ในราชสำนัก ก็ใช่ว่าพวกท่านจะมาล้ำเส้นได้”ฮูหยินแต่งกายด้วยชุดสีขาวชาด เครื่องผมสง่างามสมฐานะ เจรจากับผู้มาเยือนแทนสามีในห้องรับรองกว้างขวาง เรียกสาวใช้ยกชาเข้ามาต้อนรับผู้ใหญ่แทบทั้งวันแม้แต่ไทเฮาก็เสด็จมาเยี่ยมเยียนท่านแม่ทัพและบุตรีสกุลแพทย์หลวงคนสำคัญของราชสำนัก จะมีผู้สูงศักดิ์สักกี่คนในต้าเหลียงที่มีอิทธิพลถึงขั้นทำให้ไทเฮาเสด็จมาด้วยพระองค์เองได้ ข่าวแพร่กระจายไปทั่วเมืองแล้ว ชื่อเสียงของจวนแม่ทัพได้รับการกอบกู้กลับมา“...ข้าพักผ่อนเงียบ ๆ ในจวนอยู่หลายวันเพราะตั้งครรภ์ หาได้เป็นเช่นข่าวลือไม่ ระยะนี้ข้าไม่สะดวกต้อนรับแขก หวังว่าข้าจะไม่ได้ยินเรื่องไม่ดีจากพวกท่านหรือใครอีก”“ผู้ใหญ่ก็แค่เป็นห่วงเจ้า เกิดเจ้าถูกปีศาจทำร้ายขึ้นมา บ้านเราพอจะรู้จักนักพรตอยู่บ้าง เยว่ฉี เจ้าไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ แต่งงานกับปีศาจไม่พอ ยังมีสัม
บ่าวรับใช้โวยวายตกใจ ‘ท่านแม่ทัพเข้ามาตอนไหนเจ้าคะ!?’ ‘แม่ทัพเจี้ยนหยู่มาพบคุณหนูรอง!’ ต่างคนวิ่งวุ่นไปทั่วเรือน ด้วยคิดว่าคุณหนูน่าจะขังตัวเองอยู่ในโรงปรุงยา ในเมื่อมีผู้พบเห็นสาวใช้ฝาแฝดยืนเฝ้าประตูโรงยา ไม่มีใครอยู่หน้าห้องนอนคุณหนู ทำไมนางจึงยังไม่ลุกจากเตียงเล่าเจี้ยนหยู่รับถาดยาจากสาวใช้คนสน
เหม่ยฉีฝืนยิ้ม แม้ในใจสุมด้วยไฟแค้น ก่อนที่นางจะชะโงกคอมองบานประตูว่างเปล่า ด้วยความรู้สึกผิดหวัง ท่านแม่ทัพของนางคงนั่งทำงานอยู่ที่กระโจมข้างกำแพงเมือง ในเมื่อเขาลางานไปสองอาทิตย์ได้ นางนั่งใจลอยอยู่นาน ไม่ได้ใส่ใจทางผู้ใหญ่ที่สนทนากันเรื่องบ้านเมือง เรื่องสุขภาพและการเรียนของบุตรหลาน จนมาถึงเรื่อ
“มาทำไมบ่อย ๆ พวกเสนาบดีนี่ว่างงานนักรึไง เหม่ยฉี เจ้าให้สาวใช้ไปส่งยาต้มแทนไม่ได้หรือ ใครต้มยาก็รสชาติเหมือน ๆ กันนั่นแหละ เจ้ามีหน้าที่ดูแลข้า ร่างกายยังไม่แข็งแรงดี จะไปทำงานรับใช้บ้านเมืองได้อย่างไร”“อ้าว! แม่ทัพเจี้ยนหยู่ ท่านยังไม่หายป่วยรึ?” เสียงที่ดังขึ้นขัดบทสนทนาไม่ใช่คนอื่นไกล ไท่ซือจิ
เจี้ยนหยู่ไม่อ้างว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัวของนาง เขารับปากว่าจะไม่ข้องเกี่ยวจึงผิดคำพูดไม่ได้ เขาก้มหน้ารับผิด หลุบตามองเรียวปากสีชาดบริภาษสารพัด หัวใจบุรุษเจ็บปวดรวดร้าว พอนางหยุดพักหายใจ กัดฟันกรอด ๆ เขานึกถึงเรื่องที่นางคุยกับบิดา“แล้วหอนายโลมที่ท่านหมอพูดถึง... หมายถึงอะไร?”“เป็นเรื่องส่วนตั







