LOGIN“ท่านผู้ตรวจการหายหน้าหายตาไปร่วมสองเดือน แต่ยังให้ม้าเร็วมาส่งจดหมายทุกอาทิตย์ ไม่เคยตกหล่น สาวใช้ที่จวนเสนาบดีบอกพวกข้าว่าคุณชายสามเขียนจดหมายถึงคุณหนูรองตั้งหลายฉบับเจ้าค่ะ”
“จดหมาย...” นางเงียบไป มือหยิบกล่องไม้ฉลุลายบุปผชาติงาม เปิดมันออกแล้วขยุ้มเศษกระดาษเป็นหยิบข้าวสาร นางกำกระดาษเปื้อนหมึกจนยับเยิน “จดหมายรักผ่านนักกวี นี่เขาแต่งมันด้วยตัวเองไหมนะ?”
“จดหมายให้คนรัก ย่อมเขียนด้วยตนเอง ทำไมคุณหนูจึงคิดเช่นนั้นเจ้าคะ?” ซูหนี่ว์มีสีหน้าสงสัย ซิงอี ซีซวนยกน้ำชาและเครื่องประดับสวยงามเข้ามาในห้องนอน ลองบนเกล้าผมคุณหนู อันนี้สวยอันนี้ดี คุณหนูรองสวมอะไรก็งาม ก่อนที่พวกนางจะหันไปสนใจจดหมาย น่าแปลกที่คุณหนูไม่มีท่าทางตื่นเต้นเหมือนเคย นางเอากระดาษโบกลมต่างพัด
“ข้าหลวงผู้ตรวจราชการติดภารกิจเดินทางไปต่างแคว้น ตรวจตราเรื่องการบริหารงาน คุณชายสามงานยุ่งวุ่นวายเท่าไร ไม่เคยละเลยคุณหนูรอง”
ซีซวนชื่นชมท่านผู้ตรวจการเป็นอย่างมาก พอ ๆ กับสาวใช้คนอื่น อาจเพราะพวกเขาได้รับของฝากมากมายเป็นสินน้ำใจ
เหม่ยฉีแค่นหัวเราะ นางรู้... เรื่องที่เขาชอบติดสินบนบ่าวรับใช้ในเรือน!
“องครักษ์คนสนิทของเขาช่วยเขียนจดหมายพวกนี้มากกว่ากระมัง ตัวเขารึจะมีเวลาเขียนจดหมายรัก เวลาขึ้นรถม้าเดินทางข้ามเมือง จะกินนอนก็ลำบาก ร่างกายแสนเหนื่อยล้าทรมาน ท่าทางจะหลับเป็นตาย”
“คุณหนูรองไปได้ข่าวมาจากไหน? จริงหรือไม่เจ้าคะ” ซูหนี่ว์ไม่เชื่อหู
ซิงอีให้ความเห็นอย่างมีน้ำหนัก “ข้าว่าฟังดูแปลก ๆ ปกติท่านออกจะชื่นชมท่านผู้ตรวจการ ท่านละเมอหาคุณชายสามวันละสิบเวลาได้”
“ก็เหมือนการที่บ่าวรับใช้เอาใจข้าวันละหลายเวลา พวกเจ้าคาดการณ์ว่าข้าควรอารมณ์ดี โดยหาได้รู้ไม่ว่าตนกำลังเข้าใจผิด ข้าเป็นเยว่ฉีคนใหม่แล้ว ตอนนี้ข้าไม่ชอบเขา” พูดจบ คุณหนูรองเดินออกจากห้องไปดื้อ ๆ
-------------
“เยว่ฉี... ข้ากลับมาแล้ว!” เสียงที่ดังขึ้นเรียกคุณหนูรองให้มองขวับ ผู้ตรวจการหนุ่มมาพบนางถึงระเบียงเรือนติดกับสวนด้านหน้าห้องนอน บ่าวที่ทำหน้าตามีลับลมคมในพอเห็นคนรักของคุณหนูก็รีบแจ้นไปทำงาน
ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีคราม ในแววตาราวเด็กหนุ่มที่ตกอยู่ในภวังค์รัก เกือบจะโน้มตัวลงกอดคุณหนูรอง ทว่านางกลับก้าวถอยในทันควัน นางยกมือประสาน เว้นระยะห่างระหว่างชายหญิงอย่างเหมาะสม
“คำนับท่านผู้ตรวจการ ไม่พบกันนานทีเดียว ลมอะไรหอบท่านมาเจ้าคะ?”
“อะไรกัน ถ้าหากว่าข้าไม่มีธุระก็มาพบเจ้าไม่ได้แล้วหรือ?”
“ข้างานรัดตัวนัก เชิญใต้เท้านั่งก่อนเถิด”
ใบหน้าชายหนุ่มซีดเผือด เมื่อคนรักไม่ยอมให้เขาแตะต้องแม้ปลายเส้นผม นางนั่งลงบนม้านั่งหิน ผายมือเชื้อเชิญเขาให้นั่งลงในที่ฝั่งตรงกันข้าม
“เยว่ฉี... เจ้าโกรธข้า”
“เป็นไปไม่ได้เลย ข้าจะโกรธใต้เท้าเรื่องอะไร”
“เจ้าโกรธข้าแน่นอน เยว่ฉี ข้าขอโทษเจ้าก็ได้ ข้า...”
“ข้าไม่ได้โกรธท่าน ตรงข้ามเสียอีก ข้ากำลังนึกถึงท่าน มีเรื่องสำคัญจะคุยกับท่านพอดี”
“อ้อ... เจ้าไม่โกรธข้าก็ดี ข้าเดินทางกลับต้าเหลียงล่าช้ากว่ากำหนดการ รู้สึกผิดกับเจ้าไม่น้อย”
จางหลิวอวี้เลิกคิ้วมองนางด้วยสีหน้าผิดหวัง ลังเลใจในขณะเดียว เป็นไปได้ไหมว่าเขาอาจจจะคิดไปเอง แต่ทุกครั้งที่เขากลับมาจากต่างเมือง นางจะวิ่งเข้ามากอดเขาอย่างคิดถึง คราวนี้นางไม่แม้จะถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ นัยน์ตาดำขลับลุ่มลึกแลดูสุขุม นางมิได้มองเขาด้วยแววตาหลงใหลอีกต่อไป
คุณหนูรองนั่งนิ่งเงียบ เขาถามอะไรนางก็ตอบสั้น ๆ นางนิ่งเฉยเย็นชา...
ยามดวงตะวันกลมโตเบื้องหน้าสายตาลับคล้อยไปอย่างเชื่องช้า เยว่ฉีถือโอกาสเฝ้ามองใบหน้าหล่อเหลาอันน่าหลงใหล ริมระเบียงเรือนไม้ ใต้เท้าหลิวหาได้รู้ไม่ว่าทำให้สตรีทั่วทั้งเมืองต้าเหลียงหวั่นใจเท่าไร...
เหม่ยฉีนึกมาถึงตรงนั้น นางได้รับการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของคุณหนูรอง รู้สึกใจเต้นอยู่เล็กน้อย คงเป็นความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิม อีกทั้งนางเองก็ชอบบุรุษรูปงาม
ทว่า...
นางไม่ใช่เยว่ฉี!
‘ฮึ... น้ำเน่าเกินไปแล้วล่ะ! วันนี้นางต้องตัดสัมพันธ์กับพ่อหนุ่มนี่’
“ข้าเคยรับปากเจ้าว่าจะโยกย้ายหน้าที่การงาน จะได้มีเวลาอยู่กับเจ้ามากขึ้น ขอให้เจ้ารอข้าสักหน่อย เมื่อไรข้าได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำงานในราชสำนัก ข้าคงไม่ต้องเดินทางไปต่างเมืองบ่อย ๆ เช่นนี้”
“ไม่มีอะไรการันตีว่าท่านจะได้ตำแหน่งนั้น การแข่งขันสูงเกินไป”
“ถ้าหากว่าไม่ได้จริง ๆ เราสองตบแต่งเป็นสามีภรรยากันเมื่อไร ข้าเดินทางไกล จะพาภรรยาไปด้วยก็ย่อมได้”
“จะให้ข้าขึ้นรถม้าเดินทางไปกับสามี ท่านไปทำงาน คงไม่สะดวก”
“ไปได้”
“ไม่ดีแน่...”
“เมื่อก่อนเจ้าและบิดาเดินทางไปกับข้า เจ้าชอบไปเก็บสมุนไพร หาข้อมูลการปรุงยา เจ้าไม่เคยบ่ายเบี่ยงเกี่ยงงอน ข้าดีใจนักที่ได้พบเจ้า ฝ่าบาททรงพระกรุณา ให้ข้ามาเยี่ยมเยียนโรงปรุงยา ข้าเลยได้พบเจ้า...”
บุรุษระลึกความหลัง! เหม่ยฉีกลอกตาไปมา ฟังเขาพร่ำพรรณนาเรื่องความรักใคร่อันมากประมาณที่มีต่อนาง เขาคิดถึงนางทุกลมหายใจเข้าออก นางปิดปากเงียบ ไม่พูดออกไปว่าเขาน่ะไม่ใช่พระเอกของเรื่องด้วยซ้ำ ต่อให้เขาจะได้แต่งงานกับนาง เป็นสามีของนาง
เจี้ยนหยู่ทำท่าจะอ้าปากอธิบายว่าในอดีตเขาเคยนำเงินทั้งหมดไปทุ่มเทกับอาวุธและสวัสดิการทหารจนสิ้น ร่ำสุราเมามายไม่เว้นวัน ซ้ำร้ายพวกทหารเสเพลที่มาขูดรีด เขาก็ควักให้ไปราวกับมองเห็นเงินทองเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่าด้วยความเป็นครึ่งปีศาจ ต่อให้ไม่กินไม่นอนเขาก็มีชีวิตอยู่ได้ ตัวเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเหตุใดตนต้องกังวลเรื่องปากท้องให้เสียเวล“ขะ... ข้าจะไปออกรบ หาเงินรางวัลมามอบให้ฮูหยินขอรับ จวนนี้ข้าให้นางเป็นผู้จัดการทั้งหมด”“เมื่อก่อนข้าน่ะไม่เคยใส่ใจเรื่องเงินทองนักหรอก ยิ่งตอนที่ใต้เท้าไปกินอาหารตามโรงเตี๊ยมแล้วติดหนี้ไว้ จนข้ากับลูกสาวต้องคอยไปตามชำระแทน นั่นเป็นเรื่องที่ทำให้ข้าอารมณ์ดีไปทั้งวันเชียวล่ะ รู้หรือไม่? ฮ่าๆ” ท่านหมอหลวงหัวเราะร่าเพื่อกลบเกลื่อนความอาย ใครจะคิดว่าผู้อารักขาที่แสนซื่อสัตย์ของบุตรสาวที่เขาเอ็นดูยิ่งนัก แม้เจ้าตัวจะชอบตบหน้าตัวเองจนบวมเพื่อแสร้งเป็นเศรษฐีอยู่บ่อยครั้ง จะกลายมาเป็นลูกเขยในวันนี้จริง ๆ“ก็อย่างที่ท่านย่าท่านยายของเจ้าเคยสบประมาทไว้ไม่มีผิด แม่ทัพเจี้ยนหยู่ใช้เงินมือเติบด้วยวิถีปีศาจ แต่งงานกันแล้วเจ้าคงต้องไปเป็นขอทานแน่”“ท่านพ่อก็พูดเกินไ
“ข้าไม่เคยกลัวท่านพ่อเลย ท่านก็รู้... ข้าเชื่อฟังใครที่ไหนกัน”แม้แต่พวกอาวุโสที่บังอาจมารุมรังแกสามีของนางในช่วงที่เขาอ่อนแอจนกลายเป็นเพียงงูตัวกระจ้อย เขาสูญสิ้นพลังไปเพราะการพาตัวนางกลับมาอยู่เคียงคู่กันในโลกนี้ เหม่ยฉีก็จัดการโยนคนพวกนั้นออกจากจวนแม่ทัพอย่างไม่ไยดีมาแล้ว นางไม่สนใครหน้าไหนทั้งนั้น“ข้าจะปกป้องท่านเองเจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องกลัวว่าผู้ใดจะมารังแกท่านได้อีก”“ไยเจ้าช่างออดอ้อนนัก เหม่ยฉี... แล้วข้าจะเอาหัวใจไปไว้ที่ใดได้เล่า ข้าไม่อยากห่างไกลจากต้าเหลียงก็เพราะมีเจ้าอยู่ที่นี่ รู้หรือไม่?”ไม่พูดเปล่า ว่าที่คุณพ่อยังย่อกายคุกเข่าลงเบื้องหน้าเพื่อให้ตนเองได้คุยกับเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ถนัด “ไป๋จวิน... เจ้าได้ยินที่พ่อพูดหรือไม่? วันนี้อย่าได้ซุกซนนักล่ะ ท่านแม่ของเจ้าต้องอุ้มครรภ์เจ้า น้ำหนักมิใช่น้อย ๆ หนักเสียยิ่งชุดเกราะเหล็กของข้าอีก นางเหนื่อยล้าจะแย่อยู่แล้ว”เจี้ยนหยู่เอ่ยพลางแนบแก้มสากเข้ากับหน้าท้องนูนสวย สลัดภาพแม่ทัพปีศาจผู้เหี้ยมโหดทิ้งไปจนสิ้นสองสามีภรรยามิได้เพียงพูดคุยฝั่งเดียว เมื่อเจ้าอสรพิษน้อยในครรภ์มีสัมปชัญญะรับรู้ผิดแผกจากมนุษย์ทั่วไป ไป๋จวินส่งเสียงโต
“ข้าไปดูแลความเรียบร้อยในจวนก่อนนะเจ้าคะ ท่านเองก็ควรลุกไปสะสางงานที่กระโจมแม่ทัพได้แล้ว” นางประทับจูบลงบนแก้มสากของสามี นัยน์ตาสีแดงฉานคู่นั้นสั่นไหวไปชั่วขณะ ราวกับเขายังคงหวาดผวาว่าหากกะพริบตาเพียงนิด นางจะอันตรธานหายไปเหมือนครั้งก่อนบุรุษครึ่งอสรพิษผู้นี้มิยอมปล่อยนางไปโดยง่าย เขายังคงรัดรอบเรียวขาของนางไว้แน่น โดยเว้นช่วงกลางลำตัวที่โอบอุ้มครรภ์ไว้อย่างระมัดระวังเหม่ยฉีหัวเราะออกมาเบา ๆ “ไม่ไปก็ไม่ไปเจ้าค่ะ... ท่านพี่นี่อย่างไรนะ ต้องให้ข้าคอยปลอบขวัญทุกเช้าเชียวหรือ ทีเมื่อก่อนล่ะเอาแต่ผลักไสข้าไปให้ชายอื่น” พูดจบนางก็ล้มตัวลงนอนหันหลังให้เช่นเดิมฝ่ามือหนาลูบไล้ปัดเรือนผมงามให้เรียบลงไปกับหมอน เขาก้มหน้าลงฝังจุมพิตที่ซอกคอระหงอย่างแผ่วเบา พร้อมกระชับร่างบางเข้าหาอกอุ่นมีเรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว นับตั้งแต่เยว่ฉีตัดสินใจกลืนตำราผสานจิตใจเข้าไป ดวงวิญญาณเดิมของนางก็ดับสูญและถูกแทนที่ด้วยเหม่ยฉีอย่างสมบูรณ์ผิวขาวผ่องดุจหยกงามในบางคราแปรเปลี่ยนเป็นอักขระลึกลับ ราวกับผิวกายถูกแต่งแต้มด้วยอักษรจากตำราไปทั่วร่าง กระทั่งในดวงตาสว่างใสคู่นั้นยังปรากฏอักขระสีดำสนิท รอบกายนา
การหลับใหลอยู่ภายใต้อ้อมแขนที่ให้สัมผัสแปลกประหลาดทว่ามั่นคงยิ่งนัก... เกล็ดสีเงินอันสะอาดขดรัดรอบเรียวขาอย่างแน่นแฟ้น ปลายหางมนเกี่ยวพันรัดรึงไปจนถึงข้อเท้าเล็ก ๆ บ่งบอกถึงความรักใคร่หวงแหนในเรือนร่างหอมละมุนนี้ทุกอณูกายนัยน์ตาสีชาดดุจโลหิตยังคงจ้องมองใบหน้างามของภรรยายามพริ้มตาหลับใหลในนิทราหวาน เขาโอบกอดนางจากทางด้านหลัง ใช้มือลูบไล้หน้าท้องนูนเด่นซึ่งโอบอุ้มครรภ์วัยเจ็ดเดือนไว้ด้วยความอ่อนโยนเหม่ยฉีขยับกายเพียงน้อย ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้นในช่วงสาย นางเอี้ยวหน้าหันกลับไปมองแสงตะวันที่ลอดผ่านม่านผืนบางลงมา ตกกระทบกับเกล็ดเงินบนพวงแก้ม ทอประกายเป็นสีรุ้งงดงาม“ตื่นแล้วหรือ? หลับสบายหรือไม่... ฮูหยิน”“ข้านอนหลับสบายดีเจ้าค่ะ... สามี ท่านเล่า ไม่พักผ่อนบ้างเลยหรือเจ้าคะ?”“ข้าชอบนอนเหมือนเจ้าเสียเมื่อไร” น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความอาทรดังขึ้นชิดใบหู ก่อนที่เขาจะเริ่มคลอเคลียนางด้วยอารมณ์แสนรักใคร่หวงแหนแท้จริงแล้ว ‘เหม่ยฉี’ มิใช่คนของโลกนี้ นางสวมร่างของ ‘เยว่ฉี’ บุตรีท่านหมอหลวงไท่ซือจิ่ว นางเอกตัวร้ายในนิยายเรื่อง ‘สตรีผู้ถือตำราลับสกุลหยาง’เดิมทีนางควรจะหลงใหลในตัวของผู้ตรวจการหนุ่มสกุลจ
คุณหนูเล็กแก้แค้นอย่างสาแก่ใจนางแล้ว เข้าห้องไปดูแลสามีที่นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ บนฟูกแม่ทัพเจี้ยนหยู่ไม่ออกไปกระโจมร่วมอาทิตย์ เขานอนพักฟื้นโดยมีหมอหลวงเข้ามาดูอาการ เมื่อไรที่เขาตื่นจากการหมดสติไปเพราะฤทธิ์ยา บ่าวรับใช้จะรีบไปตามฮูหยินเพราะเขาเอาแต่เรียกนาง จะให้ป้อนยาลูกเดียวเหมือนคนพิการไร้มือเท้า กระทั่งฮ่องเต้เสด็จมาเยี่ยมเจี้ยนหยู่ตัดสินใจเล่าเรื่องการหลับไปของเหม่ยฉีว่านางตั้งครรภ์ปีศาจจึงสูญเสียพลัง นางกลับไปยังโลกของนาง หลังจากที่ปรึกษากับนางแล้วเผื่อวันใดสามีไปออกรบ ที่พึ่งจวนแม่ทัพย่อมเป็นองค์ฮ่องเต้คอยคุ้มกะลาหัว นางเองก็ไม่อยากปิดบังสหายคนสำคัญ ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน หากไม่มีนาง องค์ชายสิบสามไม่มีวันได้เป็นฮ่องเต้ บัดนี้พระองค์มีอำนาจล้นฟ้า ทรงปกป้องตระกูลแม่ทัพไป๋ ไม่มีใครกล้ารังแก“ข้าก็ว่าแล้ว สงสัยนางอยู่ตั้งนาน ไยนางกลับไปกลับมาราวกับว่าเป็นคนละคน”ใช่ครั้งแรกเสียเมื่อไรที่ฝ่าบาททรงข้องพระทัย พระองค์ไม่ถือสา ทรงเรียกขันทีที่ติดตามมามอบยารักษาโรคราคาแพง โสมป่า สมุนไพรล้ำค่าที่มีเพียงสองชิ้นในต้าเหลียง ก่อนตรัสลาสองสามีภรรยาบนฟูกนอน “ข้ากลับวังดีกว่า ไม่รบกวนพวกเจ้า ดูแ
วันต่อมากลุ่มผู้บุกรุกที่มีทั้งอาวุโสตระกูลหยางตระกูลจาง เสนาบดีตระกูลเจา ทยอยกันมาขอขมาท่านแม่ทัพ เสนาบดีกรมอาญานำสัญญาเก่ามามอบให้ฮูหยินแต่โดยดี โดยไม่รอให้ถึงพระกรรณฝ่าบาท“แม่ทัพเจี้ยนหยู่ไม่มีความคิดที่จะทำร้ายชาวเมืองต้าเหลียง เขาไม่เคยระรานใคร แม้แต่ผู้ใหญ่ในราชสำนัก ก็ใช่ว่าพวกท่านจะมาล้ำเส้นได้”ฮูหยินแต่งกายด้วยชุดสีขาวชาด เครื่องผมสง่างามสมฐานะ เจรจากับผู้มาเยือนแทนสามีในห้องรับรองกว้างขวาง เรียกสาวใช้ยกชาเข้ามาต้อนรับผู้ใหญ่แทบทั้งวันแม้แต่ไทเฮาก็เสด็จมาเยี่ยมเยียนท่านแม่ทัพและบุตรีสกุลแพทย์หลวงคนสำคัญของราชสำนัก จะมีผู้สูงศักดิ์สักกี่คนในต้าเหลียงที่มีอิทธิพลถึงขั้นทำให้ไทเฮาเสด็จมาด้วยพระองค์เองได้ ข่าวแพร่กระจายไปทั่วเมืองแล้ว ชื่อเสียงของจวนแม่ทัพได้รับการกอบกู้กลับมา“...ข้าพักผ่อนเงียบ ๆ ในจวนอยู่หลายวันเพราะตั้งครรภ์ หาได้เป็นเช่นข่าวลือไม่ ระยะนี้ข้าไม่สะดวกต้อนรับแขก หวังว่าข้าจะไม่ได้ยินเรื่องไม่ดีจากพวกท่านหรือใครอีก”“ผู้ใหญ่ก็แค่เป็นห่วงเจ้า เกิดเจ้าถูกปีศาจทำร้ายขึ้นมา บ้านเราพอจะรู้จักนักพรตอยู่บ้าง เยว่ฉี เจ้าไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ แต่งงานกับปีศาจไม่พอ ยังมีสัม
เจี้ยนหยู่ส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ ทั่วเรือนกายปรากฏเส้นเลือดปูดโปน เขากอดจูบนางจนอ่อนระทวย แต่ขนาดว่าเขาจะเอาเปรียบนาง ก็เกรงว่านางอาจเหนื่อยจนเกินไป“เจ้าจะอยู่ข้างบน หรือให้ข้าเป็นคนนำ...”หญิงสาวขยับริมฝีปากพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ทั้งสอง” พลันพุ่งเข้าหาจุมพิตโหยหา นางอ้าขาออกกว้างขึ้นอีก หน้าขาข
เสียแรงที่พี่สาวพยายามเป็นแม่สื่อ กระซิบให้ผู้ตรวจการไปเคาะประตูห้องพักเมื่อรุ่งเช้า จะได้ชวนคุณหนูรองไปเดินเล่นในฉางอันเพื่อปรับความเข้าใจกัน ดันพบหญิงสาวในสภาพผมกระเซอะกระเซิง ซุกตัวนอนในผ้าห่มหนา มีบุรุษในเรือนผมดำสนิทใบหน้าคุ้นตาเปิดประตูต้อนรับแม่ทัพเจี้ยนหยู่สวมเสื้อผ้าไม่รัดกุม ผ้าคาดเอวก็ผ
บ่าวรับใช้โวยวายตกใจ ‘ท่านแม่ทัพเข้ามาตอนไหนเจ้าคะ!?’ ‘แม่ทัพเจี้ยนหยู่มาพบคุณหนูรอง!’ ต่างคนวิ่งวุ่นไปทั่วเรือน ด้วยคิดว่าคุณหนูน่าจะขังตัวเองอยู่ในโรงปรุงยา ในเมื่อมีผู้พบเห็นสาวใช้ฝาแฝดยืนเฝ้าประตูโรงยา ไม่มีใครอยู่หน้าห้องนอนคุณหนู ทำไมนางจึงยังไม่ลุกจากเตียงเล่าเจี้ยนหยู่รับถาดยาจากสาวใช้คนสน
เหม่ยฉีฝืนยิ้ม แม้ในใจสุมด้วยไฟแค้น ก่อนที่นางจะชะโงกคอมองบานประตูว่างเปล่า ด้วยความรู้สึกผิดหวัง ท่านแม่ทัพของนางคงนั่งทำงานอยู่ที่กระโจมข้างกำแพงเมือง ในเมื่อเขาลางานไปสองอาทิตย์ได้ นางนั่งใจลอยอยู่นาน ไม่ได้ใส่ใจทางผู้ใหญ่ที่สนทนากันเรื่องบ้านเมือง เรื่องสุขภาพและการเรียนของบุตรหลาน จนมาถึงเรื่อ







