Masukเหม่ยฉีนั่งมองคันฉ่องไม้ฉลุลายโบตั๋น หลังจากที่นางหลับไปสามคืนแล้วพบว่าตัวเองติดอยู่ในนิยายจริง ๆ ทุกรุ่งเช้ามีบ่าวรับใช้นำอ่างล้างหน้าเข้ามา สาวใช้คนสนิทอย่างซูหนี่ว์ช่วยแต่งตัวและเกล้าผมให้นางอย่างสวยงาม จากนั้นนางก็ขอบ่าวให้ยกอาหารมาลองหลายอย่าง อาหารเต็มโต๊ะ! ผิดจากที่ที่นางจากมา นางเจริญอาหาร ลิ้นรับรู้รสชาติเป็นอย่างดี นางขอสุรารสเลิศมาดื่มจนเมามาย ใช้ชีวิตอย่างสตรีร่ำรวยในยุคโบราณ
ทว่าในสถานที่ที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีโลกโซเชียล นางถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง นางไม่มีความสุขเท่าไรนัก
ที่นี่ไม่ใช่กรุงปักกิ่ง พูดถึงแคว้นเยียน[1]นั้นนางจำได้ว่าอยู่ไกลออกไปพอสมควร
ตัวเอกของเรื่องอาศัยในต้าเหลียง[2] มันจึงไม่มีกลิ่นอายบ้านเกิดเมืองนอนของนางแม้แต่น้อย เลวร้ายเสียยิ่งกว่าคือนางอาจอยู่เมืองที่ไม่มีกำแพงหมื่นลี้[3]ด้วยซ้ำไป
เหม่ยฉีตรงไปสำรวจลานกว้างด้านหน้าเรือนไม้ ต้นไม้รายล้อมรอบดูร่มรื่นสบายตา มีม้านั่งหินสำหรับจิบชาเป็นมุมรับรองแขก ถัดไปเป็นน้ำตกที่มีหินสีนิล ดูอย่างไรก็เป็นที่พำนักอาศัยของเศรษฐีใหญ่ แม้ว่าเขาจะไม่ใช้ประโยชน์มันอย่างคุ้มค่าก็ตาม
ครั้นนางนึกขึ้นได้ว่าเป็นนิยาย! จึงนั่งถอนหายใจบนม้านั่งหินอย่างสิ้นหวัง
จะไปสนใจอะไรเล่า มาถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องใช้ชีวิตต่อไปสิเหม่ยฉี!
ท่าทางหมดอาลัยตายอยากของคุณหนูรองน่าเป็นกังวล สาวใช้คนสนิทเข้ามาปลอบประโลมนางด้วยขนมหน้าตาน่ารับประทาน นางหยิบขนมปั้นดอกเหมยฮวาเข้าปาก บอกทั้งสองว่านางไม่ออกไปข้างนอก หากมีธุระสำคัญจะเรียกเอง ไม่ต้องตามติดนางเป็นเงา
เหม่ยฉีกลับมาใช้ความคิดอีกครั้งหนึ่ง...
นิยายเรื่องนี้ไม่ได้เอ่ยถึงฮ่องเต้ในราชวงศ์ไหน นักเขียนใช้วิธีการแต่งขึ้นใหม่ อิงกลิ่นอายของความเป็นนิยายโบราณ ยากที่นางจะใช้ความรู้วิชาประวัติศาสตร์มาใช้ให้เป็นประโยชน์
นางรู้เพียงว่าคุณหนูรองตระกูลหยาง งามไม่แพ้สตรีใดในต้าเหลียง!
ในนิยายกล่าวถึงความงามของเยว่ฉี นางปากนิดจมูกหน่อย ดวงตากลมโต ขนตางอนงามเป็นแพ ผิวพรรณขาวผ่องมองเห็นเส้นเลือดฝาด ใบหน้าโฉบเฉี่ยวของนางแลดูร้ายกาจคล้ายจะฟาดหัวฟาดหางอยู่ตลอดเวลา ทว่านางกลับน่ารักใคร่เอ็นดูเสียจนบุรุษยากจะละวางตา
ตระกูลผู้มั่งมีล้วนอยากให้บุตรชายตบแต่งกับเยว่ฉี ใช่เพียงเพราะนางเป็นบุตรีหมอหลวง บิดามีอำนาจบาตรใหญ่ นางร่ำเรียนและคลุกคลีมากับวิชาปรุงยาตั้งแต่สิบขวบ นางมีประโยชน์ทั้งในทางอำนาจ ความรู้อันยากมีสตรีใดเทียบเทียม นางเป็นผู้ปรุงยาอายุวัฒนะให้ครอบครัวได้ นางเป็นหมอปรุงยามากฝีมือ หาตัวจับยากรองจากไท่ซือจิ่ว
นั่นเป็นเหตุให้นางสามารถเลือกคู่ครองของตน นางเป็นกรณีพิเศษของตระกูลและราชสำนัก ไม่ว่าใครก็เอาอกเอาใจนาง
เหม่ยฉีลุกจากม้านั่งหิน สวมชุดขาวสะอาดอย่างหมอหลวงในราชสำนัก ซึ่งนับได้ว่ามีสตรีน้อยคนนักจะได้รับพระราชทานอาภรณ์ เรือนผมดำขลับของนางประดับด้วยปิ่นทองและหยก นางใช้ฝีเท้าอย่างแมวย่อง เดินไปถึงด้านหลังเรือนนอน เปิดประตูไม้เข้าโรงปรุงยาเงียบเชียบ
น้ำลายสอในปากนาง ชะโงกคอหายาต้มกลิ่นขมในหม้อดินหลายใบ เตาไฟคุกรุ่นทำให้มันส่งกลิ่นหอมไปทั่ว นางเข้าไปยืนหน้าหม้อดินใบที่เจ็ด บิดาอยู่ซ้ายมือของนาง
หมอหลวงไท่ซือจิ่วดูไม่แก่ชรา ด้วยอายุวัยสี่สิบสามปี เขาหล่อเหลารูปร่างสูงโปร่ง แต่งตัวดีในชุดขาวสะอาด แม้เป็นพ่อม่ายลูกติด ภรรยาเสียชีวิตไปได้สิบห้าปีแล้ว
“กระหายสุราก็ไปขอจากบ่าวในโรงครัว โรงปรุงยาไม่ใช่สถานที่ร่ำสุรา” บิดาหลุบตามองหน้าตาระรื่นของบุตรสาวด้วยท่าทางไม่พอใจ คาดว่านางคงมาชิมยาในหม้อเหล่านี้แน่ นางเพ่งเล็งเฉพาะใบที่มีกลิ่นสุรา
“เกิดข้าถูกบ่าววางยาพิษขึ้นมาจะทำไง ทำไมข้าต้องไปดื่มสุราในโรงครัว ข้าชอบยาบำรุงผสมสุราของท่านพ่อมากกว่า ยาต้มของท่านบำรุงร่างกายได้ดี รสชาติถูกปากข้า”
“เจ้าว่าอร่อย... ดื่มเสียให้หมด”
บิดาส่งยาต้มให้บุตรสาวหนึ่งถ้วย เป็นยาบำรุงร่างกายทั่วไป นางรับไปเป่าลมแก้มกลมตุ่ย พอยาร้อน ๆ อุ่นขึ้น นางทำหน้าตาเหยเก ดื่มมันจนหมด หันไปสบแววตาคมกริบราวมีดพลางถาม “มีอะไรหรือเจ้าคะ?”
“ยาต้มเหล่านี้มีส่วนผสมของสุรา ร่างกายจึงดูดซึมได้ง่ายขึ้น ประโยชน์ของสุราคือเพิ่มสรรพคุณของสมุนไพร ลดพิษและผลข้างเคียงของยา มีเพียงผู้ติดสุราเรื้อรังเท่านั้น จะได้รับการผสมยาต้มในอีกตำรับหนึ่ง”
“ข้าชอบนัก...”
“ชอบได้ แต่พอประมาณ”
บิดาหันมาว่ากล่าวตักเตือนนางเรื่องพฤติกรรมแปลกประหลาด พักหลังมานี้นางท่าทางอมทุกข์ ทั้งที่ไม่มีใครไปทำร้ายจิตใจนาง เก็บตัวอยู่แต่ในห้องและโรงปรุงยา นางหลับไปสองวัน ตื่นขึ้นมาโวยวายเหมือนคนเสียสติ นางฟังบิดาบ่นแล้วทำเป็นไม่สนใจ เบี่ยงประเด็นการสนทนา
“ท่านพ่อเจ้าคะ จะว่าไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นในราชสำนัก สมุนไพรที่นำมาต้มอยู่ดี ๆ ก็เกิดเป็นพิษ ท่านถึงกับเดินทางไปตรวจดูสวนสมุนไพรด้วยตนเองว่าอะไรทำให้พวกมันเป็นพิษ”
----------
[1] ปักกิ่ง ในสมัยรณรัฐ (战国)เป็นเมืองหลวงของแคว้นเยียน
[2] ต้าเหลียง (大梁 Dàliáng) เทียบกับปัจจุบันประมาณแถบมณฑลเหอหนาน
[3] 长城 ฉาง เฉิง : กำแพงเมืองจีน
เจี้ยนหยู่ทำท่าจะอ้าปากอธิบายว่าในอดีตเขาเคยนำเงินทั้งหมดไปทุ่มเทกับอาวุธและสวัสดิการทหารจนสิ้น ร่ำสุราเมามายไม่เว้นวัน ซ้ำร้ายพวกทหารเสเพลที่มาขูดรีด เขาก็ควักให้ไปราวกับมองเห็นเงินทองเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่าด้วยความเป็นครึ่งปีศาจ ต่อให้ไม่กินไม่นอนเขาก็มีชีวิตอยู่ได้ ตัวเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเหตุใดตนต้องกังวลเรื่องปากท้องให้เสียเวล“ขะ... ข้าจะไปออกรบ หาเงินรางวัลมามอบให้ฮูหยินขอรับ จวนนี้ข้าให้นางเป็นผู้จัดการทั้งหมด”“เมื่อก่อนข้าน่ะไม่เคยใส่ใจเรื่องเงินทองนักหรอก ยิ่งตอนที่ใต้เท้าไปกินอาหารตามโรงเตี๊ยมแล้วติดหนี้ไว้ จนข้ากับลูกสาวต้องคอยไปตามชำระแทน นั่นเป็นเรื่องที่ทำให้ข้าอารมณ์ดีไปทั้งวันเชียวล่ะ รู้หรือไม่? ฮ่าๆ” ท่านหมอหลวงหัวเราะร่าเพื่อกลบเกลื่อนความอาย ใครจะคิดว่าผู้อารักขาที่แสนซื่อสัตย์ของบุตรสาวที่เขาเอ็นดูยิ่งนัก แม้เจ้าตัวจะชอบตบหน้าตัวเองจนบวมเพื่อแสร้งเป็นเศรษฐีอยู่บ่อยครั้ง จะกลายมาเป็นลูกเขยในวันนี้จริง ๆ“ก็อย่างที่ท่านย่าท่านยายของเจ้าเคยสบประมาทไว้ไม่มีผิด แม่ทัพเจี้ยนหยู่ใช้เงินมือเติบด้วยวิถีปีศาจ แต่งงานกันแล้วเจ้าคงต้องไปเป็นขอทานแน่”“ท่านพ่อก็พูดเกินไ
“ข้าไม่เคยกลัวท่านพ่อเลย ท่านก็รู้... ข้าเชื่อฟังใครที่ไหนกัน”แม้แต่พวกอาวุโสที่บังอาจมารุมรังแกสามีของนางในช่วงที่เขาอ่อนแอจนกลายเป็นเพียงงูตัวกระจ้อย เขาสูญสิ้นพลังไปเพราะการพาตัวนางกลับมาอยู่เคียงคู่กันในโลกนี้ เหม่ยฉีก็จัดการโยนคนพวกนั้นออกจากจวนแม่ทัพอย่างไม่ไยดีมาแล้ว นางไม่สนใครหน้าไหนทั้งนั้น“ข้าจะปกป้องท่านเองเจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องกลัวว่าผู้ใดจะมารังแกท่านได้อีก”“ไยเจ้าช่างออดอ้อนนัก เหม่ยฉี... แล้วข้าจะเอาหัวใจไปไว้ที่ใดได้เล่า ข้าไม่อยากห่างไกลจากต้าเหลียงก็เพราะมีเจ้าอยู่ที่นี่ รู้หรือไม่?”ไม่พูดเปล่า ว่าที่คุณพ่อยังย่อกายคุกเข่าลงเบื้องหน้าเพื่อให้ตนเองได้คุยกับเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ถนัด “ไป๋จวิน... เจ้าได้ยินที่พ่อพูดหรือไม่? วันนี้อย่าได้ซุกซนนักล่ะ ท่านแม่ของเจ้าต้องอุ้มครรภ์เจ้า น้ำหนักมิใช่น้อย ๆ หนักเสียยิ่งชุดเกราะเหล็กของข้าอีก นางเหนื่อยล้าจะแย่อยู่แล้ว”เจี้ยนหยู่เอ่ยพลางแนบแก้มสากเข้ากับหน้าท้องนูนสวย สลัดภาพแม่ทัพปีศาจผู้เหี้ยมโหดทิ้งไปจนสิ้นสองสามีภรรยามิได้เพียงพูดคุยฝั่งเดียว เมื่อเจ้าอสรพิษน้อยในครรภ์มีสัมปชัญญะรับรู้ผิดแผกจากมนุษย์ทั่วไป ไป๋จวินส่งเสียงโต
“ข้าไปดูแลความเรียบร้อยในจวนก่อนนะเจ้าคะ ท่านเองก็ควรลุกไปสะสางงานที่กระโจมแม่ทัพได้แล้ว” นางประทับจูบลงบนแก้มสากของสามี นัยน์ตาสีแดงฉานคู่นั้นสั่นไหวไปชั่วขณะ ราวกับเขายังคงหวาดผวาว่าหากกะพริบตาเพียงนิด นางจะอันตรธานหายไปเหมือนครั้งก่อนบุรุษครึ่งอสรพิษผู้นี้มิยอมปล่อยนางไปโดยง่าย เขายังคงรัดรอบเรียวขาของนางไว้แน่น โดยเว้นช่วงกลางลำตัวที่โอบอุ้มครรภ์ไว้อย่างระมัดระวังเหม่ยฉีหัวเราะออกมาเบา ๆ “ไม่ไปก็ไม่ไปเจ้าค่ะ... ท่านพี่นี่อย่างไรนะ ต้องให้ข้าคอยปลอบขวัญทุกเช้าเชียวหรือ ทีเมื่อก่อนล่ะเอาแต่ผลักไสข้าไปให้ชายอื่น” พูดจบนางก็ล้มตัวลงนอนหันหลังให้เช่นเดิมฝ่ามือหนาลูบไล้ปัดเรือนผมงามให้เรียบลงไปกับหมอน เขาก้มหน้าลงฝังจุมพิตที่ซอกคอระหงอย่างแผ่วเบา พร้อมกระชับร่างบางเข้าหาอกอุ่นมีเรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว นับตั้งแต่เยว่ฉีตัดสินใจกลืนตำราผสานจิตใจเข้าไป ดวงวิญญาณเดิมของนางก็ดับสูญและถูกแทนที่ด้วยเหม่ยฉีอย่างสมบูรณ์ผิวขาวผ่องดุจหยกงามในบางคราแปรเปลี่ยนเป็นอักขระลึกลับ ราวกับผิวกายถูกแต่งแต้มด้วยอักษรจากตำราไปทั่วร่าง กระทั่งในดวงตาสว่างใสคู่นั้นยังปรากฏอักขระสีดำสนิท รอบกายนา
การหลับใหลอยู่ภายใต้อ้อมแขนที่ให้สัมผัสแปลกประหลาดทว่ามั่นคงยิ่งนัก... เกล็ดสีเงินอันสะอาดขดรัดรอบเรียวขาอย่างแน่นแฟ้น ปลายหางมนเกี่ยวพันรัดรึงไปจนถึงข้อเท้าเล็ก ๆ บ่งบอกถึงความรักใคร่หวงแหนในเรือนร่างหอมละมุนนี้ทุกอณูกายนัยน์ตาสีชาดดุจโลหิตยังคงจ้องมองใบหน้างามของภรรยายามพริ้มตาหลับใหลในนิทราหวาน เขาโอบกอดนางจากทางด้านหลัง ใช้มือลูบไล้หน้าท้องนูนเด่นซึ่งโอบอุ้มครรภ์วัยเจ็ดเดือนไว้ด้วยความอ่อนโยนเหม่ยฉีขยับกายเพียงน้อย ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้นในช่วงสาย นางเอี้ยวหน้าหันกลับไปมองแสงตะวันที่ลอดผ่านม่านผืนบางลงมา ตกกระทบกับเกล็ดเงินบนพวงแก้ม ทอประกายเป็นสีรุ้งงดงาม“ตื่นแล้วหรือ? หลับสบายหรือไม่... ฮูหยิน”“ข้านอนหลับสบายดีเจ้าค่ะ... สามี ท่านเล่า ไม่พักผ่อนบ้างเลยหรือเจ้าคะ?”“ข้าชอบนอนเหมือนเจ้าเสียเมื่อไร” น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความอาทรดังขึ้นชิดใบหู ก่อนที่เขาจะเริ่มคลอเคลียนางด้วยอารมณ์แสนรักใคร่หวงแหนแท้จริงแล้ว ‘เหม่ยฉี’ มิใช่คนของโลกนี้ นางสวมร่างของ ‘เยว่ฉี’ บุตรีท่านหมอหลวงไท่ซือจิ่ว นางเอกตัวร้ายในนิยายเรื่อง ‘สตรีผู้ถือตำราลับสกุลหยาง’เดิมทีนางควรจะหลงใหลในตัวของผู้ตรวจการหนุ่มสกุลจ
คุณหนูเล็กแก้แค้นอย่างสาแก่ใจนางแล้ว เข้าห้องไปดูแลสามีที่นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ บนฟูกแม่ทัพเจี้ยนหยู่ไม่ออกไปกระโจมร่วมอาทิตย์ เขานอนพักฟื้นโดยมีหมอหลวงเข้ามาดูอาการ เมื่อไรที่เขาตื่นจากการหมดสติไปเพราะฤทธิ์ยา บ่าวรับใช้จะรีบไปตามฮูหยินเพราะเขาเอาแต่เรียกนาง จะให้ป้อนยาลูกเดียวเหมือนคนพิการไร้มือเท้า กระทั่งฮ่องเต้เสด็จมาเยี่ยมเจี้ยนหยู่ตัดสินใจเล่าเรื่องการหลับไปของเหม่ยฉีว่านางตั้งครรภ์ปีศาจจึงสูญเสียพลัง นางกลับไปยังโลกของนาง หลังจากที่ปรึกษากับนางแล้วเผื่อวันใดสามีไปออกรบ ที่พึ่งจวนแม่ทัพย่อมเป็นองค์ฮ่องเต้คอยคุ้มกะลาหัว นางเองก็ไม่อยากปิดบังสหายคนสำคัญ ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน หากไม่มีนาง องค์ชายสิบสามไม่มีวันได้เป็นฮ่องเต้ บัดนี้พระองค์มีอำนาจล้นฟ้า ทรงปกป้องตระกูลแม่ทัพไป๋ ไม่มีใครกล้ารังแก“ข้าก็ว่าแล้ว สงสัยนางอยู่ตั้งนาน ไยนางกลับไปกลับมาราวกับว่าเป็นคนละคน”ใช่ครั้งแรกเสียเมื่อไรที่ฝ่าบาททรงข้องพระทัย พระองค์ไม่ถือสา ทรงเรียกขันทีที่ติดตามมามอบยารักษาโรคราคาแพง โสมป่า สมุนไพรล้ำค่าที่มีเพียงสองชิ้นในต้าเหลียง ก่อนตรัสลาสองสามีภรรยาบนฟูกนอน “ข้ากลับวังดีกว่า ไม่รบกวนพวกเจ้า ดูแ
วันต่อมากลุ่มผู้บุกรุกที่มีทั้งอาวุโสตระกูลหยางตระกูลจาง เสนาบดีตระกูลเจา ทยอยกันมาขอขมาท่านแม่ทัพ เสนาบดีกรมอาญานำสัญญาเก่ามามอบให้ฮูหยินแต่โดยดี โดยไม่รอให้ถึงพระกรรณฝ่าบาท“แม่ทัพเจี้ยนหยู่ไม่มีความคิดที่จะทำร้ายชาวเมืองต้าเหลียง เขาไม่เคยระรานใคร แม้แต่ผู้ใหญ่ในราชสำนัก ก็ใช่ว่าพวกท่านจะมาล้ำเส้นได้”ฮูหยินแต่งกายด้วยชุดสีขาวชาด เครื่องผมสง่างามสมฐานะ เจรจากับผู้มาเยือนแทนสามีในห้องรับรองกว้างขวาง เรียกสาวใช้ยกชาเข้ามาต้อนรับผู้ใหญ่แทบทั้งวันแม้แต่ไทเฮาก็เสด็จมาเยี่ยมเยียนท่านแม่ทัพและบุตรีสกุลแพทย์หลวงคนสำคัญของราชสำนัก จะมีผู้สูงศักดิ์สักกี่คนในต้าเหลียงที่มีอิทธิพลถึงขั้นทำให้ไทเฮาเสด็จมาด้วยพระองค์เองได้ ข่าวแพร่กระจายไปทั่วเมืองแล้ว ชื่อเสียงของจวนแม่ทัพได้รับการกอบกู้กลับมา“...ข้าพักผ่อนเงียบ ๆ ในจวนอยู่หลายวันเพราะตั้งครรภ์ หาได้เป็นเช่นข่าวลือไม่ ระยะนี้ข้าไม่สะดวกต้อนรับแขก หวังว่าข้าจะไม่ได้ยินเรื่องไม่ดีจากพวกท่านหรือใครอีก”“ผู้ใหญ่ก็แค่เป็นห่วงเจ้า เกิดเจ้าถูกปีศาจทำร้ายขึ้นมา บ้านเราพอจะรู้จักนักพรตอยู่บ้าง เยว่ฉี เจ้าไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ แต่งงานกับปีศาจไม่พอ ยังมีสัม
เจี้ยนหยู่ส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ ทั่วเรือนกายปรากฏเส้นเลือดปูดโปน เขากอดจูบนางจนอ่อนระทวย แต่ขนาดว่าเขาจะเอาเปรียบนาง ก็เกรงว่านางอาจเหนื่อยจนเกินไป“เจ้าจะอยู่ข้างบน หรือให้ข้าเป็นคนนำ...”หญิงสาวขยับริมฝีปากพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ทั้งสอง” พลันพุ่งเข้าหาจุมพิตโหยหา นางอ้าขาออกกว้างขึ้นอีก หน้าขาข
เสียแรงที่พี่สาวพยายามเป็นแม่สื่อ กระซิบให้ผู้ตรวจการไปเคาะประตูห้องพักเมื่อรุ่งเช้า จะได้ชวนคุณหนูรองไปเดินเล่นในฉางอันเพื่อปรับความเข้าใจกัน ดันพบหญิงสาวในสภาพผมกระเซอะกระเซิง ซุกตัวนอนในผ้าห่มหนา มีบุรุษในเรือนผมดำสนิทใบหน้าคุ้นตาเปิดประตูต้อนรับแม่ทัพเจี้ยนหยู่สวมเสื้อผ้าไม่รัดกุม ผ้าคาดเอวก็ผ
บ่าวรับใช้โวยวายตกใจ ‘ท่านแม่ทัพเข้ามาตอนไหนเจ้าคะ!?’ ‘แม่ทัพเจี้ยนหยู่มาพบคุณหนูรอง!’ ต่างคนวิ่งวุ่นไปทั่วเรือน ด้วยคิดว่าคุณหนูน่าจะขังตัวเองอยู่ในโรงปรุงยา ในเมื่อมีผู้พบเห็นสาวใช้ฝาแฝดยืนเฝ้าประตูโรงยา ไม่มีใครอยู่หน้าห้องนอนคุณหนู ทำไมนางจึงยังไม่ลุกจากเตียงเล่าเจี้ยนหยู่รับถาดยาจากสาวใช้คนสน
เหม่ยฉีฝืนยิ้ม แม้ในใจสุมด้วยไฟแค้น ก่อนที่นางจะชะโงกคอมองบานประตูว่างเปล่า ด้วยความรู้สึกผิดหวัง ท่านแม่ทัพของนางคงนั่งทำงานอยู่ที่กระโจมข้างกำแพงเมือง ในเมื่อเขาลางานไปสองอาทิตย์ได้ นางนั่งใจลอยอยู่นาน ไม่ได้ใส่ใจทางผู้ใหญ่ที่สนทนากันเรื่องบ้านเมือง เรื่องสุขภาพและการเรียนของบุตรหลาน จนมาถึงเรื่อ







