Mag-log inเหม่ยฉีหยิบตำราสมุนไพรบำรุงกำลังมานั่งอ่านบนเก้าอี้ไม้หน้าตาเรียงราย นางเงยหน้ามองท้องฟ้าเปิดโล่งที่ไร้ควันจากหม้อยา นึกขึ้นได้ว่าในนิยายมีการกล่าวถึงเหล่าตัวประกอบผู้หลงใหลชอบพอคุณหนูรอง
“อื้ม... ถ้าคุณหนูเยว่คนงามไม่มัวขลุกอยู่ในโรงปรุงยา คงได้มีสามีไปแล้วสักสิบคน ยี่สิบ... ได้กลายเป็นนิยายฮาเร็มแน่ล่ะ”
บิดาเปิดประตูไม้เข้ามาพร้อมทหารองครักษ์ทั้งห้า พวกเขามายืนเฝ้าโรงปรุงยาตามเวลา ดันมาได้ยินเข้าพอดี บิดาอุทาน
“เจ้าจะมีสามียี่สิบคนเลยรึ! ไม่ได้การแล้วลูกสาว ข้าว่าเจ้าต้องรับยาขนานใหญ่ พบหมอโดยเร็ว” พลันหันไปบอกเหล่าทหาร ขอให้ลืมเรื่องที่บุตรสาวพูดเสีย อย่าได้แพร่งพรายออกไปเป็นอันขาด จะทำให้นางเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ บิดารีบปิดประตูโรงปรุงยา คว้าเก้าอี้นั่งจับข้อมือเล็กขึ้นตรวจชีพจร
“ชีพจร... แปลกไป”
เหม่ยฉีนึกตลกขบขันหน้าตาประหลาดใจของแพทย์หลวงผู้นี้ เขาทำให้นางนึกถึงบิดาผู้ล่วงลับ นางรู้สึกเหมือนว่านางเป็นบุตรสาวของเขาจริง ๆ
บิดาปล่อยข้อมือเล็ก เบิกตากว้าง “หรือจะเป็นวิญญาณร้าย?”
“รบกวนท่านพ่อไปเชิญแม่หมอมาขับไล่วิญญาณร้ายสิเจ้าคะ ข้าจะดิ้น...” พูดพลางดิ้นไปมา กระพือปีกไก่ “เต้นแร้งเต้นกาแข่งกับแม่หมอขับไล่วิญญาณร้ายให้ท่านชม เรื่องเต้นรำข้าไม่เป็นรองใคร”
คุณหนูรองได้ถูกเขกหน้าผากเข้าที บิดาว่ากล่าวตักเตือน สั่งสอนนางว่าเช่นไรเรียกสตรี เช่นไรเรียกม้าดีดกะโหลก
“ข้าสบายดีเจ้าค่ะท่านพ่อ ท่านอย่าได้เป็นกังวล ท่านจะไม่รูปงามหล่อเหลานะเจ้าคะ ไม่เชื่อท่านลองดูหมอหลวงแต่ละคนซี เป็นตาแก่หัวล้าน หนวดเคราขาว ขี้บ่น”
“ลูกสาว เจ้านี่นะ” บิดาไม่กล้าเอ็ดว่านางต่อ เขามองนางด้วยแววตาเอ็นดูทว่าเศร้าหมองในขณะเดียว
เหม่ยฉีพยายามถามบิดาว่ามีเรื่องอะไรในใจ เขาไม่ยอมตอบนาง หันมาทักท้วงเรื่องว่าที่บุตรเขยกำลังเศร้าโศกเสียใจ ไปเมาสุราในเมือง
“เจ้าแน่ใจนะว่าไม่อยากออกเรือน ขืนปล่อยให้ยืดเยื้อ คุณชายหลิวเป็นลูกชายคนใหญ่คนโต อยู่ในวัยมีภรรยาได้ คงรอแต่งกับเจ้าหรอก เจ้าเปลี่ยนใจไม่ได้แล้วนะลูกสาว”
“บ้านเมืองสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด แม่ทัพยอมพลีชีพในสนามรบเยี่ยงไร ลูกหลานตระกูลหยางเป็นเช่นเดียวกัน”
บิดาหัวเราะเสียงดัง ลุกขึ้นเดินออกไปเปิดประตูโรงปรุงยา
“ข้าไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม? ลูกสาวข้าว่า... จะไปสอบเข้ารับราชการทหาร... เป็นแม่ทัพ”
ไท่ซือจิ่วฟ้องทหารองครักษ์ที่พบหน้ากันทุกวัน แม้สลับเปลี่ยนคนมาทำหน้าที่คุ้มกันก็มีเพียงคนสนิท พวกเขาลอบยิ้มมองสตรีตระกูลหยางผู้มีความคิดใหญ่โต ขณะบิดาเดินกลับเข้าโรงปรุงยา ตั้งหม้อดินบนเตาไฟ โดยมีบุตรสาวคอยช่วยเหลือ นางหยิบสมุนไพรตามสูตรบำรุงกำลังวังชาอย่างถูกต้อง ทั้งสมุนไพรบำรุงร่างกายชั้นดี ยังมีรากไม้มีประโยชน์สำหรับปรับสมดุลร่างกาย ก่อนออกไปพูดจากับเหล่าทหาร
“ทิ้งเรื่องหัวใจ ไปเกณฑ์ทหาร ปกป้องบ้านเมือง!”
สายตาหลายคู่เพ่งมองสตรีในอาภรณ์ขาวสะอาด ร่างบอบบางของนางแทบจะปลิวไปกับลมได้ จะมีแรงยกดาบหรือไร? องครักษ์หนุ่มในเครื่องแบบเต็มยศเอ่ย “ความคิดของคุณหนูรองช่างยิ่งใหญ่กล้าหาญ ไม่ต่างจากบุรุษนักรบ คุณหนูคงเป็นกำลังสำคัญของแคว้นต้าเหลียง”
“ข้ายินดีพลีชีพเพื่อฮ่องเต้และแผ่นดินต้าเหลียง ข้าพร้อมรับใช้บ้านเมือง จับดาบออกรบเช่นทหารแนวหน้าโดยไม่ลังเลใจ! น่าเสียดายที่ข้าเก่งวิชาปรุงยามากกว่าวิชาทหาร... ข้าทำยาดีกว่า...” คุณหนูรองทำหน้าเป็นเด็กน้อยงอนบิดา โยนรากไม้ลงหม้อดิน ก่อนที่นางจะโอ้อวดกับทหารว่าตนเก่งฉกาจทั้งการฟันดาบ ยิงธนู เหล่าบุรุษรู้ดีว่านางเคยเรียนวิชาป้องกันตัวมาไม่น้อยตั้งแต่วัยเยาว์ นางร่ำเรียนกับแม่ทัพใหญ่ผู้หนึ่ง...
“พวกท่านอย่าได้ดูแคลนข้าเพราะเป็นสตรี มีกำลังพลสู้รบมากเท่าไร ย่อมได้เปรียบศัตรู ลองนึกดูซีว่าสตรีหันมาจับดาบ กำลังพลจากหนึ่งหมื่นอาจมากขึ้นเป็นหนึ่งแสน”
“พวกข้าไม่คิดดูแคลนคุณหนูเลย เพียงสงสัยว่า... ไยวันนี้คุณหนูคารมคมคาย พูดจามากความนัก”
“หยุดพูดจาไร้สาระให้ข้าสบายหูสักวันเถิดลูกสาว เจ้าอย่าลืม... เอาตะกร้ายาไปส่งแม่ทัพเจี้ยนหยู่[1]ด้วย”
“ท่านแม่ทัพ!” คุณหนูรองทำเสียงดังไปถึงด้านนอก นางดีใจออกนอกหน้า เมื่อความทรงจำแล่นไหลเข้ามาในหัวราวสายน้ำ นางเร่งเร้าสมุนไพรจากบิดา “เร็วเข้าท่านพ่อ ข้าจะรีบนำสมุนไพรไปส่งแม่ทัพเจี้ยนหยู่!”
----------------
ตัวประกอบผู้นี้เป็นเหตุให้เหม่ยฉีบริภาษนางเอกของเรื่องว่าแสนโง่เง่า มีตาหามีแววไม่ นางหลั่งน้ำตาด้วยความเคียดแค้นชิงชังนักเขียนไร้สติ นางเศร้าเสียใจแทนแม่ทัพเจี้ยนหยู่ผู้ยอมพลีชีพเพื่อคุ้มกันภัยเยว่ฉี แม้กระทั่งตอนจบของนิยายเล่มนี้ เขาก็ยังต้องตายเพื่ออุดมการณ์ของนาง
แรกเริ่มการเดินเรื่องราวของนักเขียนก็ดี ไป ๆ มา ๆ ดิ่งลงเหว แม้แต่นางรองให้คู่กันกับท่านแม่ทัพสักคน ก็เห็นจะไม่ปรากฏ เขาใช้ชีวิตประหนึ่งปีศาจผู้ถือดาบสังหารภายใต้พระบรมราชโองการ กินนอนบนดินทราย ถูกตราหน้าว่าเป็นนักฆ่าผู้น่าสะพรึงกลัว สูบวิญญาณคนตายแทนอาหาร เขามีเพียงความรักจากเยว่ฉีปลอบประโลมใจ เป็นบุรุษผู้น่าสงสารในสายตานาง
ไม่ใช่ในสายตาของคุณหนูรอง...
ไม่ใช่ในมุมมองของนักเขียนเลือดเย็นนั่นด้วย!
“ข้านำยามาให้แม่ทัพเจี้ยน หลีกทาง...”
“ขอรับคุณหนู”
ทหารด้านหน้ากระโจมก้มคำนับ ขยับตัวรวดเร็วโดยไม่ตรวจสอบนาง
การพูดจาในเชิงออกคำสั่งผ่านแววตาเยือกเย็นมีเพียงคุณหนูเยว่ฉี นางเชิดหน้าถือตะกร้ายามาส่งท่านแม่ทัพ นับตั้งแต่ผลัดเปลี่ยนแผ่นดินเป็นต้นมา
[1] 剑雨 Jiànyǔ
เจี้ยนหยู่ทำท่าจะอ้าปากอธิบายว่าในอดีตเขาเคยนำเงินทั้งหมดไปทุ่มเทกับอาวุธและสวัสดิการทหารจนสิ้น ร่ำสุราเมามายไม่เว้นวัน ซ้ำร้ายพวกทหารเสเพลที่มาขูดรีด เขาก็ควักให้ไปราวกับมองเห็นเงินทองเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่าด้วยความเป็นครึ่งปีศาจ ต่อให้ไม่กินไม่นอนเขาก็มีชีวิตอยู่ได้ ตัวเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเหตุใดตนต้องกังวลเรื่องปากท้องให้เสียเวล“ขะ... ข้าจะไปออกรบ หาเงินรางวัลมามอบให้ฮูหยินขอรับ จวนนี้ข้าให้นางเป็นผู้จัดการทั้งหมด”“เมื่อก่อนข้าน่ะไม่เคยใส่ใจเรื่องเงินทองนักหรอก ยิ่งตอนที่ใต้เท้าไปกินอาหารตามโรงเตี๊ยมแล้วติดหนี้ไว้ จนข้ากับลูกสาวต้องคอยไปตามชำระแทน นั่นเป็นเรื่องที่ทำให้ข้าอารมณ์ดีไปทั้งวันเชียวล่ะ รู้หรือไม่? ฮ่าๆ” ท่านหมอหลวงหัวเราะร่าเพื่อกลบเกลื่อนความอาย ใครจะคิดว่าผู้อารักขาที่แสนซื่อสัตย์ของบุตรสาวที่เขาเอ็นดูยิ่งนัก แม้เจ้าตัวจะชอบตบหน้าตัวเองจนบวมเพื่อแสร้งเป็นเศรษฐีอยู่บ่อยครั้ง จะกลายมาเป็นลูกเขยในวันนี้จริง ๆ“ก็อย่างที่ท่านย่าท่านยายของเจ้าเคยสบประมาทไว้ไม่มีผิด แม่ทัพเจี้ยนหยู่ใช้เงินมือเติบด้วยวิถีปีศาจ แต่งงานกันแล้วเจ้าคงต้องไปเป็นขอทานแน่”“ท่านพ่อก็พูดเกินไ
“ข้าไม่เคยกลัวท่านพ่อเลย ท่านก็รู้... ข้าเชื่อฟังใครที่ไหนกัน”แม้แต่พวกอาวุโสที่บังอาจมารุมรังแกสามีของนางในช่วงที่เขาอ่อนแอจนกลายเป็นเพียงงูตัวกระจ้อย เขาสูญสิ้นพลังไปเพราะการพาตัวนางกลับมาอยู่เคียงคู่กันในโลกนี้ เหม่ยฉีก็จัดการโยนคนพวกนั้นออกจากจวนแม่ทัพอย่างไม่ไยดีมาแล้ว นางไม่สนใครหน้าไหนทั้งนั้น“ข้าจะปกป้องท่านเองเจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องกลัวว่าผู้ใดจะมารังแกท่านได้อีก”“ไยเจ้าช่างออดอ้อนนัก เหม่ยฉี... แล้วข้าจะเอาหัวใจไปไว้ที่ใดได้เล่า ข้าไม่อยากห่างไกลจากต้าเหลียงก็เพราะมีเจ้าอยู่ที่นี่ รู้หรือไม่?”ไม่พูดเปล่า ว่าที่คุณพ่อยังย่อกายคุกเข่าลงเบื้องหน้าเพื่อให้ตนเองได้คุยกับเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ถนัด “ไป๋จวิน... เจ้าได้ยินที่พ่อพูดหรือไม่? วันนี้อย่าได้ซุกซนนักล่ะ ท่านแม่ของเจ้าต้องอุ้มครรภ์เจ้า น้ำหนักมิใช่น้อย ๆ หนักเสียยิ่งชุดเกราะเหล็กของข้าอีก นางเหนื่อยล้าจะแย่อยู่แล้ว”เจี้ยนหยู่เอ่ยพลางแนบแก้มสากเข้ากับหน้าท้องนูนสวย สลัดภาพแม่ทัพปีศาจผู้เหี้ยมโหดทิ้งไปจนสิ้นสองสามีภรรยามิได้เพียงพูดคุยฝั่งเดียว เมื่อเจ้าอสรพิษน้อยในครรภ์มีสัมปชัญญะรับรู้ผิดแผกจากมนุษย์ทั่วไป ไป๋จวินส่งเสียงโต
“ข้าไปดูแลความเรียบร้อยในจวนก่อนนะเจ้าคะ ท่านเองก็ควรลุกไปสะสางงานที่กระโจมแม่ทัพได้แล้ว” นางประทับจูบลงบนแก้มสากของสามี นัยน์ตาสีแดงฉานคู่นั้นสั่นไหวไปชั่วขณะ ราวกับเขายังคงหวาดผวาว่าหากกะพริบตาเพียงนิด นางจะอันตรธานหายไปเหมือนครั้งก่อนบุรุษครึ่งอสรพิษผู้นี้มิยอมปล่อยนางไปโดยง่าย เขายังคงรัดรอบเรียวขาของนางไว้แน่น โดยเว้นช่วงกลางลำตัวที่โอบอุ้มครรภ์ไว้อย่างระมัดระวังเหม่ยฉีหัวเราะออกมาเบา ๆ “ไม่ไปก็ไม่ไปเจ้าค่ะ... ท่านพี่นี่อย่างไรนะ ต้องให้ข้าคอยปลอบขวัญทุกเช้าเชียวหรือ ทีเมื่อก่อนล่ะเอาแต่ผลักไสข้าไปให้ชายอื่น” พูดจบนางก็ล้มตัวลงนอนหันหลังให้เช่นเดิมฝ่ามือหนาลูบไล้ปัดเรือนผมงามให้เรียบลงไปกับหมอน เขาก้มหน้าลงฝังจุมพิตที่ซอกคอระหงอย่างแผ่วเบา พร้อมกระชับร่างบางเข้าหาอกอุ่นมีเรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว นับตั้งแต่เยว่ฉีตัดสินใจกลืนตำราผสานจิตใจเข้าไป ดวงวิญญาณเดิมของนางก็ดับสูญและถูกแทนที่ด้วยเหม่ยฉีอย่างสมบูรณ์ผิวขาวผ่องดุจหยกงามในบางคราแปรเปลี่ยนเป็นอักขระลึกลับ ราวกับผิวกายถูกแต่งแต้มด้วยอักษรจากตำราไปทั่วร่าง กระทั่งในดวงตาสว่างใสคู่นั้นยังปรากฏอักขระสีดำสนิท รอบกายนา
การหลับใหลอยู่ภายใต้อ้อมแขนที่ให้สัมผัสแปลกประหลาดทว่ามั่นคงยิ่งนัก... เกล็ดสีเงินอันสะอาดขดรัดรอบเรียวขาอย่างแน่นแฟ้น ปลายหางมนเกี่ยวพันรัดรึงไปจนถึงข้อเท้าเล็ก ๆ บ่งบอกถึงความรักใคร่หวงแหนในเรือนร่างหอมละมุนนี้ทุกอณูกายนัยน์ตาสีชาดดุจโลหิตยังคงจ้องมองใบหน้างามของภรรยายามพริ้มตาหลับใหลในนิทราหวาน เขาโอบกอดนางจากทางด้านหลัง ใช้มือลูบไล้หน้าท้องนูนเด่นซึ่งโอบอุ้มครรภ์วัยเจ็ดเดือนไว้ด้วยความอ่อนโยนเหม่ยฉีขยับกายเพียงน้อย ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้นในช่วงสาย นางเอี้ยวหน้าหันกลับไปมองแสงตะวันที่ลอดผ่านม่านผืนบางลงมา ตกกระทบกับเกล็ดเงินบนพวงแก้ม ทอประกายเป็นสีรุ้งงดงาม“ตื่นแล้วหรือ? หลับสบายหรือไม่... ฮูหยิน”“ข้านอนหลับสบายดีเจ้าค่ะ... สามี ท่านเล่า ไม่พักผ่อนบ้างเลยหรือเจ้าคะ?”“ข้าชอบนอนเหมือนเจ้าเสียเมื่อไร” น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความอาทรดังขึ้นชิดใบหู ก่อนที่เขาจะเริ่มคลอเคลียนางด้วยอารมณ์แสนรักใคร่หวงแหนแท้จริงแล้ว ‘เหม่ยฉี’ มิใช่คนของโลกนี้ นางสวมร่างของ ‘เยว่ฉี’ บุตรีท่านหมอหลวงไท่ซือจิ่ว นางเอกตัวร้ายในนิยายเรื่อง ‘สตรีผู้ถือตำราลับสกุลหยาง’เดิมทีนางควรจะหลงใหลในตัวของผู้ตรวจการหนุ่มสกุลจ
คุณหนูเล็กแก้แค้นอย่างสาแก่ใจนางแล้ว เข้าห้องไปดูแลสามีที่นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ บนฟูกแม่ทัพเจี้ยนหยู่ไม่ออกไปกระโจมร่วมอาทิตย์ เขานอนพักฟื้นโดยมีหมอหลวงเข้ามาดูอาการ เมื่อไรที่เขาตื่นจากการหมดสติไปเพราะฤทธิ์ยา บ่าวรับใช้จะรีบไปตามฮูหยินเพราะเขาเอาแต่เรียกนาง จะให้ป้อนยาลูกเดียวเหมือนคนพิการไร้มือเท้า กระทั่งฮ่องเต้เสด็จมาเยี่ยมเจี้ยนหยู่ตัดสินใจเล่าเรื่องการหลับไปของเหม่ยฉีว่านางตั้งครรภ์ปีศาจจึงสูญเสียพลัง นางกลับไปยังโลกของนาง หลังจากที่ปรึกษากับนางแล้วเผื่อวันใดสามีไปออกรบ ที่พึ่งจวนแม่ทัพย่อมเป็นองค์ฮ่องเต้คอยคุ้มกะลาหัว นางเองก็ไม่อยากปิดบังสหายคนสำคัญ ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน หากไม่มีนาง องค์ชายสิบสามไม่มีวันได้เป็นฮ่องเต้ บัดนี้พระองค์มีอำนาจล้นฟ้า ทรงปกป้องตระกูลแม่ทัพไป๋ ไม่มีใครกล้ารังแก“ข้าก็ว่าแล้ว สงสัยนางอยู่ตั้งนาน ไยนางกลับไปกลับมาราวกับว่าเป็นคนละคน”ใช่ครั้งแรกเสียเมื่อไรที่ฝ่าบาททรงข้องพระทัย พระองค์ไม่ถือสา ทรงเรียกขันทีที่ติดตามมามอบยารักษาโรคราคาแพง โสมป่า สมุนไพรล้ำค่าที่มีเพียงสองชิ้นในต้าเหลียง ก่อนตรัสลาสองสามีภรรยาบนฟูกนอน “ข้ากลับวังดีกว่า ไม่รบกวนพวกเจ้า ดูแ
วันต่อมากลุ่มผู้บุกรุกที่มีทั้งอาวุโสตระกูลหยางตระกูลจาง เสนาบดีตระกูลเจา ทยอยกันมาขอขมาท่านแม่ทัพ เสนาบดีกรมอาญานำสัญญาเก่ามามอบให้ฮูหยินแต่โดยดี โดยไม่รอให้ถึงพระกรรณฝ่าบาท“แม่ทัพเจี้ยนหยู่ไม่มีความคิดที่จะทำร้ายชาวเมืองต้าเหลียง เขาไม่เคยระรานใคร แม้แต่ผู้ใหญ่ในราชสำนัก ก็ใช่ว่าพวกท่านจะมาล้ำเส้นได้”ฮูหยินแต่งกายด้วยชุดสีขาวชาด เครื่องผมสง่างามสมฐานะ เจรจากับผู้มาเยือนแทนสามีในห้องรับรองกว้างขวาง เรียกสาวใช้ยกชาเข้ามาต้อนรับผู้ใหญ่แทบทั้งวันแม้แต่ไทเฮาก็เสด็จมาเยี่ยมเยียนท่านแม่ทัพและบุตรีสกุลแพทย์หลวงคนสำคัญของราชสำนัก จะมีผู้สูงศักดิ์สักกี่คนในต้าเหลียงที่มีอิทธิพลถึงขั้นทำให้ไทเฮาเสด็จมาด้วยพระองค์เองได้ ข่าวแพร่กระจายไปทั่วเมืองแล้ว ชื่อเสียงของจวนแม่ทัพได้รับการกอบกู้กลับมา“...ข้าพักผ่อนเงียบ ๆ ในจวนอยู่หลายวันเพราะตั้งครรภ์ หาได้เป็นเช่นข่าวลือไม่ ระยะนี้ข้าไม่สะดวกต้อนรับแขก หวังว่าข้าจะไม่ได้ยินเรื่องไม่ดีจากพวกท่านหรือใครอีก”“ผู้ใหญ่ก็แค่เป็นห่วงเจ้า เกิดเจ้าถูกปีศาจทำร้ายขึ้นมา บ้านเราพอจะรู้จักนักพรตอยู่บ้าง เยว่ฉี เจ้าไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ แต่งงานกับปีศาจไม่พอ ยังมีสัม
โคมไฟตะเกียงบนหัวเตียงยังคงมืดสนิทแม้ย่างเข้ารุ่งสาง ภรรยาหลับ ๆ ตื่น ๆ จนสามีเอื้อมมือไปจุดเทียน นางเงยหน้ามองใบหน้าหล่อเหลาด้วยรอยยิ้ม“เจ้าตื่นนานแล้วหรือ?”“เจ้าค่ะ”ดวงตาคู่สวยมองออกไปนอกบานหน้าต่างที่เปิดรับลมเยียบเย็น ร่างงามในชุดขาวบางซุกแก้มร้อนผ่าวในอ้อมแขนแข็งแรง นางกินอยู่สุขสบายนับตั้งแ
เหม่ยฉีทนเห็นแม่ทัพเจี้ยนหยู่โดนเฆี่ยนตีไม่ไหวอีกต่อไป นางฝืนขยับเปลือกตาในโลกนิทรา เปิดตำราหน้าสำคัญในบทท้าย ๆ เพื่อหาทางช่วยเหลือเขา‘แค่ตำราพิษทั่วไป เยว่ฉีตั้งใจเขียนมันเป็นอย่างมาก ข้าไม่เคยเห็นนางมุมานะเท่านี้มาก่อน อย่าให้เสียน้ำใจนางเลย’‘ข้าบอกว่าไม่ได้! ทำไมท่านแม่ทัพไม่ฟังข้าเล่า ส่งตำรา
“เห็นไหมเล่า! เขาสารภาพมาแล้ว ลูกสาวข้าไม่มีความผิด นางไม่เคยไปกับใครที่ไหน นางบริสุทธิ์” ท่านหมอหลวงชี้หน้าท่านแม่ทัพ บริภาษเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้ารึอุตส่าห์ไว้วางใจใต้เท้าเจี้ยนให้ดูแลลูกสาว ระหว่างที่ข้าเดินทางไปทำงานหามรุ่งหามค่ำ ช่วยเหลือชีวิตผู้คนในต้าเหลียง เป็นธุระแทนราชสำนัก จุนเจือค
คุณหนูผู้ขลาดกลัวชำเลืองมองไปทางอาวุโสตระกูลจาง เมื่อแม่ทัพเจี้ยนหยู่ยืนยันว่าเขาจำหน้านางได้ หน้าตานางตื่นกลัวขนาดนั้น เขาจ้องนางด้วยนัยน์ตาสีชาด นางล้มลุกคลุกคลานอยู่ในป่าด้านหลังเรือนหมอหลวงในช่วงรุ่งสาง ไยนางจะมองไม่เห็นบุรุษผู้มีเรือนผมสีเงิน บนม้าสีดำสนิท! ก็มีอยู่ผู้เดียวในต้าเหลียงในที่สุด







