Masukช่วงสายของวันต่อมา
สายลมเย็นพัดเอื่อย ระลอกคลื่นน้ำทะเลเคลื่อนกระทบชายฝั่งสาดกระเซ็น ท้องฟ้าไร้เมฆฝนนับว่าอากาศดีเหมาะกับการหาปลาเป็นอย่างยิ่ง
“นั่นอะไรน่ะ”
เสียงของชายชราที่มาตกปลาแถวนั้นเอ่ยถามคนที่มาด้วยกันพลางหยีตามองสิ่งที่สายน้ำพัดเกยฝั่ง ก่อนเดินไปดูใกล้ ๆ ด้วยความอยากรู้จึงพบว่าเป็นร่างของเด็กชายผู้หนึ่งนอนหงาย ใบหน้าซีดเซียวราวกับไร้ชีวิต
“ตายแล้วรึ” ชายชราอีกคนขมวดคิ้ว ค่อย ๆ เข้าใกล้ร่างที่นอนนิ่งแล้วอังจมูกตรวจลมหายใจ “ยังไม่ตาย! เขายังไม่ตาย”
“มา ๆ ช่วยกันพาขึ้นฝั่งก่อน” เขาบอกคนตรงหน้าแล้วหามหัวท้ายพลันตะโกนบอกกลุ่มชายหนุ่มที่กำลังเดินมาทางนี้ให้ช่วยแบกไปหาหมอยาในหมู่บ้าน
แม้ร่างกายของเด็กชายไม่มีรอยบาดแผลมากมายแต่เขากลับหลับลึกเกือบห้าวันราวกับไม่อยากตื่นขึ้นมาจนใครต่อใครคิดว่าอีกไม่นานคงจากไปอย่างสงบ
กระนั้น พวกคนที่ช่วยเหลือก็ยังหวังว่าเขาจะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตให้มากกว่านี้ เจ้าตัวตกอยู่ในภวังค์ไม่รู้ตัวเลยว่าหมู่บ้านแห่งนี้กำลังเกิดหายนะครั้งใหญ่ ผู้คนตะโกนเอะอะโวยวาย ร้องไห้ระงมและคมอาวุธกระทบกันดังลั่นไปถึงท้ายหมู่บ้านที่เด็กชายพักรักษาตัวอยู่
เสียงเหล่านั้นทำให้เขานึกถึงคืนวันที่ผ่านมา น้ำตาจึงไหลทั้ง ๆ ที่หลับฝันเนิ่นนาน พยายามลืมตาตื่นเพราะได้ยินเสียงใครบางคนร้องให้ช่วย
“อย่าทำอะไรเขานะ!”
มารดาผู้หนึ่งร้องไห้ขอร้องชายฉกรรจ์หน้าตาน่ากลัวปล่อยบุตรชายของตนเอง แต่ใครเล่าจะรับฟังคำร้องขอของนางเพราะพวกเขาไม่ใช่คนดีอะไร
แม้ทางการแจ้งเตือนว่าช่วงนี้โจรป่าบุกรุกเข้ามาปล้นฆ่าผู้คนในหมู่บ้านต่าง ๆ ตอนกลางวันแสก ๆ โดยไม่เกรงกลัวผู้ใดแต่คนที่นี่ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นกับตัวเองจึงไม่ทันได้เตรียมตัวรับมือ
คนที่ยังพอมีแรงกระเสือกกระสนวิ่งไปคนละทาง ส่วนคนที่พลาดท่าล้มคะมำก็หนีไม่พ้นอาวุธสังหาร เลือดแดงฉานสาดทั่วบริเวณ
โจรป่าพวกนั้นไม่ได้สนใจสิ่งใดไปมากกว่าอาหาร ผู้หญิงและเงินทอง มันกวาดเรียบทุกสิ่งอย่างที่ต้องการ แม้นใครขัดขืนก็จิกหัวทึ้งลากขาไปตามทาง
ความโกลาหลเกิดขึ้นและจบสิ้นลงในหนึ่งชั่วยาม รวดเร็วดั่งพายุลูกใหญ่ที่พัดมาสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแล้วจากไปอย่างที่ไม่มีใครตั้งตัวได้ทัน
เรือนเล็กท้ายหมู่บ้านยังคงมีอีกหนึ่งชีวิตถูกทิ้งเอาไว้เพราะคนพวกนั้นคิดว่าตายไปแล้ว เปลือกตาลืมขึ้นช้า ๆ สติกลับมาเพียงบางส่วน ทั้งยังมีอาการปวดหัวตุบ ๆ จนเลือดกำเดาไหล
ทันใดนั้น สายลมพัดพากลิ่นคาวฉุนน่าคลื่นเหียนเข้ามาทางหน้าต่าง ยิ่งทำให้เขาอยากอาเจียนมากกว่าเดิมจึงวิ่งพรวดออกมานอกเรือน
ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเบิกโตทันควันเพราะภาพเบื้องหน้าสยดสยองเกินรับไหว ร่างกายที่ถูกฟันจนไม่อยู่ในสภาพเดิมเกลื่อนพื้นกระจายไปทั่วหมู่บ้าน
พลันเด็กชายไม่อาจทน อาเจียนอยู่พักใหญ่จนแทบเป็นลม แววตาสั่นระริก ร่างกายสั่นสะท้านราวกับสิ่งที่เห็นตรงหน้ากระตุ้นความรู้สึกบางอย่างในความทรงจำ
“ทำไม” เขาถามตัวเองเพราะอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น “ทำไมข้าจำอะไรไม่ได้เลย” เสียงพึมพำยังคงพูดซ้ำไปซ้ำมา ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหนและเกิดอะไรขึ้นกับคนพวกนั้น
จู่ ๆ เสียงทุ้มแข็งกร้าวตะโกนออกมาจนเด็กชายสะดุ้งโหยงรีบหันกลับไปมองพลันถอยหลังตามสัญชาตญาณ แต่ถูกใครอีกคนที่โผล่ขึ้นมาไม่ให้สุ้มเสียงถีบกระเด็นกลิ้งไปกับพื้น
เด็กน้อยรีบลุกขึ้นยืน ต่อให้ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นแต่สัญชาตญาณบอกว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอนจึงคิดหาทางหนี
ทว่า เขากลับถูกดาบเล่มใหญ่ขวางเอาไว้ตวัดฉับเฉียดหน้าเพียงคืบ “ไหน ๆ ก็รอดแล้ว เอาไปขายดีหรือไม่”
“ผอมแห้งเช่นนี้ ขายไปจะได้กำไรสักเท่าไหร่” ชายฉกรรจ์ที่มีดวงตาข้างเดียวยักไหล่ หรี่ตามองคนตรงหน้าอย่างถี่ถ้วนแล้วพูดว่า “เดี๋ยวขุนให้มันอ้วนกว่านี้สักหน่อยน่าจะขายได้”
“อืม… อย่างน้อยสักสิบอีแปะแต่ถ้าไม่ได้ก็เอาไปใช้งานในหมู่บ้านน่าจะดี” เขาไม่พูดเปล่า ถลึงตาข่มขู่เด็กชายให้กลัวจะได้ไม่คิดหนีแต่กลับไม่เป็นผลจึงใช้วิธีทุบตีให้อ่อนแรงลงไปจะได้รู้ว่าใครคือผู้ที่เหนือกว่า
หลังจากนั้น พวกเขาสองคนจึงพาเด็กน้อยผู้นี้กลับไปยังหมู่บ้านโจรที่อยู่ในป่าทึบแล้วใช้งานทำโน่นนี่ทั้ง ๆ ที่เขาเพิ่งฟื้นจากตกหน้าผาจมทะเลไม่กี่วันก่อน
ตั้งแต่เช้าไก่ขันจนกระทั่งตะวันตกดิน เด็กชายตัวน้อยถูกสั่งให้ทำงานทุกอย่างเพื่อแลกกับข้าวหนึ่งมื้อ โดยรวมแล้ววันหนึ่งทำงานเหนื่อยแทบขาดใจ ทั้งยังปวดหัว เลือดกำเดาไหลอยู่เนือง ๆ กลับได้กินเศษข้าวน้อยนิดเท่านั้น
มิหนำซ้ำกลางคืนยังต้องนอนในกรงเหล็กที่คุมขังร่วมกับคนอื่น ๆ ที่ถูกจับมาราวกับเป็นทาส หนาวเย็นไม่มีแม้แต่ผ้าห่มหรือกองไฟอุ่น ๆ หันไปทางไหนก็ไม่มีใครช่วยได้
“เจ้าหนู…” เสียงแหบแห้งของหญิงสาวเอ่ยเรียก สีหน้าของนางซีดเซียว ตัวสั่นเทาเพราะพิษไข้โหมกระหน่ำ ร่างกายบาดเจ็บไม่พอ จิตใจยังแตกสลายเกินเยียวยาเพราะสิ่งที่โจรป่าพวกนั้นทำกับครอบครัว
“ขอรับ…” ดวงตาสีน้ำเงินเข้มแสดงออกถึงความสงสารหญิงสาวตรงหน้าแต่เขาเองก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร
“หนาวเหลือเกิน…”
เขาเม้มปากแน่น คิ้วขมวดแล้วขยับเข้าไปใกล้ กอดนางเพื่อแบ่งปันไออุ่น พลันคนอื่น ๆ ขยับเข้ามาด้วยจึงรู้สึกได้ว่าความหนาวเย็นลดลงไปบ้าง
“ไอ้บ้าเอ๊ย ก่อไฟให้สักนิดไม่ได้รึ” เด็กชายที่อายุมากกว่าสามปีตะโกนไปทางที่โจรพวกนั้นพักอาศัย เริ่มโวยวายเพราะยิ่งดึก ลมยามค่ำคืนก็ยิ่งโหมกระหน่ำ
“เฮ้ย! คิดจะปล่อยให้พวกข้าหนาวตายรึ” เด็กชายอีกคนอารมณ์ร้อนขึ้นมาทันใด ลืมไปแล้วว่าเวลานี้ตัวเองเป็นทาสที่พวกเขาไม่แยแส
ขณะกำลังอ้าปากพร่ำบ่นจึงไม่ทันได้รู้ว่าเผลอทำให้โจรป่าพวกนั้นอารมณ์ไม่ดีขึ้นมา เสียงฝีเท้ากระทืบพื้นได้เรียกสติเขากลับมาทันควัน
ประตูกรงเปิดออกพลันแขนแข็งแกร่งเอื้อมคว้าผมของเด็กคนนั้นแล้วลากมาข้างนอก ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงตุบตับและเสียงร้องโอดโอยดังมาเป็นระยะ คนที่เหลืออยู่ในกรงจึงพากันนั่งสงบเสงี่ยมไปโดยปริยาย
เช้าวันต่อมา เด็กชายพยายามปลุกหญิงสาวคนนั้นแต่ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใด นางไม่ลืมตาขึ้นมาเลย คราแรกคิดว่าร่างกายอันเย็นยะเยือกนั้นเป็นเพราะต้องลมจนหนาวเข้ากระดูกแต่ความรู้สึกกลับบอกอีกอย่างหนึ่ง
“พี่สาว… ตื่นสิขอรับ”
“…”
ใครหลายคนที่อยู่ในกรงมองด้วยสายตาเวทนา บางคนรู้ บางคนไม่รู้ เด็กชายจึงค่อย ๆ ตรวจลมหายใจของหญิงสาวคนนั้นก่อนจะเข้าใจแล้วว่าทำไมนางจึงไม่ตื่นขึ้นมาในเช้าวันนี้
“ตายแล้วรึ” เสียงโจรป่าผู้หนึ่งที่เดินมาพอดีเอ่ยถาม พลางถอนหายใจแล้วพูดพึมพำด้วยความเสียดาย “ข้ายังทำได้ไม่หนำใจเลยแท้ ๆ ทำไมจึงรีบด่วนตายนักเล่า” สายตามองไปยังทาสที่เหลือในกรงแล้วคว้าตัวหญิงสาวอีกคนหนึ่งมาด้วยรอยยิ้มสยดสยอง “ตายแล้วก็ตายไป ส่วนเจ้าตามข้ามา”
“ไม่ไป!!!” นางขัดขืนไม่ยอมถูกลากไปตามทางแต่ไฉนจะต่อกรกับคนร่างใหญ่กว่าเท่าตัวได้ “ช่วยข้าด้วย! ข้าไม่อยากไป… ช่วยข้าด้วย”
เด็กชายความจำเสื่อมเห็นอย่างนั้นแล้วคว้าแขนล่ำของโจรป่าเอาไว้ ฉุดยื้อแล้วกัดน่องแขนให้ปล่อย ดึงดันอยู่พักหนึ่งจึงถูกเตะเข้าชายโครงจนตัวงอ
ท้ายที่สุดเด็กน้อยก็โดนจับมาเชือดไก่ให้ลิงดู ถูกทุบตีจนหน้าและร่างกายช้ำเขียวเพื่อเป็นตัวอย่างให้คนอื่น ๆ ได้จำไว้ว่าถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ต่อก็อย่าคิดทำให้พวกเขาไม่สบอารมณ์
“โดนกระทืบไปแค่นี้ก็สลบแล้วรึ” ชายคนหนึ่งยกขาขึ้นแล้วมองดูเด็กน้อยที่นิ่งสนิทอยู้ใต้ฝ่าเท้าตัวเอง “นึกว่าจะทนมือทนตีนสักหน่อย”
“เฮอะ…” ผู้เป็นหัวหน้ากองโจรเห็นตั้งนานแล้วว่าลูกน้องกำลังลงโทษทาสอย่างสนุกสนานจึงส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วตะโกนบอกว่า “เบา ๆ หน่อยก็ดี หากมันตายขึ้นมาจะไม่มีคนทำงาน”
“ขอรับหัวหน้า”
นับตั้งแต่นั้นมา เด็กน้อยผู้นี้ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานที่ได้รับตั้งแต่ตักน้ำจากแม่น้ำมาใส่ไห ทำสวน ผ่าฟืน ซักผ้า ทำอาหาร ล่าสัตว์ ทุกอย่างตามคำสั่งเพียงเพราะไม่อยากถูกทำร้ายร่างกายอีกต่อไปแล้ว
จนกระทั่งวันหนึ่ง โจรป่าพวกนั้นพาเขาออกล่าด้วยเพราะได้ข้อมูลจากสายมาว่าจวนสกุลหวังแอบซุกซ่อนของมีค่าไว้มากมายและทรัพย์สมบัติพวกนั้นสามารถทำให้กองโจรอิ่มสบายไปหลายสิบปี
พวกเขาจึงทำทีให้เด็กชายไร้นามทำตัวเป็นขอทานไปดูลาดเลา สอนให้ย่องเบาแอบเข้าไปในจวนได้อย่างแยบยลแต่เพราะรู้แผนของโจรป่าว่าจะต้องทำเรื่องชั่วร้ายเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในหมู่บ้านจึงตัดสินใจส่งสัญญาณให้คนในสกุลหวังได้รู้
“เจ้าเป็นผู้ใดกัน” เสียงทุ้มของชายวัยยี่สิบสามถามด้วยสีหน้าเยือกเย็น ดูแล้วน่ากลัวยิ่งกว่าพวกโจรป่าเสียอีก
“ข้าถูกโจรพวกนั้นจับไปเป็นทาส” เขาตอบไปตามตรง ดวงตาสีน้ำเงินจ้องกลับราวกับการสารภาพเช่นนี้คือทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
หากสกุลหวังเชื่อคำพูดของเขา ค่ำคืนนี้คนในจวนจะรอดชีวิตและเขาจะขอสิ่งตอบแทนเป็นการช่วยทาสที่ถูกจับไปให้เป็นอิสระ
รอยยิ้มมีเลศนัยและสีหน้าของอีกฝ่ายทำให้เขาเดาความคิดไม่ถูก จึงเริ่มหวั่นใจอยู่บ้าง
“เจ้าจำไม่ได้หรือว่าตัวเองเป็นใคร บิดามารดาชื่อแซ่อะไร”
คนตรงหน้ายังคงถามต่อไม่รีบร้อน ผิดกับโจรป่าที่รอสัญญาณอยู่ด้านนอกเริ่มคิดแล้วว่าเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากล
“จำไม่ได้… ข้าตื่นขึ้นมาก็เห็นผู้คนล้มตายเกลื่อนหมู่บ้าน” ยิ่งพยายามนึกเท่าไหร่ก็จำได้เพียงเรื่องนี้จนปวดหัวเลือดกำเดาไหลออกมา “ข้าจำเรื่องอื่นไม่ได้ขอรับ แต่ว่า… ท่านช่วยเชื่อข้าได้หรือไม่ ข้างนอกมีพวกโจรป่าจ้องมาขโมยทรัพย์สมบัติของท่าน แล้วก็… พวกมันคงไม่ปล่อยให้ใครรอดชีวิต”
“เจ้ากล้าเสี่ยงขายเรื่องพวกมันถึงเพียงนี้ ต้องการอันใดตอบแทนเล่า” เขาถามอีกครั้งพลางพิจารณาดูสติปัญญาของคนตรงหน้า “เจ้าอยากได้ทรัพย์สินของข้าหรือ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นขอรับ” เจ้าตัวส่ายหน้าทันควันแล้วอธิบาย “ขอเพียงแค่เป็นอิสระจากโจรพวกนั้น ช่วยแจ้งทางการว่ามีคนถูกจับตัวไป… เท่านั้นก็พอขอรับ”
พลันเงามืดของคนที่แอบอยู่ด้านหลังปรากฏตัวขึ้น รอยบากบนใบหน้า ดวงตาเรียวดุ ท่าทางแข็งแกร่งกำยำทำเอารู้สึกวิตกจนแทบลืมหายใจ
“หวังอี้หลุนหรอกหรือ”
กระนั้น น้ำเสียงของเขากลับโอนอ่อนราวสนิทสนมเสียอย่างนั้น
“…” เด็กน้อยเงยหน้ามองคนที่เพิ่งมาใหม่ สงสัยว่าเขากำลังพูดเรื่องใดกันแน่
“เจ้า… หวังอี้หลุนใช่หรือไม่” เขายังคงถามย้ำคำเดิมแต่เด็กน้อยตอบไม่ได้จึงส่ายหน้า “ข้าจำไม่ได้ขอรับ”
“เจ้าจริง ๆ ด้วย” ชายหน้าบากผู้นั้นเข้ามาสวมกอดแล้วเอ่ยว่า “โธ่เอ๊ย… ข้านึกว่าเจ้าจะตายไปแล้วเสียอีก หลานชายของข้า”
“…”
“เอาเถอะ… เจ้าบอกว่าโจรป่าจะเข้ามาที่นี่ใช่หรือไม่ เช่นนั้นส่งสัญญาณอย่างที่พวกมันต้องการเถิดแล้วข้าจะจัดการมันให้สาสมกับสิ่งที่มันทำครอบครัวของเรา”
ค่ำคืนนั้น โจรป่าถูกกลุ่มคนในสกุลหวังวางแผนอย่างแยบยลล่อลวงเข้ามาติดกับเกือบทั้งยวง บางคนถูกกำราบจนสิ้นชื่อ ขณะที่บางคนอาการร่อแร่ปางตาย สายตามองมายังเด็กชายที่เพิ่งจะรู้ว่าตัวเองชื่อหวังอี้หลุน“ไอ้เด็กเวร!” เขาสบถลั่นรู้ตัวว่าพลาดพลั้งเพราะไม่คิดว่าเด็กน้อยที่ถูกทุบตี กระทืบซ้ำทุกวี่วันจะกล้าขัดคำสั่งแล้วตลบหลังพวกเขา “น่าจะฆ่าตั้งแต่ตอนนั้น อ๊าก!!!”ไม่ทันที่เขาได้พูดสิ่งใดไปมากกว่านั้น ชีวิตที่เหลืออยู่ก็ดับสูญไปต่อหน้าต่อตาหวังอี้หลุน“ตกใจถึงเพียงนั้นเลยหรือ” ชายหน้าบากที่แนะนำตัวว่าชื่ออู๋เซี่ยเหวินถามไถ่ผู้เป็นหลานชาย “สิ่งที่มันทำกับบิดามารดาเจ้า ยังเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ”“…”“เฮ้อ…” เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วโอบกอดเด็กน้อยตรงหน้าเอาไว้ ลอบยิ้มมุมปากเพราะรู้สึกถูกชะตา ข้าจะแจ้งทหารให้ไปช่วยคนที่เหลือ ส่วนเจ้า… จะกลับไปพร้อมข้าหรือไม่”“…”“เจ้ายังมีพี่ชายอีกคนนะ”เมื่อได้สร้างเรื่องโกหกหนึ่งเรื่องแล้ว อู๋เซี่ยเหวินก็แสดงละครต่อเพื่อโน้มน้าวใจให้เด็กน้อยยอมกลับไปที่ฐานลับของหย่งชางด้วยความเต็มใจเพราะอยากสร้างมือสังหารใต้อำนาจของตัวเองจึงหยิบเรื่องครอบครัวมาล่อ ปั้นแต่งเรื่องราว
ช่วงสายของวันต่อมาสายลมเย็นพัดเอื่อย ระลอกคลื่นน้ำทะเลเคลื่อนกระทบชายฝั่งสาดกระเซ็น ท้องฟ้าไร้เมฆฝนนับว่าอากาศดีเหมาะกับการหาปลาเป็นอย่างยิ่ง “นั่นอะไรน่ะ” เสียงของชายชราที่มาตกปลาแถวนั้นเอ่ยถามคนที่มาด้วยกันพลางหยีตามองสิ่งที่สายน้ำพัดเกยฝั่ง ก่อนเดินไปดูใกล้ ๆ ด้วยความอยากรู้จึงพบว่าเป็นร่างของเด็กชายผู้หนึ่งนอนหงาย ใบหน้าซีดเซียวราวกับไร้ชีวิต“ตายแล้วรึ” ชายชราอีกคนขมวดคิ้ว ค่อย ๆ เข้าใกล้ร่างที่นอนนิ่งแล้วอังจมูกตรวจลมหายใจ “ยังไม่ตาย! เขายังไม่ตาย”“มา ๆ ช่วยกันพาขึ้นฝั่งก่อน” เขาบอกคนตรงหน้าแล้วหามหัวท้ายพลันตะโกนบอกกลุ่มชายหนุ่มที่กำลังเดินมาทางนี้ให้ช่วยแบกไปหาหมอยาในหมู่บ้านแม้ร่างกายของเด็กชายไม่มีรอยบาดแผลมากมายแต่เขากลับหลับลึกเกือบห้าวันราวกับไม่อยากตื่นขึ้นมาจนใครต่อใครคิดว่าอีกไม่นานคงจากไปอย่างสงบกระนั้น พวกคนที่ช่วยเหลือก็ยังหวังว่าเขาจะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตให้มากกว่านี้ เจ้าตัวตกอยู่ในภวังค์ไม่รู้ตัวเลยว่าหมู่บ้านแห่งนี้กำลังเกิดหายนะครั้งใหญ่ ผู้คนตะโกนเอะอะโวยวาย ร้องไห้ระงมและคมอาวุธกระทบกันดังลั่นไปถึงท้ายหมู่บ้านที่เด็กชายพักรักษาตัวอยู่เสียงเหล่านั้นทำให้เข
หงเฟิ่ง องค์กรมือสังหารที่ดำรงตำแหน่งเงาอยู่เบื้องหลังการปกป้องและรับใช้ฮ่องเต้แคว้นคุนหลันมาหลายชั่วอายุคนด้วยความจงรักภักดีได้ถูกใส่ร้ายว่าร่วมมือกับเถียนอ๋องก่อกบฏแม้ไม่เคยคิดทำในสิ่งที่ถูกกล่าวหาแต่เวลานี้ไม่อาจพิสูจน์สิ่งใดได้เพราะโดนโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวจึงทำได้แค่เอาชีวิตรอดเพื่อกลับมากอบกู้ชื่อเสียงอีกครั้งไม่มีใครคาดคิดเลยว่าหงเฟิ่งสามารถแตกพ่ายไร้หนทางสู้ได้ในเวลาไม่ถึงชั่วข้ามคืน ซ้ำยังถูกมือสังหารบุกเข้ามาถึงฐานลับที่อาศัยมานานหลายชั่วอายุคนพวกเขาเร่งฝีเท้าไปตามถนนสายเล็กคดเคี้ยว พื้นดินส่วนใหญ่เป็นหินก้อนเล็กแหลมคมขรุขระจนยากต่อการหลบหนี ยิ่งอยู่ในป่าทึบท่ามกลางคืนเดือนมืดที่ไร้แสงจันทร์ ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะหากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายจะขาดสะบั้นทันทีฉึก!ศรธนูลอยลิ่วปักเข้าที่กลางหลังชายผู้หนึ่งที่วิ่งมาด้วยจนล้มลง หากแต่เขาไม่แยแสรีบยันตัวลุกขึ้นแล้วยิงธนูสวนกลับไปหาฝ่ายศัตรูอย่างแม่นยำในพริบตา“เร็วเข้า!” ชายคนนั้นตะโกนบอกพวกที่เหลือ หวังว่าทางข้างหน้าจะมีที่ซ่อนหรือตั้งหลักเพื่อรับมือ ก่อนหันไปหาหัวหน้าหงเฟิ่งแล้วยิ้มมุมปากเพร







