Masukค่ำคืนนั้น
โจรป่าถูกกลุ่มคนในสกุลหวังวางแผนอย่างแยบยลล่อลวงเข้ามาติดกับเกือบทั้งยวง บางคนถูกกำราบจนสิ้นชื่อ ขณะที่บางคนอาการร่อแร่ปางตาย สายตามองมายังเด็กชายที่เพิ่งจะรู้ว่าตัวเองชื่อหวังอี้หลุน
“ไอ้เด็กเวร!”
เขาสบถลั่นรู้ตัวว่าพลาดพลั้งเพราะไม่คิดว่าเด็กน้อยที่ถูกทุบตี กระทืบซ้ำทุกวี่วันจะกล้าขัดคำสั่งแล้วตลบหลังพวกเขา
“น่าจะฆ่าตั้งแต่ตอนนั้น อ๊าก!!!”
ไม่ทันที่เขาได้พูดสิ่งใดไปมากกว่านั้น ชีวิตที่เหลืออยู่ก็ดับสูญไปต่อหน้าต่อตาหวังอี้หลุน
“ตกใจถึงเพียงนั้นเลยหรือ”
ชายหน้าบากที่แนะนำตัวว่าชื่ออู๋เซี่ยเหวินถามไถ่ผู้เป็นหลานชาย “สิ่งที่มันทำกับบิดามารดาเจ้า ยังเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“…”
“เฮ้อ…” เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วโอบกอดเด็กน้อยตรงหน้าเอาไว้ ลอบยิ้มมุมปากเพราะรู้สึกถูกชะตา ข้าจะแจ้งทหารให้ไปช่วยคนที่เหลือ ส่วนเจ้า… จะกลับไปพร้อมข้าหรือไม่”
“…”
“เจ้ายังมีพี่ชายอีกคนนะ”
เมื่อได้สร้างเรื่องโกหกหนึ่งเรื่องแล้ว อู๋เซี่ยเหวินก็แสดงละครต่อเพื่อโน้มน้าวใจให้เด็กน้อยยอมกลับไปที่ฐานลับของหย่งชางด้วยความเต็มใจเพราะอยากสร้างมือสังหารใต้อำนาจของตัวเองจึงหยิบเรื่องครอบครัวมาล่อ ปั้นแต่งเรื่องราวว่าเขาเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของมารดา ทั้งยังดีใจยิ่งนักที่อย่างน้อยหลานชายสองคนยังรอดชีวิตกลับมา
สวีอันอวี่ บุตรชายของผู้นำหงเฟิ่งไม่มีอีกแล้วเพราะความทรงจำทั้งหมดก่อนหน้าเลือนหาย เวลานี้เริ่มคล้อยตามอู๋เซี่ยเหวินโดยไม่รู้ตัวเพราะทักษะการพูดโน้มน้าวใจกลายเป็นยอมรับแล้วว่าตัวเองคือหวังอี้หลุนอย่างที่อีกฝ่ายต้องการ
หลายวันต่อมา
หลังจากที่รักษาตัวอยู่จวนสกุลหวังเพื่อรอผู้เป็นลุงทำงานบางอย่างให้ลุล่วง หวังอี้หลุนถูกพาตัวกลับมายังหุบเขาเลี่ยงเกออันเป็นฐานลับขององค์กรมือสังหารหย่งชาง
อู๋เซี่ยเหวินเล่าเรื่องราวของตัวเองคร่าว ๆ ว่าเป็นลุงของเขา แต่เดิมมารดาหวังอี้หลุนเป็นบุตรสาวของหนึ่งในมือสังหารแต่กลับตกหลุมรักบัณฑิตหนุ่ม เกรงว่าเขาจะรังเกียจตระกูลที่มือเปื้อนเลือดและไม่ยอมรับจึงขอออกจากสกุลหวังไปใช้ชีวิตธรรมดาอย่างที่นางใฝ่ฝัน
พี่ชายเช่นเขาทำได้แค่ติดตามอยู่ห่าง ๆ ด้วยความเป็นห่วง หวังแค่เพียงน้องสาวได้ใช้ชีวิตสงบเรียบง่ายตามใจ นึกไม่ถึงเลยว่าวันดีคืนดีจะถูกโจรป่าพวกนั้นลอบสังหารอย่างทรมานพร้อมสามี
“ข้าดีใจจริง ๆ ที่พวกเจ้าสองพี่น้องรอดชีวิต” อู๋เซี่ยเหวินยังคงสนุกสนานกับการเสแสร้ง “น้องสาวข้าได้รู้เช่นนี้คงตายตาหลับ”
ครั้นเจ้าตัวพูดจบก็เรียกเด็กชายที่อายุมากกว่าสามปีเข้ามาข้างในห้อง “ต่อให้เจ้าจำเรื่องใดไม่ได้แต่พี่ชายก็ยังจำเจ้าได้” เขาแตะบ่าเด็กน้อยอีกคนแล้วบอกว่า “พี่ชายเจ้า... หวังอี้ชิง”
“พี่ชายหรือขอรับ” หวังอี้หลุนขมวดคิ้ว ไม่คุ้นกับชื่อนี้แม้แต่น้อย
“อืม… ครอบครัวเจ้าเหลือเพียงข้ากับเขาแล้ว” ผู้เป็นลุงยิ้มมุมปากที่ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผน อธิบายเพิ่มว่าทำไมหวังอี้ชิงจึงรอดพ้นเงื้อมมือโจรป่าพวกนั้นมาได้
“…”
“พี่ชายเจ้ารู้ว่ามารดาปกปิดว่าตัวเองเป็นสายเลือดของหย่งชางจึงนำเรื่องนี้ไปหารือนางแต่สุดท้ายก็ทะเลาะกัน น้องสาวข้าเชื่อว่าหมู่บ้านแห่งนั้นปลอดภัยมากพอแต่พี่ชายเจ้าไม่คิดอย่างนั้น เขาจึงขอมาอยู่กับข้าเมื่อสามเดือนก่อน เรียนรู้ทักษะทุกอย่างเพื่อปกป้องครอบครัวให้พ้นจากอันตราย…”
ทว่า แท้จริงแล้วหวังอี้ชิงคือหนึ่งในเด็กกำพร้าที่ถูกลักพาตัวมาตั้งแต่ยังแบเบาะ เติบโตขึ้นมาพร้อมกับคนอื่น ๆ ในหย่งชางจึงกลายเป็นคนขององค์กรที่พร้อมทำทุกอย่างตามคำสั่ง
หุบเขาเลี่ยงเกอแห่งนี้มีทางเข้าออกสลับซับซ้อนเพื่อป้องกันภัยจากภายนอก ส่วนคนที่อยู่ข้างในย่อมไม่อาจออกมาได้จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร
เวลาที่เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเด็กเหล่านี้จะเติบโตขึ้นโดยมีความคิด ทักษะการใช้ชีวิตและการกระทำที่อยู่ภายใต้การควบคุม ครอบงำของหย่งชาง องค์กรมือสังหารที่กำลังกลายเป็นเงาของเถียนซีเย่ ผู้ที่จะขึ้นครองบัลลังก์เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ในอีกไม่ช้า
“ชิงเกอ…” เด็กชายผู้มีนามใหม่ว่าหวังอี้หลุนยังคงทำตัวเหมือนเช่นเคย แสดงออกราวกับเป็นน้องเล็กและไม่มีพิษภัย
ทว่า คนเป็นพี่กำมะลอมองอย่างไร้เยื่อใยเพราะจู่ ๆ ก็กลายเป็นคนสายเลือดเดียวกัน แต่ถึงไม่มีเรื่องเช่นนี้ เขาก็ไม่เคยไว้ใจใครหน้าไหนในหย่งชาง
ทุกคนถูกฝึกให้สังหาร เอาตัวรอด ทำตามคำสั่ง อย่าเผลอผูกใจกับผู้ใดเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นวันหนึ่งที่ต้องหันคมดาบเข้าหากัน ใจคงจะร้าวรานเกินทน
“ชิงเกอ ข้า...” หวังอี้หลุนทำตาละห้อย ออดอ้อนเพราะคิดว่าอีกฝ่ายเป็นพี่ชายจริง ๆ แม้รักษาตัวมาก่อนหน้านี้บ้างแล้วแต่บาดแผลตรงชายโครงก็ยังเป็นรอยช้ำอยู่
“พูดมากน่ารำคาญ บาดแผลแค่นี้ทนไม่ได้ก็ตายไปเสีย” แม้คำพูดฟังดูแล้วโหดร้ายนักแต่ความหมายเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เสี้ยวหนึ่งของใจหวังอี้ชิงหวั่นไหวไปชั่วครู่เพราะตั้งแต่เติบโตมาในหย่งชาง เขาไม่เจอเด็กน้อยใสซื่อเช่นนี้แต่อีกใจก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าวันข้างหน้า อีกฝ่ายจะเป็นคนเสือกดาบสังหารเขาหรือไม่
“อี้หลุน…” อู๋เซี่ยเหวินมองหลานชายคนเล็กแล้วทำมือให้คนเป็นพี่ออกไปฝึกกับเพื่อนร่วมรุ่นต่อพลางลูบศีรษะเด็กน้อยที่บาดเจ็บอย่างอ่อนโยน หากแต่แววตานั้นเย็นยะเยือกสวนทางกันเป็นอย่างยิ่ง “อย่าได้เสียใจไปเลย พี่ชายแค่เป็นห่วงเจ้าก็เท่านั้น”
“…” เจ้าตัวกะพริบตาปริบ ๆ สับสนว่าคนที่ห่วงใยกันทำไมจึงพูดจาห่างเหินเพียงนั้น
“หากเจ้าอ่อนแออย่างเช่นวันวาน รังแต่จะถูกทำร้ายและโดนลอบฆ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า” อู๋เซี่ยเหวินผู้เป็นหนึ่งในอาจารย์แห่งหย่งชางค่อย ๆ ชักจูงคนตรงหน้าให้คล้อยตามความคิดที่ปลูกฝังในหัวเด็กน้อยรุ่นสู่รุ่น ทำให้พวกเขาจงรักภักดี ไม่อาจคิดแยกแยะถูกผิดได้นอกจากทำตามคำสั่ง
สิบห้าวันต่อมา
บาดแผลตามร่างกายของหวังอี้หลุนเริ่มหายดีแล้วแต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่รู้คือการที่อู๋เซี่ยเหวินเลี้ยงไข้ไม่รักษาอาการบาดเจ็บที่ศีรษะให้หายขาด เด็กน้อยจึงมักปวดหัวและมีเลือดกำเดาไหลบ่อยครั้งจนต้องพกยาติดตัว
“ชิงเกอ!” เขาตะโกนเรียกพี่ชายที่เดินอยู่ไม่ไกลนัก “ท่านพี่ รอข้าด้วยขอรับ”
หวังอี้หลุนวิ่งตามโดยไม่รีรอ อยากเห็นพี่ชายที่หายหน้าไปหลายวัน แม้ว่าอีกฝ่ายทำตัวเย็นชาแต่ก็นับว่าดีกว่าใครหลายคนในหมู่บ้านแห่งนี้
“ชิงเกอ…”
“…” สายตาที่มองมาไม่เป็นมิตรสักเท่าใดแต่กระนั้นยังหยุดรอโดยไม่รู้ตัว หากแต่หวังอี้หลุนเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยช้ำ มือสองข้างพันผ้าพันแผลเอาไว้และมีเลือดซึมออกมาทำเอาตกใจไปด้วย
“ชิงเกอ ท่านบาดเจ็บหรือ…” น้ำเสียงกระวนกระวายใจถามไถ่ตามประสา “ไปหาท่านหมอกันเถอะ” เขาไม่พูดเปล่าแต่จับแขนจะพาไปหาหมอยาที่อยู่ไม่ไกลจากที่นั่น
หวังอี้ชิงสะบัดแขนหนีแล้วพูดว่า “อย่ามายุ่ง”
“แต่แผลของท่านพี่…”
“ข้าบอกว่าอย่ามายุ่ง” คนเป็นพี่ผลักอีกฝ่ายให้ถอยหนีแล้วเดินต่อ ไม่สนใจว่าน้องชายจะรู้สึกอย่างไร เพียงแค่คิดว่าบาดแผลแค่นี้ไม่ถึงตายและเจ้าตัวเคยโดนหนักกว่านี้มาแล้ว
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ความห่างเหินและบรรยากาศรอบตัวเริ่มกลืนกินความสดใสของหวังอี้หลุนไปทีละนิด ยิ่งถูกดึงตัวไปฝึกตามแบบฉบับของหย่งชาง ยิ่งทำให้เด็กน้อยห่างไกลจากคนที่มีความรู้สึกอย่างเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ
หวังอี้หลุนค่อย ๆ ซึมซับวิถีปฏิบัติขององค์กรมือสังหารตลอดระยะเวลาเกือบสองปีจนลืมเลือนความรู้สึกนึกคิดของตัวเองไปแล้ว
เด็กน้อยเติบโตตามอย่างที่อู๋เซี่ยเหวินอยากให้เป็น ฉลาด แข็งแกร่งและฉายแววปีศาจตั้งแต่เยาว์วัย นับว่าขีดความสามารถเกินหน้าเกินตาสหายร่วมรุ่นมากนัก
“อาจารย์พูดว่าอันใดนะ” มู่ฉือที่อายุเท่าหวังอี้ชิงถามคนข้างกาย ไม่คิดว่าต้องเข้ารับการทดสอบหฤโหดเร็วเช่นนี้
“เจ้ากลัวหรือ” ถังซือเฉิงที่อายุมากกว่าสี่ปียักคิ้ว ท่าทางไม่ยี่หระเพราะคิดว่าตัวเองสามารถผ่านบททดสอบไปได้อย่างง่ายดาย พลันหันมามองน้องเล็กสุดของหย่งชาง “เจ้านั่นต่างหากที่ต้องกลัว”
“เฮอะ…” มู่ฉือยิ้มมุมปากแล้วตะโกนท้าทายหวังอี้หลุน ตั้งใจสร้างความกดดันให้อีกฝ่าย
กระนั้นกลับได้เห็นสีหน้าที่แทบเลียนแบบอู๋เซี่ยเหวินมาไม่ผิดเพี้ยนจนตัวเองขนลุกโดยไม่รู้ตัว พึมพำคนเดียว “อย่างกับเป็นพ่อลูกกันเลย”
“ชิงเกอ” เสียงที่คุ้นเคยเอ่ยเรียกคนที่คิดว่าเป็นพี่ชายของตน “ท่านอยู่ใกล้ ๆ ข้าได้หรือไม่”
“ไม่จำเป็น” หวังอี้ชิงส่ายหน้าเพราะรู้ว่าบททดสอบครั้งนี้คือการเอาตัวรอดเพียงลำพัง ไม่ใช่ร่วมมือกันฝ่าไปให้ได้ “อย่าเข้าใกล้ข้าแม้แต่นิดเดียว”
“แต่ท่านพี่บาดเจ็บอยู่นะขอรับ” ต่อให้โดนผลักไสหลายต่อหลายครั้ง เขายังคงเป็นห่วงพี่ชายเสมอเพราะถึงอย่างไรก็เป็นคนในครอบครัวที่เหลืออยู่
“หากเจ้าอยู่ข้างข้า เราสองคนจะตายกันทั้งคู่” ไม่มีครั้งใดเลยที่หวังอี้ชิงจะพูดโดยไม่อธิบายได้ ครั้งนี้จึงต้องใช้เหตุผลเจรจา “ข้ายังไม่อยากฆ่าเจ้าและไม่อยากตายด้วยน้ำมือของเจ้า”
“เหตุใดข้าต้องฆ่าท่านด้วยเล่า ชิงเกอ... ท่านเป็นพี่ชายของข้าไม่ใช่หรือ”
“ถ้าเจ้าไม่ทำ เช่นนั้นเจ้ายอมตายแทนข้าหรือ” คิ้วหนาเลิกขึ้นด้วยความสงสัย หากอีกฝ่ายรู้ความจริงแล้วจะยังคิดเช่นเดิมอยู่หรือไม่
“อาจจะต้องเป็นเช่นนั้น” เสียงแผ่วเบาดังก้องในหูสองข้างของหวังอี้ชิงจนเผลอถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใครต่อใครอาจคิดว่าน้องเล็กสุดของหย่งชางกำลังกลายเป็นปีศาจที่อาจารย์สร้างขึ้นแต่เวลาอยู่กับเขาไม่ใช่อย่างนั้น
“เฮอะ…”
“ชิงเกอ ท่านเป็นห่วงข้าหรือขอรับ”
น้ำเสียงที่ถามด้วยความสดใสคือสิ่งที่หวังอี้ชิงไม่ได้ยินนานมากแล้ว เมื่อมองเห็นดวงตาสีน้ำเงินเป็นประกายของน้องชายก็ต้องรีบส่ายหน้าทันที
หากหวังอี้หลุนเป็นปีศาจแล้วคนอย่างเขากับหย่งชางคนอื่นจะไม่เป็นยิ่งกว่าปีศาจอีกหรือ
หลายวันต่อมาซือหยางจัดการสะสางงานที่คั่งค้างไว้จนเสร็จสิ้นจึงฝากฝังเรื่องที่เหลือกับสวีซือหมิงและเถียนลู่คง ขอให้พวกเขาช่วยกันดูแลวังหลวงแห่งนี้เป็นการชั่วคราว อ้างว่าช่วงนี้ทำแต่งานหลวงจนไม่มีเวลาอยู่กับภรรยาแม้อยากเดินทางไปหมู่บ้านชิวหรงกับลู่ฟางเซียนเพียงลำพังมากแค่ไหน พวกเขาก็ไม่อาจหลบพ้นจากสายตาของหงเฟิ่ง หลิวกวางและองครักษ์ไท่หยางที่คอยอารักขาพวกเขาได้เลยแต่กระนั้น ทุกคนรู้ดีว่าคนทั้งคู่ต้องการสิ่งใดจึงคอยวางกำลังอารักขาอยู่ห่าง ๆ เท่าที่จะทำได้“เจ้าเคยนั่งพิงใต้ต้นไม้ตรงโน้นเพราะหมดแรงด้วย” ลู่ฟางเซียนชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ทางฝั่งซ้ายมือ “พอข้าเดินหนีเจ้าก็ตะโกนเรียกเสียงดัง”“เหตุใดจึงจำแต่เรื่องน่าอายของข้าเล่า” ซือหยางทำหน้ามุ่ย รู้แล้วว่าในอดีตที่เคยความจำเสื่อมทำตัวไม่ดีสักเท่าใด พลางยื่นมือให้นางจับแล้วพูดว่า “ตรงนี้มีตะไคร่น้ำขึ้นตั้งแต่เมื่อใดกัน เจ้าค่อย ๆ เดินจะได้ไม่ลื่นล้ม”ไม่ว่าจะเดินไปทางใด ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด นึกถึงคราใดก็อดหัวเราะขบขันไม่ได้เพราะใครเล่าจะรู้ว่าวันห
สามเดือนต่อมาบรรยากาศในท้องพระโรงวังหลวงแคว้นคุนหลันเต็มไปด้วยความตึงเครียด เหล่าขุนนางต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาผู้ปกครองบัลลังก์โดยมิได้นัดหมาย หากแต่ราชทูตแคว้นม่านเหลียนยังคงทำหน้าที่เชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองดินแดนเป็นอย่างดีสวีซือหมิงรับตำแหน่งขุนนางฝ่ายบุ๋นคอยให้คำปรึกษาอยู่เคียงข้างผู้เป็นน้องชาย ดวงตาสีน้ำเงินเข้มชำเลืองมองแวบหนึ่งแล้วอดกลั้นขำไม่ได้ขณะที่เหลียงซิ่วหรานกลายเป็นหัวหน้าราชองครักษ์ประจำตัวฮ่องเต้ถอนหายใจเล็กน้อย รู้ว่าเหตุใดซือหยางจึงแสดงท่าทีกราดเกรี้ยวใส่แขกผู้มาเยือน“ทูลฝ่าบาท… กระหม่อมเดินทางมาที่หนิงหวงครานี้เพื่อสานไมตรีกับราชวงศ์สกุลสวี” บุรุษผู้มีดวงตาสีแดงโกเมนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่แฝงความกดดันให้อีกฝ่ายรับข้อเสนอ“…” ดวงตาสองสีเย็นชา สีหน้าบอกบุญไม่รับเพราะติดอยู่ในท้องพระโรงแห่งนี้เกินกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว ในใจนึกถึงใบหน้าฮองเฮาผู้เป็นที่รัก พยายามประคองสติตนเองเอาไว้ให้มั่นเพราะกลัวว่าโวยวายเอาแต่ใจจะถูกนางเรียกไปตักเตือน“องค์หญิงซือคงเซียนเอ๋อร์เป็นถึงพระธิดาอง
ยามซวีมาถึงท้องฟ้าค่ำคืนนี้มีดาวสองดวงเคียงข้างกันเหมือนอย่างที่ผู้อาวุโสบอกไม่มีผิดเพี้ยน สายลมเย็นพัดแผ่วเบาผ่านหน้าต่างตำหนักโอ่อ่าแห่งนี้ กลิ่นเทียนหอมจาง ๆ ลอยทั่วบริเวณราวกับเป็นม่านหมอกภวังค์ฝันดีดวงตาสองสีมองหญิงสาวในชุดบางเบา ยิ้มมุมปากพึงพอใจที่ช่วงเวลาของการรอคอยสิ้นสุดลงเสียที ห้าปีหลังจากแต่งงานช่างเป็นเวลาเนิ่นนานเหลือเกิน เกือบพลัดพรากกันหลายครั้งหลายครา แต่สุดท้ายโชคชะตาหวนพัดให้พวกเขาได้กลับมาพบกันนับเป็นสิ่งที่วิเศษยิ่งนักหญิงสาวอันเป็นที่รักเยื้องกรายเดินเข้ามาหาด้วยความเขินอาย ใบหน้างามแดงระเรื่อยามถูกจ้องไม่วางตาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หากแต่มีความสงสัยอยู่หนึ่งอย่างที่ค้างคาใจจึงหยุดยืนนิ่งงันชั่วขณะ คิ้วเรียวขมวดมุ่นสบประสานสายตาคนตรงหน้าซือหยางหรี่ตาเล็กน้อยอยากรู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือต้องการถ่วงเวลาแกล้งให้เขาอดใจไม่ไหว“ไม่ดีเลย… ข้ารอมาห้าปีแล้วยังใจร้ายกับข้าอีกหรือ” เขาไม่รอให้นางเดินมาหาถึงเตียงนอน แต่เป็นฝ่ายอุ้มร่างบางมาแทน ค่อย ๆ วางลงอย่างอ่อนโยนแล้วหอมแก้มเหมือนอย่างเคย
สามปีต่อมาภัยอันตรายไม่กล้าย่างกรายเข้าใกล้ฮองเฮาแห่งคุนหลันแม้เพียงคืบ นับเป็นผลจากการที่ซือหยางร่วมมือกับหลิวกวางวางกองกำลังทั่วแผ่นดิน คอยจับตามองทุกพื้นที่ไม่ปล่อยให้คลาดสายตาเถียนลู่คงได้รับหน้าที่ดูแลวังหลวงเป็นการชั่วคราวร่วมกับสวีซือหมิงที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคอยช่วยงาน แต่ละวันภาวนาให้พี่เขยกลับมาเร็วไวเพื่อที่จะได้พักผ่อนนอนหลับเที่ยวเล่นไปวัน ๆ ให้สมกับลำบากตรากตรำมาหลายปีร่างกายที่เคยต้องพิษหายดีเป็นปลิดทิ้งเพราะได้รับความช่วยเหลือจากเจียงจื่อซวนที่บัดนี้มีตำแหน่งเป็นถึงหมอหลวงประจำราชสำนัก ชื่อเสียงบารมีกว้างไกลจนถึงขั้นมีทุนเปิดร้านสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงและสร้างโรงหมอเพื่อคนอนาถาทั่วแคว้นคุนหลันเขตชายแดนทางตอนเหนือมีกองทัพเมืองฮุ่ยผิงของแม่ทัพหานหลี่ต้านทานผู้บุกรุกจากแคว้นม่านเหลียน ต่อให้เมืองเหอผิงและอวี่โจวถูกฝ่ายฉินหมิงยึดไปแล้วก็ไม่เกิดปัญหาขัดแย้งใด ๆในเมื่อฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ไม่อยากเห็นสองแคว้นรบราฆ่าฟันจนชาวเมืองเดือดร้อน สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจึงตกลงร่วมกันปกครองสองเมือง
หนึ่งเดือนต่อมาขบวนเสด็จของรัชทายาทได้มาถึงวังหลวงแคว้นคุนหลัน บรรยากาศยามนี้แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง มองไปทางซ้ายมีตัวแทนแม่ทัพเมืองเทียนอวิ๋นมารออยู่ ทางด้านขวาเป็นแม่ทัพหลี่หมิงฮ่าวและหน่วยซิงอวี่แคว้นฉินหมิง ใกล้ ๆ กันนั้นคือผู้อาวุโสกับองครักษ์แคว้นไท่หยางอันเป็นดินแดนลึกลับทางตอนใต้ขุนนางคุนหลันที่รอดชีวิตต่างพากันดีใจที่องค์รัชทายาทยังไม่สิ้นพระชนม์ แต่กระนั้นกลับกังวลเพราะรู้ว่าร่างกายของเขาไม่แข็งแรงทว่า ดวงตาทุกคู่ได้เห็นองค์หญิงเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ก็โล่งใจไปเปราะหนึ่งว่านับจากนี้จะมีเชื้อพระวงศ์ของปฐมกษัตริย์ครองบัลลังก์แผ่นดินนี้อย่างแน่นอนหากแต่มองไปยังข้างกายของนางกลับพบชายหนุ่มรูปงามที่แฝงไอสังหารเหี้ยมโหด สีหน้าไม่สบอารมณ์ยามต้องพบเจอผู้คนมากมาย ดวงตาสองสีแข็งกร้าวราวกับประกาศศักดา ย้ำให้รู้ว่าข่าวลือเกี่ยวกับสวีอันอวี่นั้นเป็นความจริงหงเฟิ่งก้าวออกมาสู่แสงสว่าง ไม่ยอมเป็นเงารับใช้ราชวงศ์สกุลเถียนอีกต่อไป ขุนนางน้อยใหญ่และข้าราชบริพารกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ทั้งหวาดกลัวและมองไม่เห
ครั้นกอดแนบแน่นอยู่พักหนึ่งแล้วก็ถึงเวลาต้องสะสางความสงสัยอีกอย่างที่คิดไม่ตกมาตั้งแต่เมื่อครู่ซือหยางชี้ไปที่ไม้กระบองด้านหลังแล้วถามว่า “เหตุใดจึงถือมันไว้… เจ้าคิดทำสิ่งใดตอนข้าหลับอยู่หรือ”ลู่ฟางเซียนยิ้มกว้างเพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนไว้ว่าอย่าประมาทจึงตอบไปตามตรง “เจ้าฟื้นมาคราใดชอบจำข้าไม่ได้… กันไว้ดีกว่าแก้”“…”ชายหนุ่มอมยิ้มเพราะพอจะคาดเดาคำตอบได้ เขายอมรับว่าที่ผ่านมาเป็นเช่นนั้นจริง แต่นับจากนี้ไปคงไม่มีวันเกิดเรื่องวุ่นวายอย่างนั้นอีกแล้วครานี้จำได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับนาง ไม่ว่าอดีตหรือยามนี้… ทุกเรื่องราวฝังลึกในใจไม่มีวันลืมเลือนอีกแล้ว หากแต่ไม่อาจบอกได้ว่าความทรงจำในอดีตตอนเป็นซือหยางวัยยี่สิบห้ากลับมาครบถ้วน นั่นเพราะตอนนั้นเขาปิดบังว่าดวงตาข้างสีน้ำเงินเข้มยังคงบอดสนิทเหมือนอีกข้างทั้งที่มองเห็นหญิงสาวนามว่าลู่ฟางเซียนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า กระจุดเล็ก ๆ บนใบหน้าแสนอ่อนโยน กระทั่งทุกสัดส่วนโค้งเว้าที่ซ่อนเร้นใต้อาภรณ์ พลันหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันใด“ซือหยาง… ยังปวดหัวตัวร้
ซ่งไป๋อวี้ บุตรสาวคนเดียวของใต้เท้าซ่งได้รับการเลี้ยงดูต่างจากคุณหนูสกุลอื่น ๆ ในเซียวเหอ บิดามารดาและบ่าวรับใช้ต่างคอยเอาใจ ต้องการสิ่งใดหาให้ไม่เคยขาดและไม่ว่าจะทำอันใดผิดพลาดไปก็คอยให้ท้ายจนนางมักทำอะไรตามใจตัวเองเสมอ ดังนั้นการกระทำที่นางแสดงออกล้วนมีเหตุที่มา
จวนสกุลซ่ง ตำบลเซียวเหอซ่งจินเหลียง ชายวัยกลางคนผู้มั่งคั่งพลิกชีวิตตัวเองจากยาจกกลายเป็นเศรษฐีเพราะมีเส้นสายค้าขายเทียนหอมคลายกังวลกับราชสำนักผ่านเถียนซีเย่ในช่วงที่เขาร่ำเรียนจริยธรรมอยู่ที่อารามอันจิ้งสองสามวันก่อน เขาได้รับจดหมายแจ้งว่าเถียนซีเย่จะเข้
หลินอันเล่อแบกสาลี่ม่านโหรวเต็มตะกร้ามาจนถึงอารามได้อย่างปลอดภัย หอบหายใจเหนื่อยอยู่พักหนึ่งก่อนจะได้ยินเสียงของศิษย์ไป๋เหลียน“เจ้า… หลินอันเล่อ...”“เจ้าคะ”“เจ้าคือองค์หญิงเถียนเหม่ยหลินจริงหรือ” เผิงลู่ซ
ลู่ฟางเซียน หลินอันเล่อหรือตอนนี้คือเถียนเหม่ยหลินวัยสิบเอ็ดกำลังนอนคิดไม่ตกว่าควรทำอย่างไรกับชีวิตใหม่ครั้งนี้ “คิดถึงท่านแม่ยิ่งนัก หากกลับมาอยู่ในร่างนี้เร็วขึ้นเพียงนิด ข้าคงมีโอกาสได้เจอท่านแม่อีกครั้ง” นางหวนนึกถึงชีวิตเก่าของตัวเองในตอนที่เป็นบุตรสาวเจ้าเมืองเหอผิง คนผู้เดียวที่รักนางก็คือม







