LOGINบรรยากาศภายในห้องรับรองบนชั้นสองของร้านขายธัญพืชสกุลโจวพลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ท่าทางการเ
บรรยากาศภายในห้องรับรองบนชั้นสองของร้านขายธัญพืชสกุลโจวพลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ท่าทางการเคาะนิ้วลงบนโต๊ะไม้เป็นจังหวะอย่างใช้ความคิดของสวี่เยว่หราน ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจ แต่ยังกระชากวิญญาณของหลินอวี่เฉียงให้หลุดลอยไปชั่วขณะภาพท่วงท่า การวางมือ และแววตาที่เยือกเย็นลุ่มลึกยามใช้ความคิดเช่นนี้ ช่างถอดแบบพิมพ์เดียวกันออกมาจาก อดีตภรรยาผู้เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขาในอดีตไม่มีผิดเพี้ยนบัณฑิตหนุ่มเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า ร่างกายชาวาบไปทั้งร่าง ลมหายใจติดขัด หัวใจเต้นแรงจนปวดหนึบ ความทรงจำเก่าๆ และความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่จนเขาควบคุมตัวเองไม่อยู่ ริมฝีปากแห้งผากสั่นเทา ก่อนที่เขาจะเผลอหลุดปากอุทานเรียกชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าอย่างลืมตัว“หนิงเอ๋อร์!”ท่าทางและคำเรียกขานที่หลุดออกมาจากปากของหลินอวี่เฉียงทำให้โจวอวิ๋นเฟิงขมวดคิ้วมุ่นทันทีด้วยความไม่พอใจ ชายหนุ่มจ้องมองแขกผู้ไร้มารยาทด้วยแววตาคมกริบและเต็มไปด้วยความระแวงสวี่เยว่หรานชะงักไปชั่วครู่ นางหยุดเคาะนิ้วลงทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับอดีตสามีด้วยแววตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็
ในขณะที่สวี่เยว่หรานและโจวอวิ๋นเฟิงกำลังนั่งพูดคุยตรวจสอบบัญชีร่วมกันอยู่บนชั้นสอง หลงจู๊ประจำร้านก็รีบก้าวเดินขึ้นบันไดมาด้วยสีหน้าแปลกใจระคนลังเล ก่อนจะประสานมือรายงานขึ้น“เรียนคุณชายรองและฮูหยินน้อย ด้านล่างมีแขกผู้หนึ่งมาขอเข้าพบขอรับ เจ้าของร้านค้าข้าวสกุลหลิน บอกว่าธุระสำคัญบางประการที่อยากพูดคุยด้วยขอรับ”เมื่อได้ยินชื่อสกุลหลิน สวี่เยว่หรานก็ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมคู่สวยไหววูบด้วยความรู้สึกซับซ้อน แม้ว่าในตอนนี้ตัวนางจะอยู่ในร่างของสวี่เยว่หราน แต่อดีตที่นางเคยเป็นไป๋ซูหนิง และถูกครอบครัวสกุลหลินหักหลัง ก็ยังคงฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำหญิงสาวมีความรู้สึกไม่อยากจะพบหน้าอดีตสามีไร้ค่าคนนี้ให้เสียเวลาและรกหูรกตา แต่ทว่าในขณะเดียวกัน นางก็ไม่ใช่คนที่จะเลือกหลบหนีปัญหาหรือตื่นตระหนกยามเผชิญหน้า อีกทั้งนางยังนึกอยากรู้ว่าเหตุใดอยู่ๆ บุรุษผู้โง่เขลาอย่างหลินอวี่เฉียงถึงดั้นด้นมาถึงร้านธัญพืชสกุลโจวได้เมื่อชั่งใจได้ชั่วครู่ สวี่เยว่หรานจึงตัดสินใจเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยสั่งหลงจู๊ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“จำได้ว่าครั้งก่อน เขาก็เคยมาที่ร้านเราครั้งหนึ่ง
แสงแดดยามสายส่องผ่านบานหน้าต่างของร้านขายธัญพืชสกุลโจวเข้ามาในห้องรับรองชั้นสอง กลิ่นหอมหวานละมุนของขนมสูตรพิเศษที่หน้าตาน่ารับประทาน ส่งกลิ่นหอมกรุ่นชวนน้ำลายสอสวี่เยว่หราน ยืนมองลู่เฉียนและจางซานที่กำลังหยิบขนมตั้นเกาขึ้นมาลิ้มลองด้วยความตื่นเต้น ทันทีที่ขนมสัมผัสกับปลายลิ้นและเคี้ยวลงไปช้าๆ ดวงตาของทั้งสองคนก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความประทับใจ รสชาติความหวานกลมกล่อมกำลังดี ไม่เลี่ยนจนเกินไป อีกทั้งเนื้อสัมผัสด้านในยังนุ่มฟูละมุนลิ้น ชนิดที่ว่าหาทานที่ไหนในเมืองหลวงไม่ได้อีกแล้ว ทำให้คุณชายทั้งสองถึงกับเสียอาการ“สวรรค์!” จางซานอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความเคลิบเคลิ้ม เขารีบเคี้ยวขนมในปากให้หมดก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงชื่นชม“ขนมตั้นเกานี้ช่างอร่อยล้ำเลิศอะไรเช่นนี้ เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน หอมกลิ่นความหวานธรรมชาติ ช่างเป็นขนมที่รังสรรค์ขึ้นมาได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ”ลู่เฉียนพยักหน้ารัวๆ เห็นพ้องด้วยอย่างยิ่ง เขารีบหยิบถ้วยชาอุ่นขึ้นจิบตามทันที “จริงด้วย ยิ่งได้ทานคู่กับน้ำชาร้อนๆ รสชาติยิ่งเข้ากันได้อย่างลงตัวอย่างไร้ที่ติ รสหวานของขนมตัดกับความขมฝาดเล็กน้อยของใบชาได
หลังจากที่คุณชายรองโจวและภรรยาเดินทางกลับมาถึงจวนโหวได้ไม่นาน สาวใช้ประจำเรือนหลักของโจวฮูหยิน ก็รีบเดินมาแจ้งข่าวด้วยท่าทีเร่งรีบว่า มีคำสั่งให้เรียกตัวสวี่เยว่หรานไปพบที่เรือนพักส่วนตัวเป็นการด่วนหญิงสาวไม่ได้แสดงอาการตกใจหรือประหลาดใจแต่อย่างใด นางคาดเดาไว้แล้วว่าหลังจากที่นางหย่อนเรื่องเสิ่นซูหนานไป หลี่เหลียนฮวาคงส่งคนไปสืบเรื่องมาแล้ว ดังนั้นโจวฮูหยินคงเรียกนางไปพูดคุยเรื่องนี้อย่างแน่นอน นางจึงจัดระเบียบเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วเดินตรงไปยังเรือนของฮูหยินท่านโหวทันทีเมื่อมาถึงห้องโถงด้านใน สวี่เยว่หรานก้าวเข้าไปด้วยท่าทีสำรวมและสง่างาม นางย่อกายลงทำความเคารพอย่างนอบน้อมตามธรรมเนียม“ลูกสะใภ้คารวะท่านแม่ใหญ่เจ้าค่ะ”โจวฮูหยินนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาคู่คมจ้องมองลูกสะใภ้รองนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะผายมือให้ลุกขึ้น“นั่งลงเถิดเยว่หราน”เมื่อหญิงสาวนั่งลงเรียบร้อยแล้ว หญิงวัยกลางคนก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างกลัดกลุ้ม นางตัดสินใจเปิดประเด็นเข้าเรื่องทันทีด้วยน้ำเสียงจริงจัง“เยว่หราน เรื่องของคุณหนูเสิ่นซูหนานที่
ยามสาย ณ ร้านขายธัญพืชสกุลโจว สวี่เยว่หรานได้นำอาหารสูตรพิเศษและขนมฝีมือของนางมาที่ร้านธัญพืช เพื่อให้ลู่เฉียนและจางซาน สหายสนิทผู้ร่วมหุ้นทำภัตตาคารกับโจวอวิ๋นเฟิง ได้ทดลองชิมรสชาติเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดร้านอาหารหน้าตาน่ารับประทานถูกจัดวางไว้อย่างประณีต คุณชายทั้งสองใช้นะตะเกียบหยิบอาหารเข้าปากลิ้มลองรสชาติ ทันทีที่เคี้ยวลงไป ทั้งสองคนก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ รสชาติที่กลมกล่อม แปลกลิ้น และอร่อยล้ำไม่เหมือนร้านใดในเมืองหลวงทำให้พวกเขาต้องอุทานออกมาพร้อมกันด้วยความชื่นชม“รสชาตินี้ช่างยอดเยี่ยมและแปลกใหม่ยิ่งนัก พี่สะใภ้ ข้าไม่เคยลิ้มลองอาหารรสชาติวิเศษเช่นนี้มาก่อนเลย ท่านทำมาให้เลือก พวกเราไม่เลือกหรอก ท่านทำอะไรมาก็คงขายดีทั้งนั้น” จางซานเอ่ยชมด้วยความตื่นเต้นลู่เฉียนพยักหน้ารับเห็นพ้องด้วยแววตาเป็นประกาย “จริงอย่างที่จางซานว่า ฝีมือการทำอาหารของพี่สะใภ้ช่างเลิศล้ำ อาหารจานนี้หากนำไปขายในภัตตาคารของเรา รับรองว่าต้องเรียกแขกให้แห่กันมาอุดหนุนจนแน่นร้านแน่ๆ”หญิงสาวยิ้มรับคำชม ก่อนจะเอ่ยด้วยความเขินอาย“คุณชายทั้งสอง อย่าเรียกข้าว่าพี
เมื่อจางลี่อิงพูดจบและทรุดตัวร้องไห้ตีโพยตีพายด่าทออดีตภรรยา หลินอวี่เฉียงก็แค่นหัวเราะออกมาด้วยความสมเพชตัวเองและมารดา“ท่านแม่ ท่านยังกล้าพูดคำนี้ออกมาอีกหรือ ท่านลองลืมตาดูความจริงเสียบ้างเถิด ข้าวของเครื่องใช้ที่พวกเราใช้ ยาสมุนไพรที่ท่านดื่ม หรือแม้แต่เงินทองและเรือนหลังใหม่ก่อนหน้านี้ ท่านคิดว่ามันมาจากไหนกัน มันก็มาจากความสามารถของไป๋ซูหนิงที่เป็นคนหามาได้ด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของนางเองทั้งสิ้น”หลินอวี่เฉียงกวาดสายตามองไปรอบๆ เรือนเก่าที่ทรุดโทรม ก่อนจะหันมาตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายให้มารดาและฮูหยินคนใหม่ของตนฟังทีละคำชัดๆ“ทรัพย์สินเงินทองที่นางหามาได้ งอกเงยขึ้นมาได้ก็เพราะมันสมองและความสามารถในการค้าขายของนาง ก่อนที่นางจะแต่งเข้ามา สกุลหลินของเรามีสภาพความเป็นอยู่อย่างไรท่านแม่คงจำได้ดี เรายากจนข้นแค้นและแทบไม่มีอันจะกิน และพอนางจากเราไปด้วยความแค้น นางจะทวงคืนสิ่งที่นางหามาได้ ทวงคืนสุขภาพของท่านที่นางเฝ้าดูแล และทำให้สกุลหลินกลับมามีสภาพเหมือนก่อนมีนางเข้ามา มันก็สมควรแล้วมิใช่หรือ... บาปกรรมงั้นหรือ ใช่แล้ว นี่คือบาปกรรมที่เราทำกับนาง” ชายหนุ่มสูดหายใ







