Masukแสงเช้าลอดผ่านช่องว่างระหว่างผ้าม่านเข้ามาเป็นเส้นบาง ๆ
ลลินค่อย ๆ ลืมตาขึ้นสิ่งแรกที่พิมพ์ดาวนั่งอยู่ในรถซึ่งจอดตรงหน้าบ้านของรามตลอดทาง กลิ่นควันไฟติดอยู่ในจมูกไม่ยอมหายเธอเปิดหน้าต่างเปลี่ยนน้ำหอมและดื่มน้ำหลายครั้งแต่ทุกครั้งที่หลับตา กลิ่นไม้ไหม้กับเลือดกลับเข้มขึ้นภาพมือของตนเองในกระจกยังคงสวมแหวนทองโบราณ แม้มือจริงไม่มีสิ่งใดอยู่บนนิ้วเสียงหญิงสูงศักดิ์ดังขึ้นเป็นระยะเขาจับมือนางอีกแล้วพิมพ์ดาวกำพวงมาลัยแน่น“เงียบ”“ฉันไม่อยากฟัง”หากปล่อยไปแบบนี้ เจ้าจะไม่มีวันได้เขากลับมา“เขาไม่เคยเป็นของฉัน”คำพูดหลุดออกมาเบา ๆทันทีที่กล่าวเช่นนั้น ความเจ็บปวดก็แทงขึ้นกลางอก ราวกับผู้หญิงอีกคนภายในร่างกำลังต่อต้านพิมพ์ดาวก้มศีรษะลงบนพวงมาลัยเธอจำได้ว่าครั้งหนึ่งตนรักคีรินในฐานะแฟนคลับธรรมดาชื่นชมผลงานติดตามข่าวและหวังเพียงได้ร่วมงานกันสักครั้งแต่หลังลลินปรากฏตัว ความรู้สึกกลับรุนแรงเกินกว่าจะควบคุมเธอไม่ได้เพียงหึงหวงเธอรู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียใค
แสงเช้าลอดผ่านช่องว่างระหว่างผ้าม่านเข้ามาเป็นเส้นบาง ๆลลินค่อย ๆ ลืมตาขึ้นสิ่งแรกที่เธอรับรู้คือมือของคีรินซึ่งยังคงจับมือเธออยู่ตรงกลางเตียงเมื่อคืนทั้งสองนอนหันหน้าเข้าหากัน โดยเว้นระยะเพียงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ร่างของลลินกระทบแผ่นหลังที่บาดเจ็บของเขา แต่ระหว่างหลับ ระยะห่างนั้นกลับลดลงโดยไม่รู้ตัวมือของทั้งคู่ประสานกันอยู่บนผ้าปูที่นอนศิลาสีขาวสงบนิ่งไม่มีแสงไม่มีภาพในอดีตมีเพียงความอบอุ่นจากฝ่ามือของคนตรงหน้าลลินเงยหน้ามองคีรินชายหนุ่มยังหลับอยู่ ใบหน้าดูอ่อนล้ากว่าปกติ คิ้วขมวดเล็กน้อยเหมือนแม้ในยามหลับ กล้ามเนื้อกลางหลังก็ยังส่งความเจ็บปวดรบกวนเธอพยายามดึงมือออกเบา ๆ เพื่อจะลุกไปหยิบยานิ้วของคีรินกลับกระชับขึ้นทันที“จะไปไหนครับ”เสียงของเขาแหบเพราะเพิ่งตื่น“เอายาให้คุณค่ะ”คีรินลืมตาขึ้นเขาพยายามขยับตัว แต่เพียงจะใช้แขนยันเตียง กล้ามเนื้อใต้สะบักก็ตึงจนใบหน้ากระตุกลลินรีบประคอง“อย่ารีบค่ะ”“ผมดีขึ้นแล้ว”“แต่หน้าคุณไม่ได้บอกแบบนั้นนะคะ”คีรินยอมนอนนิ่งใ
คีรินสะดุ้งตื่นการขยับกะทันหันทำให้ร่างพลิกไปด้านหลังทันทีที่รอยช้ำสัมผัสที่นอน ความเจ็บรุนแรงก็แล่นขึ้นมา“อึก…”เขารีบพลิกกลับมาตะแคงลลินลืมตาขึ้นพร้อมกัน“คีริน!”เธอลุกขึ้น แต่เขายกมือห้าม“ไม่เป็นไร—”เขาหยุดเอง ก่อนแก้คำ“เจ็บครับ แต่เดี๋ยวดีขึ้น”ลลินเปิดไฟข้างเตียงสีหน้าของเขาซีด เหงื่อบาง ๆ ปรากฏบนหน้าผากเธอช่วยประคองให้นั่งโดยไม่ดึงแขนแรง แล้วนำเจลเย็นกลับมาประคบ“คุณฝันเหมือนฉันหรือเปล่า”ลลินถามขณะวางเจลลงบนรอยช้ำ“ครับ”“ลินหลวงโตขึ้นแล้ว”“และเด็กชายชื่อคำริน”ลลินหยุดมือ“คีรินคะ”“ครับ”“ตอนอยู่ในห้องเก็บของ คุณบอกว่าฉันเรียกอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ชื่อคุณ”เธอเงยหน้า“ฉันเรียกชื่อนั้นค่ะ”คีรินนิ่งไปทั้งสองมองหน้ากันในแสงสลัวข้างเ
ปัญหาเรื่องที่นอนถูกแก้ด้วยความจริงง่าย ๆ ว่า คีรินไม่สามารถนอนบนโซฟาได้เพียงทดลองเอนตัวลง พื้นที่แคบกับพนักแข็งก็ทำให้รอยช้ำถูกกดจนเขาต้องลุกขึ้นทันทีลลินมองโดยไม่พูดอะไรคีรินเองก็ไม่พยายามเสนอว่าจะนั่งหลับอีกสุดท้ายทั้งสองจึงกลับมายืนข้างเตียงขนาดใหญ่“เราแบ่งคนละฝั่งค่ะ”ลลินกล่าว“ครับ”“และถ้าคุณปวด ให้ปลุกฉัน”“คุณเองก็เหมือนกัน ถ้าฝันร้ายหรือศิลามีปฏิกิริยา”“ตกลงค่ะ”หลังสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งคู่เข้าใจดีว่า เหตุผลที่ต้องการอยู่ใกล้กันไม่ใช่เรื่องสนุกหรือความตื่นเต้นจากการนอนร่วมเตียงพวกเขาเพียงต้องการลืมตาแล้วเห็นว่าอีกคนยังปลอดภัยคีรินต้องนอนตะแคง เพราะไม่สามารถกดหลังลงบนที่นอนได้ลลินช่วยจัดหมอนรองแขนกับลำตัว เพื่อไม่ให้เขาพลิกกลับโดยไม่ตั้งใจเมื่อปิดไฟ ทั้งสองนอนหันหน้าเข้าหากันโดยเว้นระยะเล็กน้อยแสงจากเมืองลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา“ปวดอยู่ไหมคะ”ลลินถาม“ยาทำให้
หลังจัดการบาดแผล ทั้งสองจึงหันไปมองหีบไม้บนโต๊ะไม่มีใครรีบเปิดสิ่งซึ่งอยู่ภายในอาจเป็นเพียงกระดาษเก่า ภาพวาด และผ้าสีขาวแต่อาจเป็นต้นทางของทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลลินนั่งลงบนพรมอีกฝั่งของโต๊ะคีรินกำลังจะนั่งตาม แต่การลดตัวลงต่ำทำให้หลังตึงจนต้องหยุด“นั่งเก้าอี้เถอะค่ะ”“คุณก็มานั่งข้างบน”สุดท้ายทั้งคู่จึงนั่งบนโซฟา โดยวางหีบไว้บนโต๊ะตรงหน้ากุญแจถูกส่งมาพร้อมซองเอกสารลลินเสียบกุญแจและหมุนช้า ๆเสียงกลไกเก่าดังขึ้นเมื่อเปิดฝา กลิ่นกระดาษสากับไม้เก่าก็ลอยออกมาของภายในยังคงเหมือนตอนอยู่บ้านธันวาภาพวาดเด็กหญิงข้างระนาดผ้าสีขาวบทกวีซึ่งขาดหายและเอกสารเก่าที่อ่านได้เพียงบางส่วนไม่มีข้อความใหม่ปรากฏไม่มีหน้ากระดาษพลิกเองทุกอย่างสงบนิ่ง รอให้คนตรงหน้าพยายามทำความเข้าใจด้วยตนเองลลินหยิบภาพวาดขึ้นมา“เธอชื่อลินหลวง”“ครับ”“ชายข้างระนาดน่าจะเป็นพ่อ”
ธันวาถูกตรวจพบเพียงแผลแตกบริเวณศีรษะกับอาการฟกช้ำ ไม่มีเลือดออกภายในสมอง แต่แพทย์ต้องการให้พักสังเกตอาการจนถึงเช้าก่อนคีรินกับลลินออกจากโรงพยาบาล ธันวาโทรหาคนดูแลบ้านของตนเอง ขอให้นำกระเป๋าของลลินกับหีบไม้ไปส่งที่โรงแรม“แน่ใจหรือครับว่าจะให้เรานำหีบไป”คีรินถามผ่านโทรศัพท์“ของทั้งหมดเริ่มเคลื่อนไหวตั้งแต่คุณลลินมาถึง”ธันวาตอบเสียงของเขายังอ่อนจากอาการบาดเจ็บ“เก็บไว้ที่บ้านผมต่ออาจไม่ปลอดภัย และผมคิดว่า สิ่งในหีบเกี่ยวข้องกับพวกคุณมากกว่าผม”“แต่เราไม่รู้ว่าคนที่ส่งวิญญาณมาจะตามหาหีบหรือเปล่า”“เพราะแบบนั้นยิ่งไม่ควรปล่อยไว้ในบ้านที่ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัย”ธันวาหยุดเล็กน้อย“คืนนี้นำไปเก็บกับพวกคุณก่อน พรุ่งนี้เราค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อ”ลลินรับโทรศัพท์มา“คุณธันวาแน่ใจนะคะ”“ครับ”เขาตอบ“ตั้งแต่พบกล่อง ผมรู้สึกมาตลอดว่าตัวเองเป็นเพียงคนรักษามันชั่วคราว&rdqu







