LOGINบทที่ 1.2 ปลุกกำหนัด
“ทะ ท่าน” ซือเฟยอ้าปากค้าง พลันกลืนน้ำลายด้วยความอับอาย “ถ้าไม่ใช่เพราะท่านเป็นเช่นนี้ ท่านคิดหรือว่าข้าอยากใช้ยากับท่าน!”
เหวยหรงหันหน้าไปอีกทางอดกลั้นไม่มองหญิงสาว ท่าทางนิ่งเฉยเช่นนี้เรียกอาการเสียขวัญให้ฮูหยินของเขาได้มากโขนัก แต่ว่าเหวยหรงกลับไม่รู้ถึงจิตใจของนางในยามนี้ อาจเพราะเขาไม่อยากกระทำการต่ำช้ากับฮูหยินตน
นางเม้มริมฝีปากแน่น ไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงกลายเป็นเช่นนี้อีกแล้ว ยิ่งท่าทางที่เขาแสดงออกมา ยิ่งทำให้นางขาดความมั่นใจเสียหมดสิ้น
“ท่านอยากทำงานทั้งวี่ทั้งวันข้าไม่เคยว่า ท่านไม่ยอมมานอนกับข้าเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องนี้ ข้าก็เข้าใจ! แต่ท่านลืมไปแล้วหรือว่าข้าคือฮูหยินของท่าน! ท่านคิดว่าทุกคนจะมองข้าเป็นคนเช่นไร ที่สามีไม่มีความคิดอยากร่วมหอกับข้า!” ซือเฟยเอ่ยเสียงสั่น นัยน์ตาหวานเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใส
ซือเฟยมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเหนื่อยล้า นางหมดหนทางแล้วจริง ๆที่ให้อีกฝ่ายหลงใหลในตัวนาง เช่นนั้นแล้วเขาจะมาแต่งงานกับนางทำไม
“ถ้าท่านอยากให้ข้าเป็นหญิงที่โดนนินทาทั่วบ้านทั่วเมืองท่านก็ทำสำเร็จแล้ว! เหวยหรง!”
สองชั่วยามผ่านไป
จ้าวซือเฟยนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่บนตั่งเตียงที่โรยกลีบบุปผาสีแดงสร้างบรรยากาศให้ค่ำคืนหวานล้ำ แต่หมู่มวลกลีบดอกไม้เหล่านั้นไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้
นางนึกเสียใจนักที่หลงใหลกับคำบอกรักของอีกฝ่าย หรือแม้แต่เสียใจที่ครั้งหนึ่งนางเคยวาดฝันถึงครอบครัวอันสมบูรณ์แบบ แม้ว่าในยามนั้นเขายังเป็นเพียงชายธรรมดาผู้หนึ่งที่หาใช่เศรษฐีใหญ่แบบนี้ไม่
ใครต่อใครต่างก็บอกว่านางคือหญิงสาวที่โชคดีที่สุด ผู้ที่เพียบพร้อมที่สุด ผู้เป็นที่ต้องการมากที่สุด แต่ในยามนี้ที่นางอยากให้สามีเอาอกเอาใจในยามค่ำคืนเฉกเช่นคู่สามีภรรยาคนอื่น ๆ นางกลับไม่ได้ตามที่ต้องการเสียด้วยซ้ำ
“เหวยหรงคนหยาบช้า! หลอกให้ข้ารักเจ้า! หลอกให้ข้าอยากมีครอบครัวกับเจ้าไปทำไม!” ซือเฟยตะโกนเสียงแข็งพร้อมทุบฟูกที่นอนจนกลีบดอกไม้กระจัดกระจาย
“ถ้าไม่อยากให้ข้าท้อง ก็ไม่ต้องมาแต่งงานกับข้า!” นางเอ่ยเสียงดังลั่นพร้อมคว้าหมอนโยนออกไปจนสุดแขน ไม่สนใจว่าวิถีของมันเคลื่อนไปทางใด
ทว่าผู้ที่รับหมอนใบนั้นได้ทำเพียงถอดถอนหายใจ สามีที่นางกล่าวอ้างยืนมองหญิงงามร้องไห้ฟูมฟายอยู่หน้าประตูทางเข้า
เขาหลุบตามองหมอนใบงามในมือ พลางเงยหน้ามองร่างบางอีกครั้ง เขาที่เดินมายังเรือนนอนด้วยความรีบเร่ง ทันได้ยินสิ่งที่นางต่อว่าเขาทั้งหมด
พลางคิดว่าสิ่งที่นางกล่าวมาคือความในใจของนางงั้นหรือ? ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาทำให้นางทุกข์ใจมากมายขนาดนี้เชียว? ยิ่งคิดชายหนุ่มยิ่งรู้สึกอับอายในสิ่งที่ตนเองเป็น แต่ยามนี้คงทำได้เพียงปลอบประโลมนาง
“ซือเฟย” เหวยหรงเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว ก่อนหน้านี้ที่เขาเอ่ยเช่นนั้นออกไป คงทำให้นางทุกข์ใจมากน่าดู
“ท่านจะมาตำหนิข้าอีกหรือ” ซือเฟยได้ยินเสียงเรียกอันคุ้นหู รีบเงยหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาขึ้นมองอีกฝ่าย นางปาดหยดน้ำใสหยดหนึ่งให้ออกไปก่อนเชิดหน้าขึ้น
“ขอโทษ” เหวยหรงกล่าวเสียงเบาหวิว พร้อมเดินเข้ามาจนใกล้นาง “ยกโทษให้ข้าได้หรือไม่” เขาเอ่ยพร้อมเชยคางมนให้หันมาสบตากัน
“ท่านช่างใจร้ายกับข้ามากนัก ตลอดเวลาที่ผ่านมาที่ข้าอดทน ท่านกลับมองไม่เห็นค่า ทั้ง ๆที่ข้าเสนอท่านกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ท่านกลับเอาแต่ปฏิเสธ ท่านคิดว่าใบหน้าข้าหนามากเลยรึไง!”
“ข้าผิดไปแล้ว” เหวยหรงกล่าวเสียงแผ่วเบาอีกครั้ง แล้ววางหมอนใบโตไว้ข้างกายนางทั้งเคลื่อนมืออีกข้างเกลี่ยพวงแก้มใส
“ถ้าหากไม่อยากหลับนอนร่วมกันกับข้า ก็ปล่อยข้าไป ปล่อยให้ข้าเป็นหญิงหม้ายนั่นแหละ!”
“อย่ากล่าวเช่นนั้นซือเฟย เจ้าเป็นฮูหยินที่ข้ารักมากที่สุด เจ้าเป็นหญิงในดวงใจของข้าเสมอมา ข้าจะให้เจ้าถูกครหาว่าเป็นหญิงหม้ายได้อย่างไร”
“แล้วที่เป็นอยู่ตอนนี้เล่า? ข้ายังไม่ถูกครหาเช่นนั้นรึ!” ซือเฟยเอ่ยพร้อมแค่นหัวเราะ นางสะบัดใบหน้าหวานไปอีกทาง ซ่อนแววตาอันสั่นไหวแล้วเม้มปากแน่น
หากแต่จ้าวเหวยหรงไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น เขาเชยคางนางให้กลับมาสบตากันอีกครั้ง แล้วประทับจูบบนริมฝีปากอวบอิ่มสีหวานอย่างนุ่มนวล สอดลิ้นร้อนเข้าไปโอบกอดภายใน ก่อนลากริมฝีปากเม้มยังมุมปากเล็กสีหวาน ผลัดเปลี่ยนเป็นสอดลิ้นเข้าไปอีกครั้งตวัดเกี่ยวดึงนางให้จมลงสู่ความหวานที่ครั้งหนึ่งเคยวาดฝัน
จนเมื่อเขาผละออกอย่างช้า ๆพร้อมแนบหน้าผากเข้ากับหน้าผากนาง แตะปลายจมูกลงบนสันจมูกเล็ก ก่อนเคลื่อนอย่างช้า ๆจนริมฝีปากหนาประทับลงบนพื้นผิวนวลสวย
“ที่ข้าโมโหเป็นเพราะข้าไม่อยากทำรุนแรงกับเจ้า รู้หรือไม่ว่าข้าอยากถนอมเจ้าให้มากเพียงใด ถ้าหากทำกับเจ้าราวสัตว์ป่าหื่นกระหาย ข้าคงผิดหวังในตัวเองมากน่าดู” เหวยหรงกล่าวเสียงนุ่ม เลื่อนฝ่ามือกุมแก้มนิ่มทั้งสองข้าง
คำพูดของเขาราวน้ำฝนชโลมบนจิตใจที่ห่อเหี่ยว ในใจนางเต้นไม่เป็นจังหวะ นางหลับตาพริ้มซึมซับสัมผัสแสนอ่อนโยนนั่น เก็บเกี่ยวมันอย่างกับกลัวว่าจะหายไป
“ถ้างั้นการที่ท่านมาตอนนี้…”
“เพราะข้าเองก็อยากเชยชิมความหวานบนตัวเจ้า ข้าเองก็ใช่ว่าเป็นพระอิฐพระปูนที่ไม่มีความรู้สึก เรือนร่างอันงดงามเช่นนี้ กลิ่นกายอันหอมหวานเช่นนี้ มีหรือที่ข้าจะทานทนไหว” เขากระซิบเสียงแผ่ว เลื่อนริมฝีปากให้ต่ำลงมาจนถึงซอกคอขาว
หญิงสาวกลืนน้ำลายที่หนืดเหนียว เงยหน้ารับสัมผัสอันหวาบหวามแล่นไปตามริมฝีปากอีกฝ่าย มือหนาเอื้อมมากุมยังทรวงอกใหญ่ ออกแรงบีบหน่อย ๆเพื่อฟังเสียงร้องครวญคราง
ท่าทางเขินอายเช่นนี้แหละที่เหมาะกับนาง การยั่วยวนทั้งหลายมันไม่จำเป็นเสียด้วยซ้ำ
“ข้าอยากฟังเสียงร้องของเจ้าให้มากกว่านี้” เหวยหรงกล่าวเสียงนุ่มนวล แล้วปลดเชือกชุดเอี๊ยมให้หลุดพ้นไปจากสายตา “ข้าอยากรู้นักว่าระหว่างเสียงร้องกับร่างกายเจ้า สิ่งใดหวานกว่ากัน”
“ท่านพี่กล่าวเช่นนั้นข้ารู้สึกอายยิ่งนัก” ซือเฟยหลุบตาไปอีกทาง ยกมือปิดบังเนินอกคู่พร้อมซ่อนแก้มใสที่ขึ้นสีแดงระรื่นสวย
“เจ้าอยากให้ข้าเอ่ยมิใช่หรือ” เหวยหรงหัวเราะเบา ๆแล้วเอื้อมมือดึงข้อมือเล็กออกไปให้พ้นทาง “ข้าขอชิมซาลาเปาคู่สวยนี่หน่อยได้หรือไม่”
“คำพูดช่างลามกเสียจริง” ซือเฟยเม้มปาก แต่ก็ยอมพยักหน้าในที่สุด
สิ้นการอนุญาตจากสาวงาม ชายหนุ่มอ้าปากควบก้อนซาลาเปาขาวจนส่วนยอดถูกดูดหายไปในโพรงปาก หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมทั้งวางมือลงบนไหล่หนา จิกเล็บเข้าไปตามแรงดูดอันหิวโหย
แม้นางไม่ได้ส่งเสียงร้องแบบที่อีกฝ่ายอยากได้ยิน แต่ร่างกายของนางก็เปิดเผยมากเกินพอจนเขาพึงใจ ชายหนุ่มดันสองขาเรียวให้แยกออก เลื่อนฝ่ามือลูบไล้กลีบหวานสีสวย สลับขบดึงส่วนยอดจนแข็งคัดสู้ฟัน
“ท่านอย่าแกล้งข้า” สาวงามบ่นระงม มิวายซบลงยังซอกคอแกร่ง จุมพิตสร้างรอยแห่งรักก่อนพยายามขบติ่งหูอีกฝ่ายเพื่อกลั้นเสียงร้อง
“หรือเจ้าไม่ชอบ?” เหวยหรงเอ่ยพร้อมหัวเราะ เขาสอดนิ้วถูไถผ่านร่องหวานจนน้ำเชื่อมไหลอย่างช้า ๆ
“ถามเช่นนั้นกับข้า อยากให้ข้าแทรกแผ่นดินหนีท่านหรือ” สาวงามโอดครวญ สะดุ้งวาบเมื่อเขาสอดนิ้วเข้าไปเชยชม
“ถ้างั้นข้าจะตามไปอยู่กับเจ้าใต้พื้นพิภพ”
บทที่ 12.4 ลาก่อน“ไม่เอามี่ฮวา มี่ฮวา!!! / พี่สะใภ้!!!” ไม่ทันขาดคำที่ชายหนุ่มจะกล่าวออกไปร่างบางค่อยๆ ทิ้งตัวเองลงไปทางด้านหลัง จนบนกำแพงนั้นเหลือเพียงความว่างเปล่า ชายร่างสูงในอาภรณ์สีดำสนิทอ้าปากค้างเบิกตากว้าง ขาทั้งสองข้างแข็งเกินกว่าจะวิ่งไปฉุดรั้งนางเอาไว้ได้ นางยอมจากเขาไปเสียอย่างงั้น ไม่สนแล้วแม้ว่าเขากำลังอ้อนวอนอย่างไร“ข้าขอโทษมี่ฮวา! ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ! ข้าไม่ได้รังเกียจเจ้าเลย ที่ผ่านมาเป็นข้าไม่ดีเอง! ได้โปรด ได้โปรดเถอะ ข้าขอร้อง นี่มันไม่ใช่เรื่องจริง หลังจากนี้ข้าจะยอมเจ้าทุกอย่างเลย เจ้าปรารถนาสิ่งใดข้าจะหามาให้ทุกสิ่ง ขอร้องเจ้าอย่าไปจากข้าทั้งอย่างงี้” โม๋ว์ฟูเฉิงคร่ำครวญ ลากร่างแข็งค้างของตนไปยังขอบกำแพงเมืองส่วนโม๋ว์อิงฉินที่ตกใจกับความผิดของตนเอง แทบยืนไม่ไหว เพียงเพราะเขาแค่อยากขู่นางเล่นๆ เหตุใดถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ เขารีบเดินไปยังขอบกำแพงเมือง เพื่อหวังว่าเรื่องตรงหน้าจะไม่ใช่เรื่องจริง “พี่สะใภ้ข้าขอโทษท่านจริงๆ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้ายอมทำทุกอย่างเพื่อไถ่โทษพี่สะใภ้ ท่านอย่าเป็นอะไรไปเลยนะ”ทว่าเมื่อสองหนุ่มก้มมองลงไปยังพื้นเบื้องล่าง กลับเห็นโม๋
บทที่ 12.3 ลาก่อนบนกำแพงเมืองสูงชะลู่ท่ามกลางความมืดมิดที่แสงจันทร์ส่องมาไม่ถึง บนส่วนบนที่สุดกลับมีร่างบางในอาภรณ์แดงดำยืนเด่นเป็นสง่า นางจ้องมองไปยังพื้นที่เบื้องหน้า ปล่อยให้ก้อนเมฆาขับเคลื่อนไปช้าๆ นับจังหวะเวลาในใจ จนได้ยินเสียงฝีเท้าอย่างรีบเร่งถึงสองสายเป็นโม๋ว์ฟูเฉิงกับน้องชายของเขา...“มี่ฮวาลงมาเดี๋ยวนี้!” โม๋ว์ฟูเฉิงเมื่อมาถึงรีบส่งเสียงสั่งหญิงสาวอย่างร้อนรน ทว่านางเพียงแค่ปรายตาหันมามองเขาเท่านั้น“รีบลงมานะ! เจ้าโง่หรือไง!” โม๋ว์อิงฉินสั่งบ้าง ครานี้นางเพียงแค่ส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ“พวกท่านใครคนไหนคือสามีข้ากันแน่” โฉมสะคราญกล่าวเสียงเรียบ ก่อนหันกลับมเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายชายหนุ่มทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนเป็นโม๋ว์ฟูเฉิงหันกลับมาสบตากับนาง “เป็นข้า”สิ้นคำพูดของเขา หญิงงามหัวเราะดังลั่น เล่นเอาชายหนุ่มทั้งคู่หันมองหน้ากันอีกครั้ง“เป็นบ้าอะไรของเจ้า! รีบลงมาได้แล้ว!” โม๋ว์อิงฉินตวาดก้อง หัวใจเต้นโครมครามไปหมด ไม่คิดว่าเรื่องราวจะใหญ่โตถึงเพียงนี้“เจ้าอยากให้ข้าตายไม่ใช่เหรอน้องสามี” โม๋ว์มี่ฮวากล่าวเสียงแข็ง “อยากให้ข้าตายเพื่อสังเวยความสุขให้เจ้ามิใช่หรือ?”“ขะ ข้าไม
บทที่ 12.2 ลาก่อน“พี่ชายเจ้า?” นางเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ท่าทีดูไม่ได้ประหลาดใจมากนัก“เฮอะ!”บรรยากาศเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง นางชำเลืองสายตาไปทางด้านหลังของร่างสูง มองเห็นเป็นเงาตะคุ่มๆ ไม่ไกลจากที่แห่งนี้ พลันในหัวบังเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา“แต่สุดท้ายพวกเจ้าก็ตลบหลังข้า ให้ข้าแต่งงานกับน้องชายซึ่งก็คือเจ้า นั่นก็หมายความว่าอำนาจภายในสกุลโม๋ว์ก็ยังไม่ตกถึงข้านี่”“...”โฉมสะคราญจ้องมองคนตรงหน้าตรงๆ เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก แถมยังหลบเลี่ยงสายตาไปจากนางเพียงชั่วครู่ นางอดไม่ได้ที่จะยกมือกอดอก เดินสำรวจหมุนรอบตัวเขา พยายามมองหาจุดให้จับผิด“งั้นพี่ชายเจ้าก็คือนักพรตขาว ส่วนเจ้าคือเกราะสีชาดหรือ? แล้วไหนเล่าตราสัญลักษณ์แห่งเกราะสีชาด ช่วยแสดงให้ข้าเห็นหน่อยได้หรือไม่”“อย่ามาเปลี่ยนเรื่องนะ!” โม๋ว์อิงฉินตวาดก้อง พร้อมทั้งถอยหลังให้ห่างจากนางไปอีกก้าว “เจ้าจะมาเฉไฉเปลี่ยนความผิดของตนเองงั้นรึ!”“ข้าไม่ได้ฆ่าท่านตาเจ้า ข้าได้ตำแหน่งมาด้วยความสามารถของข้าเอง”ข้อนั้นโม๋ว์อิงฉินรู้ดีว่านางไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความตายของท่านตาของเขา เพียงแต่ว่าครอบครัวของนางอย่างไร ก็ต้องมีส่วนเกี่ยวข
บทที่ 12.1 ลาก่อนภายในงานรื่นเริงของเหล่าขุนนางที่มาร่วมฉลองความยินดีกับงานหมั้นหมายระหว่างสองแคว้น โม๋ว์มี่ฮวากลายเป็นดาวเด่นให้เหล่าบุรุษต่างวัยทั้งหลายเข้ามาชนจอกเหล้า จุดประสงค์ของพวกเขามีหลากหลายนัก หากแต่ความหลงใหลที่มีให้นางก็ไม่แตกต่างกันเสียเท่าไหร่อีกทั้งโหย่วหลิงเซียสืบทอดตำแหน่งธิดาสวรรค์ จึงมิอาจร่วมดื่มสุราเมรัยกับทุกคนได้ ทั้งยังมีโม๋ว์อิงฉินยืนประกบข้างกาย จึงทำให้ทุกคนไม่คิดไปยุ่งเกี่ยวถึงกระนั้นตัวโม๋ว์มี่ฮวาก็หาได้สนใจพวกเขาทั้งสอง นางยกจอกเหล้าดื่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับว่ามันคือน้ำเปล่าที่ไม่ได้มีฤทธิ์มึนเมาใดๆเพียงชั่วอึดใจกับจอกที่เท่าไหร่ไม่รู้ จู่ๆ โม๋ว์อิงฉินเดินเข้ามาหานาง ฉวยจอกเหล้าไว้ ก่อนมองด้วยสายตาขับไล่พวกขุนนางให้เลิกเกะกะสตรีอาภรณ์แดงดำ“มาแย่งจอกเหล้าข้าทำไม” โม๋ว์มี่ฮวาช้อนตามองอีกฝ่าย นัยน์ตาหวานฉ่ำของนางไม่ได้เจือปนความยินดีมากนัก“ข้าก็ไม่อยากมาหรอก” โม๋ว์อิงฉินสบถในคอ มองไปทางฝั่งเงาสายหนึ่ง ที่แอบส่งสายตามาจากไกลๆ“งั้นก็กลับไปหาฮูหยินของเจ้าซะ” นางพึมพำอีกครั้ง ก่อนหยิบจอกเปล่าใบหนึ่งมารินเหล้ารสหวานทว่าโม๋ว์อิงฉินกลับฉวยจอกเหล้ามาอีกครั้
บทที่ 11.2 การเจรจาในยามเซิน[1]ระหว่างที่โม๋ว์มี่ฮวากำลังจัดเตรียมตนเองให้พร้อมสำหรับงานเลี้ยงต้อนรับ ช่วงเวลาที่นางกำลังจะก้าวขาลงอ่างอาบน้ำใบใหญ่ จู่ๆ ผ้าปิดทางเข้ากลับถูกเปิดออกด้วยฝีมือชายร่างหนา วันนี้เขาไม่ได้สวมเกราะสีเงินทับไว้ สวมเพียงชุดนอกสีดำที่ปักริ้นด้วยด้ายเงินเท่านั้น หญิงสาวหันไปมองเขา สีหน้านางออกแววไม่พอใจอยู่บ้าง“ข้ากำลังจะอาบน้ำ” โม๋ว์มี่ฮวากล่าวเสียงเข้ม“ก็ข้าจะอาบน้ำด้วยไง” โม๋ว์ฟูเฉิงกล่าวจบ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าจนเผยผิวเข้มที่มีรอยแผลเป็นทางยาวตรงหน้าอกให้เห็นอย่างชัดเจน“เราจะหย่ากันแล้ว ท่านไม่ควรทำเช่นนี้” นางเอ่ยลอดไรฟัน“แล้วอย่างไร” เขาว่าจบเดินดุ่มๆ แล้วก้าวขาลงอ่าง ยึดถือครองพื้นที่ส่วนใหญ่ จนไม่มีแม้แต่ที่ให้หญิงสาวได้ผ่อนคลาย“ท่านบอกว่าไม่เคยคิดรักข้า และไม่มีวันที่จะรักด้วยซ้ำ”“ลงมา” ทว่าเขากลับไม่โต้ตอบกลับไป ทำเป็นเมินเฉยในคำพูดของนาง พร้อมทั้งยังออกคำสั่งอย่างกับพวกบ้าอำนาจในท้องพระโรง“ข้าไม่ลง ว้าย!” ท้ายที่สุดนางกลับถูกฉุดให้ลงไปกอดก่ายกับเขาภายในอ่างไม้น้ำร้อนส่งไออุ่นลอยคละคลุ้งเต็มอากาศ และเพราะน้ำอุ่นถึงทำให้ดวงหน้าเล็กกับทั่วกายสาวแดงซ
บทที่ 11.1 การเจรจาวันต่อมาขบวนสินสอดถูกจัดเตรียมเอาให้อลังการยิ่งใหญ่สมฐานะโหย่วหลิงเซีย โดยผู้นำขบวนนั้นคือโม๋ว์มี่ฮวา หญิงสาวผู้ที่สามารถยืนอยู่ท่ามกลางไฟสงครามได้อย่างองอาจ เหมาะสมกับการเป็นทูตของธิดาสวรรค์ วันนี้นางได้สวมชุดสีดำแดงปักริ้นสีเงิน สวมผ้าคลุมนัยน์ตาผืนโปร่งสีเข้ม ซึ่งประดับด้วยลูกปัดสีแดงและไข่มุกเม็ดสีขาว ท่วงท่านางยามก้าวเดินดูสงบเงียบ แผ่นหลังตั้งตรงของนางก็ดูยึดมั่นในสิ่งที่ตัดสินเลือกก่อนหน้าจะไปพบกับโม๋ว์ฟูเฉิง โฉมสะคราญได้ส่งจดหมายไปหาโหย่วหลิงเซียเรื่องที่ตกลงกันเอาไว้ ซึ่งอีกฝ่ายก็ตกลงยอมรับในข้อเสนอทันทีก็คงดูน่าสนุกสำหรับนางส่วนคนที่มาด้วยกันกับนางหาใช่โม๋ว์ฟูเฉิงไม่ หากแต่เป็นโม๋ว์อิงฉินที่กำลังเดินท่องน่องผ่อนคลายอย่างสบายอุรา เขาชื่นชมนางนิดหน่อยเรื่องความเด็ดขาด ในการตัดสินใจหย่ากับท่านพี่ของเขา อย่างน้อยก็ไม่ได้โง่เสียทีเดียวภายในท้องพระโรงอันโอ่อ่านั้น หลังจากคณะทูตทำความเครพฮ่องเต้แคว้นอิงโจวกันเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของโม๋ว์มี่ฮวาที่จะกล่าวคำทักทาย“ข้าน้อยโม๋ว์มี่ฮวาตัวแทนคณะทูตจากแคว้นลู่เจิน ขอคารวะฮ่องเต้อิงโจว ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ







