Mag-log inวัดบนเนินเขาแห่งนี้เป็นวัดเงียบสงบ มีวิหารไม้โดดเด่นเป็นสง่ามองเห็นได้แต่ไกลและภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ล้วนมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ หยางจิวหรงนั่งคุกเข่าสวดมนต์ในวิหารตั้งแต่เช้ามืดจนถึงช่วงบ่าย ท่านปู่ก็ไม่ส่งคนมารับเสียที แข้งขาเมื่อยขบไปหมดแล้ว นางจึงออกอุบายหลอกสาวใช้ที่ยืนเฝ้า
“พี่ซู ข้าดมกลิ่นธูปอยู่ค่อนวัน เวียนศีรษะเหลือเกิน...”
“แย่แล้ว เจ้ารีบไปเปิดหน้าต่างเพิ่มเร็วเข้า”
หยางจิวหรงยกชายเสื้อขึ้นป้องใบหน้า นั่งโงนเงนและเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนระโรย “ข้าคอแห้งมาก อยากได้น้ำชาสักถ้วย แฮ่ก... ข้ารู้สึกหน้ามืด”
ว่าแล้วก็เอื้อมมือปัดกาน้ำชาจนหกหมด
“โธ่ ข้ากระหายน้ำเหลือเกิน ขอน้ำ ขอน้ำให้ข้าหน่อย”
“เจ้าค่ะๆ ข้าน้อยจะรีบนำมาให้เดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ” หยางจิวหรงเป็นลมฟุบลงไปกับพื้น สาวใช้ทั้งสองจึงต่างแยกย้ายกันไปทำงานจ้าละหวั่น คนหนึ่งรีบไปเปิดหน้าต่างให้อากาศบริสุทธิ์เข้ามาภายในวิหารมากขึ้น ส่วนอีกคนรีบออกไปหาน้ำร้อนน้ำชา หยางจิวหรงจึงหัวเราะคิกคักแล้วปีนหน้าต่างวิหารโฉบออกไปทันที เมื่อพวกสาวใช้กลับมาอีกครั้งคุณหนูก็หายไปเสียแล้ว
“ไม่เอาแล้ว ปีนี้ไม่ต้องสวดมนต์แล้ว”
หยางจิวหรงวิ่งหลบสาวใช้จนพ้นสายตาแล้วนั่งที่ม้าหินพลางทุบขาตัวเองแก้ปวดเมื่อยสักพัก จากนั้นก็เดินเล่นไปรอบๆ วัดอย่างสบายใจ ที่นี่สงบเงียบและสะอาดสะอ้านเพราะหยางกงส่งคนมาช่วยหลวงจีนดูแลบริเวณวัด นางเหลือบไปเห็นท่านปู่กำลังเดินขึ้นบันไดหินมาพร้อมกับชายหนุ่มท่าทางหยิ่งๆ หยางจิวหรงรู้ตัวว่าต้องโดนดุแน่จึงรีบหาทางกลับเข้าไปด้านในวิหารโดยด่วน
“แย่แล้ว นั่นพ่อบ้านจอมดุนี่นา”
นางหยุดที่ระเบียงแล้วชะโงกหน้ามาดู เห็นคนของท่านปู่กับคนของท่านลุงจิ้งเต็มไปหมด หยางจิวหรงจึงมุดหลบ พอปลอดคนแล้วก็ก้าวยาวๆ ไปยังบันไดทางลงจากเนินเขาอีกด้านหนึ่ง เข้าไปก็โดนดุ ไม่เข้าไปก็โดนดุ เพราะฉะนั้นจะเข้าไปทำไมเล่า เผ่นดีกว่า
ท่ามกลางแนวต้นสนเป็นทิวแถว สายลมพัดพาใบไม้แห้งหมุนเป็นเกลียวขึ้นไปกลางอากาศ ตรงเชิงบันไดขึ้นสู่วิหารนั้นมีชายหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏกายพร้อมกางร่มกระดาษแบบทั่วๆ ไปที่ชาวบ้านใช้ เขาสูงกำยำและมีกลิ่นไอลูกผู้ชายเต็มตัว คิ้วหนาตาคมเต็มเปี่ยมด้วยอำนาจบารมี ให้ความรู้สึกแก่ผู้พบเห็นว่าเขาคือมังกร
คนผู้นี้คือจ้าวเฉินฟง รัชทายาทแห่งแคว้นจ้าว
ท่วงท่าของเขาขณะก้าวขึ้นบันไดผึ่งผาย งามสง่าอย่างหาได้ยากยิ่ง ร่างแกร่งกำยำสวมอาภรณ์เครื่องแต่งกายเรียบๆ เน้นสีน้ำเงิน เข็มขัดห้อยจี้หยก ในเวลานั้นมีสายลมพัดมาอย่างเหมาะเจาะ พัดเรือนผมสีดำสนิทของเขาให้พลิ้วลอยขึ้นไปราวกับเทพผู้ทรงอำนาจ สายตาคมกริบมองตรงไปข้างหน้าและมาหยุดยืนตรงที่แนวกำแพงวัด เพราะมีเด็กสาวเกาะกำแพงห้อยต่องแต่งอยู่
เขาทำท่าจะเดินผ่านไปอย่างไม่ไยดี นางจึงร้องเรียกเขาเสียงสั่น
“นี่ จะไม่ถามหน่อยหรือว่าข้าอยากให้ช่วยรึเปล่า”
“ทำไมถึงต้องถาม”
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำไพเราะปานเสียงดนตรี ดวงตาคมกริบของเขากวาดตามองเรือนร่างของเด็กสาวซึ่งสั่นสะท้านจากอาการตะคริวกิน จ้าวเฉินฟงนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่พูดอะไร เขาเป็นชายแห่งความเงียบขรึมลึกซึ้ง น้อยคนนักที่จะเดาความคิดของเขาออก แต่หยางจิวหรงเดาออก
“เลิกเสียเวลาคิดว่าเหตุใดข้าถึงมาอยู่ตรงนี้ได้แล้วเจ้าค่ะ ช่วยข้าสักทีเถอะ ข้าจะตายอยู่แล้ว”
“เจ้ากำลังทำอะไรอยู่หรือ”
“ก็ปีนกำแพงอยู่น่ะสิ ท่านช่วยรับข้าที แขนข้าเป็นตะคริวแล้วเจ้าค่ะ” ใบหน้าคมเข้มของเขาแอบซ่อนอยู่ใต้คันร่ม หยางจิวหรงจึงไม่ทันได้สังเกต นางกัดฟันสู้ตะคริวอย่างน่าสงสาร “นะโมตัสสะ ข้าจะร่วงแล้ว ช่วยข้าทีเจ้าค่ะ”
“ไม่ล่ะ ข้าขอตัว”
ร่างสูงใหญ่เดินห่างออกไปอย่างเย็นชา แต่กำลังแขนของหยางจิวหรงใกล้จะหมดเต็มทน สองขาอยู่สูงจากพื้นหนึ่งช่วงตัว ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดจึงตวัดขาเกี่ยวไหล่กำยำไว้แล้วเหยียบเพื่อหาที่หยั่งเท้า พอเหยียบมั่นแล้วพยายามออกแรงเหนี่ยวให้เขาถอยกลับมา นางจะได้เหยียบขาอีกข้างบนไหล่เขาด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพบนาง ซึ่งเมื่อนึกย้อนถึงเรื่องวันนี้คราใด เขาก็มักจะแตะไหล่ของตนเองและจมอยู่ในความเงียบงันโดยไม่รู้ตัวเสมอ
“อีกนิดเดียวๆ เจ้าค่ะ ขยับมาอีกนิดสิ”
เด็กสาวเหยียบไหล่บึกบึนของเขาครบสองข้างแล้ว ยักแย่ยักยันอยู่แบบนั้นเพราะยังไม่กล้าปล่อยมือจากกำแพง น้ำหนักตัวของนางไม่มากมายเลยแต่กระตุ้นโทสะได้อย่างยอดเยี่ยม จ้าวเฉินฟงไม่พูดอะไร แค่หุบร่มแล้วตีเข้าช่วงเอวบอบบางของนางเบาๆ แค่นี้หยางจิวหรงก็ร่วงลงมาจากกำแพงแบบไม่เป็นท่า ได้แผลถลอกสองสามแห่ง ทั้งเจ็บทั้งอาย
ก่อนที่นางจะร้องลั่นออกมาด้วยความเจ็บ ร่างแข็งแกร่งเปี่ยมมัดกล้ามก็ยืนค้ำตระหง่านอยู่เบื้องหน้าแล้ว เกิดเป็นเงาทะมึนราวกับภูผาใหญ่ หยางจิวหรงจึงเงยหน้าขึ้นสบตาเขม็ง
“คนอะไรใจดำ เสียมารยาทที่สุด”
“เจ้าต่างหากที่เสียมารยาทต่อข้าก่อน ไม่เคยมีกุลสตรีคนไหนคิดปีนป่ายกำแพงวัดแล้วใช้ขาเกี่ยวผู้ชายอย่างเจ้าหรอกนะ”
พระสนมที่ต้องโทษมีทางเลือกไม่มากนัก ทางแรกคือถูกส่งไปใช้ชีวิตในตำหนักเย็น ทางที่สองคือความตาย เจียวเจียวขอเลือกความตาย หยางจิวหรงจึงประทานให้ด้วยเมตตา และการลงโทษนี้จะต้องกระทำต่อหน้าพระสนมทั้งมวลเพื่อส่งคำเตือน “เหตุใดจึงไม่ใช่สุราพิษ” “ฮองเฮารับสั่งว่าสุราพิษจะสบายเกินไป” ต้วนชิงตอบพลางจัดแจงนำผ้าขาวผืนเล็กหลายผืนมาพร้อมอ่างน้ำ “ทรงมอบทัณฑ์ผ้าขาวแด่พระสนมพ่ะย่ะค่ะ วิธีการนี้จะถนอมพระศพให้งดงามกว่าวิธีอื่น” เจียวเจียวเริ่มหวาดกลัวเมื่อถูกจับมัดกับเก้าอี้ยาว ต้วนชิงก็นำผ้าขาวจุ่มลงน้ำจนเปียกชุ่มแล้วนำมาวางบนใบหน้าทีละผืน ขั้นตอนคล้ายทำหน้ากาก ต้วนชิงจะค่อยๆ นำผ้าเปียกว่าคลุมหน้าทีละชั้นๆ จนกระทั่งเจียวเจียวขาดใจตายเพราะหายใจไม่ออก สิ้นใจขณะอายุเพียงยี่สิบปี------------------ หลายปีผ่านไป “ลูกหลับแล้วเพคะ” หยางจิวหรงกระซิบขณะย่องขึ้นมาบนเตียง หลังจากได้ยินเสียงลูกชายคนโตร้องไห้ตามด้วยเสียงร้องจ้าของลูกชายคนเล็ก นางจึงลุกขึ้นไปดูความเรียบร้อยและกล่อมเด็กๆ แทนแม่นม แม้ว่าทั้งสองจะเป็นถึงผู้ปกครองใต้หล้า แต่การเป็นพ่อแม่ก็สำคัญไม่แพ้สิ่งอื่นใด
“บอกเหตุผลที่ข้าควรไว้ชีวิตนางสักข้อสิ” จ้าวเฉินฟงตัดเข้าประเด็น “ใกล้เวลานอนกลางวันของฮองเฮาของข้าแล้ว มีอะไรก็รีบๆ พูดมา”“พะ...เพคะ” เสิ่นเหนียงจื่อเคยเข้าออกวังหลายครั้งแต่ก็ยังรู้สึกประหม่า กริ่งเกรงหยางจิวหรงจนหน้าซีดขาว “ได้โปรดเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง ทรงเมตตาเจียวเจียวด้วยเถิด นางถูกใส่ร้าย ไม่มีทางที่นางจะกล้าทำเรื่องอุกอาจเช่นนั้นแน่เพคะ”เมื่อได้ยินคำว่า ‘พี่น้อง’ มุมปากของจ้าวเฉินฟงและหยางจิวหรงก็ยกยิ้มขึ้นพร้อมกัน “หากฮองเฮายินดีละเว้นโทษตาย ข้าก็ไม่ขัดข้อง” ความนัยของจ้าวเฉินฟงคือเขาจะไม่ยุ่ง หยางจิวหรงเองก็ต้องการเช่นนั้น นางจึงรับลูกต่อจากเขาอย่างไหลลื่น “เอาเถอะ เพื่อเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง ข้าจะยอมช่วยนางก็ได้” เสิ่นเหนียงจื่อดีใจจนน้ำตาไหลพราก รีบโขกศีรษะคำนับ “ขอบพระทัย... ขอบพระทัยเพคะ” “แต่ข้ามีเงื่อนไขนะ” “ฮองเฮารับสั่งมาเถิด หม่อมฉันยินดีทำทุกอย่างเพคะ” “ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าสิ้นก่อนวัยอันควร นึกดูแล้วก็น่าเศร้ายิ่งนัก ตั้งแต่ข้าจำความได้พวกท่านรักกันมาก ขนาดท่านแม่อายุล่วงสี่สิบแล้วยังตั้งครรภ์น้องฉูฉู่ หากชาต
และแล้วหญิงสาวผู้มีชะตาต่ำต้อย ก็ก้าวสู่บัลลังก์พญาหงส์ผู้ครอบครองพระทัยมังกร วันอภิเษกกำหนดขึ้นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ จ้าวเฉินฟงไม่ใช่คนที่จะยอมสวมมงกุฎให้นางอย่างเงียบๆ หรือหลบๆ ซ่อนๆ ดังนั้นจึงสั่งให้จัดงานอย่างใหญ่โต เฉลิมฉลองรื่นเริงกว่างานขึ้นครองราชย์ของเขาเสียอีกโลกจะต้องรู้ว่าเจ้าคือคู่ครองที่ถูกต้องเหมาะสมของข้า จ้าวเฉินฟงกระซิบบอกเช่นนั้นวันงาน เสียงกลองและระฆังกังสดาลดังขึ้น โถงตำหนักเฉียนชิงแออัดเต็มไปด้วยสมาชิกราชวงศ์ ขุนนางตำแหน่งสูงและบรรดาภริยาของพวกเขา หยางจิวหรงสวมฉลองพระองค์สีทองปักลายหงส์สีสันดุจสายรุ้ง รองเท้าที่นางสวมปักด้วยเส้นทองประดับไข่มุกและอัญมณีนานาชนิด นางก้าวเดินช้าๆ ไปตามทางเดินปูพรมลาด...ก้าวขึ้นบันไดมังกรทีละขั้น... ก้าวขึ้นไปเคียงคู่เขาในฐานะคู่ชีวิต“ชินอ้ายเตอ” จ้าวเฉินฟงกระซิบขณะสวมมงกุฎศิราภรณ์ทรงหงส์แด่นาง ไข่มุกราตรีเม็ดโตเท่าไข่ไก่ที่ประดับเด่นเป็นสง่านั้นเป็นมรดกตกทอดเก่าแก่ ทรงสวมสร้อยคอมุกเฟื่องซ้อนหกชั้น ของขวัญเนื่องในงานอภิเษกและมอบหรูอี้ตราตั้งอย่างเป็นทางการ ดนตรีโบราณดังก้องกังวาลจ้าวเฉินฟงประทับบนบัลลังก์เดียวกับนาง กุมมือข้างหนึ่งข
“ข้าหึง”“พี่ฟงอี้เขาแค่มาลา หม่อมฉันก็เลยคุยด้วยเท่านั้นเอง” “ไม่ได้ บอกแล้วใช่ไหมว่าข้าหึง” “โธ่ อย่าเพิ่งหงุดหงิดสิเพคะ”“ต่อให้มันบอกรักเจ้าก่อน ข้าก็ไม่ยอมให้เจ้ารักมันหรอกนะ” จ้าวเฉินฟงรวบนางมากอดแน่นแล้วอุ้มพากลับตำหนัก สีหน้าหึงหวงจนหยางจิวหรงเหวอ ยิ่งนางหัวเราะเขาก็ยิ่งหน้าบึ้ง“ที่รัก” นางเรียกเขา ใช้ปลายจมูกเกลี่ยกันไปมา “หม่อมฉันก็แน่ใจว่าต่อให้ย้อนเวลากลับไปกี่ครั้ง หม่อมฉันก็รักท่านอยู่ดี”“รักแค่ไหน”“รักมากที่สุด หม่อมฉันรักจ้าวเฉินฟงจนบางทีก็รำคาญตัวเองว่ารักไปได้อย่างไร นิสัยก็เสีย ปากก็ร้าย ชอบทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดแล้วไม่อธิบาย เฮ้อ... แน่ะ คนที่หม่อมฉันรักชอบทำตาขวางแบบนี้เปี๊ยบเลย แล้วเขาคนนั้นรักหม่อมฉันไหมหนอ”“รักสิ... รักจากก้นบึ้งหัวใจของเขาเลย” กระซิบแล้วอุ้มนาง ใช้เท้าถีบประตูตำหนักเข้าไปด้านใน ต่างฝ่ายต่างแลกจุมพิตอย่างร้อนแรง สัมผัสกันและกัน พริบตาเดียวเสื้อผ้าก็กระจัดกระจายไปรอบๆ ห้อง จ้าวเฉินฟงบรรจงโลมไล้ด้วยปลายลิ้นอุ่นจัดไปตามหน้าอกและเนินหน้าท้อง ดูดกลืนยอดถันสีกุหลาบจนกระทั่งมันชูชันตอบสนอง“หน้าอกเจ้าใหญ่ขึ้นนะ”“นิดหน่อยเพคะ... มันตึงๆ”“แล้วก็อ
ไม่นานนักเหล่าขุนนางก็ช่วยกันเสนอชื่อเจียวเจียวเป็นฮองเฮา และไม่กี่วันหลังจากนั้นนางก็ล้มป่วยด้วยพิษสารหนู“โอย... เสิ่นกุ้ยเฟยวางยาข้า... ฝ่าบาท... ฝ่าบาท... ทรงมอบความเป็นธรรมด้วยเพคะ”เจียวเจียวยอมดื่มชาผสมพิษสารหนูเข้าไปแล้วประกาศว่านางกำลังถูกปองร้าย เพราะใบชานั้นได้รับมาจากขันทีห้องเครื่องซึ่งเป็นคนของหยางจิวหรง ข่าวเรื่องนี้ถูกโหมกระพือไปอย่างรวดเร็ว จ้าวเฉินฟงจึงปล่อยให้พวกขุนนางเต้นกันให้พอ ผู้ที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์นี้กลับเป็นเสิ่นฟงอี้ ผู้ซึ่งหายหน้าไปนาน หน้าตาเขาดูซูบผอมลงแต่แววตาเป็นประกายดังเดิมเขากราบทูลเบื้องหน้าโถงว่าราชการว่า “เรื่องในครอบครัวจะทรงสนพระทัยผู้อื่นไปไย ชาวนายังมีสิทธิ์เลือกเมียเอก โอรสสวรรค์ทรงเลือกฮองเฮาก็หาใช่กงการของผู้อื่น เหตุไฉนจึงเฝ้าตอแยกันอย่างไร้สติปัญญา ระคายเคืองเบื้องสูง”ฝีปากของเขายังคมกริบดุจใบมีดโกน ในท้องพระโรงมีเสียงอาวุธต่างๆ ที่บรรดาทหารองครักษ์และแม่ทัพคนสนิทห้อยติดตัวดังกระทบกันเป็นครั้งคราว เตือนให้พวกขุนนางเลือดเก่าได้สะดุ้งรู้สึกตัวบ้างว่าฟ้าเปลี่ยนสีแล้ว คลื่นลูกหลังย่อมกระแทกคลื่นลูกหน้า เบื้องบนจึงตัดสินพระทัยเด็ดขาดตามค
เมื่อเสิ่นเหนียงจื่อมีโอกาสเข้าวัง นางจึงแอบยัดห่อสารหนูห่อเล็กๆ ใส่มาในขนมเปี๊ยะซึ่งทำสัญลักษณ์ไว้ ก่อนจะกลับออกไปจากวัง นางก็กำชับให้บุตรสาวหาโอกาสให้ได้“ท่านแม่ ลูกเป็นแค่ซงหยวน ส่วนนังนั่นเป็นถึงกุ้ยเฟย ตอนนี้ไม่มีใครสู้นางได้ หูตาของนางมากมายเต็มไปหมด ลูกจะเข้าไปในตำหนักของนางแล้วลอบใส่ยาโดยไม่ให้ใครรู้เห็นได้อย่างไร”“ท่านแม่ ดื่มน้ำชาเจ้าค่ะ” อู๋ซวงยกถาดน้ำชาเข้ามา เสิ่นเหนียงจื่อก็ยกชาขึ้นจิบโดยไม่สนใจไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของลูกสาวคนเล็ก นางจึงพยายามทักทาย“ท่านแม่...”“เงียบเถอะนะ เป็นแค่ขี้ข้าก็ยืนสงบเสงี่ยมไปมุมห้องโน่นไป”“อู๋ซวงเจ้าอย่าเพิ่งขัดใจเจียวเจียว ไปทางโน้นก่อนเถอะไป”“ข้าอยากจะทัดทานพวกท่าน ตอนนี้จิวหรงเปรียบเหมือนกระแสน้ำรุนแรง ยิ่งเราเข้าไปขวาง กระแสน้ำก็จะยิ่งพังทลายทุกสิ่ง เราควรจะ...”“เจ้าจะไปรู้เรื่องอะไร ไปๆ” เสิ่นเหนียงจื่อโบกมือไล่ อู๋ซวงจึงเก็บความน้อยใจแล้วเดินออกไป“ฟังนะลูกแม่ ถ้าเจ้าใส่ยาให้นางกินไม่ได้ เจ้าก็กินเองเสียสิ ใส่ความว่ามันซะเลยว่านางเห็นแก่ตัว คิดฆ่าสนมทุกคนเพื่อเป็นหนึ่ง ตอนนี้พวกขุนนางก็กำลังไม่พอใจที่ฝ่าบาทโปรดปรานหญิงคณิกาอย่างมัน
จ้าวเฉินฟงเลื่อนกายลง จุมพิตยอดอกสีกุหลาบ เคราแข็งๆ บนสันกรามครูดไล้อย่างเร้าอารมณ์สุดแสนจะทานทน ตรงกันข้ามกับลิ้นนุ่มๆ และริมฝีปากที่ดูดดึงและเขาก็ลดต่ำลงจุมพิตหน้าท้อง หยางจิวหรงตัวแข็งทื่อ หอบหายใจรัวแรงและพยายามยึดเหนี่ยวตัวเองไว้ด้วยการขยุ้มผ้าปูเตียงจนยับย่น แต่จ้าวเฉินฟงจับมือนางมาจิกไหล่เ
บทที่ 30 ความจริงนับตั้งแต่ต้องโทษการเมือง ซือหม่าเทียนสงก็ถูกกุมขังโดยไร้กำหนดปล่อยตัว ข้อเท้าทั้งสองข้างถูกล่ามโซ่เส้นยาว ภายในห้องขังนั้นไม่มีสิ่งใดนอกจากกองฟางแห้งซึ่งใช้สำหรับเอนหลังนอน และอาศัยแสงสว่างจากหน้าต่างบานเล็กๆ ที่มีลูกกรงแน่นหนาเท่านั้น อาหารการกินมีเพียงข้าวต้มกับผักดองชิ้นเล็กๆ
“ไม่ได้พบกันนาน พี่อู๋ซวง... ท่านน้าสะใภ้... สบายดีหรือ” สองแม่ลูกเชิดหน้าไม่ตอบ “ตอนที่ข้าเดินเข้ามา ได้ยินท่านเอ่ยถึงข้าแต่ฟังไม่ถนัด ไม่ทราบว่าท่านพอจะช่วยบอกอีกครั้งได้หรือไม่ หากข้าทำสิ่งใดผิดพลาดไปจนทำให้ท่านขุ่นเคือง ข้าจะได้ขอขมาท่านและระมัดระวังไม่ทำซ้ำอีก” “เหอะ...
เมื่อราตรีมาเยือน หอเขียวมรกตก็ตื่นเต็มที่เริงร่าท่ามกลางแสงสี เสียงดนตรีและราคะ แขกของหอเขียวมรกตจะแม้ร่ำรวยแต่ยังแบ่งชนชั้นพิเศษซึ่งแยกออกไปโดยเฉพาะเรียกว่าหอวิมานฟ้า การแสดงร่ายรำ สุราอาหารและหญิงสาวจะถูกคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน ดังนั้นคณิกาที่จะเข้ามาในหอวิมานฟ้าจะต้องเป็นคณิกาชื่อดังหรือมีค่าตัว





![ขย่มรัก ขย่มบัลลังก์ [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

