LOGINเพราะเจ้านกน้อยที่หลงทางบินผ่านมาทำให้นางได้รู้จักสหายลึกลับผ่านทางจดหมาย การเขียนโต้ตอบกันทำให้นางมีใจให้เขาแต่นางกำลังจะเเต่งงานกับบุรุษที่นางไม่เคยได้พบหน้า แล้วนางจะบอกสหายลึกลับคนนั้นว่าอย่างไร เสิ่นเยว่เเละหลี่เซวียนต่างไม่รู้ว่าตนเองกำลังเขียนจดหมายถึงกันเเละกัน เมื่อทั้งสองเเต่งงานกันจึงต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ความลับนี้จะถูกเก็บไว้ได้นานเเค่ไหน "หลี่เซวียนเจ้าคนโง่ท่านรู้เรื่องนี้มานานเพียงใดเเล้ว" "เยว่เอ๋อข้าขอโทษอย่าโกรธข้าเลยนะ" "จงสำนึกผิดด้วยการนอนในห้องหนังสือไปเถอะ" "ลู่ลู่ เป็นความผิดของเเก!!!เจ้านกสองหัว" "ห้ามว่าลู่ลู่ของข้านะ ท่านออกไปสำนึกผิดข้างนอกซะ" "เยว่เอ๋อสามีผิดไปแล้ว ข้าขอโทษ!!!!!"
View Moreเสิ่นเยว่ บุตรสาวคนเล็กของมหาเสนาบดีเสิ่นนั่งมองหิมะที่กำลังโปรยปรายลงมาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย นางไม่ชอบหิมะเลยสักนิดเพราะมันทำให้เจ้านกน้อยที่ทำหน้าที่ส่งจดหมายของนางต้องลำบาก
ก่อนหน้านี้หนึ่งเดือนเสิ่นเยว่มีอาการป่วยเพราะต้องลมหนาวนางถูกฮูหยินใหญ่เสิ่นผู้เป็นมารดาสั่งห้ามออกจากเรือนเด็ดขาดจนกว่าอาการหวัดจะหายดี ใครบ้างในเรือนตระกูลเสิ่นจะกล้าขัดคำสั่งของมารดาผู้เข้มงวดของนาง แม้แต่บิดาที่เป็นถึงมหาเสนาบดียังต้องฟังฮูหยินใหญ่ท่านนี้ แล้วนางเป็นแค่บุตรสาวตัวเล็กๆ ไหนเลยจะกล้าขัดคำสั่ง
ในตอนที่เสิ่นเยว่กำลังนอนมองหิมะอย่างเบื่อหน่าย ได้มีเจ้านกน้อยบินมาเกาะที่ขอบหน้าต่างห้องของนาง ตอนแรกเสิ่นเยว่ ไม่ได้สนใจเจ้านกตัวนี้เพียงเเต่คิดว่ามันแปลก็เท่านั้นเอง นางให้ชิงจู๋สาวใช้ส่วนตัวของนางไล่เจ้านกตัวนั้นไป แต่เจ้านกน้อยกลับบินมาเกาะขอบเตียงที่นางนอนอยู่
เสิ่นเยว่เห็นว่ามันดูเชื่องดีเลยลองเรียกมันให้เข้ามาใกล้ๆ ปรากฏว่ามันทำตามที่นางสั่งแต่โดยดี เสิ่นเยว่จึงให้ชิงจู๋ไปเอาขนมมาให้มันกิน เจ้านกน้อยก็กินขนมที่นางให้อย่างเอร็ดอร่อย ตั้งแต่นั้นมาเจ้านกน้อยจะบินมาที่ห้องของนางทุกวันเวลาเดิมเพื่อกินขนมของเสิ่นเยว่ เมื่อกินเสร็จมันก็จากไป
ตอนนี้วันเวลาที่ถูกขังอยู่แต่ในเรือนของเสิ่นเยว่ก็ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป เพราะนางมีเจ้านกน้อยคอยอยู่เป็นเพื่อนในทุกวัน แต่หลายวันมานี้หิมะตกหนักเสิ่นเยว่รู้สึกเป็นห่วงเจ้านกน้อยเหลือเกินที่มันจะต้องบินฝ่าหิมะมาหานาง เสิ่นเยว่มองหิมะที่ทับถมสูงขึ้นเรื่อยๆ นางเดินไปหยิบกระดาษมาเขียนข้อความบางอย่างลงไป
นกน้อยของท่านบินมาที่บ้านข้าทุกวัน หิมะตกหนักเกรงว่ามันจะไม่สบาย ท่านผู้เป็นเจ้าของโปรดขังมันเอาไว้จนกว่าหิมะจะหยุดลง
ข้าขอขอบคุณ
เสิ่นเยว่ม้วนกระดาษแผ่นเล็กที่นางเขียนเสร็จเก็บเอาไว้ จากนั้นก็รอเวลาที่เจ้านกน้อยจะบินมาที่ห้องของนางในเวลาเดิมของทุกวัน นางยังเตรียมขนมเอาไว้ให้มันเหมือนเช่นทุกที
เสียงกระพือปีกมาแต่ไกลเรียกความสนใจของเสิ่นเยว่
“เจ้านกน้อยเจ้ามาแล้ว หิมะตกหนักเพียงนี้เจ้ายังจะบินมาที่นี่อีก ชิงจู๋เอาผ้ามาห่อเจ้านกน้อยนี่เร็ว ตัวมันจะแข็งหมดแล้ว”
เสิ่นเยว่ รีบเลื่อนเตาไฟที่จุดในห้องนางมาวางใกล้ตะกร้าที่นางเตรียมเอาไว้เพื่อให้เจ้านกน้อยนอนพักในตอนที่มันมาหานางที่ห้อง เสิ่นเยว่กอดมันเอาไว้ในอ้อมแขนเพื่อให้ความอบอุ่นแก่เจ้านกน้อย ปากก็พร่ำบ่นเรื่องที่มันเอาแต่บินไปบินมาในอากาศที่หนาวเย็นเช่นนี้
“ถ้าหากว่าแกแข็งตายท่ามกลางหิมะ เจ้านายของแกจะต้องมาเอาเรื่องข้าเป็นแน่ที่ทำให้เจ้านกอวดดีอย่างแก บินไปบินมาท่ามกลางหิมะเช่นนี้”
เสิ่นเยว่ ลูบขนของมันไปมาด้วยความเอ็นดู ถึงแม้ว่าปากของนางจะบ่นเจ้านกน้อยแต่สายตาของนางกลับอ่อนโยนยิ่งนัก เจ้านกน้อยเหมือนจะรู้ว่าเสิ่นเยว่กำลังโมโหเรื่องที่มันบินฝ่าหิมะมาเช่านนี้ มันจึงออดอ้อนโดยใช้หัวเล็กๆ ถูไถไปที่ฝ่ามือของนางอย่างประจบเอาใจ
“ไม่ต้องมาประจบข้าที่ข้าพูดก็เพราะว่าเป็นห่วง ถ้าหากว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นข้าก็คงจะต้องเสียใจที่เป็นสาเหตุทำให้แกต้องบาดเจ็บ”
เจ้านกน้อยส่งเสียงร้องขึ้นมาหนึ่งที เหมือนกับว่ามันกำลังตอบรับคำพูดของนาง
“เข้าใจก็ดีแล้วถ้าหากว่าพรุ่งนี้หิมะตกหนักแกก็ไม่ต้องมาที่นี่รอให้วันที่อากาศแจ่มใสกว่านี้ค่อยมาหาข้า บ้านของข้าอยู่ที่นี่แกต้องการจะมาเมื่อใดก็ย่อมได้ แต่ไม่ใช่ในวันที่อากาศเลวร้ายเช่นนี้เข้าใจหรือไม่”
ชิงจู๋ ยกขนมที่เจ้านกน้อยกินทุกวันมาวางเอาไว้ข้างตะกร้าให้มันเจ้านกน้อยก็ไม่ปฏิเสธมันจิกกินขนมที่ชิงจู๋เอามาให้อย่างเอร็ดอร่อย เมื่อถึงเวลาต้องกลับเจ้านกน้อยก็ขยับปีกส่งสัญญาณว่ามันจะต้องไปแล้ว เสิ่นเยว่ลุกขึ้นไปหยิบกระดาษที่นางเขียนเอาไว้ก่อนหน้านี้ นางใช้เชือกเส้นเล็กมัดกระดาษเข้าที่ขาของมัน
“กลับบ้านดีๆ อย่าแวะเถลไถลที่ใดระวังแกจะโดนเจ้านายของแกทำโทษ ข้าอยู่ที่นี่ข้าคงจะไม่สามารถช่วยอันใดแกได้ เข้าใจหรือไม่เจ้านกน้อย”
เสิ่นเยว่บอกลามันและปล่อยให้มันบินกลับบ้านของมันไป เจ้านกน้อยบินออกจากห้องของนางไปทั้งที่ด้านนอกยังมีหิมะตกอยู่แต่ถึงเวลาที่มันจะต้องกลับแล้ว บินมาไม่นานเจ้านกน้อยก็ถลาลงที่จวนหลังหนึ่งมันบิน ตรงไปที่หน้าต่างที่เปิดแง้มเอาไว้
“กลับมาแล้วหรือหิมะตกหนักขนาดนี้ยังจะไปเที่ยวเล่นข้างนอก ลู่ลูข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่ว่าห้ามออกไปเถลไถลข้างนอกในวันที่หิมะตกหนักเช่นนี้”
หลี่เซวียน นายน้อยตระกูลหลี่และยังมีตำแหน่งเป็นแม่ทัพที่มีทหารใต้บังคับบัญชาถึงสองแสนนาย เป็นขุนนางบู๊ที่มีอายุน้อยที่สุดของราชสำนัก เขามีอายุเพียงยี่สิบเอ็ดปี บิดาของหลี่เซวียนเป็นถึงแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินปกป้องชายแดนอยู่ทางภาคเหนือตระกูลหลี่ จงรักภักดีและปกป้องราชวงศ์แคว้นโจวมาหลายชั่วอายุคน
หลี่เซวียนเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของหลี่เหอที่ตอนนี้ประจำการอยู่ที่ชายแดนทางภาคเหนือเขาจะกลับมาเมืองหลวงในทุกสองปี
และปีนี้ก็ครบสองปีที่เขาจะต้องกลับมา เเละหลี่ เหอต้องกลับมาจัดการงานแต่งงานของบุตรชายเพียงคนเดียวของเขา สกุลหลี่ได้หมั้นหมายหลี่เซวียนเอาไว้กับบุตรสาวของมหาเสนาบดีเสิ่น ตั้งแต่ที่ทั้งสองยังเป็นเด็กเรื่องนี้หลี่เซวียนยังไม่รู้
หลี่เซวียนจับเจ้านกน้อยมาวางข้างเตาไฟแล้วใช้ผ้าเช็ดขนของมันที่เต็มไปด้วยหิมะ และเขาสังเกตุเห็นที่ขาของมันมีม้วนกระดาษเล็กๆ ผูกเอาไว้หลี่ เซวียนแกะออกมาดูด้วยความสงสัย
“แกไปรับหน้าที่ส่งจดหมายให้ใครมา”
หลี่เซวียนมองเจ้านกน้อยด้วยสายตาคาดโทษ ลู่ลู่ไม่มีท่าทางสำนึกผิดสักนิดมันยังคงไชขนที่เปียกเล็กน้อยของมันอย่างสบายอารมณ์ หลี่เซวียนคลี่กระดาษออกและอ่านข้อความด้านในมันเขียนเอาไว้ว่า
นกน้อยของท่านบินมาที่บ้านข้าทุกวัน หิมะตกหนักเกรงว่ามันจะไม่สบาย ท่านผู้เป็นเจ้าของโปรดขังมันเอาไว้จนกว่าหิมะจะหยุดลง ขอขอบคุณ
หลี่เซวียนมองข้อความที่เขียนด้วยลายมืองดงามอ่อนช้อยในกระดาษใบเล็ก ดูเหมือนว่าจะเป็นลายมือของสตรีเขาก้มลงมองเจ้านกตัวปัญหาเล็กน้อย เจ้าหนูนี่ไปเที่ยวที่ไหนมากันแน่ถึงได้มีคนใส่ใจมันถึงกับต้องเขียนข้อความฝากส่งมาหาเขาให้ดูเเลมันเช่นนี้
“ดูเหมือนว่าแกจะมีเจ้านายคนใหม่แล้วใช่ไหม”
ลู่ลู่ ส่งเสียงร้องออกมาหนึ่งทีเหมือนเป็นการตอบรับ หลี่เซวียนไม่สนใจมันอีกแต่ยังคงเพ่งมองข้อความในกระดาษซ้ำไปซ้ำมาเหมือนมันกำลังสลักลึกลงในใจของเขา
“ที่นั่นก็ดี ข้าเคยได้ยินชื่อภัตรคารว่านเหลียวมานานแล้วแต่ไม่เคยไปสักครั้งพวกพี่ชายของข้าเคยเล่าให้ฟัง”ทั้งสองคนเดินจูงมือกันขึ้นรถม้าไปอย่างอารมณ์ดี ทุกคนในจวนสกุลหลี่ต่างถอนหายใจโล่งอก ตั้งแต่ฮูหยินน้อยป่วยบรรยากาศที่จวนก็ดูเหมือนจะตึงเครียด วันนี้เห็นทั้งคู่เดินจูงมือกันบ่าวอย่างพวกเขาก็มีความสุขการที่เขาพานางมาเดินเล่นที่ริมทะเลสาบสถานที่ที่ชาวเมืองนิยมไปพักผ่อนหย่อนใจ แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกับนางเสิ่นเยว่ยิ้มอย่างอารมณ์ดีแต่แล้วบรรยากาศที่แสนมีความสุขของทั้งสองก็กลายเป็นขุ่นมัวเมื่อต้องมาเจอศัตรูในทางแคบ หลินซูเมิ่งกับเจียงหลีก็มาเดินเล่นที่นี่เหมือนกันสถานการณ์นี้สร้างความอึดอัดให้กับทั้งเขาและนางไม่น้อย นี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจเสิ่นเยว่ไม่รู้ แต่ว่านางไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปแน่“ช่างบังเอิญเสียจริงท่านแม่ทัพน้อยก็มาเดินเล่นที่นี่ด้วยอย่างนั้นหรือ”หลินซูเมิ่งตะโกนทักหลี่เซวียนเสียงดังมาแต่ไกล นางเห็นหลี่เซวียนกับเสิ่นเยว่ตั้งแต่ที่ลงมาจากรถม้าแล้ว นางจึงได้รีบเดินตรงมาที่นี่เลย“เป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ไม่มีใครรู้ แต่เจ้าเป็นสตรีที่ยังมิได้ออกเร
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆก่อนที่หลี่เซวียนจะทันได้ หาทางออกให้ตนเอง เขาก็เห็นชิงจู๋หยิบดอกไม้ออกจากตะกร้าที่มีผ้าปิดเอาไว้ ปักลงบนผมของเสิ่นเยว่ และนางยังหยิบกิ่งดอกหลีฮวามาถือเอาไว้ ชิงจู๋คุยกับนางสักพักจึงกลับขึ้นไปบนรถม้าอีกครั้ง แล้วคนขับก็พานางออกไปจากหน้าโรงน้ำชาเยี่ยนชิงหลี่เซวียนนั่งตัวแข็งทื่อบนต้นไม้ เขาพึมพำกับตนเองท่าทางเลื่อนลอย“ทำไมถึงเป็นนาง”คราแรกเขาคิดว่าเสิ่นเยว่แอบตามมาจับผิดเรื่องที่เขาแอบนัดพบสตรีอื่น แต่เมื่อเขาเห็นนางปักดอกหลีฮวาบนผมเขาก็รู้ได้ทันทีว่าสหายที่ส่งจดหมายคุยตอบโต้กับเขาในหลายเดือนมานี้คือ ฮูหยินที่เขาแต่งเข้ามาปลอมๆ และดูเหมือนว่านางจะยังไม่รู้ว่าเขาคือเพื่อนทางจดหมายของนาง ถึงได้มายืนตากแดดรอเขาที่หน้าทางเข้าโรงน้ำชาเช่นนี้หลี่เซวียนหัวเราะกับตนเองราวกับคนบ้า สตรีที่เขาคนึงหาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันกลับนอนอยู่ห้องเดียวกับเขาแต่เขากลับไม่เคยรู้เลย เอาแต่เพ้อหานางราวคนเสียสตินี่คงเป็นเหตุผลที่นางขอทำสัญญากับเขาหนึ่งปี เพราะนางต้องการหย่าขาดกับเขาเพื่อไปอยู่กับสหายลึกลับของนางสินะ"ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าไปอยู่กับเจ้าคนที่ไม่รู้ชั่วดีกล้าตีท้ายครัวผู้อื่น
หลี่เซวียนใจเต้นโครมครามถึงแม้เขาจะคาดหวังให้นางตอบตกลงแต่เขาไม่คิดว่านางจะตอบรับเร็วขนาดนี้ หลี่เซวียนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเขาเอาแต่คิดเรื่องของสหายที่อยู่ในความลับคนนั้น เสิ่นเยว่าก็ไม่ต่างกันนัก ที่นางบอกว่าจะปักดอกหลีฮวาเพราะที่ข้างเรือนของหลี่เซวียนมีต้นหลีฮวาต้นใหญ่อยู่สองต้น นางเห็นมันกำลังออกดอกบานสะพรั่งจึงคิดเรื่องปักดอกหลีฮวาขึ้นมาแต่ละวันที่ผ่านไปของทั้งสองคนมันช่างยาวนานเหมือนเป็นปี เสิ่นเยว่คิดว่านางน่าจะนัดเขาหลังจากที่ได้รับจดหมายหนึ่งวัน ไม่อย่างนั้นนางก็ไม่ต้องนับวันรอเช่นนี้ โชคยังดีที่นางบอกไปแค่สามวัน ถ้าหากนางนัดเขาเดือนหน้ารับรองนางจะต้องเป็นบ้าตายไปก่อนพรุ่งนี้เป็นวันที่นางจะได้พบสหายของนางแล้ว เสิ่นเยว่รู้สึกผิดกับ หลี่เซวียนเล็กน้อย วันนี้นางจึงทำอาหารไปส่งเขาที่ค่ายทหาร นายทหารที่ทำหน้าที่เฝ้าหน้าทางเข้าเมื่อเห็นว่าเป็นรถม้าของตระกูลหลี่เขาก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นฮูหยินน้อยของท่านแม่ทัพอย่างแน่นอน เขารับเปิดทางให้นางเข้าไปทันทีตอนนี้เสิ่นเยว่ยืนอยู่หน้าห้องทำงานของหลี่เซวียน นางลังเลว่าจะเคาะประตูดีหรือไม่เพราะกลัวว่าจะเป็นการรบกวนเขา แต่หลี่เซวียนก็เปิ
“เรื่องเหลวไหลหรือ ท่านจะบอกว่าที่ท่านพูดกับพวกนางล้วนไม่เป็นความจริงอย่างนั้นหรือ”เสิ่นเยว่มองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ“เรื่องที่ข้าพูดในตอนนั้นเป็นเรื่องจริง”เสิ่นเยว่ใช้สายตาประณามเขา เห็นไหมล่ะเป็นอย่างที่นางคิด หลี่เซวียนกลอกตาใส่นางอย่างเอือมระอา“ฟังข้าพูดให้จบก่อนได้หรือไม่ ที่ข้าพูดเช่นนั้นมันมีสาเหตุ”เสิ่นเยว่รอฟังคำแก้ตัวของเขา“เรื่องทั้งหมดมันเริ่มขึ้นเมื่อสามสี่ปีก่อน ตอนนั้นมีสตรีมากมายคอยวิ่งตามข้าไม่ว่าข้าจะไปที่ใดก็ล้วนจะต้องได้พบพวกนาง พวกนางคอยตามติดข้าไปทุกที่ทำให้การใช้ชีวิตของข้าต้องลำบากตอนนั้นข้าแสดงท่าทีเย็นชาและหงุดหงิดเมื่อพวกนางเข้าใกล้ แต่ต่อมาก็มีคนเริ่มปล่อยข่าวลือเสียหายของข้ากับพวกนางไปทั่วเมืองหลวง พอหลายครั้งเข้าข้าก็เริ่มทนไม่ไหวจะต้องหาตัวการออกมา แต่ไป๋ชิงรุ่ยสหายของข้าเจ้าเคยได้พบเขาแล้วได้ออกอุบายให้ข้าใช้ความอ่อนโยนและมีเหตุผลปฏิเสธพวกนางไม่ใช่ด้วยความเฉยชาหรือต่อว่าพวกนางเหมือนครั้งก่อน หลังจากที่ข้าทำตามที่ไป๋ชิงรุ่ยแนะนำก็มีสตรีคอยตามตอแยข้าน้อยลง”เสิ่นเยว่นึกภาพตามดูท่าเขาคงจะลำบากไม่น้อย เพราะต้องคอยหลบเลี่ยงสตรีมากมายที่ตามตอแยเขา“อะ