Share

บทที่ 5 : อย่าแตะต้องสัตว์เลี้ยงของข้า!

last update Last Updated: 2026-01-28 17:27:18

บรรยากาศหน้าถ้ำเมฆาหยกบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง มวลอากาศถูกฉีกกระชากด้วยคมศาสตราและหอกยาวนับร้อยเล่มที่พุ่งปะทะม่านพลังป้องกันถ้ำ แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนหินผารอบด้านเริ่มแตกร้าว เสียงกัมปนาทจากการโจมตีดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มดินทลาย

ภายในถ้ำม่อซางในร่างจิ้งจอกแดงยืนตัวสั่นเทาอยู่หลังตั่งหยก ขนสีเพลิงลุกชันมิใช่เพราะความหนาวเหน็บ แต่เป็นเพราะสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่กำลังกรีดร้องเตือนภัยถึงขีดสุด

'พวกมันมาแล้ว... หน่วยล่าสังหารระดับสูง!'

กลิ่นอายคาวเลือดและเจตนาฆ่าฟันที่เข้มข้นขนาดนี้ มีเพียง 'กองพันทวารบาลสวรรค์' เท่านั้น จอมมารโลหิตขบกรามแน่น ประเมินสถานการณ์ด้วยความสิ้นหวัง พลังของเขาเพิ่งฟื้นคืนมาได้เพียงเศษเสี้ยว การจะฝ่าวงล้อมออกไปในสภาพลูกสุนัขเช่นนี้ มีค่าเท่ากับเอาไข่ไปกระทบศิลา

เขาหันไปมองสตรีเพียงคนเดียวในถ้ำ หวังลึกๆ ว่านางจะมีทางหนีทีไล่

แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาความหวังของเขาดับวูบ

ไป๋เยว่ยันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่าทางอ่อนระทวย เกศายุ่งเหยิงปรกหน้า ดวงตาปรือปรอยเต็มไปด้วยความง่วงงุน นางยกมือขึ้นปิดปากหาวหวอดใหญ่ น้ำตาเล็ดซึมที่หางตา

"ฮ้าววว... หนวกหูจริง"

นางบ่นพึมพำเสียงอู้อี้ เท้าเปล่าเปลือยขาวผ่องแตะลงบนพื้นหินเย็นเฉียบ โดยไม่แม้แต่จะสวมเสื้อคลุมทับชุดนอนผ้าไหมบางเบาที่แทบจะปลิวตามลม มือเรียวคว้าพัดขนนกสีขาวด้ามเก่าๆ ที่วางอยู่หัวเตียงติดมือมาด้วย แล้วเดินเยื้องย่างตรงไปที่ปากถ้ำราวกับคนละเมอ

ม่อซางเบิกตาโพลง รีบวิ่งเข้าไปงับชายอาภรณ์ของนางแล้วออกแรงฉุดรั้งสุดชีวิต

'อย่านะโว้ยยัยมนุษย์หน้าโง่! ข้างนอกนั่นคือกองทัพนักฆ่า! เจ้าออกไปสภาพนี้ก็เป็นเป้านิ่งให้พวกมันยิงพรุนน่ะสิ! กลับเข้ามา!'

ไป๋เยว่ก้มลงมองก้อนขนสีแดงที่พยายามรั้งขานางไว้ มุมปากยกยิ้มบางเบาอย่างเอ็นดู

"หิวหรือเสี่ยวฮวา? รอเดี๋ยวนะ... ขอแม่ไปไล่แมลงรำคาญหน้าบ้านสักประเดี๋ยว"

นางแกะเขี้ยวจิ้งจอกออกจากชายผ้าอย่างนุ่มนวล แล้วเดินนวยนาดฝ่าม่านพลังออกไปเผชิญหน้ากับความตาย

เบื้องหน้าถ้ำเมฆาหยก

กองทัพนักล่าปีศาจกว่าร้อยชีวิตในชุดเกราะเงินยืนตั้งค่ายกลรูปพัด ปิดล้อมทางเข้าออกทุกทิศทาง ปลายหอกและธนูอาคมเล็งเป้าเป็นจุดเดียวที่ปากถ้ำ บรรยากาศตึงเครียดจนอากาศแทบหยุดไหลเวียน

ทันทีที่ร่างระหงของสตรีชุดขาวปรากฏตัวขึ้น ความเงียบกริบก็เข้าปกคลุมชั่วขณะ

สายตานับร้อยคู่จับจ้องไปยังเรือนร่างบอบบางที่ยืนท้าลมหนาว ผมยาวสยายปลิวไสวไปตามแรงลม อาภรณ์แนบเนื้อเผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าอันงดงามเย้ายวน แต่นั่นมิใช่สิ่งที่ทำให้หัวหน้านักล่าชะงัก

มันคือท่าที... ที่ไร้ซึ่งความเกรงกลัวโดยสิ้นเชิง

หัวหน้าหน่วยล่าสังหารก้าวออกมาเบื้องหน้า รอยแผลเป็นยาวพาดผ่านใบหน้าเหี้ยมเกรียม เขาชี้ดาบยักษ์ไปที่หน้าของนาง ตวาดเสียงกึกก้อง

"นึกว่าใคร ที่แท้ก็นางมารน้อยที่ไหนไม่รู้... ฟังข้า! ส่งตัวมารโลหิตที่หลบซ่อนอยู่ข้างในออกมาซะ! แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า!"

ไป๋เยว่ยกนิ้วก้อยขึ้นแคะหู ใบหน้าแสดงออกถึงความรำคาญใจอย่างปิดไม่มิด

"มารโลหิต? แถวนี้ไม่มีมารหรอก... มีแต่คนง่วงนอนที่กำลังโมโหหิว" นางปรายตามองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า "พวกเจ้าเสียงดังรบกวนเวลานอนของข้า... กลับไปซะ ข้าขี้เกียจออกแรง"

"สามหาว! บังอาจดูหมิ่นสำนักทวารบาล!"

หัวหน้านักล่าหน้าแดงจัดด้วยความโกรธ เส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ เขาตวัดดาบลงเป็นสัญญาณสังหาร

"ยิงมันให้เป็นเม่น! เผาถ้ำนี้ให้วอด!"

ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!

เสียงแหวกอากาศหวีดหวิวดังระงม ลูกธนูอาคมนับร้อยดอกและหอกซัดพุ่งทะยานเข้าหาไป๋เยว่ราวกับห่าฝนเหล็ก! ทุกทิศทางถูกปิดตาย ไร้หนทางหลบหนี

ม่อซางที่แอบดูอยู่หลังโขดหินปากถ้ำหลับตาปี๋ หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม

'จบสิ้นกัน... ยัยโง่นั่นตายแน่!'

ทว่า...

ไป๋เยว่มิได้ขยับตัวหลบ นางเพียงแค่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วยกพัดขนนกในมือขึ้นมา

ข้อมือขาวผ่องสะบัดพัดออกไปเบาๆ หนึ่งครั้ง... ราวกับกำลังปัดไล่แมลงรำคาญตา

"บอกว่า... ไปให้พ้น"

วูบ!

วินาทีนั้น กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินดูเหมือนจะถูกบิดเบือน

เพียงแค่การสะบัดพัดเบาๆ มวลอากาศเบื้องหน้ากลับถูกบีบอัดจนกลายเป็นกำแพงลมที่มองไม่เห็น แรงดันอากาศมหาศาลระเบิดออกเป็นคลื่นกระแทกที่รุนแรงยิ่งกว่ามหาวาตภัย!

ลูกธนูและหอกนับร้อยที่พุ่งเข้ามา ปะทะเข้ากับกำแพงลมนั้นแล้วแตกละเอียดกลายเป็นผงฝุ่นในพริบตา!

แรงลมมิได้หยุดเพียงแค่นั้น มันพุ่งทะลวงผ่านแนวหน้ากระแทกเข้าใส่กองทัพนักล่าปีศาจอย่างจัง

"อ๊ากกกกก!"

ร่างของยอดฝีมือนับร้อยปลิวว่อนราวกับใบไม้แห้ง ชุดเกราะเงินแตกกระจาย ชิ้นส่วนอาวุธและเลือดสาดกระเซ็นไปคนละทิศละทาง พวกเขาถูกกวาดหายไปจากหน้าถ้ำภายในเสี้ยววินาที

คลื่นพลังยังคงพุ่งทะยานต่อไป ปะทะเข้ากับยอดเขาหินแกร่งฝั่งตรงข้ามที่ตั้งตระหง่านเสียดฟ้า

ตูมมมมมมมม!!!

เสียงระเบิดกัมปนาทดังจนหูดับ พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น

เมื่อฝุ่นควันจางลง... ยอดเขาฝั่งตรงข้ามที่เคยสูงตระหง่าน บัดนี้... หายไปครึ่งลูก!

รอยตัดเรียบกริบราวกับถูกดาบของเทพเจ้าฟันขาดสะบั้น ปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐานของพลังทำลายล้างที่เหนือสามัญสำนึก

ความเงียบสงัดกลับมาเยือนขุนเขาคุนหลุนอีกครั้ง

ไร้เสียงตะโกน ไร้เสียงอาวุธ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านช่องเขาที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่

ไป๋เยว่ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า นางยกมือขึ้นปิดปากหาวอีกครั้ง น้ำตาเล็ด

"เฮ้อ... ฝุ่นเยอะจัง กลับไปนอนต่อดีกว่า"

นางหมุนตัวเดินกลับเข้ามาในถ้ำ ก้มตัวลงช้อนร่างของจิ้งจอกแดงที่ยืนแข็งทื่อเป็นรูปปั้นหินขึ้นมาแนบอกอย่างทะนุถนอม มือเรียวลูบหัวเขาเบาๆ เพื่อปลอบประโลม

"ไม่เป็นไรแล้วนะ... ปลอดภัยแล้วเจ้าก้อนขน ไม่มีแมลงรำคาญมารบกวนเราแล้ว"

ม่อซางในอ้อมกอดตัวแข็งทื่อ ลืมหายใจไปชั่วขณะ

ดวงตาอำพันเบิกกว้างจ้องมองใบหน้าสวยหวานที่กำลังยิ้มละไมอย่างตกตะลึงพรึงเพริด สมองของจอมมารหยุดทำงานไปโดยสมบูรณ์

ภาพภูเขาที่หายไปครึ่งแถบยังติดตา... แรงกดดันมหาศาลเมื่อครู่ที่ทำให้วิญญาณสั่นสะท้านยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ

นั่นมิใช่พลังของผู้ฝึกตน... มิใช่วิชาของมนุษย์...

แต่มันคือพลังระดับตำนานที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้ด้วยการพลิกฝ่ามือ!

ม่อซางเงยหน้ามองสตรีเจ้าของอ้อมกอดอุ่นนี้ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปตลอดกาล

ความดูแคลนหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความหวาดกลัวที่เสียดแทงลึกถึงกระดูก และคำถามเดียวที่ก้องอยู่ในหัว

'ยัยผู้หญิงคนนี้... มิใช่แค่มนุษย์ร่ำรวย... นางเป็นตัวตนระดับบรรพกาลใดกันแน่!?'

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • บรรพชนเช่นข้าเก็บสัตว์เลี้ยงข้างทาง ไหงแถมลูกแฝดสามมาได้   บทที่ 5 : อย่าแตะต้องสัตว์เลี้ยงของข้า!

    บรรยากาศหน้าถ้ำเมฆาหยกบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง มวลอากาศถูกฉีกกระชากด้วยคมศาสตราและหอกยาวนับร้อยเล่มที่พุ่งปะทะม่านพลังป้องกันถ้ำ แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนหินผารอบด้านเริ่มแตกร้าว เสียงกัมปนาทจากการโจมตีดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มดินทลายภายในถ้ำม่อซางในร่างจิ้งจอกแดงยืนตัวสั่นเทาอยู่หลังตั่งหยก ขนสีเพลิงลุกชันมิใช่เพราะความหนาวเหน็บ แต่เป็นเพราะสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่กำลังกรีดร้องเตือนภัยถึงขีดสุด'พวกมันมาแล้ว... หน่วยล่าสังหารระดับสูง!'กลิ่นอายคาวเลือดและเจตนาฆ่าฟันที่เข้มข้นขนาดนี้ มีเพียง 'กองพันทวารบาลสวรรค์' เท่านั้น จอมมารโลหิตขบกรามแน่น ประเมินสถานการณ์ด้วยความสิ้นหวัง พลังของเขาเพิ่งฟื้นคืนมาได้เพียงเศษเสี้ยว การจะฝ่าวงล้อมออกไปในสภาพลูกสุนัขเช่นนี้ มีค่าเท่ากับเอาไข่ไปกระทบศิลาเขาหันไปมองสตรีเพียงคนเดียวในถ้ำ หวังลึกๆ ว่านางจะมีทางหนีทีไล่แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาความหวังของเขาดับวูบไป๋เยว่ยันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่าทางอ่อนระทวย เกศายุ่งเหยิงปรกหน้า ดวงตาปรือปรอยเต็มไปด้วยความง่วงงุน นางยกมือขึ้นปิดปากหาวหวอดใหญ่ น้ำตาเล็ดซึมที่หางตา"ฮ้าววว... หนวกหูจริง"นางบ่นพึมพำเส

  • บรรพชนเช่นข้าเก็บสัตว์เลี้ยงข้างทาง ไหงแถมลูกแฝดสามมาได้   บทที่ 4 : อาหารเม็ดรสเลิศ

    รุ่งอรุณสาดแสงสีเงินยวงผ่านม่านเมฆหนาทึบเหนือยอดเขาคุนหลุน ปลุกให้สรรพชีวิตตื่นจากนิทรา แสงแรกแห่งวันส่องกระทบเปลือกตาของจิ้งจอกแดงที่นอนขดตัวอยู่บนเตียงหยกม่อซางสะดุ้งตื่นขึ้นทันที ความหิวโหยที่รุนแรงดุจไฟเผาผลาญกัดกินกระเพาะจนแสบไส้ พลังมารในกายแห้งขอดจนแทบไม่เหลือหลอ'ข้าต้องไปจากที่นี่... ขืนอยู่ต่อคงอดตาย หรือไม่ก็ถูกยัยสตรีสติเฟื่องนี่จับอาบน้ำจนเปื่อยยุ่ย'ม่อซางค่อยๆ ย่องลงจากเตียงด้วยฝีเท้าเงียบกริบ สายตาจ้องมองไปทางปากถ้ำ หมายมาดว่าจะหนีไปหาเหยื่อมนุษย์สักคนเพื่อดูดเลือดเติมพลัง"จะรีบไปไหนเจ้าก้อนขน?"เสียงงัวเงียดังดักหน้าไว้ไป๋เยว่บิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นกร๊อบ นางปรือตามอง สุนัขน้อยที่กำลังทำท่าลับๆ ล่อๆ อยู่ปลายเตียง"ตื่นเช้ามาก็วุ่นวายเชียว... หิวแล้วสินะ?"นางอ้าปากหาวหวอดใหญ่ มือเรียวควานเข้าไปในอากาศธาตุ หยิบขวดหยกเก่าคร่ำครึออกมาใบหนึ่ง ดึงจุกไม้ออกแล้วเทสิ่งที่อยู่ข้างในลงใส่ชามดินเผาบิ่นๆ ที่วางอยู่ข้างเตียงอย่างไม่ไยดีเคร้ง! เคร้ง!เม็ดยาสีทองอร่ามสามเม็ดร่วงกราวลงสู่ชามข้าวสุนัข!ม่อซางชะงักกึก หันขวับมามองด้วยสายตาดูแคลน'คิดจะเอาเศษยาเหลือทิ้งมาให้จอมมารกินร

  • บรรพชนเช่นข้าเก็บสัตว์เลี้ยงข้างทาง ไหงแถมลูกแฝดสามมาได้   บทที่ 3 : แผนลอบสังหาร

    รัตติกาลมาเยือนถ้ำเมฆาหยก ความมืดมิดกลืนกินแสงสว่างจนเหลือเพียงประกายสลัวจากไข่มุกราตรีที่ประดับอยู่ตามผนังถ้ำ แสงนวลตาส่องกระทบม่านมุ้งไหมโปร่งบางที่พลิ้วไหวตามแรงลมแผ่วเบา บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรกรีดปีกอยู่นอกถ้ำบนตั่งหยกเย็นอันกว้างขวางปานมหาสมุทร ร่างระหงของไป๋เยว่นอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ผิวกายขาวผ่องภายใต้แสงจันทร์ดูราวกับหยกเนื้อดีที่แกะสลักอย่างประณีต ลำคอระหงที่ไร้เครื่องประดับใดๆ เผยให้เห็นเส้นชีพจรที่เต้นตุบๆ อย่างเชื่องช้าและเปราะบางทว่า ในความสงบเงียบนั้น กลับมีรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากก้อนขนสีแดงที่นอนนิ่งอยู่ข้างหมอนม่อซางในสภาพที่สะอาดสะอ้านจนน่าโมโห ขนสีแดงเพลิงที่เคยกระด้างเพราะคราบเลือด บัดนี้ฟูฟ่องนุ่มลื่นดุจแพรไหม แถมยังมีกลิ่นหอมเอียนๆ ของสมุนไพรดอกท้อติดตัวจนฉุนจมูก จอมมารโลหิตนอนหมอบนิ่ง ดวงตาอำพันหรี่ลงจนเหลือเพียงขีดเล็กๆ จ้องมองสตรีข้างกายด้วยแววตาของเพชฌฆาตที่กำลังประเมินจุดตาย'นางประมาทเกินไปแล้ว'ในสมองของอดีตผู้ปกครองแดนมารกำลังกางแผนผังยุทธการ เขาคำนวณระยะทางจากจุดที่หมอบอยู่ไปยังเป้าหมายซึ่งก็คือลำคอของไป๋เยว่ ระย

  • บรรพชนเช่นข้าเก็บสัตว์เลี้ยงข้างทาง ไหงแถมลูกแฝดสามมาได้   บทที่ 2 : ศักดิ์ศรีจอมมารที่ป่นปี้

    แสงตะวันยามสายสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างศิลาหยก กระทบเข้ากับเปลือกตาที่หนักอึ้งของร่างหนึ่งบนตั่งเตียง สติสัมปชัญญะของม่อซางค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมาท่ามกลางความปวดร้าวที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับถูกรถศึกนับพันเล่มบดขยี้จนแหลกเหลวความทรงจำสุดท้ายคือการร่วงหล่นจากฟากฟ้า... และการถูก 'ของนุ่มนิ่ม' บางอย่างกระแทกหน้าจนภาพตัดไปจอมมารโลหิตพยายามขยับแขนขาตามสัญชาตญาณนักรบเพื่อตั้งท่าป้องกันตัว ทว่า... ร่างกายกลับแข็งทื่อขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว! มิใช่เพราะอาการบาดเจ็บสาหัส แต่เป็นเพราะพันธนาการปริศนาที่รัดแน่นจนเนื้อตัวแทบปริแตกม่อซางเบิกตาโพลง ก้มมองสภาพตนเองแล้วเส้นเลือดข้างขมับก็เต้นตุบๆ ด้วยโทสะสภาพของจอมมารผู้เกรียงไกร บัดนี้ถูกมัดรวบแขนขาติดกับลำตัวในท่า 'ดักแด้ไหมฟ้า' ประหนึ่งหมูที่ถูกมัดเตรียมหามขึ้นเขียงบูชายัญ! พันธนาการสีขาวมุกที่รัดรึงร่างจิ้งจอกแดงของเขาอยู่นั้น มิใช่เชือกป่านธรรมดา แต่มันคือ 'แพรไหมพันธนาการ' ศาสตราวุธระดับเซียนที่มีฤทธิ์สะกดการเคลื่อนไหวของเผ่ามาร!"ตื่นแล้วหรือ... เจ้าก้อนขน?"น้ำเสียงหวานใสปนงัวเงียดังกังวานขึ้นเหนือเศียร ม่อซางแหงนหน้าขึ้นมองด้วยสายตาอา

  • บรรพชนเช่นข้าเก็บสัตว์เลี้ยงข้างทาง ไหงแถมลูกแฝดสามมาได้   บทที่ 1 : ดาวหายนะ... หรือวาสนาหล่นทับ?

    ท้องนภาเหนือแดนสวรรค์ชั้นเก้ามิได้เป็นสีครามสดใสเฉกเช่นกาลก่อน หากแต่ถูกย้อมด้วยสีชาดราวกับโลหิตที่สาดกระเซ็นลงบนผืนนภาอันเวิ้งว้าง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมปนเปกับกลิ่นไหม้ของอสนีบาตที่เกิดจากการปะทะกันของพลังวัตรสะเทือนเลื่อนลั่น'ม่อซาง' จอมมารโลหิตผู้เป็นดั่งฝันร้ายของสามภพ บัดนี้กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจเรียกได้ว่า 'สิ้นไร้ไม้ตอก'ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬที่เคยงดงามวิจิตร บัดนี้ฉีกขาดวิ่นจนเผยให้เห็นบาดแผลเหวอะหวะ ลึกถึงกระดูก เลือดสีดำสนิทหยดลงสู่ปุยเมฆเบื้องล่าง หยดแล้วหยดเล่า เบื้องหน้าของเขาคือเงาร่างสีทองอร่ามสามสาย... สามมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่ยอมละทิ้งศักดิ์ศรีของชาวสวรรค์ มาร่วมมือกันสังหารจอมมารเพียงผู้เดียว"พวกเทพจอมปลอม... ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!"ม่อซางขบกรามแน่น รสฝาดเฝื่อนของโลหิตแผ่ซ่านในปาก ลมหายใจของเขาขาดห้วง ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกขุนเขาไท่ซานกดทับ เส้นลมปราณภายในบอบช้ำสาหัสไปแล้วเจ็ดส่วน หากยังดึงดันรั้งอยู่ที่นี่ ร่างกายนี้คงแหลกสลายกลายเป็นธุลี มิเหลือแม้แต่วิญญาณให้กลับไปล้างแค้น"ยอมจำนนเสียเถอะจอมมาร!" เสียงกัมปนาทจากหนึ่งในเงาสีทองดังก้องฟ้า พร้อมกับฝ่ามื

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status