LOGINเสียงกัมปนาทจากการระเบิดทำลายล้างเมื่อครู่ มิได้เพียงบดขยี้หินผาให้กลายเป็นจุณ หากแต่แรงสั่นสะเทือนนั้นยังส่งผลกระทบลูกโซ่ไปทั่วทั้งสามภพ ราวกับมีหัตถ์เทวะที่มองไม่เห็นกระชากผืนฟ้าให้สั่นไหว
นกพิราบสื่อสารนับหมื่นตัวถูกปล่อยออกจากสำนักเซียนต่างๆ จนท้องนภาที่เคยว่างเปล่ามืดมิดไปด้วยปีกสีขาว ยันต์สื่อสารข้ามมิติถูกจุดเผาจนควันโขมง บรรยากาศในยุทธภพที่เคยเงียบสงบ บัดนี้เดือดพล่านยิ่งกว่าน้ำในกระทะทองแดง ณ โรงเตี๊ยมใต้ตีนเขาคุนหลุน เหล่าจอมยุทธ์และเซียนพเนจรต่างจับกลุ่มมุงดูยอดเขาที่แหว่งหายไปครึ่งซีกด้วยแววตาตื่นตระหนก
"เจ้าเห็นหรือไม่! ยอดเขาฝั่งตะวันออก... หายไปแล้ว!" ชายชุดเขียวชี้มือไม้สั่นระริก "เมื่อครู่ข้าเห็นเพียงแสงสีขาววูบเดียว จากนั้นภูเขาทั้งลูกก็ระเหยกลายเป็นไอ!"
"นั่นมันทิศทางของถ้ำเมฆาหยก..." นักเล่านิทานผู้เฒ่ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ข่าวลือเป็นจริง... บรรพชนจิ้งจอกเก้าหางตื่นจากจำศีลแล้ว!"
เรื่องราวถูกใส่สีตีไข่จนวิจิตรพิสดารยิ่งกว่าตำนานปรัมปรา บ้างว่านางเพียงแค่จามเบาๆ ภูเขาก็ถล่ม บ้างว่านางตื่นมาด้วยความหงุดหงิดจึงระเบิดพลังทำลายล้างโลก ความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปทั่วหล้า แม้แต่ปีศาจร้ายที่ซ่อนตัวในเงามืดยังต้องหดหัวเข้ากระดอง ตัวสั่นงันงกด้วยเกรงว่าจะกลายเป็นเป้าซ้อมมือรายต่อไป
ทว่า... ความจริงภายในถ้ำเมฆาหยกนั้น ช่างห่างไกลจากความน่าสะพรึงกลัวที่โลกภายนอกจินตนาการไว้ลิบลับ
บรรยากาศภายในถ้ำเงียบสงบจนได้ยินเสียงหยดน้ำค้างตกกระทบพื้นหิน ไป๋เยว่นั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งเตียงหยกขาว อิริยาบถผ่อนคลายจนเกือบจะเรียกว่าเกียจคร้าน นางใช้นิ้วก้อยแคะหูเบาๆ เป่าเศษฝุ่นที่มองไม่เห็นออกจากปลายนิ้ว ใบหนามงามล้ำไม่ได้แยแสต่อเศษซากภูเขาที่เพิ่งถล่มไปแม้แต่น้อย
เบื้องหน้าของนาง คือก้อนขนสีแดงเพลิงที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่บนกองผ้าไหม ม่อซาง จอมมารผู้ยิ่งใหญ่ที่บัดนี้อยู่ในสภาพสะอาดสะอ้าน ขนฟูฟ่องหอมฉุย นั่งกดดันสตรีตรงหน้าด้วยสายตาอำมหิต ทว่าในสายตาของไป๋เยว่ มันเป็นเพียงลูกสุนัขที่กำลังเรียกร้องความสนใจ
"เลี้ยงเจ้าไว้ก็ดีเหมือนกัน..." ไป๋เยว่เปรยขึ้นพลางเท้าคาง จ้องมองดวงตาสีอำพันคู่นั้น "เปิ่นจั้วอยู่คนเดียวมานาน บางทีก็เหงาปากอยากบ่นใครสักคน แต่จะให้เรียกเจ้าว่าเจ้าก้อนขนไปตลอดชีวิตก็คงมิได้ ชาวบ้านจะครหาว่าบรรพชนจิ้งจอกสิ้นคิด ไร้รสนิยม"
'ก็สิ้นคิดจริงๆ นั่นแหละ' ม่อซางแค่นเสียงในลำคอ เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย หางตากระตุกยิกๆ
'รีบตั้งชื่อที่สมเกียรติข้าเสียทีสิ เปิ่นหวางคือราชาแห่งเผ่ามาร ผู้พิชิตสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ชื่อของข้าต้องดุดัน ฟังแล้วขนลุกเกรียว อย่างเช่น ราชันย์อัคคี หรือ ทมิฬสะท้านภพ... เอาให้สมกับที่ข้ายอมลดตัวมาเป็นสัตว์เลี้ยงของเจ้า!'
"อืม..." ไป๋เยว่หรี่ตามองพิจารณาสินค้า นิ้วเรียวเคาะริมฝีปากเบาๆ ใช้ความคิดอย่างหนัก "ตัวสีแดง... ตัวเล็กน่ารัก... ขนฟูนุ่มนิ่ม..."
ฉับพลัน แววตาของนางก็สว่างวาบ ดีดนิ้วดังเปาะ! "คิดออกแล้ว! ชื่อนี้แหละ เหมาะกับเจ้าที่สุด!"
ม่อซางยืดอกขึ้น หูตั้งชัน เตรียมรับฟังนามอันยิ่งใหญ่ที่จะประกาศก้องทั่วหล้า
"ต่อแต่นี้ไป... นามของเจ้าคือ 'เสี่ยวฮวา'"
เพล้ง! ราวกับมีเสียงหน้ากากจอมมารแตกกระจายเกลื่อนพื้น ม่อซางอ้าปากค้าง ลิ้นสีชมพูห้อยตกออกมาโดยไม่รู้ตัว ดวงตาอำพันเบิกโพลงจนแทบถลนออกจากเบ้า ความคาดหวังที่สูงเสียดฟ้าพังครืนลงมาทับถมจิตใจจนแหลกเหลว
'เสี่ยวฮวา!? ชื่อบ้าบออันใดกัน! นี่เปิ่นหวางคือจอมมารโลหิตนะโว้ย! ฆ่าคนมานับล้าน เผาเมืองมานับพัน! เจ้ากล้าเอาชื่อสุนัขเฝ้าบ้านตามเรือนคุณหนูมาตั้งให้ข้ากระนั้นรึ!?'
"ดูสิ ชอบจนหางสั่นเลย" ไป๋เยว่ทึกทักเอาเองเมื่อเห็นหางพวงใหญ่ของจิ้งจอกแดงสั่นระริกด้วยแรงโทสะ นางยื่นมือมาเกาคางให้อย่างเอ็นดู "ดีล่ะ... เสี่ยวฮวา เสี่ยวฮวาของแม่"
คำว่าแม่กระแทกเข้ากลางใจดำของจอมมารเข้าอย่างจัง ม่อซางที่กำลังจะแยกเขี้ยวคำรามประท้วง พลันชะงักกึก ความคิดชั่วร้ายแล่นพล่านเข้ามาในสมองอันชาญฉลาด หากเขายอมรับชื่อนี้ เขาก็จะกลายเป็นลูกรักของบรรพชนจิ้งจอกผู้มั่งคั่งที่สุดในสามภพทันที ใครเล่าจะสงสัยว่าเสี่ยวฮวาผู้ไร้พิษสง แท้จริงแล้วคือจอมมารผู้โหดเหี้ยมที่สวรรค์พลิกแผ่นดินหา?
'เพื่อการใหญ่... เปิ่นหวางจะยอมกลืนเลือดตัวเอง!' ม่อซางสูดหายใจลึก เก็บกรงเล็บแหลมคมกลับเข้าไป แล้วส่งเสียงร้องตอบรับที่ทำลายศักดิ์ศรีที่สุดในชีวิต "งี๊ด..."
ไป๋เยว่หัวเราะร่า รวบร่างก้อนขนเข้ามาฟัดแก้มซ้ายขวาด้วยความหมั่นเขี้ยว ม่อซางหลับตาปี๋ กลั้นใจรับชะตากรรมที่ตนเลือกเอง ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขดำรงอยู่ได้เพียงชั่วครู่
"กว๊าก!" เสียงร้องแหลมสูงดังมาจากหน้าถ้ำ พร้อมกับเสียงปีกกระพือพั่บๆ นกกระเรียนขาวตัวใหญ่โฉบลงมาเกาะที่โขดหิน ปากของมันคาบสิ่งของบางอย่างที่ส่องประกายสีทองอร่ามแสบตา
ไป๋เยว่ปล่อยตัวเสี่ยวฮวาลง นางเดินนวยนาดออกไปหยิบสิ่งนั้นขึ้นมาดู มันคือ 'เทียบเชิญสีทอง' ที่ประทับตราสัญลักษณ์ของตระกูลเซียนชั้นสูง
"เทียบเชิญจากคุณชายตระกูลหลี่... ตระกูลหวัง... สำนักกระบี่ฟ้า..." นางคลี่จดหมายออกอ่าน แล้วก็ต้องเลิกคิ้วเมื่อเห็นกองจดหมายอีกนับสิบฉับที่ทยอยคาบมาทิ้งไว้ "ตายจริง... เปิ่นจั้วเพิ่งตื่นได้ไม่ถึงชั่วยาม ข่าวแพร่ไปไวจริงเชียว หนุ่มๆ พวกนี้ช่างขยันขันแข็งนัก"
ไป๋เยว่ยิ้มมุมปากอย่างไม่ยี่หระ แต่นัยน์ตาคู่สวยกลับฉายแววเบื่อหน่าย นางโยนจดหมายเหล่านั้นทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี แล้วหันหลังเดินกลับเข้าถ้ำ
แต่มีสายตาคู่หนึ่งที่ไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่าย... แต่กำลังลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความริษยา ม่อซางในร่างเสี่ยวฮวานั่งจ้องมองกองจดหมายเหล่านั้น เขี้ยวขาววาววับขบกันแน่น กลิ่นอายคุกคามแผ่ออกมาจากร่างเล็กจ้อย
นั่นมันแหล่งพลังงานของข้า... ทาสรับใช้ของข้า... และขุมสมบัติที่จะช่วยให้เปิ่นหวางฟื้นฟูพลัง! พวกมนุษย์หน้าโง่พวกนี้บังอาจนัก... กล้าดีอย่างไรจะมาแย่งชิงสมบัติส่วนตัวของจอมมาร!
'หึ... พวกแมลงน่ารำคาญ กล้ามายุ่งกับของของเปิ่นหวางเรอะ? เห็นทีต้องสั่งสอนให้รู้สำนึกเสียบ้างว่า... ถ้ำนี้ใครคุม!'
วัฏสงสารแห่งห้วงจักรวาลเบื้องนอกหมุนวนเปลี่ยนผ่านอย่างเกรี้ยวกราดและไร้ความปรานี กาลเวลาไหลทะลักล่วงเลยเนิ่นนานนับหมื่นปี ดาราจักรนับล้านดวงจุติขึ้นส่องประกายเจิดจรัส ก่อนจะดับสูญแตกสลายกลายเป็นเพียงฝุ่นธุลีดารา อาณาจักรเซียนรุ่งเรืองและล่มสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่า... ภายใต้ ‘ค่ายกลปิดตายระดับมหาปฐมกาล’ ที่กางกั้นครอบคลุม ‘ห้องหอหยกเหมันต์’ กฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาและมิติธาตุทั้งปวง กลับถูกแช่แข็งให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ประดุจเพิ่งผ่านพ้นไปเพียงเสี้ยวราตรี!ความเงียบสงัดระดับเอกเทศ โอบกอดกลิ่นหอมหวนของกำยานสวรรค์และละอองกลีบท้อโลหิตที่ไม่มีวันเหี่ยวเฉา บนแท่นบรรทมอันวิจิตรตระการตา ไป๋เยว่ ราชินีมารยาแห่งวังจันทราโลหิต ค่อยๆ ปรือตาดอกท้อขึ้นอย่างเชื่องช้า แพขนตาหนางอนกะพริบไหวขับไล่ความง่วงงุนการจำศีลพักผ่อนที่ยาวนานและแสนหวานที่สุดในประวัติศาสตร์สามภพเพิ่งจะสิ้นสุดลง ดรุณีโฉมสะคราญขยับสรีระอรชรบิดขี้เกียจ ก่อนจะแย้มยิ้มละมุนเมื่อพบว่า สภาพแวดล้อมแรกที่สะท้อนเข้าสู่นัยน์ตา หาใช่เพดานตำหนัก ทว่านางยังคงซุกตัวอย่างปลอดภัยและอบอุ่น อยู่ในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งดุจปราการเหล็กกล้าของ ‘ม่อซาง’ จอมมารผู้ยิ
ความเงียบเหงาอันแสนวิเวกวังเวง เข้าครอบงำท้องพระโรงแห่งวิหารจันทราโลหิต กลิ่นอายมหาปฐมมารที่เคยแผ่ซ่านกดทับสิบทิศเจือจางลงจนแทบสัมผัสไม่ได้ บัลลังก์ศิลาโลหิตที่เคยเป็นที่ประทับของจอมมารและราชินี บัดนี้ว่างเปล่าและเย็นเยียบ ไร้ซึ่งเงาของผู้ให้กำเนิดที่หนีไปจำศีลพลอดรักในเขตหวงห้ามเบื้องล่างขั้นบันไดหยก ทายาทสายเลือดอเวจีทั้งห้าพระองค์ นั่งล้อมวงกันด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยความห่อเหี่ยวและเบื่อหน่าย ม่อเทียนนั่งขัดสมาธิเช็ดคมกระบี่ ม่อเหยียนฝนเข็มพิษอย่างเลื่อนลอย ม่อหยวนดีดลูกคิดอย่างไร้จุดหมาย ส่วนจิ้งเหมียนและหย่งหล่านนอนเกยทับกันบนพรมขนสัตว์ หาววอดจนน้ำตาเล็ดแม้ก้อนแป้งทั้งห้าจะแผลงฤทธิ์ป่วนจักรวาลมานักต่อนัก ทว่าเมื่อบิดามารดาหายหน้าไป ความรู้สึกโหวงเหวงก็ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในซอกหลืบของหัวใจ"ท่านพ่อกับท่านแม่หนีไปนอนพักผ่อนกันสองต่อสอง... ปล่อยให้พวกเราต้องมานั่งเฝ้าความว่างเปล่าเยี่ยงนี้ ช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก" หย่งหล่านบ่นพึมพำ สุรเสียงยานคางเจือแววงอแง"ต่อให้คิดถึงเพียงใด พวกเราก็หาญกล้าไปเคาะประตูตำหนักหยกเหมันต์ไม่ได้หรอกนะ" ม่อเทียนเอ่ยทำลายความเงียบ สุรเสียงทุ้มต่ำแฝงควา
กังวานเภรีรบที่ขึงด้วยหนังมังกรบรรพกาล ดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนแผ่นดิน! คลื่นเสียงอัดกระแทกทำลายล้างความเงียบสงบของวังจันทราโลหิตจนกระเบื้องหยกดำบนหลังคาสั่นระริกนภากาศเบื้องบนที่เคยทอประกายแสงสุริยันสีเลือด บัดนี้ถูกบดบังด้วยเงาทะมึนของกองทัพมหึมานับแสนชีวิต!'กองกำลังพันธมิตรกบฏ' แห่งเผ่ามังกรสวรรค์และเผ่าวิหคเพลิงอมตะ ยกทัพมาตั้งประจันหน้าหมายล้อมกรอบอเวจี เหล่าขุนพลเฒ่าและผู้อาวุโสสวมชุดเกราะทองคำส่องประกายบาดตา ธงรบโบกสะบัดพร้อมสรรพเสียงก่นด่าทอสาปแช่งดังกังวานก้องพวกมันคือผู้หยิ่งยโสที่ไม่อาจทนรับความอัปยศอดสู! การที่ 'หลงอวี่' และ 'เฟิ่งเทียน' รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ของเผ่าพันธุ์ ต้องลดตัวลงไปสวมผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้ ซักอาภรณ์ กวาดพื้น และเข้าครัวทำอาหารให้แก่สตรี ถือเป็นการเหยียบย่ำเกียรติยศระดับล้างเผ่าพันธุ์! กองทัพนับแสนจึงหมายมั่นจะมาบดขยี้วังมาร และฉุดกระชากองค์ชายของพวกตนกลับคืนสู่อำนาจ!ภายในลานซักล้างเบื้องหน้าตำหนักนิทรานิรันดร์...สองยอดบุรุษผู้ถูกลดขั้นเป็นหัวหน้าพ่อบ้าน กำลังขะมักเขม้นกับภาระหน้าที่ หลงอวี่สวมผ้ากันเปื้อนสีฟ้าคราม สองมือแกร่งกำลังบิดผ้าห่มไหมสวรรค์จ
ประกายแสงสีฟ้าครามเรืองรองลอดผ่านรอยแยกของกล่องไม้จันทน์หอมหยกลายเมฆา กลิ่นไอดินหลังอสนีบาตฟาดฟัน ผสานกับความเย็นยะเยือกของยุคบรรพกาลลอยอวลเตะจมูก ภายในหอคลังจันทราโลหิตที่อร่ามเรืองด้วยกองทองคำ มู่ฉี ยอดโจรตีนแมวผู้เลื่อนขั้นเป็นสามีแห่งวังมาร ยืนยืดอกด้วยท่วงท่าสง่างาม สองมือแกร่งประคองกล่องไม้จันทน์ยื่นไปเบื้องหน้าดรุณีโฉมสะคราญอย่างนอบน้อมภายในกล่องกำมะหยี่สีเลือด บรรจุ 'ปิ่นปักผมหยาดน้ำค้างบรรพกาล' เครื่องประดับชิ้นเอกที่สกัดจากแก่นวารีบริสุทธิ์นับหมื่นปี ทอประกายระยิบระยับหยอกเย้าแสงสว่างม่อหยวน เถ้าแก่เนี่ยน้อยแห่งอเวจี เลิกคิ้วเรียวงาม นัยน์ตาสีอำพันที่เคยมองทุกสิ่งเป็นเพียงผลกำไร บัดนี้ทอประกายอ่อนโยนลึกซึ้ง ริมฝีปากอวบอิ่มแย้มยิ้มหวานล้ำประดุจบุปผาสวรรค์ผลิบาน ดรุณีน้อยหยิบปิ่นหยกขึ้นมาลูบไล้ ความปีติยินดีเอ่อล้นเมื่อตระหนักว่า ทาสรักผู้เคยยากไร้ บัดนี้รู้จักเก็บหอมรอมริบเบี้ยหวัดส่วนตัว เพื่อสร้างความโรแมนติกปรนเปรอภรรยา"งดงามยิ่งนัก... สามีข้าช่างรู้ใจ" สุรเสียงหวานใสเอ่ยชมเชย ปลายนิ้วเล็กจ้อยไล้ไปตามสลักลวดลายวิจิตร "ของล้ำค่าปานนี้... เจ้าไปประมูลมาด้วยราคาเท่าใดหรือ?
ความมืดมิดยามวิกาลกลืนกินทุกสรรพสิ่งในตำหนักโอสถพิษ ความเงียบสงัดระดับก้นบึ้งปรโลกเข้าครอบงำจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงละอองน้ำค้างหยดกระทบใบไม้ทว่า... ความสงบสุขอันเป็นนิรันดร์นั้น กลับถูกฉีกกระชากลงด้วยสรรพเสียงกัมปนาทที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามของสัตว์อสูรบรรพกาล!โครก... คราก... ครืดดด!!!คลื่นเสียงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นประดุจแผ่นดินไหว บดขยี้ความเงียบงันจนแหลกละเอียด! ต้นกำเนิดของมหันตภัยหาใช่อื่นใด แต่มันดังมาจากช่องท้องของสตรีที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนแท่นบรรทมหยกดำ!ไป๋หลิง ดรุณีกระเพาะหลุมดำผู้ครอบครองตำแหน่งฮูหยินรองแห่งอเวจี นอนพลิกซ้ายตะแคงขวาอย่างกระสับกระส่าย สรีระอรชรบิดเร่าประดุจปลาขาดน้ำ สองมือเล็กจ้อยกุมหน้าท้องแบนราบที่กำลังประท้วงอย่างเกรี้ยวกราด อาการกำเริบของความหิวโหยระดับกลืนกินเอกภพ ปะทุเดือดขึ้นกลางดึกอย่างไม่อาจต้านทาน!"ฟูจวิน... ฟูจวินตื่นเถิด..."สุรเสียงหวานใสยานคางคร่ำครวญเจียนขาดใจ ไป๋หลิงยื่นมือไปเขย่าท่อนแขนกำยำของบุรุษข้างกายอย่างบ้าคลั่ง เขย่ารุนแรงเสียจนเตียงหยกศิลาสั่นสะเทือน!ม่อเหยียน องค์ชายรองแห่งอเวจี ขมวดคิ้วเข้มเข้าหากัน นัยน์ตาสีเพลิง
แสงสุริยันสีเลือดแห่งทวีปอเวจี สาดส่องกระทบลานฝึกศิลาโลหิตที่เคยกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยกลิ่นอายดิบเถื่อน ทว่าบัดนี้ สถานที่ซึ่งเคยคลุ้งไปด้วยควันเนื้อย่างและเศษไหสุราแตกกระจาย กลับสะอาดสะอ้านเงาวับจนสามารถใช้ส่องแทนคันฉ่องได้ กองทัพมารเดนตายนับแสนนายที่เคยเดินเตะฝุ่นย่ำสลบไร้ทิศทาง กำลังยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งตรงแหน่วประดุจถูกไม้บรรทัดเหล็กหล่อดัดสันหลังเบื้องหน้ากองกำลังที่สั่นสะท้านดุจลูกนกเปียกฝน ลู่หลิน ฮูหยินใหญ่แห่งวังจันทราโลหิต ก้าวเดินตรวจตราด้วยท่วงท่าสง่างามและเข้มงวดขั้นสุด อาภรณ์แพรไหมสีฟ้าครามแห่งสำนักกระบี่ฟ้า พลิ้วไหวขัดแย้งกับบรรยากาศขุมนรกอย่างสิ้นเชิง ในมือเรียวขาวผ่องถือ 'ม้วนตำรากฎระเบียบสามพันข้อ' ม้วนใหญ่หนาเตอะที่เพิ่งบัญญัติขึ้นใหม่ ปลายนิ้วตวัดชี้ไปยังขุนพลร่างยักษ์เขี้ยวโง้งที่กำลังแอบซ่อนน้ำเต้าบรรจุเมรัยไว้ด้านหลัง"กฎข้อที่สี่ร้อยแปดสิบสอง ห้ามขุนพลทุกนายแตะต้องสุราในยามเข้าเวรยาม!" สุรเสียงกังวานใสแผดก้องประดุจสายฟ้าฟาดทะลวงโสตประสาท "พวกเจ้าเป็นถึงกองกำลังปกป้องสิบทิศใต้การนำของราชันย์ทัพหน้า ไฉนจึงทำตัวเหลวไหลเยี่ยงโจรป่าไร้การศึกษา โยนน้ำเมาโสโ







